ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18


    ปกิณณกธรรม

    ตอนที่ ๑๘

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ

    พ.ศ. ๒๕๓๖


    ผู้ฟัง สภาพรู้ที่เรารับฟัง ฟังแล้วเกิดความเข้าใจ หรือพยายามศึกษาข้อความอะไรก็พยายามจะเข้าใจ เดิมเราอาจจะคิดว่าเป็นความรู้ แต่เท่าที่อ่านทราบว่า ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติจริงๆ สมมติว่าเกิดจากที่เราปฏิบัติธรรม หรือว่าเกิดจากการมีสมาธิ แล้วเกิดรับรู้เอง เห็นเอง ตรงนี้ต่างกับสภาพความรู้จากเราที่ฟัง หรือจากที่เราอ่าน ที่เราศึกษาอย่างไร ต่างกันอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เวลานี้มีทางหลงทาง คือว่านี่ทางมี ไปสู่ความรู้แจ้งสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เป็นของจริง เป็นอริยมรรค เป็นมรรคมีองค์ ๘ หรือจะใช้คำว่าทางสายกลาง มัชฌิมาปฏิปทา นี้มีอีกหลายชื่อทีเดียว แต่ให้ทราบว่าทางที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ที่เกิดดับมี อันนี้เป็นทางจริงๆ นอกจากนั้นยังมีทางสำหรับจะหลงด้วย คือ ไม่ใช่ทางนี้ ไปทางอื่น แล้วก็หวัง เพียงหวังว่าจะถึงทางนี้ แต่การที่จะรู้ว่าทางนี้เป็นทางจริง หรือว่าเป็นทางที่จะหลงทาง ก็คือว่าปัญญามีหรือไม่ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยพระปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาแล้วอย่างไรๆ ก็เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้แน่ หรือพระสาวก ตั้งแต่พระโสดาบันจนถึงพระอรหันต์ก็ต้องมีปัญญา และถ้าปัญญาขั้นฟังไม่มี ปัญญาขั้นอื่นจะมีได้ไหม เป็นเรื่องของปัญญาล้วนๆ ที่กำลังมาฟัง ขณะนี้ใครเข้าใจ เคยเป็นเรา แต่ให้ทราบความจริงว่าเป็นปัญญา ซึ่งเริ่มเกิด เริ่มเจริญ เริ่มที่จะรู้ว่า สภาพธรรมที่มีจริงนั้นคืออะไรในขณะนี้ นี่เป็นปัญญาขั้นหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น ที่ใช้คำว่าปฏิบัติ เข้าใจว่าคนที่ใช้คำนี้ ก่อนนั้นไม่ได้ศึกษาเลย ไม่ได้ฟังพระธรรมเลยด้วยซ้ำไป แต่ว่าได้ยินแต่คำว่าปฏิบัติ และภาษาไทยเราใช้คำนี้มาก พอพูดถึงคำว่า ปฏิบัติ คนไทยทุกคนรู้เลยแปลว่าทำ ไม่ว่าจะทำอะไรทั้งสิ้น ปฏิบัติก็คือทำนั่นเอง เพราะฉะนั้น พอบอกว่าต้องไปปฏิบัติธรรม เลยคิดว่าต้องไปทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่เขียนหนังสือ ไม่ใช่ว่ายน้ำ ไม่ใช่อะไรเหมือนทางโลกที่ทำกันอยู่ คงจะต้องไปนั่งขัดสมาธิ แล้วก็หลับตา เพราะว่ามีหลานเล็กๆ คนหนึ่ง เขาบอกคุณยายของเขาให้นั่งขัดสมาธิ เอามือซ้อนกัน และหลับตา โรงเรียนอนุบาลเอง แต่เขาเข้าใจว่านั่นคือ ปฏิบัติ นั่นคือทำ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย เวลานี้เรากำลังทำอะไรหรือเปล่า เวลานี้เดิมเราก็เข้าใจว่า เราไม่ได้ทำงานอื่น แต่กำลังทำเหมือนกัน คือกำลังนั่งฟังธรรม นี่คือ กำลังทำเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทำอย่างอื่น จริงๆ แล้ว เห็น กำลังทำหน้าที่เห็น เป็นหน้าที่ของจิต เวลาพูดเรื่องจิต เหมือนกับว่าราเข้าใจแล้ว แต่ว่าจริงๆ แล้วถ้าถามว่าจิตอยู่ที่ไหน ขณะนี้ เดี๋ยวนี้จิตทำอะไร ถ้ามีจิตจริงๆ ก็ต้องสามารถที่จะยกออกมาให้เห็นได้ว่านี่คือจิต และก็จิตมีลักษณะอย่างนี้ แล้วก็จิตกำลังทำหน้าที่อย่างนี้

    เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าขณะนี้บางคนอาจจะบอกว่านั่งเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร แต่ความจริงแล้ว สภาพธรรมที่เป็นนามธรรมเกิดขึ้นต้องทำกิจการงานทุกขณะ ไม่มีจิตแม้ขณะเดียว หรือประเภทเดียวซึ่งเกิดขึ้นแล้วไม่ได้ทำอะไร เวลานี้จิตเกิดแล้วก็ดับ จิตขณะหนึ่งสั้นมาก เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และก็ดับ แต่ถึงอย่างนั้นเมื่อจิตเกิดแล้ว เกิดเพื่อทำกิจการงานนั้น เฉพาะหน้าที่นั้นๆ แล้วดับ

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่เห็น เป็นจิตเกิดขึ้นทำหน้าที่เห็น ขณะที่ได้ยินก็เป็นจิตเกิดขึ้นทำหน้าที่ของจิตได้ยิน เพราะฉะนั้น สภาพธรรมแต่ละอย่างมีกิจหน้าที่ ที่บอกว่าปฏิบัติ เอาอะไรปฏิบัติ กำลังเห็น ถ้าจะบอกว่าปฏิบัติธรรม เอาอะไรปฏิบัติ จิตเห็นปฏิบัติอะไรไม่ได้ ได้แต่เห็นอย่างเดียว จิตได้ยินก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากได้ยินอย่างเดียว จิตได้กลิ่นก็ทำอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากได้กลิ่น จิตที่รู้สิ่งที่กำลังอ่อนหรือแข็ง ทำอย่างอื่นไม่ได้เลย นอกจากรู้อ่อนหรือแข็ง จิตที่คิดนึก คิดเหมือนกัน หมายความว่าจะคิดอะไรก็ได้ แต่คิดเป็นจิตที่คิด ไม่ใช่จิตที่เห็น ไม่ใช่จิตที่ได้ยิน

    เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าจิตทุกประเภท ทุกขณะเกิดขึ้นปฏิบัติกิจ เพราะฉะนั้นถ้าพูดว่าขณะนี้ที่เราเห็น เราไม่ปฏิบัติธรรมหรืออะไรก็ตามแต่ เพราะฉะนั้นขณะที่ปฏิบัติธรรม อะไรปฏิบัติ ต้องมีสภาพธรรมที่ปฏิบัติ เหมือนจิตกำลังปฏิบัติหน้าที่เห็น หน้าที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการปฏิบัติธรรม ต้องรู้ว่าอะไรปฏิบัติ ถ้าตอบไม่ได้ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้น อย่าเพิ่งคิดว่าเขาปฏิบัติธรรมโดยที่เขาไม่รู้อะไรเลย แล้วอยู่ดีๆ นั่งไปนั่งมาสักครู่เกิดรู้ขึ้นมา เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะว่าถ้ารู้ต้องรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ที่กำลังปรากฏ นี่คือปัญญา สิ่งเมื่อกี้นี้ดับหมดแล้ว สิ่งที่จะเกิดข้างหน้าก็ยังไม่เกิด

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ของจริงคือเดี๋ยวนี้เอง ทางตาที่กำลังเห็นจริง ทางหูที่กำลังได้ยินจริง ทางกายที่กระทบสัมผัสจริง ทางใจที่กำลังคิดนึกจริง ปัญญารู้ความจริง คือรู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้จึงเป็นปัญญา แต่ถ้าไม่รู้สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ใครจะบอกว่าเป็นปัญญาก็ไม่ใช่ปัญญา จะเป็นปัญญาได้อย่างไร ในเมื่อไม่รู้สิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้น ปฏิบัติธรรม ถ้าตอบไม่ได้ว่าอะไรปฏิบัติ ก็ไม่ใช่ปฏิบัติธรรม อย่าไปหลงทาง อย่าไปหลงเข้าใจผิดว่าเขาปฏิบัติธรรมกัน

    ผู้ฟัง การที่เราศึกษาธรรม หรือว่าปฏิบัติ สมมติว่ามีศีล คือ ปัจจุบันนี้เราก็เรียกว่าการรักษาศีล เพราะถือว่าเป็นการปฏิบัติธรรม ไม่ทราบว่าตรงหรือไม่ หรือว่าการให้ทาน เราทำทานก็ถือว่าได้กุศล หรือเป็นการละกิเลส หรือว่าทำให้เราพยายามที่จะละพวกความโลภ เราทำทานนี้ก็ถือว่าได้กุศลส่วนหนึ่ง หรือว่าการที่เราปฏิบัติตามศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ศีล ๘ หรือศีลของพระ ๒๒๗ แต่สิ่งหนึ่งที่สนใจกัน คือการภาวนา เท่าที่อ่านตำรา การภาวนาจะได้กุศลแรง หรือจะทำให้เกิดสมาธิ หรือทำให้จิตสงบ แล้วจะเกิดความรู้ หรือปัญญาขึ้นมาในสมาธิ อยากทราบตรงนี้ว่าเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ นี่ก็คือจุดที่ว่า เมื่อไม่ได้ศึกษาพระธรรมโดยตรง แล้วก็เป็นหนังสือเขียนโดยคนโน้นคนนี้บ้าง แต่ไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ก็ไม่สามารถที่จะให้ความจริงได้ แต่ถ้าเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะเป็นเรื่องของความจริงโดยตลอด แล้วก็เป็นเหตุเป็นผลตั้งแต่ต้นทีเดียว แม้แต่จะใช้คำหนึ่งคำใด ก็ต้องมีสภาพธรรมจริงๆ ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของธรรมนั้น

    เคยโกรธใช่ไหม ขณะนั้นเป็นธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นทำกิจของธรรมนั้น คือสภาพของความเป็นโทสะ จะหยาบกระด้าง จิตใจจะไม่อ่อนโยนเลยในขณะนั้น มีแต่ความร้อน หรือว่าความหยาบ ความแข็ง ความกระด้าง เพราะเหตุว่า ลักษณะของสภาพธรรมชนิดนี้มีกิจการงานอย่างนี้ มีลักษณะอย่างนี้ ตรงข้ามกับอโทสะ ความไม่โกรธ หรือความเมตตา ถึงแม้ว่าใครจะทำอะไรสักเท่าไหร่ เรายังมีเมตตา คือมีความเข้าใจ มีความเห็นใจ และจิตใจของเราในขณะนั้นขมีการให้อภัย สบายไม่เดือดร้อน นั่นก็เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง

    เพราะฉะนั้น สภาพธรรมแต่ละอย่างก็เกิดขึ้น ทำกิจการงานของสภาพธรรมนั้นๆ ปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติกิจของตน เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมต้องมีสภาพธรรมที่กำลังปฏิบัติกิจนั้น จึงจะชื่อว่า ปฏิบัติธรรม ถ้าสภาพธรรมนั้นไม่เกิดปฏิบัติหน้าที่นั้น เราจะไปบอกว่าเขากำลังปฏิบัติหน้าที่นั้นก็ไม่ได้ อย่างปัญญานี้รู้อะไร ปัญญาในพุทธศาสนา ถ้าคนนั้นทำมาหากินเก่ง วาดรูปสวย เย็บปักถักร้อย ทำอาหารอร่อย มีปัญญาหรือเปล่า มีปัญญาไหม ไม่ได้เลย ไม่ได้เลย นี่ไม่ใช่ปัญญาในพระพุทธศาสนา

    คนไหนเรียนจบปริญญาเอกมา ทำอะไรได้ ก่อสร้างตึกสูงกี่ชั้น สถาปนิกสวยงาม อะไรก็ตามแต่ ไม่ใช่ปัญญาในพระพุทธศาสนาเลย ถ้าปัญญาในพระพุทธศาสนาหมายความว่า รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น จึงจะชื่อว่าปัญญา

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าเรานี้อยู่ในโลกมืดเหมือนคนตาบอด ถ้าไม่ได้รับแสงสว่างคือพระธรรม ไม่มีทางที่เราจะรู้จักโลก รู้จักตัวเอง รู้จักทุกอย่างตามความเป็นจริง ต่อเมื่ ใดที่เริ่มฟังพระธรรม เมื่อนั้นถึงจะรู้ว่าขณะนี้เป็นสภาพธรรมอะไร เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ และก็สามารถที่จะส่องละเอียดไปจนกระทั่งถึงว่า แม้เพียงขณะจิตขณะเดียวที่เกิดขึ้น มีสภาพธรรมอะไรบ้างที่เกิดร่วมกับจิตนั้น เพราะเหตุว่าเวลาเห็นแล้วคิดนึก คิดดีก็ได้ คิดไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้นจะเป็นธรรมที่เป็นอกุศลก็ได้ ธรรมที่เป็นกุศลก็ได้ ขณะใดที่เราคิดแล้วเราโกรธ ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมประเภทอกุศลธรรม คือธรรมที่ไม่ดีงาม ขณะใดที่เราคิดแล้วไม่โกรธ ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมประเภทดี

    เพราะฉะนั้นก็ไม่มีเรา วันหนึ่งๆ ก็อ่านออกว่ามีสภาพธรรมที่ดีบ้าง มีสภาพธรรมที่ไม่ดีบ้าง และไม่ใช่เรา คนอื่นก็เหมือนกันใช่ไหม เขาอย่างไรเราก็อย่างนั้น โลภะความติดข้องในสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเรา ก็เหมือนกับโลภะความติดข้องของคนอื่น เราชอบอาหารอร่อย คนอื่นก็ชอบอาหารอร่อย เราชอบเสียงเพราะ คนอื่นก็ชอบเสียงเพราะ เราชอบสิ่งที่สวยๆ งามๆ คนอื่นก็ชอบสิ่งที่สวยๆ งามๆ เพราะฉะนั้นเราก็อ่านใจคนอื่นทะลุปุโปร่งเหมือนกันว่าเขาชอบอะไร ทุกคนชอบความสุข ไม่ชอบความทุกข์ แต่ว่าการที่เรามีความสามารถที่จะทำอะไรต่างๆ ไม่ใช่ปัญญา ต้องทราบว่าต้องแยกออกให้ละเอียดกว่านั้น ที่เราเคยคิดว่าคนนั้นฉลาด คนนั้นเก่ง ใช้คำนี้ได้ในภาษาไทย ฉลาดก็ได้ เก่งก็ได้ แต่ไม่ใช่ตัวปัญญาจริงๆ ไม่ใช่สภาพธรรมที่เป็นปัญญา

    ถ้าใครมาหลอกให้หลงปฏิบัติจะปฏิบัติไหม ในเมื่อไม่รู้เลย ไม่รู้อะไรเลย ไปถึงก็นั่งๆ เฉยๆ บอกให้นั่งก็นั่ง ก็เป็นคนที่ไม่มีเหตุผล และถ้าถามคนนั้นว่าปัญญารู้อะไร คนที่บอกให้เรานั่ง เขาจะตอบไม่ได้เลย ถ้าเขาตอบได้ว่าปัญญารู้อะไร เขาก็ไม่ให้เรานั่ง เพราะว่าเดี๋ยวนี้ก็มีสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ กำลังปรากฏ จะนั่ง จะนอน จะยืน จะเดิน จะพูด จะคิด เป็นธรรมทั้งหมด เมื่อเป็นธรรมทั้งหมด ปัญญาจริงๆ ก็รู้ในลักษณะของธรรมนั้น ซึ่งธรรมเป็นเรื่องยากไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ว่าคนที่ได้สะสมบุญมาแล้วก็เห็นประโยชน์ เห็นคุณค่า แล้วก็มีความอดทน ที่จะเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ซึ่งถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ เราไม่มีโอกาสที่จะมานั่งพูดเรื่องสภาพธรรม

    ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์พูด ก็เป็นลักษณะที่ว่า จิตตามการกระทำหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ถ้าใครบอกให้เอาจิตตาม จิตเกิดแล้วดับ จะเอาจิตที่ไหนตามอะไร

    ผู้ฟัง เหมือนอย่างกับเรากำลังพูด จิตเราก็ตามทางกริยาที่เรากำลังพูดแล้วเรากำลังถาม เหมือนกับการกระทำทั้งหลาย คือจิตต้องตามใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่มีจิตกับเรา มีแต่จิต

    ผู้ฟัง คือ จิตรู้จิต ว่า เรากำลัง……จิตเรารู้ว่า เราเลี้ยว……

    ท่านอาจารย์ มีใครบ้างที่ไม่รู้

    ผู้ฟัง อย่างบางคน………

    ท่านอาจารย์ รู้ทุกคน หยิบอย่างนี้ อย่างนี้ก็รู้ อย่างนั้นมี คือการเผลอหรือการหลง แต่ปกติของทุกคน ถ้าถามว่าทำอะไร เขาบอกได้ เพียงบอกได้ว่า กำลังยกถ้วยแก้ว กำลังหยิบ กำลังจับ

    ผู้ฟัง ………

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ เร็วไป ง่ายไป ไม่อย่างนั้นใครๆ ก็มีสติทั้งวัน ถามว่า กำลังทำอะไร ก็บอกได้ อย่างนั้นไม่ใช่

    ผู้ฟัง แต่ลักษณะอย่างที่กำลังอธิบายเหมือนเกี่ยวกับว่า อย่างเราเห็น แต่เรายังบอกคือจิต คือจิตบอกว่าเห็นใช่ไหม ที่ว่าเห็น ตาเห็นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้องบอกก็เห็นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เห็น แต่การที่เราจะแยกว่าเป็นหน้าเป็นอะไร คือจิตหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ คิด จิตคิด

    ผู้ฟัง นี้คือความหมายว่า จิตตาม หรือคือจิตตามการเห็น

    ท่านอาจารย์ คือจิตเกิดแล้วก็ดับทันที เพราะฉะนั้นจิตขณะที่เห็นดับ จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นรู้ และจิตขณะต่อไปก็เกิดขึ้นนึก เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตชั่วขณะเดียวๆ ซึ่งเกิดแล้วทำหน้าที่แล้วก็ดับ เกิดทำหน้าที่แล้วก็ดับ เกิดทำหน้าที่แล้วก็ดับ สืบต่อกันจนกระทั่งเหมือนโลกซึ่งไม่ดับเลย เพราะว่าเร็วมาก จากเห็นมาได้ยิน ใครแยกออก เหมือนพร้อมกันใช่ไหม แต่ว่า แสดงให้เห็นว่าจิตที่เห็นดับ แล้วจิตที่ได้ยินก็เกิด แต่ระหว่างจิตเห็น จิตได้ยิน จิตอื่นเกิดดับอีกหลายขณะเหลือเกิน ทรงแสดงไว้โดยละเอียดว่าจิตเกิดดับสืบต่อกันอย่างไร ไม่มีจิตกับเรา มีแต่จิตแล้วก็มีความคิด

    ผู้ฟัง ธรรมมีสูตรหรือเปล่า เช่น ๑ บวก ๑ เป็น ๒

    ท่านอาจารย์ ๑ บวก ๑ เป็น ๓ ไม่ได้ใช่ไหม หมายความว่า เหตุผลก็ต้องตรงเปลี่ยนไม่ได้ ธรรมคือสภาพที่ทรงตรัสรู้ไม่ใช่มานึกคิด อย่าง ๑ บวก ๑ นี่เรายังนึกใช่ไหม แต่ว่า สภาพธรรมที่เป็นจริง พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ลักษณะนั้นซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น

    ผู้ฟัง เช่น เจตสิก สมมติว่ามีอะไรบวกกับอะไรก็เกิดเจตสิก

    ท่านอาจารย์ วันนี้คงจะต้องพูดถึงคำนี้ คือเจตสิกให้ชัดๆ เรื่องจิตนี้ไม่ทราบว่าชัดหรือยัง

    ผู้ฟัง ยังไม่รู้เรื่อง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ที่นั่งอยู่ที่นี่ เราไม่ได้มีแต่รูป เรามีใจด้วย เราถึงได้นั่งอยู่ที่นี่ ถ้าเป็นคนตายแล้วมีแต่รูป ใจไม่มี จึงได้ว่าเป็นคนตาย เพราะว่าคนตายไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่คิดนึก ใช่ไหม เพราะฉะนั้นอาการคิด อาการนึก อาการสุข อาการทุกข์ อาการเห็น อาการได้ยิน มีจริงๆ แล้วไม่ใช่รูปด้วย อย่างตานี่ไม่เห็น ตาเป็นแต่เพียงทางที่จะทำให้จิตเห็นสิ่งที่ปรากฏเมื่อกระทบตา หรือหู ตัวหูเองไม่ได้ยิน แต่ว่าเป็นทางที่จะทำให้จิตเกิดขึ้นได้ยินเสียง

    เพราะฉะนั้นต้องแยกจิตออกจากรูป ว่ารูปไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่ง่วง ไม่หิว รูปแข็ง รูปอ่อน รูปหวาน รูปเค็ม รูปร้อน พวกนี้เป็นรูป แต่ว่านามธรรมเป็นสภาพรู้อ่อน รู้ร้อน รู้เย็น รู้หวาน รู้เปรี้ยว นามธรรมที่นี่มองไม่เห็นเลย แต่หมายความถึงสิ่งที่มีจริงที่ไม่มีรูปร่าง และเราใช้คำว่าจิต เพราะว่าเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการเห็นบ้าง การได้ยินบ้าง เข้าใจเรื่องจิตแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง ยังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ดีมาก คือธรรมเป็นเรื่องช้าๆ และก็เป็นเรื่องละเอียด แล้วควรไปพร้อมๆ กันว่า ให้เข้าใจกันจริงๆ ถ้าไม่เรียกจิต เรียกเห็นมีไหม เห็นมี ถ้าไม่เรียกจิต เรียกปวด เมื่อย มีไหม มี ปวดเมื่อยนี่ร่างกายปวดเมื่อย หรือว่าร่างกายไม่รู้อะไร และก็ปวดเมื่อยเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งอาศัยร่างกายจึงได้ปวดเมื่อย ถ้าไม่มีรูปจะไม่ปวดเมื่อยเลยใช่ไหม แต่รูปแค่อ่อน แค่แข็ง เพราะฉะนั้นปวดเมื่อยไม่ใช่อ่อนไม่ใช่แข็ง ปวดเมื่อยมีจริงไม่ใช่อ่อนไม่ใช่แข็ง และปวดนี่เจ็บ เมื่อยก็ไม่สบาย คันก็ไม่สบาย พวกนี้เป็นลักษณะอาการของความไม่สบายกาย

    เพราะฉะนั้นถ้ามีกาย จะมีการรู้สิ่งที่กระทบกาย เวลานี้เราไม่รู้ว่าทั่วทั้งตัวของเรามีกายปสาทซึมทราบอยู่ทั้งข้างในข้างนอก ถ้ากระทบกับส่วนที่ร้อนจะเกิดความรู้สึกไม่สบายขึ้น แล้วแต่ว่าจะเป็นอาการปวด หรืออาการอะไรก็ตามแต่ เป็นธาตุต่างชนิด ขณะนั้นก็เป็นสิ่งที่มีจริง เราใช้คำว่าจิตก็ได้ จิตรู้สิ่งที่กระทบกายแล้วเกิดความปวดขึ้น

    ผู้ฟัง ก็เหมือนกับรับรู้

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพรู้ เป็นอาการรู้ เวลาปวดอย่างนี้เห็นได้ชัดเลย ถ้ากระทบสัมผัสตรงที่ปวด จะอ่อนหรือจะแข็ง ตรงที่ปวดนี้จะมีอ่อนหรือแข็ง แต่ความปวดนั้นไม่ใช่อ่อนหรือไม่ใช่แข็ง แต่อยู่ตรงอ่อนตรงแข็งที่ปวด เพราะฉะนั้นความปวดไม่ใช่ตรงอ่อนตรงแข็ง อ่อนก็อ่อน แข็งก็แข็ง ปวดก็ปวด ต้องแยกกัน

    ผู้ฟัง เช่นเราเห็นถ้วยแก้วแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่า มีแข็งหรือเปล่า ต้องสัมผัส

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ต้องสัมผัส เพราะฉะนั้นขณะที่รู้แข็ง ขณะนั้นสภาพรู้แข็งมี ถึงบอกได้ว่าแข็ง อาการรู้นั่นคือจิต ต้องแยกร่างกายออกจากจิตใจ เป็นจิตที่รู้ รู้สารพัด รู้ไปหมด จิตนี้รู้ทุกอย่าง

    ผู้ฟัง แล้วเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เอาจิตก่อน มีใครบ้างที่ยังสงสัยเรื่องจิตอยู่ หรือยังไม่แน่ใจเรื่องจิต

    ผู้ฟัง ที่ว่าจิตตาม บางคนเขาพูดกันหมายความว่า เรารู้ จิตตามรู้ จับก็แข็งหมายความว่าจิตต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอด หมายความถึงให้เกิดสติหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ อย่าเพิ่งไปไกลถึงสติ จำไว้ได้อย่างหนึ่งว่า สติจริงๆ แล้วเป็นสภาพธรรมที่ดีงามเป็นกุศล เพราะฉะนั้น เวลาสติเกิดจะเป็นไปในทาน มีการระลึกที่จะให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ไม่ใช่เห็นแก่ตัวหรืออยากจะได้ เพราะว่าวันหนึ่งๆ ทุกคนคิดแต่จะเอา วันนี้จะทำอะไรบ้าง จะซื้ออะไร จะรับประทานอะไร จะหาอะไรสำหรับตัวเอง นั้นคือโลภะ ความติดข้องใช่ไหม แต่สติจะมีลักษณะที่ระลึกที่จะเป็นไปในกุศลทุกประเภท เช่น ในทาน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 14
    28 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ