ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
ปกิณณกธรรมตอนที่ ๑๖
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ. ๒๕๓๖
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์ ก่อนที่จะถามความหมายของคำซึ่งเป็นเรื่องของเจตสิก ขอถามถึงคำว่าโลก ที่แบ่งออกเป็นตั้ง ๓ โลก มีโอกาสโลก สังขารโลก อีกคำหนึ่ง
ท่านอาจารย์ สัตวโลก
ผู้ฟัง สัตวโลก โอกาสโลกนี่ก็หมายความถึงว่า
ท่านอาจารย์ โลกจักรวาล
ผู้ฟัง โลกจักรวาล อย่างเช่นที่เรายืนอยู่นี่ก็เป็นโลก
ท่านอาจารย์ พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดาวอังคาร ดาวต่างๆ
ผู้ฟัง เกิดมาจากดิน น้ำ ไฟ ลม อะไรอย่างนี้ สังขารโลกก็คือสิ่งที่มีเกิดขึ้น
ท่านอาจารย์ สภาพที่ปรุงแต่งเกิดดับ
ผู้ฟัง และก็สุดท้าย
ท่านอาจารย์ สัตวโลก
ผู้ฟัง สัตวโลกนี่หมายความถึงว่าเราเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น
ท่านอาจารย์ พวกมนุษย์ พวกเทวดา พวกสัตว์เดรัจฉาน เพราะว่าสัตวโลกเป็นที่ดูกรรมและผลของกรรม บาปและบุญ และผลของบาปและบุญ เพราะเหตุว่าโต๊ะพวกนี้ทำบาป ทำบุญอะไรไม่ได้เลย แต่สัตวโลก เราสามารถจะเห็นจากพฤติกรรมการกระทำ คือเห็นบาปเห็นบุญ เราบอกได้ว่าคนนี้ทำบุญคนนั้นทำบาปใช่ไหม
สัตวโลก หรือว่าสัตวโลกเป็นที่ดูผลของบุญและผลของบาป เกิดมาง่อยเปลี้ยหรือว่าพิการตั้งแต่กำเนิด เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เราก็รู้ว่าเป็นผลของอกุศลกรรม หรือว่าชีวิตในวันๆ นึงที่เราเป็นอยู่ บางครั้งได้รับผลของอกุศลกรรม แม้แต่การรับประทานอาหารที่อร่อย บางทีก็กระทบกรวดหรือทรายเม็ดเล็กๆ ในอาหาร หรือว่าพริกที่เผ็ดจัดหรืออะไรอย่างนี้ ขณะนั้นก็ไม่ได้หวังว่าจะเกิดอกุศลวิบากอย่างนั้น แต่ก็มีเหตุปัจจัยที่จะให้ได้รับกระทบสิ่งที่ไม่น่าพอใจ ก็เป็นอกุศลวิบาก
เพราะฉะนั้นถ้าเราจะย่อยเหตุการณ์ซึ่งเราคิดว่าเป็นเหตุการณ์ใหญ่มาเป็นขณะจิตแต่ละขณะ ขณะนี้กำลังเป็นโลกทางตา หรือขณะนี้กำลังเป็นโลกทางหู หรือขณะที่กำลังนั่งรับประทานอาหาร เป็นโลกรับประทานอาหาร แต่ย่อยลงไปแล้วก็เป็นโลกทางตาที่เห็นอาหาร เป็นโลกทางลิ้นที่กำลังลิ้มรสอาหาร นี่ก็แยกได้ว่าขณะใดเป็นวิบากผลของกรรมอะไร เพราะฉะนั้นสัตวโลกก็เป็นที่ดูบุญและบาป และผลของบุญและบาป
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้น โลกุตตระก็หมายความว่า
ท่านอาจารย์ พ้นจากโลกทั้งหมดเลย เหนือโลก
ผู้ฟัง การที่จะถึงโลกุตตระได้ก็จะต้องมีปัญญา อันนี้เป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ แน่นอน เป็นปัญญาที่ถึงไม่ใช่เรา
ผู้ฟัง ไม่ใช่เราที่ถึง เพราะฉะนั้นปัญญาที่ท่านอาจารย์บอกว่า แล้วปัญญาก็ทำหน้าที่ของเขา
ท่านอาจารย์ ปัญญารู้ ปัญญาเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรม ตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้นๆ ไม่เข้าใจผิดในสภาพธรรม อย่างได้ยินเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ถ้ารู้ว่าลักษณะที่รู้ สภาพรู้ ธาตุรู้มีจริง ลักษณะที่กำลังได้ยิน ไม่ใช่ตัวตน ขณะที่กำลังเข้าใจถูกเป็นปัญญา ขณะที่ประจักษ์แจ้งการเกิดดับก็เป็นปัญญาที่สูงขึ้น ขณะที่ละการยึดถือว่าเป็นตัวตน เป็นพระอริยบุคคล ก็เป็นปัญญาขั้นโลกุตตระ
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าปัญญาจะทำหน้าที่ของปัญญาเอง
ท่านอาจารย์ ใช่ ทุกอย่าง สภาพธรรมแต่ละชนิดมีกิจ มีลักษณะ มีหน้าที่เฉพาะของตนๆ โลภะมีลักษณะอย่าง ๑ มีกิจอย่าง ๑ มีเหตุใกล้ให้เกิดอย่าง ๑ โทสะมีลักษณะอย่าง ๑ มีกิจการงานหน้าที่อย่าง ๑ มีเหตุใกล้ให้เกิดอย่าง ๑ เมื่อเป็นสภาพธรรมที่มีจริงแล้วต้องมีลักษณะ ที่เรารู้ว่าเงาะไม่ใช่มังคุด เพราะเหตุว่าลักษณะต่างกัน เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละอย่าง จิตแต่ละชนิด เจตสิกแต่ละชนิด รูปแต่ละชนิด มีลักษณะ มีกิจการงานต่างๆ กัน
ผู้ฟัง ความเพียรที่ท่านอาจารย์สกลได้กล่าวถึงในช่วงแรกนั้น และท่านอาจารย์ได้คอมเมนต์ว่า ก็เป็นหน้าที่ของ
ท่านอาจารย์ วิริยเจตสิก
ผู้ฟัง วิริยเจตสิกที่เกิดขึ้น และก็อาจจะอธิบายไปถึงคำว่า สติ ได้ด้วยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สติเป็นสภาพที่ระลึก เป็นไปในกุศล
ผู้ฟัง เป็นไปในกุศล เพราะฉะนั้นปัญญาที่จะเกิดขึ้นได้ ต้องเกิดมาจากสภาพที่ระลึกรู้ ที่เป็นกุศล
ท่านอาจารย์ เวลาที่สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลเกิดขึ้น จะประกอบด้วยเจตสิกฝ่ายดีมาก มิฉะนั้นแล้วเป็นอกุศลอยู่ ไม่สามารถที่จะเป็นกุศลได้ สภาพธรรมนี่จะเห็นได้ว่า จิตแต่ละขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่เท่ากัน ถ้าเป็นจิตเห็นจะมีเจตสิกเกิดด้วยไม่มาก คือเพียง ๗ ประเภท ถ้าเป็นอกุศลจิต ก็เพิ่มขึ้นอีก คือมีโมหะ และก็มีอวิชชาพวกนี้ที่เป็นฝ่ายอกุศลเกิดร่วมด้วย ถ้าเป็นฝ่ายกุศลต้องอาศัยโสภณเจตสิกถึง ๑๙ ประเภท จึงจะเป็นกุศลจิตได้ เพราะฉะนั้นสติเป็นโสภณเจตสิกประเภท ๑ ใน ๑๙ ประเภท
เพราะฉะนั้น จะกล่าวว่าเวลาที่กุศลจิตเกิดไม่มีสติไม่ได้ มีทั้งศรัทธา มีหิริ มีโอตตัปปะ มีอโลภะ มีอโทสะ มีตัตตรมัชฌัตตตา มีโสภณสาธารณเจตสิกอื่นๆ อีก รวมแล้วอย่างน้อยที่สุด ๑๙ ประเภท เพราะฉะนั้นต้องเกิดพร้อมกัน เกิดด้วยกัน
ผู้ฟัง โอกาสที่สติจะมีปัญญาเกิดด้วย หรือว่าสติที่ไม่มีปัญญาเกิดด้วยเป็นไปไม่ได้
ท่านอาจารย์ เป็นไปได้ เพราะว่าบางครั้งสติระลึกเป็นไปในทานคือ การให้ แต่ไม่ประกอบด้วยปัญญา แต่ขณะใดที่มีปัญญาขณะนั้นต้องมีสติ แต่ขณะใดที่มีเพียงสติปัญญาไม่มีก็ได้ เพราะฉะนั้นกุศลแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือกุศลที่ประกอบด้วยปัญญาประเภทหนึ่ง และกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาอีกประเภทหนึ่ง ก่อนศึกษาธรรม ทุกคนก็มีกุศลประเภทที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา เช่น ให้ทาน รักษาศีล พวกนี้ไม่ต้องประกอบด้วยปัญญาก็ได้ แต่ขณะที่เริ่มเข้าใจธรรม ขณะนั้นไม่ใช่เรา เป็นปัญญาเจตสิตที่กำลังจะเกิด กำลังจะเจริญขึ้น
ผู้ฟัง ปัญญานี่ใช่ไหมที่เป็นตัวที่ทำให้จิตสงบ
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นความสงบจริงๆ ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นสงบจากอกุศล ขณะใดที่มีเมตตา ขณะนั้นโกรธไม่ได้ โกรธเกิดไม่ได้เลยขณะที่กำลังเมตตา เพราะฉะนั้นถ้าจะเข้าใจลักษณะของสงบ ก็คือว่าขณะใดที่จิตเป็นกุศลขณะนั้นสงบจากอกุศล คำว่าสงบนี่ต้องมีสงบจากอกุศลด้วย จึงจะชื่อว่าสงบ ไม่ใช่เราไปนั่งนิ่งๆ ไม่รู้อะไร ขณะนั้นมีโมหะ ไม่ใช่สงบจากอกุศล
เพราะฉะนั้นต้องรู้ความหมายว่าสงบที่นี่คือสงบจากอกุศล และถ้าจะสงบขึ้นๆ ต้องประกอบด้วยปัญญา จึงจะสงบขึ้นได้ ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็สงบชั่วขณะที่เป็นทานบ้าง เป็นศีลบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ถ้าจะให้ตั้งมั่นคงขึ้น ต้องประกอบด้วยปัญญา ถ้าปัญญาไม่มี จะไปนั่งเท่าไหร่ก็สงบขึ้นไม่ได้
ผู้ฟัง ถ้าไม่มีปัญญาสงบไม่ได้
ท่านอาจารย์ สงบขึ้นไม่ได้ เพราะเหตุว่ามีหลายระดับ ขณะใดที่จิตเป็นกุศล ขณะนั้นสงบจากอกุศล นี้ทั่วๆ ไป คือกำลังให้ทาน จิตสงบจึงให้ได้ สงบจากอกุศล ขณะนั้นไม่โลภ ไม่โกรธ เพราะเหตุว่าถ้าเรายังติดข้องในสิ่งที่จะให้ เราให้ไม่ได้ ถึงตั้งใจว่าจะให้ก็ให้ไม่ได้ เพราะยังต้องการของนั้นอยู่ หรือว่าเราโกรธคนที่จะรับ คิดว่าจะให้คนนี้ แต่เกิดไม่ถูกใจ เปลี่ยนแล้ว ไม่ให้คนนี้แล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น ขณะใดที่ให้ ขณะนั้นไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะจึงให้ แต่ไม่ได้หมายความว่าประกอบด้วยปัญญา เพราะฉะนั้น การให้ที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี ที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี เพราะเหตุว่ากุศลมี ๒ ประเภท กุศลที่ประกอบด้วยปัญญาก็มี กุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญาก็มี และก่อนศึกษาธรรม ส่วนใหญ่เป็นกุศลที่ไม่ประกอบด้วยปัญญา
ผู้ฟัง ในขณะนี้ที่ต้องการที่สุดคือว่า บางเวลาสงบนิ่ง แล้วมีสติว่าทำ
ท่านอาจารย์ อย่าใช้คำว่ามีสติ เพราะยังไม่รู้จักลักษณะของสติ
ผู้ฟัง คือรู้ว่าตัวทำอะไรอยู่
ท่านอาจารย์ รู้ว่าตัวกำลังพอใจ
ผู้ฟัง พอใจทำอะไรอยู่
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเป็นโลภะแล้ว
ผู้ฟัง ยังเป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ ก็พอใจ
ผู้ฟัง ไม่ใช่รู้ว่าพอใจ รู้ว่าทำอะไรอยู่
ท่านอาจารย์ แล้วชอบไหม
ผู้ฟัง จะว่าชอบก็แล้วแต่บางเรื่อง อย่างเช่นทำสมาธิอย่างนี้เป็นต้น จะเรียกว่าชอบ
ท่านอาจารย์ ต้องชอบ ไม่ชอบไม่ทำ
ผู้ฟัง ก็คงไม่เรียกว่า โลภะ
ท่านอาจารย์ เป็นเลย
ผู้ฟัง เป็นเลยหรือ ต้องการจิตให้นิ่งๆ อย่างนี้
ท่านอาจารย์ นั้นคือต้องการเต็มที่ ไม่ได้ต้องการปัญญา
ผู้ฟัง ไม่ต้องการปัญญา
ท่านอาจารย์ ต้องการสงบนิ่ง ไม่ให้รู้อะไรเลย แต่ปัญญารู้ รู้ถูกต้อง เข้าใจถูกในสิ่งที่กำลังปรากฏ มีสิ่งที่กำลังปรากฏแล้ว เคยไม่รู้ แต่ปัญญานั้นรู้ อวิชชาต่างหากที่ไม่รู้ อย่างเห็นนี่เคยเป็นตัวตน เป็นเรานั่นคืออวิชชา แต่ปัญญารู้จริงๆ ว่า เป็นชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเห็นแล้วก็ดับไปเลย
ผู้ฟัง อันนั้นเข้าใจ ที่จะถามคือว่า มีวิธีอะไรไหม
ท่านอาจารย์ วิธีจริงๆ ไม่มีใครชอบ ไม่มีใครทำ คือศึกษาธรรม นี่คือวิธีจริงๆ แต่วิธีที่ต้องการคือไม่ใช่วิธี คือจะให้ทำ ต้องการกันมาก คือบอกเถอะ จะทำได้ บอกให้ทำอะไรก็จะทำ แต่ไม่ใช่ปัญญาเลย
ผู้ฟัง แม้จะบอกให้ทำ
ท่านอาจารย์ ทำได้ใช่ไหม
ผู้ฟัง ที่อาจารย์สอนนี่ เข้าใจว่าคนละแขนงของหลักธรรมหรือเปล่า เดา
ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นธรรมแล้วต้องเกิดปัญญา
ผู้ฟัง คือสายปัญญา
ท่านอาจารย์ จะสายไหนไม่ได้ ถ้าเป็นธรรมแล้วต้องเกิดปัญญา
ผู้ฟัง มีอีกสายหนึ่งไหม
ท่านอาจารย์ ไม่มี ชื่อใช่ไหม แล้วคืออะไร เวลานี้เขามาบอกเราว่าผ้าขาวก็เป็นผ้าขาวไปกับเขา เขาบอกว่าวิปัสสนาแต่ยังไม่รู้ว่าวิปัสสนาคืออะไร ถ้าเรารู้ก่อนว่าวิปัสสนาคืออะไรเราถึงจะรู้ว่าที่เขาบอกนั้นเป็นวิปัสสนา หรือไม่ใช่วิปัสสนา
ผู้ฟัง เบื้องต้นเพราะรู้ว่ายังไม่เคยฝึกอะไร บอกว่ากำหนดหายใจเข้าออก กำหนดตรงนั้น
ท่านอาจารย์ ปัญญาอยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง ก็กำหนดตรงนั้น
ท่านอาจารย์ ปัญญาอยู่ที่ไหน ปัญญารู้อะไร อยู่ดีๆ ไปนั่งกำหนด
ผู้ฟัง ถึงทำไม่สำเร็จ กำหนดแล้วไม่เกิน ๒ นาที แวบออกไปเลย
ท่านอาจารย์ ให้ทราบว่า ขณะนั้นอยากรู้เป็นอะไร แล้วก็ไม่รู้ทั้งๆ ที่อยากรู้ ก็เหมือนผ้าดำเลย
ผู้ฟัง อย่างนั้นที่ว่า ถ้ารู้ปัญญาแล้วสามารถกำหนดจิตให้นิ่งได้
ท่านอาจารย์ ถ้ารู้ คนนั้นรู้ว่าที่คนอื่นบอกผิดหรือถูก นั้นคือคนรู้ ส่วนคนไม่รู้ ใครจะบอกว่าอะไร ก็คิดว่าถูกทั้งนั้น เพราะไม่รู้
ผู้ฟัง แล้วสิ่งที่ถูกคืออะไร
ท่านอาจารย์ คือความถูกต้องว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ปัญญารู้อะไร สิ่งที่กำลังปรากฏนี่รู้ไหม ถ้าสิ่งที่กำลังปรากฏไม่รู้ แล้วจะไปรู้อะไร คิดดู มีอะไรจะให้รู้ ในเมื่อสิ่งนี้กำลังปรากฏก็ไม่รู้ แล้วจะไปรู้อะไรสิ่งที่ไม่ปรากฏ จะไปรู้สิ่งที่ไม่ปรากฏได้อย่างไร สิ่งที่กำลังปรากฏแล้วไม่รู้ต่างหากที่จะต้องรู้ขึ้น
ผู้ฟัง หมายความว่า ให้รู้ ให้ใช้
ท่านอาจารย์ ไม่มีการใช้
ผู้ฟัง ให้เข้าใจอะไร แต่ละนาที
ท่านอาจารย์ ว่าทางที่จะเข้าใจสภาพธรรม ซึ่งตั้งแต่ลืมตาเป็นสภาพธรรมทั้งหมด มีคนหนึ่งไปแสวงหาธรรมสารพัดทั่วทิศ แต่พอเข้าใจแล้ว ลืมตาก็มีธรรมเผชิญหน้า กำลังเห็นนี่ล่ะคือธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาก็คือธรรม เสียงก็คือธรรม ได้ยินก็คือธรรม ความติดข้องคือธรรม ความเสียใจก็คือธรรม ทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม รู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เพราะมีปรากฏให้รู้ ไม่ต้องไปทำ มีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นเป็นอนัตตา แล้วไม่รู้ แล้วจะไปรู้อย่างอื่น แล้วจะไปทำให้รู้อย่างอื่น ทำไมไม่รู้สิ่งที่มีอยู่แล้ว
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นก็เลยย้อนไปอีกอันหนึ่ง ไม่ทราบว่าเป็นอันเดียวกันหรือเปล่า ที่ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา ที่ผมพูดอยู่เวลานี้ คือ ตัวสมาธิตัวนั้นหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ สมาธิมี ๒ อย่าง มิจฉาสมาธิกับสัมมาสมาธิ
ผู้ฟัง ลักษณะ ๒ อย่าง ต่างกันหรือเปล่า มีรูปร่างอย่างไร
ท่านอาจารย์ สัมมาสมาธิ คือ สมาธิที่เกิดกับปัญญา มิจฉาสมาธิไม่เกิดกับปัญญา ถ้าเป็นปัญญาแล้วผิดไม่ได้ ปัญญาต้องถูก ต้องตรงต่อลักษณะของสภาพธรรม พระพุทธเจ้าเห็นไหม
ผู้ฟัง พระพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ ก่อนปรินิพพานเห็นไหม
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ เห็นท่านพระสารีบุตรไหม ไปบิณฑบาตหรือเปล่า เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ยังไม่ปรินิพพาน ระหว่างยังไม่ปรินิพพาน เห็นไหม ได้ยินไหม แสดงธรรม และต้องเห็นไหม ต้องได้ยินไหม เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เห็นหรือเปล่า ได้ยินหรือเปล่า นี้คือปัญญา ความคิดถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม ไม่ใช่ปัญญาของคนอื่น ปัญญาของเราเอง เกิดจากการใคร่ครวญพิจารณาในเหตุผลตามความเป็นจริงว่า เมื่อคนยังไม่ตาย ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่พระพุทธเจ้า เห็นไหม ได้ยินไหม คิดนึกไหม
ผู้ฟัง ถ้าชีวิตประจำวัน ต้องเห็น ต้องคิดนึก
ท่านอาจารย์ ถูกต้องใช่ไหม พุทธเจ้าเห็นกับเราเห็น ต่างกันหรือเหมือนกัน
ผู้ฟัง เรื่องหนึ่งเกิดขึ้น แต่แง่มุม
ท่านอาจารย์ เอาการเห็น ลักษณะที่เห็น แมวเห็น นกเห็น เราเห็น พระพุทธเจ้าเห็นต่างกันอย่างไร
ผู้ฟัง ต้องต่างกัน
ท่านอาจารย์ ต่างกันอย่างไร จิตเห็น
ผู้ฟัง ถ้าเป็นแมวเห็น ลักษณะความเข้าใจ ปัญญาของแมว
ท่านอาจารย์ ไม่ได้พูดถึงความเข้าใจ พูดถึงการเห็น เข้าใจต้องทีหลังเห็น ต้องเห็นก่อน
ผู้ฟัง เห็นก่อน สภาพที่ปรากฏก็ต้องเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เหมือนกันไม่ว่า จะเชื้อชาติไหน เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ สัตว์ หรือคน ถ้าเกิดในนรกแล้วเห็น เห็นนั้นเหมือนกันไหมกับเห็นเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง ต้องเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ เทวดาเห็น พรหมเห็นกับเราเห็น เหมือนกันหมด เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น อันเดียวกัน
ท่านอาจารย์ เพราะไม่ใช่ตัวตน เป็นเพียงธาตุชนิดหนึ่งซึ่งต้องเห็นสิ่งที่ปรากฏ ธาตุชนิดนี้ได้ยินไม่ได้ คิดนึกไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือเห็น นี่คือชั่วขณะจิตที่แสนสั้น ยิ่งกว่าเสี้ยววินาที เพราะฉะนั้นเราจะย่นย่อโดยคอมพิวเตอร์หรือโดยอะไรก็ตาม ถึงความรวดเร็วของการเกิดดับ จะรู้ว่าขณะที่เห็นชั่วขณะสั้นๆ เป็นจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย มีเจตสิกประกอบเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นใครเห็น เห็นที่ไหนทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าท่านเห็นใช่ไหม เราก็เห็น แต่ว่าเมื่อพระพุทธเจ้าเห็นแล้วไม่มีกิเลส ถูกต้องไหม แต่เราเห็นแล้วมีกิเลส ถูกต้องไหม เพราะฉะนั้น ความต่างกันของสองบุคคลนี้ อยู่ที่ปัญญาใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เมื่อพระพุทธเจ้าท่านเห็นแล้ว ปัญญาท่านรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ นั่นคือปัญญา แต่เราไม่ได้รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดถึงวิปัสสนา หรือว่าปัญญา ก็คือว่าปัญญารู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่ต้องไปทำอะไรขึ้นมา แต่เป็นการสามารถประจักษ์ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งอบรมได้ เจริญได้ตั้งแต่ขั้นฟัง คือต้องมีการฟังให้เข้าใจก่อน ถ้าไม่มีการฟังเลย รับรองว่าจะไม่เกิดปัญญาที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ เราจะไปนั่งหลับตาแล้วไม่เกิดปัญญารู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง วิปัสสนากรรมฐานนี่เป็นของพระพุทธเจ้าหรือ
ท่านอาจารย์ วิปัสสนาแปลว่าอะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ทราบก็ยังไม่พูดถึง ว่าจะเป็นของพระพุทธเจ้าหรือไม่ใช่เป็นของพระพุทธเจ้า เพราะเขาบอกว่า นี่เป็นวิปัสสนา ทั้งๆ ที่ไม่ใช่วิปัสสนา และเขาบอกว่านี่ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นเพียงชื่อไม่พอที่จะบอกว่าเป็นของพระพุทธเจ้าหรือเปล่า เพราะชื่อนี้ใครก็พูดได้ เหมือนกับ “อารมณ์” เราก็ไปใช้ของเราตามสบายใช่ไหม แต่อารมณ์ จริงๆ นั้นคืออะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่ใช่วิปัสสนา เขาปิดป้ายว่านี่วิปัสสนา และเราก็ไปคิดตามว่านี่คือวิปัสสนา ทั้งๆ ที่เราไม่รู้ว่าวิปัสสนาคืออะไร
ผู้ฟัง เหมือนกับเข้าโรงเรียน โรงเรียนนี้ว่าสอนวิชาอะไร เราไม่รู้อะไรก็ต้องติดป้ายอย่างนี้
ท่านอาจารย์ พระพุทธเจ้าไม่สอนให้เราโง่ คนที่ศึกษาพระธรรมสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ใครพูดถูกหรือใครพูดผิด
ผู้ฟัง ก็จริงอยู่ แต่ว่าก็ต้องใช้เวลาเรียนก่อน จึงจะรู้ว่าถูกหรือผิด
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอย่ามีคำถามว่าทำอย่างไร เพราะว่าต้องเป็นเรื่องอบรม เรื่องการใช้เวลา ไม่ใช่เรื่องทำ
ถ้าทราบถึงโอวาทปาติโมกข์ ซึ่งหลายคนอาจจะเคยได้ยินคำนี้ว่า เป็นการประมวลคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ใช้กันมากเลย
ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในวันมาฆบูชา มีพระภิกษุอรหันต์มาประชุมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ๑๒๕๐ รูป อะไรอย่างนี้ เราฟังแต่ชื่อมาว่าโอวาทปาติโมกข์ และก็มีคนมาบอกเราสั้นๆ ว่าคือสรุปคำสอนของพระพุทธศาสนาทั้งหมดเท่ากับว่าย่อที่สุด เริ่มต้นด้วย “ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง” ซึ่งคนจะไม่กล่าวถึงช่วงนี้ แต่จะไปกล่าวถึง “เว้นชั่ว ประพฤติดี ทำจิตให้ผ่องใส” แต่ก่อนนั้นจะมีคำว่า ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง
ขันติคือความอดทน เพราะฉะนั้นการเราที่จะมีปัญญาได้ ต้องอดทนมากๆ เลย ไม่ใช่ว่ามาได้ง่ายๆ เงินซื้อไม่ได้ใช่ไหม ไม่มีใครสามารถที่จะเอาเงินทั้งหมดไปทุ่มเทซื้อปัญญา
แต่ว่าปัญญาจะต้องเกิดจากการอบรมทีละเล็กทีละน้อย และเป็นสิ่งที่เจริญช้า ไม่เหมือนกับโลภะซึ่งไม่ต้องบำรุง หรือว่าไม่ต้องไปหาวิตามินหรืออะไรมาใส่ เกิดอยู่ทุกวัน ทำลายก็ยาก แต่สำหรับปัญญานี้เป็นสิ่งซึ่งต้องค่อยๆ เจริญ ค่อยๆ เกิดขึ้น แล้วก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยคือการฟังด้วยความอดทน
การที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย แสนกัปป์ ถ้าเป็นท่านพระสารีบุตร ไม่ถึง ๔ อสงไขยแสนกัปป์ ถ้าเป็นมหาสาวก ก็น้อยลงมา และอย่างเราถ้าจะไม่ฟังเลย หรือบางคนก็คิดว่า ไม่ต้องเรียนพระพุทธสาสนา ฟังนิดๆ หน่อยๆ สอนแค่ทำดี ละชั่วก็พอแล้ว อย่างนั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้ที่เห็นคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุว่า พระธรรมที่ทรงแสดงไว้นี้ต้องเป็นประโยชน์ และถ้าไม่เรียนแล้วจะได้ประโยชน์จากพระธรรมได้อย่างไร ก็ไม่มีหนทางเลย
เพราะฉะนั้นคนที่จะได้รับมรดกจากพระอรหันตพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือปัญญา ต้องเป็นผู้ที่อดทน มีความเพียร และก็ให้ทราบว่าธรรมนี่สำหรับประพฤติปฏิบัติตามจริงๆ ไม่ใช่เพียงรู้แล้วละเลยที่จะประพฤติปฏิบัติ ที่เราเคยพูดแล้วว่า ไม่มีตัวตนเลย แต่สภาพธรรมนั้นมี ถ้าไม่มีสภาพธรรม ก็จะมีเรานั่งอยู่ที่นี่ไม่ได้ แต่เมื่อมีสภาพธรรมแล้ว ไม่รู้ว่าธรรมเป็นธรรม ก็เลยยึดถือธรรมนั้นว่าเป็นเรา
เช่นเห็น ขณะนี้กำลังเห็น ก่อนฟังพระธรรมเป็นเราแน่ๆ ที่เห็น แต่พระธรรมแสดงว่า ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่มีใครเป็นเจ้าของการเห็น การเห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แล้วก็มีการได้ยินคนละขณะ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมจริงๆ นั้นมี อย่าไปเข้าใจผิดว่าเป็นเรา ในขณะนี้ที่กำลังฟังมีความเพียร แต่ว่าเป็นความเพียรทางใจ จนกว่าจะถึงขณะที่สามารถอบรมปัญญาความรู้เพิ่มขึ้นๆ จนพิสูจน์คำสอนของพระพุทธเจ้าได้ว่าที่ตรัสไว้ไม่ผิด
เช่น สภาพธรรมในขณะนี้ กำลังเกิดขึ้นและดับไป ทางตานี้กำลังเกิดและดับขณะที่เห็น ทางหูขณะที่กำลังได้ยิน สภาพที่ได้ยินต้องเกิดขึ้นแล้วก็ดับ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60