ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
ตอนที่ ๒๑
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ. ๒๕๓๖
ท่านอาจารย์ แต่ถ้าเราไม่ติดข้องในสิ่งใดเลยทั้งสิ้น สบายกว่าไหม ไม่ต้องไปขวนขวาย ไม่ต้องไปลำบาก ไม่ต้องไปเดือดร้อน โลกเจริญด้วยโลภะ เจริญทางด้านวัตถุ แต่ว่าผลคืออะไร ทุกคนอยากจะมีเงินมากๆ อยากจะมีวัตถุมากๆ ถ้าไม่ได้ทางสุจริต ก็ได้โดยทางทุจริต อย่างนี้ดีไหม โลกเจริญแบบนี้ดีไหม ซึ่งทำให้คนเกิดการทุจริต
ผู้ฟัง ถ้าเราได้มาสุจริต
ท่านอาจารย์ ทีนี้เวลาที่เรามีโลภะมากเหลือเกิน ทางสุจริตไม่ได้ ทางทุจริตได้ไหม บางคนถ้าสุจริตไม่ได้เขาต้องทุจริตแล้ว ความทุจริตมีตั้งแต่อย่างน้อยที่สุดจนถึงกว้างที่สุด สมมติว่ามีการละเล่น เล่นไพ่สนุกดี อยากชนะด้วย โกงนิดหนึ่ง ทุจริตหรือเปล่า เพื่อที่จะชนะ ไม่มากเลย เพียงแค่หยิบตัวนี้ไปแล้วก็หยิบตัวนั้นมานิดๆ หน่อยๆ หรืออะไรอย่างนี้ เพื่อความสบายใจที่ว่าเราเป็นผู้ชนะ ตอนนี้เราต้องการชนะ นี่แสดงให้เห็นถึงความโลภว่ามีทุกประการทุกอย่าง ทั้งในการละเล่น อย่างการแข่งขัน อยากชนะ นักมวยก็ดี หรือว่านักฟุตบอลก็ดี หรืออะไรก็ดี ความที่ต้องการชนะ และอยากจะเป็นสุข ทำได้แม้แต่ทุจริตเล็กๆ และก็ทุจริตเล็กๆ ก็ใหญ่ขึ้น
ผู้ฟัง เราชนะด้วยสุจริต
ท่านอาจารย์ ไม่เสมอไป ตราบใดที่เรายังมีกิเลส เพราะฉะนั้นเราบอกว่า ทุจริตเรื่องใหญ่เราไม่ทำ ใช่ไหม โกงเยอะๆ นี่เราไม่โกง แต่การพนันหรือการเล่นนิดๆ หน่อยๆ เราเอา อย่างนี้ก็ได้ใช่ไหม ใครจะรู้จิตซึ่งเป็นอกุศล และก็ทีละนิดทีละหน่อย ทีละเล็กทีละน้อยก็เพิ่มขึ้น ถ้าอย่างนี้กล้าทำ ต่อไปก็กล้าอีก ต่อไปก็กล้าอีก ก็ลองคิดดูก็แล้วกัน เรื่องภาษี เรื่องอะไรต่ออะไรนิดๆ หน่อยๆ พวกนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเราจะรอดพ้นไปจากอกุศลจิตใช่ไหม เพราะฉะนั้นเราควรที่จะเห็นโทษของอกุศลว่า ถ้าตราบใดมีอกุศลแล้ว ก็ยังมีเหตุที่จะให้เกิดทุจริตได้ และทุจริตทุกคนก็มองเห็นเลยว่าเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ไม่ชอบ คนอื่นทำน่ารังเกียจ แต่พอตัวเองทำ รู้สึกก็คนอื่นเขาก็ทำกันหรืออะไรอย่างนี้ ถ้าเป็นอกุศลเจริญ แล้วเราจะรู้สึกอย่างไร อกุศลเจริญ กับกุศลเจริญต่างกันมาก และเราจะเลือกอย่างไหน ทั้งๆ ที่เรามีอกุศล เราก็ยอมรับว่า เป็น มี แต่กำลังอบรมจิตใจเพื่อที่จะให้เป็นกุศลเพิ่มขึ้น จนกว่าจะดับอกุศลหมด
นี่คือจุดประสงค์ที่คนฉลาดจะมองเห็นได้ว่ากุศลต้องดี อกุศลต้องไม่ดี โดยความเป็นจริง แต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนก็อย่าเพิ่งไปฝืนสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่หมายความว่าค่อยๆ อบรมจนกว่าจะเป็นได้ แล้วก็ต้องมองเห็นว่า ถ้าไม่มีกิเลสหรืออกุศลต้องดีกว่าแน่นอน เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่กาล บางกาลเราก็ดี บางกาลเราก็ไม่ดี บางกาลดีใหม่ บางกาลก็ไม่ดีใหม่ ก็เป็นเรื่องที่เราบังคับไม่ได้ แต่ว่าความจริงก็เป็นความจริง ทุกคนอยากจะเป็นคนดี ทุกคนอยากจะทำดีที่สุด แต่เราก็อาจจะบอกตัวเราเองว่าทั้งๆ ที่พยายามก็ยังไม่สำเร็จก็ได้ แต่ก็ไม่ทิ้งความพยายาม ก็พยายามต่อไปอีกได้
วันนี้มีเรื่องจิต และเจตสิกกับรูป สมาธิเป็นเจตสิกใช่ไหม เป็นเจตสิก และเป็นเจตสิกประเภทกลางๆ เพราะว่าเจตสิกจะแบ่งเป็นประเภทกลางๆ ประเภทหนึ่ง และเป็นประเภทที่เป็นอกุศลประเภทหนึ่ง และเป็นประเภทดีอีกประเภทหนึ่ง ถ้าเป็นประเภทกลางๆ เขาจะเกิดกับจิตได้ทุกชนิด ถ้าเป็นอกุศลก็จะเกิดได้แต่เฉพาะอกุศลจิต ถ้าเป็นฝ่ายดีก็จะเกิดเฉพาะจิตที่เป็นฝ่ายดี จะไปเกิดกับจิตที่เป็นฝ่ายไม่ดีไม่ได้ เพราะฉะนั้นเอกัคคตาเป็นสมาธิที่เป็นฝ่ายกลางๆ เพราะว่าเกิดกับจิตทุกดวง เจตสิกอะไรก็ตามที่เกิดกับจิตทุกดวงได้ เจตสิกนั้นเป็นฝ่ายกลางๆ เพราะว่าเกิดกับกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ วิบากก็ได้ กิริยาก็ได้ อันนี้ยังไม่ต้องทราบรายละเอียดก็ได้ เพราะว่าวันนี้เป็นเพียงเรื่องจิต เจตสิก รูป
สิ่งที่เกิดและดับ ดับจริงๆ แต่สิ่งที่เกิดสืบต่อมาจนปรากฏ เราก็คิดว่า อันนั้นเป็นคน ที่กำลังพูดอยู่ แต่ไม่ใช่ ดับไปแล้ว และสิ่งใหม่ที่กำลังปรากฏนั่นกำลังเป็นของจริงที่เป็นปัจจุบัน สนุกไหมเรื่องชีวิต เรื่องโลก เรื่องสภาพธรรม เรื่องความจริง ไม่มีความเท็จเลย ของจริงทั้งหมด และลองคิดดูว่าของจริงซึ่งยาก แสดงว่าก่อนนั้นอวิชชาของเรามากแค่ไหน ถ้าเราฟังแล้วเข้าใจทันที แสดงว่าปัญญาของเราสะสมมามาก เพราะฉะนั้นถ้าการฟังวันนี้ของเราเข้าใจ คราวต่อไปเราก็ฟังได้เร็ว ใครพูดเรื่องเจตสิกเราก็รู้ ใครพูดเรื่องจิตเราก็รู้ ใครพูดเรื่องรูปเราก็รู้ แปลว่าปัญญาของเราสะสม และปัญญาก็เกิดดับด้วย พอออกจากห้องนี้ไปอวิชชาก็มา ก็เป็นของธรรมดา
ผู้ฟัง ที่รับรู้ จิต เจตสิก
ท่านอาจารย์ จิตคือสภาพรู้ กำลังเห็นขณะนี้ไม่ใช่ปัญญา เพียงเห็น แต่ไม่ใช่เข้าใจถูกต้อง ความเข้าใจถูกต้องจึงจะเป็นปัญญา ขณะใดที่เข้าใจถูก ขณะนั้นไม่ใช่เราแต่เป็นปัญญา เมื่อสักครู่นี้ถามว่าอะไร
ผู้ฟัง ก่อนจะเป็นปัญญา มีอะไรอีก
ท่านอาจารย์ มากมาย วันนี้ก็ได้เจตสิกหลายอันแล้ว เอกัคคตาหรือสมาธิก็เป็นเจตสิก ปัญญาก็เป็นเจตสิก โลภะความติดข้องก็เป็นเจตสิก โทสะก็เป็นเจตสิก ทุกชื่อเป็นเจตสิกหมดเลย วิริยะความเพียรก็เป็นเจตสิก ความเกียจคร้านก็เป็นเจตสิก ง่วงไหม ง่วงเป็นจิตหรือเป็นเจตสิกหรือเป็นรูป เจตสิกทั้งนั้น อะไรที่แปลกปลอมมาก็เป็นเจตสิกหมด แต่เกิดกับจิต
ผู้ฟัง หัวเราะเป็นเจตสิก
ท่านอาจารย์ เจตสิก ชอบใช่ไหม เป็นโลภะ โทสะแล้วไม่หัวเราะ โทสะก็ร้องไห้ เศร้าหมอง น้ำตาไหล หน้าดำ โลภะจะติดไม่ได้อยู่ก็คือพระนิพพาน กับโลกุตรจิต คือจิตของพระอริยบุคคลที่กำลังมีนิพพานเป็นอารมณ์ คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ขณะที่กำลังมีนิพพานเป็นอารมณ์ขณะนั้นเท่านั้นที่โลภะไม่สามารถที่จะเฉียดเข้าไปใกล้ หรือว่าที่จะไปรู้ลักษณะของนิพพานหรือสภาพธรรมที่เป็นโลกุตรธรรม แต่นอกจากนั้นไม่พ้นอำนาจของการติดของโลภะเลย สวรรค์อยากไปไหม โลภะแล้วใช่ไหม อยากอะไรทุกอย่างหมดคือโลภะ
ผู้ฟัง อยากฟังธรรม
ท่านอาจารย์ อยากฟังธรรมเพื่ออะไร
ผู้ฟัง เพื่อมีปัญญา
ท่านอาจารย์ ถ้าเพื่อมีปัญญาแล้วไม่ใช่โลภะ แต่เพื่อเก่งกว่าคนอื่น มาแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นธรรมเป็นเรื่องตรง เราจะรู้ว่า เราศึกษาธรรมเพื่ออย่างเดียวคือ เพื่อเข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่เพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อสรรเสริญ เพื่อคำชมเชย หรือเพื่อความเก่ง ต้องรู้ว่าเพื่ออะไร ฟังเพื่ออะไร ถ้าเพื่อเข้าใจแล้วไม่ใช่โลภะ เป็นกุศลเป็นธรรมที่ดีงาม ถ้าเป็นเรื่องของปัญญาแล้วเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ละอกุศล
ผู้ฟัง ถ้าเป็นโลภะเป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ โลภะเป็นอกุศล เพราะฉะนั้นก็เฉียดไปเฉียดมากับโลภะอยู่เรื่อยๆ ต้องระวังเวลาที่จะทำบุญกุศลก็ให้ทราบว่า อย่าให้โลภะเฉียด จะหวังอะไรขณะใด ขณะนั้นก็คือโลภะทั้งนั้น
ผู้ฟัง สมมติว่าเรามีโลภะมากๆ
ท่านอาจารย์ เคยเห็นคนมีโลภะมากๆ ไหม เคยเดินไปที่ไหน อย่างที่ตลาด ที่เขาขายของเยอะๆ จะเห็นลักษณะของคนที่มีโลภะมากๆ เห็นอะไรก็อยากได้หมดเลย ไม่เว้นเลยสักอย่างเดียว นั่นก็สวย นี่ก็ดี ทุกอย่างหมด นั่นคืออาการของโลภะ และก็ถ้ามีโลภะมากๆ จะเป็นคนที่เห็นแก่ตัว สละไม่ได้ แล้วแต่การสะสม อย่างมีคนหนึ่ง เขาสะสมการติดในรสมากเลย อาหารอร่อย ถ้าเป็นอาหารที่ถูกใจแล้วเขาบอก อย่ามาขอเขา ขออะไรก็ให้ แต่ว่าอาหารจานนี้ไม่ให้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า กำลังของโลภะมีมาก แล้วก็ถ้าเป็นอย่างนี้ไปหมดทุกทาง คนนั้นจะมีลักษณะอย่างไร และเราก็มองได้ว่า คนนั้นเป็นคนที่ใครๆ รัก เป็นคนที่ใครๆ ชมหรือเปล่า คงไม่มีใครชมอกุศลแน่ๆ ไม่ว่าจะเป็นโลภะหรือโทสะ เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ควรจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เวลานี้เรากำลังเป็นบ้าหรือเปล่า
ผู้ฟัง ตอนนี้ไม่ได้บ้า
ท่านอาจารย์ แต่ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าขณะใดที่เป็นอกุศล ก็เป็นบ้าประเภทหนึ่ง ผิดปกติ แล้วแต่ว่าจะมากหรือจะน้อย ถ้าในระดับที่สามัญ ท่านใช้คำว่า สมโลภะ คือไม่ถึงกับรุนแรงหรือว่าทำทุจริต อย่างเราชอบขนมอาหารอร่อยพวกนี้เป็นสมโลภะ เป็นโลภะธรรมดาๆ ซึ่งทุกคนมี แต่ถ้ามีกำลังมากขึ้น ขณะนั้นก็เป็นวิสมโลภะ เพิ่มปริมาณ และก็ทำทุจริต แต่ว่าก่อนที่จะทำทุจริตหรือว่ามีปริมาณมาก ก็ต้องมาจากเล็กๆ น้อยๆ เพราะฉะนั้นตามความเป็นจริงแล้ว ควรจะเห็นภัยและโทษของอกุศลแม้เพียงเล็กน้อย นี่คือผู้ที่มีปัญญา อย่าเห็นเพียงแต่ใหญ่ๆ แล้วก็คิดว่าไม่ดี แม้นิดเดียวก็ดี กลิ่นเหม็นนิดหนึ่งก็เหม็น มากก็เหม็น ไฟนิดเดียวก็ร้อน มากก็ร้อน เพราะฉะนั้นก็ต้องเห็นโทษของอกุศล ไม่ว่าจะเล็กน้อยก็เป็นอกุศล ต้องยอมรับว่าเป็นอกุศล แล้วก็รู้ตัวเองตามความเป็นจริงว่า ยังมี แล้วก็พระอริยบุคคลท่านก็ละเป็นลำดับขั้น จะหมดไม่มีสักประเภทเดียวก็ต้องเป็นพระอรหันต์ แต่ถ้ายังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ ก็ยังมีอกุศลอยู่
ผู้ฟัง จิตกับเจตสิก
ท่านอาจารย์ กับรูป รูปก็เป็นธรรม มี ๓ อย่าง แล้วทางธรรมจะใช้ศัพท์อีกคำหนึ่งคือ ปรมัตถธรรม มาจากคำว่า ปรมะ หรือ บรม ที่เราใช้ว่าใหญ่ หมายความว่า ธรรมที่เป็นใหญ่ ก็คือว่า ไม่มีใครสามารถจะเปลี่ยนแปลงธรรมได้เลย เช่น แข็ง ลักษณะที่แข็ง ใครจะไปทำให้เป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ ลักษณะแข็งเป็นลักษณะแข็ง แล้วก็เป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง กลิ่นจะหอม รสจะหวาน ก็เป็นธรรมซึ่งใครก็ไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น น้ำตาลเป็นธรรมหรือเปล่า ถ้าพูดถึงหวานแล้วก็เป็นธรรม เป็นรสใช่ไหม
ผู้ฟัง เป็นน้ำตาล
ท่านอาจารย์ น้ำตาลเป็นชื่อ แต่รสหวานเป็นปรมัตถธรรม ปลามีจิตไหม
ผู้ฟัง ปลามีจิต
ท่านอาจารย์ มีเจตสิกไหม ต้องมั่นใจว่า ที่ใดที่มีจิต ที่นั่นต้องมีเจตสิก จิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน จะมีจิตคู่กัน จะมีจิตโดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ จะมีเจตสิกโดยไม่มีจิตไม่ได้ จิตกับเจตสิกนี่อันหนึ่งอันเดียวกัน รู้อารมณ์เดียวกัน เกิดพร้อมกัน ดับพร้อมกัน ถ้าพูดถึงจิต เราละเจตสิกไว้ในที่เข้าใจ แต่หมายความว่าต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย อย่างน้อยที่สุด จิตขณะหนึ่งจะมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ประเภท ๗ ชนิด กำลังเห็น ที่เห็นมีเจตสิกเกิดกับจิต ๗ ชนิด กำลังได้ยินก็มีเจตสิกเกิดกับจิต ๗ ชนิด
ผู้ฟัง เจตสิก มีอะไรบ้าง
ท่านอาจารย์ เวทนาความรู้สึกต้องมี ที่ใช้คำว่าความรู้สึกมี ๓ อย่าง คือรู้สึกเป็นสุขอย่างหนึ่ง รู้สึกเป็นทุกข์อย่างหนึ่ง รู้สึกเฉยๆ อย่างหนึ่ง ความรู้สึกเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่า เวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า ใน ๗ เจตสิกที่เกิดกับจิตทุกขณะมีอะไรบ้าง วันนี้ก็จำว่ามีเวทนาเจตสิก เพราะว่าทุกครั้งที่จิตเกิดจะต้องมีความรู้สึก เหมือนกับอะไรก็ตามมากระทบ พอกระทบแล้วเราจะต้องมีความรู้สึกทุกข์หรือสุขหรือเฉยๆ กำลังเห็น เฉพาะเห็นเฉยๆ เป็นเวทนาเจตสิก เป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ไม่มีเวทนาเจตสิกได้ไหม เห็นเฉยๆ เปล่าๆ ต้องมีเวทนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย
เวทนาแปลว่าเจตสิกที่รู้สึก เป็นความรู้สึก ซึ่งแต่ก่อนเราบอกว่า เป็นสุขหรือว่าเป็นทุกข์ เป็นชีวิตประจำวัน บางขณะเราก็เกิดความทุกข์ คิดไปคิดมาก็นั่งทุกข์เป็นทุกข์ ขณะนั้นคือสภาพของเจตสิกชนิดหนึ่งซึ่งรู้สึกเป็นทุกข์ แล้วก็รู้สึกเป็นสุข รู้สึกเฉยๆ แล้วก็จิตจะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยอย่างน้อย ๗ ดวง หรือ ๗ ประเภท ประเภทหนึ่งซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกดวงก็คือ ความรู้สึก ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่า เวทนาเจตสิก ถ้าไม่ได้เรียน เราคิดว่า เวทนาแปลว่าสงสาร น่าเวทนา และเราก็ออกเสียงว่า เวทนา แต่ว่าภาษาบาลีจริงต้องใช้คำว่า เวทนาเจตสิก หมายความถึงเจตสิกที่รู้สึก ขณะใดที่รู้สึก ขณะนั้นไม่ใช่จิต แต่เป็นเวทนาเจตสิก และก็ต้องเกิดกับจิต เจตสิกจะไปเกิดกับอย่างอื่นไม่ได้เลย เกิดได้เฉพาะกับจิตเท่านั้น
ผู้ฟัง จิตเป็นหัวใจหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ในการเห็น ในการได้ยิน
ผู้ฟัง เป็นสมองใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่สมอง สมองเป็นรูป หัวใจเป็นรูป จิตไม่ใช่รูป จิตมองไม่เห็น แต่หัวใจมองเห็น สมองมองเห็น แต่ว่าจิตมองไม่เห็น
ผู้ฟัง ปกติแล้วเมื่อพูดถึงกุศล ก็มักจะมุ่งไปในเรื่องของวัตถุทานเป็นสำคัญ แต่ทีนี้ในกรณีที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุทาน กุศลอย่างอื่นที่พอจะมาเป็นการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นปกติ ก็คิดว่าน่าจะมีธรรมส่วนอื่นด้วย สังคหวัตถุ ๔ ซึ่งเป็นกุศลทั้ง ๔ ประการ อยากจะขอความกรุณาท่านอาจารย์ได้มีคำอธิบาย
ท่านอาจารย์ ต้องสนทนาธรรม ถ้าจะเป็นเรื่องสังคหวัตถุ ก็สนทนาเรื่องสังคหวัตถุ ต้องแปลคำนี้ แล้วก็ต้องอธิบายว่าคืออะไร ไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่มีใครเข้าใจ สังคหะ ก็คงจะเหมือนกับคำว่า สงเคราะห์ ที่เราใช้ในภาษาไทย วัตถุในภาษาบาลีใช้คำนี้บ่อยๆ เป็นเรื่อง หรือเป็นสิ่ง หรือเป็นหัวข้อ หรือเป็นธรรมใดๆ ก็ตาม จะใช้คำว่าวัตถุ เพราะฉะนั้นสังคหวัตถุก็เป็นธรรมที่สงเคราะห์ หรือช่วยในการที่จะให้ทุกคนมีความสุขในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็มี ๔ อย่าง ได้แก่ ทาน การให้ ๑ ปิยวาจา คำพูดที่น่าฟัง ๑ แล้วก็อัตถจริยา การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ๑ และสมานัตตตา การมีตนเสมอ ๑, ๔ อย่างนี้ก็คงจะทำให้เรามีความสุขได้จริงๆ ถ้าเราเป็นผู้ที่มีสังคหวัตถุ แล้วก็คนอื่นที่ได้รับสังคหวัตถุจากเรา เช่น ทาน การให้ การให้นี่เป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่ การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่น ให้ได้ทั้งหมดเลย เป็นสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้ เป็นวิชาความรู้ก็ได้ เป็นคำแนะนำก็ได้
ขณะใดที่มีจิตใจเป็นกุศล แล้วก็ให้สิ่งซึ่งตนสามารถจะให้กับคนอื่นได้ ถ้าเป็นคนที่มีความสามารถ ก็สามารถที่จะสอนหรือว่าถ่ายเทความรู้นั้นให้คนอื่น ขณะนั้นก็เท่ากับให้สิ่งที่เป็นประโยชน์เหมือนกัน แม้ว่าจะไม่ใช่วัตถุทาน แต่การให้ความรู้ความสามารถกับคนอื่นก็เท่ากับว่าเราสละสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้คนอื่น และคนที่ได้รับก็จะต้องมีความดีใจมาก เพราะฉะนั้นไม่ใช่การหวงแหนความรู้ หรือว่าอย่างสมัยก่อนนั้น พอใครทำอะไรเก่งก็ไม่ยอมบอกใครเลย ก็คิดว่าคนอื่นจะทำ อาจจะไปเป็นอาชีพหรืออะไรก็ได้ แต่จริงๆ แล้วให้ไปเถอะ เพราะเหตุว่าใครจะได้รับอะไรในชีวิตนั้นก็ขึ้นอยู่กับบุญกรรมที่ได้ทำแล้วทั้งนั้น ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับว่าเราไปบันดาลให้ แต่ว่าต้องอาศัยกรรมของเขาที่ได้ทำนั่นเอง เพราะฉะนั้นสำหรับในเรื่องของทานการให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีข้อสงสัยไหม ให้ได้ทุกอย่างที่จะเป็นประโยชน์ วัตถุ เสื้อผ้า อาหาร ความรู้ความสามารถที่จะช่วยให้คนอื่นได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้น เป็นสิ่งที่ดีทั้งผู้ให้และผู้รับ
สังคหวัตถุที่ ๒ ก็คือ ปิยวาจา คำพูดที่น่าฟัง คำพูดเป็นสิ่งที่สำคัญมาก อย่างที่โบราณว่า ปากเป็นเอก เลขยังเป็นรอง คือเป็นโท นี่ก็แสดงให้เห็นว่าความสุขของเราในวันหนึ่งวันหนึ่ง จะขึ้นอยู่กับคำที่เราได้ยินได้ฟังมาก ถ้าเราได้ยินคำที่น่าฟัง ทำให้เรามีกำลังใจ ทำให้เรารู้สึกสบายแล้วก็อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่าบางคนอาจจะมีความท้อแท้ด้วยโรคภัย หรือว่าอาจจะมีความท้อแท้ในเรื่องปัญหาชีวิต หรือว่าความน่าเบื่อหน่ายต่างๆ เศรษฐกิจ รถติด อะไรก็ตามแต่ ก็เป็นความท้อแท้ได้ทั้งหมด แต่ถ้าเราสามารถมีปิยวาจา คือคำที่ทำให้คนอื่นมีกำลังใจสบายใจขึ้น อันนั้นก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์
เพราะฉะนั้นถ้าเราเคยเป็นคนที่พูดไม่น่าฟัง และก็บางคนก็อาจจะรู้สึกตัวแต่ก็ช้าไปแล้ว เพราะว่าติดนิสัย เคยใช้คำพูดอย่างนั้นบ่อยๆ แต่ถ้าได้ฟังถึงประโยชน์ของปิยวาจา เราก็จะเห็นจริงว่า แทนที่เราจะพูดอย่างนั้น เราพูดอีกอย่างหนึ่งก็ได้ และก็ประโยชน์ก็มีมากกว่าด้วย คือขณะนั้นจิตใจของเราก็เป็นกุศล และคนฟังก็สบาย มีคำพูดที่ฟังกันสบายทั้งวัน ก็คงจะดีกว่าได้ยินคำซึ่งฟังแล้วก็ไม่สบายใจ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งสงเคราะห์ให้เราอยู่ด้วยความสุขในวันหนึ่งวันหนึ่ง
สังคหวัตถุที่ ๓ ก็คือ อัตถจริยา การประพฤติสิ่งที่เป็นประโยชน์ ช่วยเหลือคนอื่นนั่นเอง เล็กๆ น้อยๆ นิดๆ หน่อยๆ ก็มีน้ำใจ ที่โต๊ะอาหาร ยื่นอาหารให้ รินน้ำให้ ยกข้าวให้ หรืออะไรก็ตามแต่ เห็นใครทำอะไร ของตก เก็บให้เลย นั่นก็คือการกระทำสิ่งที่มีประโยชน์ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เราประพฤติในชีวิตประจำวันที่เป็นประโยชน์นั้นมี ถ้าเรารู้ว่า ขณะนั้นเป็นกุศลจิต แล้วก็ถ้าใครประพฤติอย่างนั้นกับเรา เราก็ชอบ และในขณะเดียวกัน ถ้าเราสามารถจะประพฤติตนเป็นประโยชน์ เพราะว่าชีวิตวันหนึ่งวันหนึ่ง ก็ล่วงไปทีละขณะทีละขณะจริงๆ เรียกกลับคืนมาไม่ได้เลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60