ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
ตอนที่ ๒๕
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ.๒๕๓๖
ท่านอาจารย์ ถ้าเราจะไปสนใจเรื่องอื่น เราไม่มีทางที่จะมีความรู้เพิ่มขึ้น เพราะเรามัวแต่เรื่องนี้ เรื่องนั้น เรื่องโน้น ไม่มีวันจบ แต่เรื่องที่มีอยู่แล้วในพระไตรปิฎกที่เป็นคำสอน ที่จะทำให้ปัญญาของเราเกิดรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง แล้วเราไม่สนใจเรื่องนี้ และเราไปยกเรื่องอื่นขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ไม่มีวันจบ และเรื่องที่ควรจะเป็นสาระประโยชน์ก็ไม่ได้
ผู้ฟัง ต่อไปนี้ ถ้ามีการสนทนานอกประเด็น นอกปัญหา ก็คงจะต้องรีบตัดบทไปก่อน
ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่คนนั้นว่า เขาต้องการอะไร ถ้าเขาต้องการจิตนิ่ง จิตนิ่งเป็นอย่างไรที่ต้องการ ทำไมถึงต้องการจิตนิ่ง ต้องมีเหตุผล คือเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องของเหตุผลทั้งหมด ตอบได้ อธิบายได้
ผู้ฟัง เขาอาจจะใช้คำพูดผิดหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ไม่เป็นไร ก็ให้เขาเข้าใจให้ถูกต้องว่า จิตนิ่งของเขาที่เขาต้องการ คือจิตประเภทไหน อย่างไร ทำไมถึงต้องการจิตนิ่ง นิ่งแล้วเป็นอย่างไร มีประโยชน์อย่างไร
ผู้ฟัง หมายความว่า ดูตัวเองเท่านั้นเอง
ท่านอาจารย์ ถ้าสมมติว่า มีคนหนึ่งตระหนี่มาก แล้วเขาก็เกิดกุศลจิต บริจาคเงินช่วยเหลือเด็กยากจน ขาดอาหาร เราพลอยยินดีที่คนนี้มีกุศลจิต ซึ่งเขาแต่ก่อนนี้ไม่เคยมีเลย ขณะนั้นเรายินดีในกุศล จิตของเราเป็นกุศล
ธรรมหมายความถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง เพราะฉะนั้นอะไรบ้างที่เป็นธรรม ลองคิด กว้างแสนกว้าง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง และให้ตอบทีละอย่าง พอกว้างๆ ตอบได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง แต่พอให้ยกตัวอย่างว่าอะไรบ้าง ลองยกตัวอย่างจะได้เข้าใจว่า ที่ฟังเข้าใจอย่างไร
ผู้ฟัง น้ำเป็นของเหลว
ท่านอาจารย์ เห็นไหม จะตอบไปในทางแนวที่ศึกษาตามโรงเรียนว่า น้ำเป็นของเหลว ของเหลวอันนี้รู้ได้ทางไหน
ผู้ฟัง ทางตา
ท่านอาจารย์ ทางตา เหลวอย่างไร
ผู้ฟัง เห็น
ท่านอาจารย์ เห็น ทางตาไม่เหลว ทางตาเห็น นี่แสดงให้เห็นว่า กว่าจะเข้าใจธรรมว่า ถ้าเราไม่ศึกษาจริงๆ เราคิดเองหมด แต่ว่าถ้าเราศึกษาแล้วเราจะรู้ว่าตรงกันข้ามกับที่เราเคยคิดเคยเข้าใจ ดูจริงๆ เวลานี้ทุกคนกำลังเห็น แน่นอน การเห็นเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น เพราะเป็นของจริง แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วย สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้เป็นของจริงหรือเปล่า จริง เป็นธรรมหรือเปล่า ธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาให้เห็นในขณะนี้ มีจริงๆ ไม่ใช่เราต้องไปนึก ไม่ต้องนึก ลืมตาขึ้นมาก็เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นทางตา เป็นธรรมหรือเปล่า เป็นธรรม ต้องตรง แล้วก็ต้องไม่มีข้อที่จะไปบิดเบือน หรือสงสัย หรือถ้ามีอะไรก็ถามกันเลยว่าทำไมถึงว่าจริง ทำไมถึงว่าเป็นธรรม หรืออะไรอย่างนี้ แต่ถ้าเราใช้หลักที่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม เห็นในขณะนี้เป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้เป็นธรรม แล้วถ้าพรุ่งนี้มีคนถามว่า เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า จะตอบเขาว่าอย่างไร สำหรับพรุ่งนี้ไม่ใช่ที่นี่ ถ้าบังเอิญไปเจอเพื่อนๆ และก็มีเพื่อนๆ ถามว่า เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า จะตอบว่าอย่างไร จะตอบว่าเป็นหรือไม่เป็น เป็น กี่วันกี่วันก็ต้องตอบว่าเป็น ไม่ใช่ตอบว่าเป็นเฉพาะที่นี่
สิ่งที่ปรากฏทางตาเป็นธรรมหรือเปล่า นี่คือความไม่แน่นอน เมื่อสักครู่นี้เราบอกแล้วว่า ธรรม หมายความถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง และสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาในขณะนี้ก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ย้อนถามกลับไปว่า แล้วสิ่งที่กำลังปรากฏทางตานี่เป็นธรรมหรือเปล่า คือเมื่อสักครู่นี้พูดถึงเรื่องธรรม หมายความถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ อย่างเห็นในขณะนี้ก็มีจริงๆ เพราะฉะนั้นก็ถามให้แน่ใจว่า เห็นเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น และขณะที่เห็น ก็มีสิ่งที่ปรากฏให้เห็นด้วยทางตาในขณะนี้เป็นของจริง ไม่ได้นึกคิดขึ้นมา ไม่ได้สร้าง แต่พอเห็นก็ต้องมีสิ่งที่ถูกเห็น คือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตาให้เห็น เพราะฉะนั้นสิ่งที่กำลังปรากฏให้เห็นทางตา เป็นธรรมหรือเปล่า เป็น ปฏิเสธได้อย่างไร ในเมื่อทีแรกบอกแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรม และก็สิ่งที่ปรากฏทางตาก็มีจริงๆ
ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริง แล้วสิ่งนั้นมีสภาพลักษณะของตนของตน ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลง อย่างลักษณะที่แข็ง ใครจะไปเปลี่ยนสภาพที่แข็ง ให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ ให้เป็นเผ็ดก็ไม่ได้ เวลาที่เผ็ดกระทบลิ้นปรากฏ จะไปเปลี่ยนเผ็ดนั้นให้เป็นหวานก็ไม่ได้ นี่คือธรรม เพราะฉะนั้นไม่มีใครทำอะไรได้ นี่ต้องเข้าใจ ส่วนใหญ่คนที่คิดว่าจะทำ ผิด แต่ธรรมมีจริงสามารถอบรมเจริญปัญญาให้รู้จริง ให้เข้าใจธรรมตามความเป็นจริงได้ แต่ไม่ใช่ให้เราไปทำ ไม่มีกิเลส หรือไปทำไม่ให้โลภ ไปทำไม่ให้โกรธ ไม่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจผิดถ้าคิดว่าจะทำ
ผู้ฟัง คือเรารู้ว่าผิด แล้วเราจะละตรงนี้ได้
ท่านอาจารย์ ไม่มีทาง เพราะว่าเราทำอะไรไม่ได้ แต่ปัญญาทำกิจของปัญญา โลภะทำกิจของโลภะ โทสะทำกิจของโทสะ สภาพธรรมแต่ละชนิดมีกิจการงานเฉพาะของเขา แลกเปลี่ยนกันไม่ได้ อย่างโลภะความติดข้อง จะไปทำกิจของสติก็ไม่ได้ การระลึกถูกต้องก็ไม่ได้ ลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่าง เป็นสภาพธรรมแต่ละชนิด ซึ่งไม่มีใครสามารถจะไปเปลี่ยนแปลงได้ เพราะฉะนั้นลักษณะของปัญญาเป็นสภาพที่รู้จริง ตามความเป็นจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏ แต่ถ้าไม่ใช่ปัญญา เป็นอวิชชา เป็นสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง เป็นสภาพธรรมที่ไม่รู้ แม้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับธรรม ก็ไม่สามารถจะรู้ความจริงของธรรมได้ เพราะฉะนั้นอวิชชาทำอะไรไม่ได้เลย ความเป็นตัวตน ความเห็นผิดว่าเป็นเรา จะไปละกิเลสอะไรก็ไม่ได้ ต้องเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นอบรมขึ้น จนกว่าสมบูรณ์สามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมได้ แต่เราทำอะไรไม่ได้เพราะไม่มีเรา มีแต่อวิชชา การไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรม
เพราะฉะนั้นจึงต้องอบรมเจริญปัญญาด้วยการฟัง แล้วก็ด้วยการพิจารณา แล้วก็เริ่มเข้าใจขึ้น ขณะที่เข้าใจ เป็นการเริ่มต้นของปัญญาที่จะค่อยๆ เจริญขึ้น เพราะปัญญารู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ขณะนี้ทางตามีเห็น มีสิ่งที่ปรากฏ มีเสียง มีได้ยิน มีคิดนึก มีสุข มีทุกข์ มีโลภ มีโกรธ มีหลง เหล่านี้เป็นสภาพธรรม ซึ่งปัญญาสามารถที่จะค่อยๆ เริ่มเข้าใจขึ้นได้ แต่ไม่มีเราซึ่งจะทำ ถ้าใครคิดว่าจะทำ อันนั้นไม่ถูก เพราะเหตุว่าเป็นตัวตน แต่ตัวตนไม่มีเลย มีแต่สภาพธรรมแต่ละอย่าง นี่เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ ไป ค่อยๆ ฟัง ตลอดชีวิต แล้วก็ชาติหนึ่งก็ยังไม่พอ เพราะว่าจะจบสิ้นต่อเมื่อเป็นพระอรหันต์ ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ก็ต้องมีการศึกษา มีการปฏิบัติ มีการฟัง มีการเข้าใจธรรมไปเรื่อยๆ เพิ่มขึ้นๆ มีใครที่สงสัยเรื่องธรรมหรือเปล่า คำว่าธรรมคำเดียว สิ่งที่มีจริงๆ ขณะนี้ ยกตัวอย่างอีก ต้องไปตามลำดับ
เสียงเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น ได้ยินก็เป็น เพราะฉะนั้นน้ำไหลเป็นสิ่งที่เราเห็นทางตาเป็นไปได้ไหม น้ำไหลไม่ใช่สิ่งที่จะรู้ได้ทางตา หูได้ยินเสียง ได้ยินเสียง หลังจากได้ยินแล้วคิด อันนี้สำคัญที่สุดที่จะต้องรู้ว่า เราอยู่ในโลกของความคิดตลอดเวลา ทันทีที่เห็น สิ่งที่ปรากฏทางตา เราคิดถึงคนโดยที่มีรูปร่างสัณฐาน ให้เราจำได้ว่าเป็นคนนั้นคนนี้ พอเห็นทันทีจำได้เลย เพราะว่ามีสภาพธรรมอีกชนิดหนึ่ง คือสัญญาเจตสิกเป็นสภาพที่จำ สภาพธรรมอันนี้เขาจะเกิดกับจิตทุกขณะ ไม่ว่าจิตเกิดขึ้นขณะไหน จะต้องมีเจตสิก คือสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วเขาจะจำรูปร่างสัณฐานของสิ่งที่ปรากฏ จำลักษณะสูงต่ำของเสียง จะจำกลิ่น จำรส แล้วก็จะเป็นการคิดนึกเรื่องราวของสิ่งที่จำได้
นี่แสดงให้เห็นว่าจิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเร็วมาก แล้วเราก็ไม่รู้เรื่องจิตเลย แต่เราพูดเรื่องทางสายกลาง เราพูดเรื่องอะไรตั้งหลายอย่าง ซึ่งไม่ตรงกับที่ทรงแสดงไว้ว่า ต้องเป็นเรื่องที่ละเอียดกว่านั้น นี่เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นว่า ต้องศึกษา ต้องฟังมากๆ และต้องรู้ว่าการศึกษาพระธรรม หรือพระพุทธศาสนานั้นก็คือ การศึกษาเพื่อให้รู้ให้เข้าใจพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ไม่เหมือนคนอื่น ต้องลึกซึ้ง ต้องตรง ต้องถูก ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอริยสัจธรรมได้ เพราะเหตุว่าธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เป็นธาตุแต่ละชนิด ซึ่งเป็นสัจจะเป็นความจริง และเป็นอริยะคือประเสริฐ สำหรับผู้ที่ได้อบรมเจริญปัญญา จนสามารถรู้แจ้งความจริงของสภาพธรรม บุคคลนั้นก็เป็นอริยบุคคล เป็นผู้ที่อบรมเจริญปัญญาจนถึงระดับขั้นที่ประเสริฐ คือ รู้แจ้งสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ แต่ต้องเริ่มจากการฟัง
ผู้ฟัง ถ้าเราฟังธรรมแล้วจะได้อะไรบ้าง
ท่านอาจารย์ น่าคิด เพราะว่าเรามาที่นี่ แล้วก็มานั่งกัน บางทีก็ไม่ใช่ประเดี๋ยวเดียว ก็คงนั่งกันไปอีกพอสมควร แล้วจะได้อะไร ได้ฟังสิ่งซึ่งไม่เคยได้ยินได้ฟัง เพื่อที่จะได้พิจารณาว่า ถูกไหม และสิ่งที่ได้ฟังจะเป็นประโยชน์ไหม เพราะเหตุว่าเป็นชีวิตของเราจริงๆ ซึ่งเราไม่เคยรู้เลย ทำให้เรารู้จักตัวเอง และก็รู้จักว่าที่เราเคยยึดถือว่าเป็นเรามาตั้งแต่เกิด แล้วก็จะหมดสิ้นไปตอนตาย หายไปไหน เราที่เคยยึดถือมาตลอด ตั้งแต่เกิดจนตายหายไปไหน เมื่อตายแล้ว แต่ตามความเป็นจริงแล้ว จะสอนเราให้เข้าใจเหตุผลตั้งแต่ขณะเกิด แล้วก็ทุกๆ ขณะในชีวิต จนกระทั่งถึงขณะที่จากโลกนี้ไป และยังติดตามไปถึงชาติต่อๆ ไปด้วย ถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้อง
เพราะฉะนั้นการฟังทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฟังธรรม หรือว่าจะฟังวิชาหนึ่งวิชาใดก็ตาม เพื่อได้ยินได้ฟังสิ่งซึ่งเราไม่เคยฟัง ถ้าเราเคยฟังมาแล้ว ก็รู้แล้ว ก็ไม่ต้องฟังอีกก็รู้แล้ว แต่เพราะเหตุว่า ยังมีอีกมากที่เรายังไม่เคยฟัง เพราะฉะนั้นก็ฟังเพื่อให้รู้ว่า สิ่งที่เราไม่ได้เคยเข้าใจ ไม่เคยรู้มานั้นมีอะไรบ้าง แล้วก็พิจารณาว่าจริงหรือเปล่า แล้วก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ไหมเมื่อรู้แล้ว เพราะเหตุว่าเป็นเรื่องของชีวิตเรา ซึ่งเราเองไม่รักใครเสมอตน มีความสุขก็เป็นสุขเหลือเกิน มีความทุกข์แม้เล็กๆ น้อยๆ ก็ดูใหญ่โตเหลือเกิน นี่ก็คือว่ามีสุขมีทุกข์ในชีวิตประจำวัน ก็แสวงหาเพื่อที่จะแก้ไขทุกข์ให้กลับเป็นสุข เพราะฉะนั้นวันหนึ่งวันหนึ่งเราก็หวังแต่สุข โดยที่ไม่รู้ว่า แม้ความสุขนั้นก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
เพราะฉะนั้นให้เข้าใจความจริงว่า ไม่มีตัวตนเลยตามความเป็นจริง ถ้าตราบใดที่ยังไม่ได้ฟังพระธรรม ยึดถือหมดว่า เป็นเรา เป็นตัวตนของเรา แล้วก็เป็นของๆ เราด้วย ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ผมเรา มือเรา เท้าเรา เล็บเรา ใจเรา ความคิดของเรา ทุกอย่างเป็นเรา แล้วก็เป็นของเราด้วย นี่แสดงให้เห็นว่า ความยึดมั่นในสิ่งซึ่งมี เหมือนกับการยึดมั่นในกำมือเปล่า ซึ่งตราบใดที่เรายังกำอยู่ด้วยความไม่รู้ เราจะคิดว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ในกำมือ แต่พอแบมือออก ก็ไม่มีอะไรเลย เพราะฉะนั้นถ้าปัญญาเราสามารถจะเห็นตามความเป็นจริงว่า ชีวิตแต่ละขณะไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป เกิดแล้วก็ดับไป สืบต่อตั้งแต่เกิด แต่ละขณะสืบต่อไปจนกว่าจะถึงขณะสุดท้าย คือตาย แล้วก็ไม่มีอะไรเหลือ นอกจากสิ่งซึ่งเราพยายามแสวงหาและเข้าใจว่า เป็นของเราและเป็นสุข
เพราะฉะนั้นพระธรรมทำให้เราเกิดความเห็นที่ถูกต้อง ให้รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง ทำไมเราจึงเกิดมา ไม่ได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ได้เป็นนกเป็นแมว แต่เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นคน และบางภูมิก็เกิดเป็นเทวดา เป็นเทพ เป็นพรหม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าต้องมีเหตุ ทุกอย่างที่จะเป็นผลต้องมาจากเหตุ แต่เพราะเหตุว่าเรายังไม่รู้เลย เราก็คิดไปเองตามความเข้าใจ คิดว่าสวรรค์ไม่มีบ้าง นรกไม่มีบ้าง พรหมไม่มีบ้าง เทพไม่มีบ้าง แต่ว่าพระธรรมทั้งหมด จะสอนให้เรารู้จักสภาพธรรมตามความเป็นจริง แล้วหมดความสงสัย เพราะเหตุว่าถ้าไม่ศึกษาพระธรรม เราจะสงสัยเพราะเรายังมีความไม่รู้ นั่นจริงไหม เทวดาจริงไหม ด้วยความไม่รู้ทั้งหมด แต่พระธรรมจะทำให้เราเข้าใจแต่ละขณะถูกต้อง
เพราะฉะนั้นนี่เป็นสิ่งซึ่งทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจ ละความไม่รู้ความไม่เข้าใจ ละการยึดถือสิ่งที่เราเคยยึดถือมาผิดๆ ให้เป็นคนที่ตรงต่อเหตุผล เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับเราว่า เราต้องการจะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงไหม ต้องการรู้จักตัวเองไหม เห็นว่า การรู้จักตนเองจะมีประโยชน์ไหม เพราะเหตุว่าถ้าเรารู้จักตนเอง รับรองได้ว่า เรารู้จักคนอื่นทะลุปรุโปร่งทีเดียว เพราะว่าเหมือนกันหมดทุกคน นี่คือประโยชน์ของการฟังพระธรรม สละ ละความเห็นผิด ละความไม่รู้ ละทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ดี ทีละเล็กทีละน้อย ทีละเล็กทีละน้อย แต่ว่าไม่ใช่จะละได้หมดทันที แต่ต้องเกิดปัญญา และปัญญาก็ทำกิจของปัญญา ใครยังคิดว่าไม่เข้าใจเรื่องธรรมบ้าง
คำว่า ธรรม ความโกรธเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น ความสุข เป็น กลิ่น วันนี้มีอะไรบ้างที่ไม่ใช่ธรรม ไม่มี ความคิดเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น เราตั้งต้นด้วยคำว่า ธรรม คือสิ่งที่มีจริง และธรรมจะแตกกระจายออกไปว่า สิ่งที่มีจริงนั้นมีอะไรบ้าง ถ้าเราพูดถึงคำว่า โลก หรือโลกะ หมายความถึงสภาพธรรมที่แตกดับ คือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ทุกอย่างที่เกิดและดับเป็นโลกทั้งหมด เพราะฉะนั้นที่เราพูดเมื่อสักครู่นี้ เสียงเป็นโลกไหม เพราะว่าเกิดขึ้นและดับไป เพราะฉะนั้นทุกอย่างถึงเป็นธรรมก็ตาม แต่ธรรมใดก็ตามซึ่งเกิด และดับ ธรรมนั้นเป็นโลก เพราะว่าเป็นสภาพที่แตกดับ เพื่อที่เราจะได้แยกสภาพธรรมว่ามีสองอย่าง สภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็หมดไป เป็นโลก กับสภาพธรรมที่ไม่เกิด ไม่ดับ เหนือโลก คือเหนือการเกิดดับ คือโลกุตระ
เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงคำว่าโลก จะมีอีกคำหนึ่งที่คู่กันคือโลกุตระ โลกกับเหนือโลก ถ้าโลก ก็ได้แก่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิด ธรรมทั้งหมดที่เกิดเป็นโลก ถ้าเกิดแล้วต้องดับ ส่วนธรรมที่ไม่เกิดก็มีอย่างเดียวคือ นิพพาน เพราะฉะนั้นนิพพานนั้นเหนือโลก แต่ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นก็จะมีการจำแนกแยกธรรมออกเป็น ๒ อย่างอีก คือธรรมที่เป็นโลก กับธรรมที่เป็นโลกุตระ หรือธรรมที่เป็นสังขารธรรม สังขตธรรมกับธรรมที่เป็นวิสังขารธรรม อสังขตธรรม นี่จะมีคำภาษาบาลีเข้ามาเกี่ยวข้องทีละเล็กทีละน้อย ไม่มาก แล้วถ้าเราเข้าใจคำภาษาบาลีแล้วก็ง่าย คือเราไม่ต้องพูดคำยาวๆ คือสภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย อย่างได้ยินเกิดขึ้น เมื่อสักครู่นี้ไม่มี แล้วก็มี แล้วก็กลับไม่มีอีก นี่คือสภาพธรรมที่เป็นโลก เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับ เป็นสังขารธรรม และเป็นสังขตธรรม แต่เป็นธรรมประเภทที่มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วก็ดับ ไม่เที่ยง จึงเป็นสังขตะหรือสังขารธรรม
ส่วนนิพพานนั้นก็เป็นวิสังขารไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ไม่มีการเกิดขึ้นเป็นอสังขตะ ก็แยกคำว่า ธรรม จำแนกออกไปว่ามีหลายประเภท แต่ว่าจำแนกเป็นโลกกับโลกุตระ โลกียะกับโลกุตระ ไม่ทราบมีคำถามอะไรอีกหรือเปล่า จะค่อยๆ เพิ่มคำว่าธรรมออกไป จากสัจธรรมแล้วก็มาถึงปรมัตถธรรม ธรรมที่มีจริงๆ แล้วก็มีลักษณะเฉพาะของตน เพราะฉะนั้นเมื่อสักครู่นี้ที่ถามว่า คิดเป็นธรรมหรือเปล่า เป็น เป็นปรมัตถธรรม เป็นธรรมที่มีจริงๆ เพราะทุกคนคิด เป็นจิตชนิดหนึ่ง โต๊ะ เก้าอี้ คิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นลักษณะที่คิดเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นนามธรรม ส่วนเรื่องราวที่คิด ไม่มีจริง เป็นเพียงความจำสิ่งต่างๆ ที่กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น
เพราะฉะนั้นเรื่องราวต่างๆ เป็นการจำเสียง จำสิ่งที่ปรากฏ อย่างเวลาที่เรานึก ไม่นึกถึงคำก็ได้ นึกถึงรูปร่างก็ได้ จะนึกถึงประเทศหรือเมืองที่เราเพิ่งไปเที่ยว ไปพบไปเห็นวัตถุสิ่งหนึ่งสิ่งใด นั่นก็คือคิด เพราะว่าขณะนั้นเราไม่ได้เห็นจริงๆ แต่เรานึกหรือคิดขึ้นมาจากความทรงจำ เพราะฉะนั้นจิตที่คิด มี แต่เรื่องที่กำลังคิดไม่มีจริงๆ หรือจะคิดถึงเสียง เราเคยได้ยินได้ฟังคำว่า อรหัง สัมมา สัมพุทโธ ก็ตามแต่ เราคิดตามได้ ขณะนั้นไม่มีตัวจริงๆ เสียงจริงๆ แต่ว่ามีจิตที่คิดถึงเสียงที่เคยได้ยิน เพราะฉะนั้นต้องแยกออก ชีวิตประจำวันต้องเริ่มจากอะไรเป็นของจริง และอะไรไม่จริง เพื่อที่จะได้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงเป็นปรมัตถธรรม แต่ส่วนที่ไม่มีจริงนั่นเป็นความทรงจำ เป็นบัญญัติเรื่องราวต่างๆ นี่ก็แตกจากธรรมมาเป็นปรมัตถธรรม แล้วก็มาเป็นบัญญัติ
การฟังธรรมถึงต้องฟังแล้วก็พิจารณาไป ค่อยๆ เข้าใจขึ้น อย่าท้อถอย ต้องมีความอดทน อดทนที่จะฟังให้เข้าใจสิ่งซึ่งมีอยู่ และกำลังปรากฏในขณะนี้ เป็นเรื่อง ไม่ใช่เป็นตัวพระธรรม ธรรมไม่ได้อยู่ในหนังสือ ขณะนี้ทางตาที่กำลังเห็นเป็นธรรม สิ่งที่ปรากฏทางตาก็เป็นธรรม ทีนี้ถ้าเราคิดเรื่องธรรม เช่น สภาพธรรมที่รู้เป็นจิต หรือว่าธรรมมี ๒ อย่างคือ โลก โลกียะกับโลกุตระ นั่นเป็นจิตที่คิด คิดแต่เรื่องเป็นเรื่องราว ไม่ใช่ตัวโลกียะหรือโลกุตระกำลังเป็นอารมณ์ของจิตในขณะนั้น อย่างเราบอกว่านิพพานมีจริง เราพูดคำนี้ นิพพานมีจริง จิตที่คิดคำว่า นิพ จิตที่คิดคำว่า พาน จิตที่คิดคำว่า มี จิตที่คิดคำว่า จริง โต๊ะเก้าอี้คิดไม่ได้เลย แต่คนคือสภาพที่เป็นจิต สามารถที่จะคิด ขณะที่คิดคำว่านิพ นิพอยู่ที่ไหน นิพไม่มี พาน พานอยู่ที่ไหน พานก็ไม่มี แต่จิตคิดคำว่า นิพได้ จิตคิดคำว่า พานได้ เพราะฉะนั้นนิพพานเป็นแต่เพียงคำเป็นเรื่องราว ไม่ใช่ลักษณะของนิพพานจริงๆ ซึ่งโลกุตรจิตกำลังประจักษ์แจ้ง นิพพานเป็นปรมัตถธรรม แต่คำว่านิพพานไม่ใช่ปรมัตถธรรม คำว่านิพพานเป็นแต่เพียงชื่อ หรือคำที่ใช้แทนสภาพธรรมนั้น ในเมื่อสภาพธรรมนั้นไม่ได้ปรากฏ
ผู้ฟัง ส่วนมากที่เราจะคิดได้ก็เป็นจากสัญญา ถูกไหม
ท่านอาจารย์ แน่นอน ในขณะที่กำลังมี อย่างเสียง จริงขณะไหน ขณะที่กำลังได้ยิน พอเสียงหมดแล้ว ได้ยินหมดแล้ว เราจะบอกว่าจริงได้อย่างไรในเมื่อหมดแล้ว สภาพที่คิดมีจริงๆ แต่เรื่องราวที่คิดไม่จริง
ผู้ฟัง ขณะนั้นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ขณะที่กำลังคิด จิตคิดมีจริง การคิดมีจริง แต่เรื่องราวที่คิดไม่มีจริง คิดถึงพัดลมก็ได้ คิดถึงพิมพ์ดีดก็ได้ คิดถึงแจกันก็ได้ คิดถึงดอกกุหลาบก็ได้ เป็นเพียงคิดถึง ไม่ใช่ปรากฏจริงๆ แต่สิ่งที่จริงคือขณะนั้นจิตกำลังคิด สิ่งที่ปรากฏทางตานี่มีจริง หรือว่าเราคิดถึงรูปร่าง เพราะฉะนั้นในพระพุทธศาสนา แยกละเอียดมาก ย่อยเหตุการณ์ทั้งเหตุการณ์ออกไป เป็นชั่วจิตทีละขณะเดียว
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60