ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3


    ปกิณณธรรม

    ตอนที่ ๓


    ท่านอาจารย์ เพราะว่า ขันธ์ ๕ มี รูปขันธ์๑ เวทนาขันธ์๑ สัญญาขันธ์๑ สังขารขันธ์๑ วิญญาณขันธ์๑ สังขารกับวิญญาณแยกกัน เพราะฉะนั้นสังขารไม่ใช่วิญญาณ และสังขารก็ไม่ใช่รูปด้วย เพราะว่าขันธ์มี ๕ รูปขันธ์ทุกอย่างซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ทั้งหมด เสียงก็เป็นรูป กลิ่นก็เป็นรูป ทุกอย่างซึ่งไม่สามารถรู้อะไรได้เลยเป็นรูปธรรม ซึ่งสมัยนี้ยุคนี้ รู้สึกจะใช้คำนี้กันมาก แต่ไม่ตรงตามพระพุทธศาสนาเลย ทุกอย่างที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาก็บอกว่าเป็นรูปธรรม กำลังจะเป็นรูปธรรม ไม่ทราบความนิยมทำไมไปเอาคำซึ่งไม่เข้าใจความหมายที่ถูกต้องมาใช้

    แต่ว่าถ้าทางธรรมแล้ว รูปธรรมหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ แต่สภาพนั้นไม่รู้อะไร ไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งใดก็ตามซึ่งมีจริงแต่ไม่ใช่สภาพรู้ สิ่งนั้นเป็นรูปหรือรูปธรรม เพราะเหตุว่าเป็นธรรมชนิดหนึ่ง สี เสียง กลิ่น รส เย็น-ร้อน อ่อน-แข็ง พวกนี้เป็นรูป เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ รูปธรรมได้แก่ สภาพธรรมทุกอย่างซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ เป็นขันธ์หนึ่ง เวทนาขันธ์เป็นความรู้สึก คนไทยเราใช้บ่อยคือเวทนา ออกเสียงว่า เวท-ทะ-นา และเราก็แปลว่าสงสารเหลือเกิน คนนี้น่าเวทนามาก ก็น่าสงสารมาก แต่ในพระพุทธศาสนา เวทนาเป็นสิ่งที่มีจริงๆ แล้วมีกับทุกคนด้วย เพราะเหตุว่าหมายความถึงความรู้สึก ซึ่งความรู้สึก มีความรู้สึกที่เป็นสุขอย่างหนึ่ง ความรู้สึกที่เป็นทุกข์อย่างหนึ่ง ความรู้สึกเฉยๆ ไม่ทุกข์ไม่สุขอีกอย่างหนึ่ง

    ถ้าเรากล่าวโดยย่อเป็นเวทนา ๓ แต่ถ้าเราแยกเป็นทางกายกับทางใจ จะเพิ่มโสมนัสเวทนา คือความรู้สึกเป็นสุขใจ และก็โทมนัสเวทนา ความรู้สึกที่เป็นทุกข์ใจ ไม่มีใครที่ไม่มีเวทนาทั้ง ๕ นี้ ทุกคนมี เวลาเด็กร้องไห้มีเวทนาไหม ต้องมี ขณะนั้นต้องเป็นโทมนัสเวทนา และถ้าร่างกายปวดเจ็บด้วย สำหรับใครก็ตาม ขณะนั้นเป็นทุกขเวทนา เพราะฉะนั้น ทุกข์กาย ก็คือความรู้สึกที่กาย ที่ร่างกาย ที่ปวด ที่เจ็บ ที่เมื่อย คัน อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับกายทั้งหมด ขณะนั้นเป็นความรู้สึกซึ่งมีจริงๆ เป็นทุกขเวทนาเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แต่พระอรหันต์ถึงแม้ว่าท่านจะปวดจะเจ็บสักเท่าไหร่ก็ตาม ไม่มีโทมนัสเวทนา คือไม่มีทุกข์ใจเลย มีแต่เพียงทุกข์กายเท่านั้น

    เพราะฉะนั้น เวทนาก็แยกออก ถ้าใครที่มีสติเกิดเร็ว เวลาทุกขเวทนาเกิด เขาก็รู้ว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่เดือดร้อน แต่ถ้าคนที่ไม่มีปัญญาหรือสติไม่เกิด พอทุกข์กายเกิดนิดหนึ่ง ความทุกข์ใจมากมายหลายเท่ากว่าทุกข์กาย เป็นห่วงไปถึงว่าอีกสิบวันจะเป็นอย่างไร จะต้องผ่าตัดไหม จะต้องอะไรๆ บ้าง หลายอย่าง จะต้องกินยาอะไรต่างๆ พวกนี้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าทุกข์ใจมากมาย

    ในพระไตรปิฎกอุปมาไว้ไพเราะมาก ว่าสำหรับทุกข์กาย ไม่มีใครที่หนีพ้นเลย ตราบใดที่มีกาย เมื่อมีตาก็ต้องมีโรคตา ต้อ ไปผ่าตัด ไปรักษา มีหูก็ต้องมีโรคหู ส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปร่างกายเป็นทุกข์กายได้ทั้งหมด เหมือนกับถูกยิงด้วยลูกศรดอกที่ ๑ เวลาที่ทุกข์กายเกิด และเวลาที่ทุกข์กายเกิดแล้วก็เป็นห่วงกังวลวิตกทุกข์ร้อนเป็นทุกข์ใจ เพราะว่ากายเจ็บ แต่กายคิดไม่ได้ แต่ความคิดปรุงแต่งไปสารพัดอย่างที่จะเป็นความทุกข์

    เพราะฉะนั้น ความทุกข์ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ทุกข์กายแล้ว อุปมาเหมือนกับลูกศรดอกที่ ๒ ที่ยิงซ้ำที่แผลเก่า เพราะฉะนั้นความทุกข์จะเพิ่มมากขึ้นอีกสักเท่าไร เพราะฉะนั้นในชีวิตของเรา เราแยกได้ ที่ทุกคนคิดว่ากำลังมีทุกข์หรือมีปัญหา จริงๆ แล้วเป็นเรื่องของความคิด ทางทุกข์จริงๆ ซึ่งทุกคนหนีไม่พ้นเลย เฉพาะทุกข์กายอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าสมมติว่าร่างกายแข็งแรงดีไม่เจ็บไม่ป่วยไม่ทุกข์ ให้ทราบว่าทุกข์ที่เหลือทั้งหมด เป็นเรื่องของทุกข์ใจ เป็นเรื่องของความคิด เป็นความกังวล ความเดือดร้อนต่างๆ

    เพราะฉะนั้น เราเอาทุกข์มาทับถมตัวเอง ซึ่งถ้าเราไม่อยากจะมีทุกข์อันนี้ เราก็สามารถจะมีแต่เพียงทุกข์กายเท่านั้นได้ แต่ว่าก็ไม่ใช่ตัวตนที่จะไปบังคับอีก แต่ว่าให้ทราบว่า แม้แต่ความรู้สึกก็บังคับไม่ได้ นี่คือความหมายของขันธ์ เป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับสิ้นไป แต่ว่าเพราะเหตุว่าเรายึดถือสภาพธรรม ๕ อย่างนี้ว่าเป็นเรา เรายึดถือรูปตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าว่าเป็นเรา เรายึดถือความรู้สึก ไม่ว่าจะสุขจะทุกข์ก็พลอยวุ่นวายเดือดร้อนกังวลว่าเป็นเราทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกขันธ์หนึ่ง เป็นขันธ์ที่ ๒ เวทนาขันธ์

    สัญญาขันธ์ สัญญาที่นี่ก็เป็นภาษาบาลีอีก ถ้าเราเริ่มเข้าใจภาษาบาลีให้ถูกต้องทีละเล็กทีละน้อย เราจะฟังพระธรรมเข้าใจขึ้นอีก สัญญาเป็นสภาพธรรมที่จำ แต่ว่าในภาษาไทยเราต้องมีการเซ็นต์ ต้องมีการร่าง ต้องมีการลงชื่อให้จำกันแม่นๆ แต่ว่าจริงๆ แล้วขณะใดก็ตามที่เห็นสิ่งใด จำสิ่งนั้นทันที เพราะฉะนั้น พอเห็นอีกทีเราก็จำได้ เพราะสิ่งนี้เราเคยเห็นแล้วจำได้ นี่ก็เป็นขันธ์หนึ่ง เป็นสัญญาขันธ์

    สำหรับสังขารขันธ์ไม่ใช่รูป ได้แก่โลภะบ้าง โทสะบ้าง สติบ้าง วิริยะบ้าง พวกนี้ ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิต เป็นสังขารขันธ์ ซึ่งไม่ใช่เวทนา ไม่ใช่สัญญา แล้วก็สภาพธรรมอื่นซึ่งเกิดกับจิตทั้งหมดเป็นสังขารขันธ์ ส่วนจิตนั้นเป็นวิญญาณขันธ์

    เพราะฉะนั้นที่จะบอกว่าพิจารณาสังขาร ความเข้าใจของเราถูกต้องหรือยัง มิฉะนั้นเราก็ใช้คำผิดอีก แล้วเราก็เลยผิดไปตั้งแต่ต้น ถ้าเข้าใจถูกก็เข้าใจถูกตั้งแต่ต้น จิตก็คือจิต ความรู้สึกก็คือความรู้สึก รูปคือรูป แยกออกจากกันได้ เป็นแต่ละลักษณะ เพราะฉะนั้นแม้แต่ว่าจะพิจารณาสังขาร ก็ต้องพิจารณาว่า มีความเข้าใจในคำนั้นถูกต้องหรือยัง

    แม้แต่คำว่าสติ ต่อไปนี้เราก็รู้ ขณะใดที่เป็นกุศล ขณะนั้นจึงเป็นสติ ถ้าไม่ใช่กุศล ขณะนั้นจะใช้คำว่าสติก็ใช้ในภาษาไทยกันเอง แต่ไม่ใช่สภาพของสติ สติจริงๆ ต้องระลึกเป็นไปในกุศล กำลังโกรธ สติเกิดไหม ไม่เกิด แต่พอระลึกได้ว่า ไม่ดี โกรธนี้ คนที่เราโกรธเขากำลังสบาย กำลังเป็นสุขสนุกสนาน เราคนเดียวกำลังเดือดร้อน กำลังไม่สบายเลยสักนิดหนึ่ง จิตใจกำลังขุ่นมัวเต็มที่ แล้วใครทำให้ เราทำเอง ถ้ามีปัญญาจริงๆ เห็นโทษของอกุศล ขณะนั้นเป็นสติ ไม่ใช่เราอีกเหมือนกัน

    เพราะฉะนั้น ให้ทราบว่าขณะใดสติเกิด ขณะนั้นเป็นไปในทางที่ดี แต่ว่าขณะใดที่เป็นไปในทางที่ไม่ดี ขณะนั้นสติก็ไม่เกิด แล้วเราก็อยากจะมีสติเยอะๆ ใช่ใหม นั่นเพียงอยาก แต่ว่าเราไม่สามารถจะได้สติด้วยความอยาก ต้องได้ด้วยการเจริญอบรมทีละเล็กทีละน้อย จึงจะมีความมั่นคงขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่มีอยู่แล้ว แต่ต้องอบรมในทางที่ดี ไม่ว่าจะเป็นสมถะหรือวิปัสสนา อย่างสติก็ต้องมีการระลึกได้บ่อยๆ

    ขณะที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นก็เป็นสติ ถ้ากำลังฟังแล้วก็นึกเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขณะนั้นเป็นสติไหม ไม่เป็น ขณะนั้นก็เป็นอกุศล ซึ่งเราก็บังคับไม่ได้อีก แต่เราเริ่มเข้าใจแล้วว่าลักษณะของสติ ต้องต่างกับขณะที่เป็นอกุศล ถ้าเราโกรธใครแล้วมีคนมาบอกว่า โกรธมากๆ ดีนะ ขณะนั้นถ้าเราเห็นด้วย เป็นสติหรือไม่ ไม่เป็น แต่ถ้ามีคนบอกเราบอกว่า ความโกรธไม่มีประโยชน์เลย ถ้าเราพิจารณาแล้วเห็นจริงๆ ขณะนั้นเป็นสติ เป็นไปในทางที่ดีงามทั้งหมด เราต้องสามารถที่จะแยกออกได้ว่า ธรรมไหนดี ธรรมไหนไม่ดี แล้วใครจะต้องการสิ่งที่ไม่ดีกับตัวเอง แต่เพราะความไม่รู้ต่างหาก เราจึงสะสมสิ่งที่ไม่ดีมากๆ แล้วเราก็ต้องมานั่งแก้สิ่งที่ไม่ดีของตัวเราเอง ซึ่งคนอื่นแก้ให้ไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้น อย่ารีบร้อนที่จะไปเจริญกุศลขั้นสูง สมถะ วิปัสสนา และก็ยังไม่รู้เลยว่าแท้ที่จริงแล้วในชีวิตประจำวัน ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นสงบจากอกุศล ถ้าเรามีความเป็นมิตรกับคนอื่นบ่อยๆ ใจเราสบายมาก เราจะไม่มีศัตรูเลย รับรองได้จริงๆ ว่าเราไม่มีศัตรู เพราะใจเราไม่เป็นศัตรูกับใคร คนอื่นไม่ชอบเรา เขาเดือดร้อน เขาวุ่นวาย เขาไม่ชอบเรา แต่เรามีความเป็นมิตร หวังดี ช่วยเขา เราจะไม่เดือดร้อนเลย แต่คนที่ไม่ชอบเราที่เป็นศัตรูกับเรา เดือดร้อนตลอด แล้วเราจะเป็นคนไหนดี คนที่เดือดร้อนกับคนที่ช่วยคนอื่น ทั้งๆ ที่เขาโกรธเรา แต่เราก็ไม่โกรธเขา เราก็ช่วยเขาได้ เราเป็นผ้าเช็ดธุลี เช็ดได้หมดทุกอย่าง รับได้หมดทุกอย่าง ไม่เดือดร้อนเลย

    หรือเราจะเป็นคนเก่า ใครพูดอะไรก็ไม่ได้ เดือดร้อน ต้องพูดอย่างนี้ ต้องทำอย่างนั้น ให้ตรงกับใจเรา แล้วเมื่อไม่เป็นอย่างใจเรา เราก็ไม่มีความสุข แล้วเราจะเป็นอย่างเก่า หรือว่าเราจะมีสติที่จะรู้ว่า ไม่มีประโยชน์เลยในการที่จะเป็นศัตรูกับใคร

    เคยมีใครที่รู้สึกว่าน่ารักบ้างไหม เห็นใครเป็นคนที่น่ารักมากๆ มีไหม พอจะมีตัวอย่างของใครซึ่งน่ารักมากๆ เลยไหม เราก็เป็นอย่างนั้นได้ เราดูว่าทำไมเขาน่ารักอย่างนั้น เขาเป็นคนที่คิดถึงคนอื่น ไม่คิดถึงตัวเอง แล้วก็ช่วยเหลือคนอื่น แล้วก็อภัยให้คนอื่น คือมีชีวิตที่มีความสุข แล้วก็ไม่เดือดร้อน ใครเขาจะเป็นอย่างไร เราก็บังคับเขาไม่ได้ ถ้าคนหนึ่งเป็นคนที่กิริยาก็ไม่ดี วาจาก็ไม่ดี แล้วทำไมเราจะมาเดือดร้อน นั่นก็เป็นเรื่องของเขาใช่ใหม แต่เรื่องของเราก็คือว่าเราไม่เดือดร้อน ไม่ว่าใครจะเป็นอย่างไร แล้วเราก็สามารถจะเป็นอย่างนั้นได้จริงๆ ถ้าสติเกิด

    เพราะฉะนั้น เราจะเห็นคุณของสติ ธรรมฝ่ายดี ว่าเพราะสติและปัญญาเท่านั้นที่จะทำให้จิตสงบจากอกุศล ไม่ใช่ว่าไปอยู่ป่า เพราะว่าไปอยู่ป่านั้น ไม่มีใครมาอยู่รอบเรา พอเรากลับมาจากป่า เราก็เดือดร้อนอีกแล้ว บางคนเขาท่องเมตตาเก่งมากเลย แต่ว่าท่องอยู่ในห้อง ไม่มีใครเลย พอออกมานอกห้อง เมตตาหายไปหมดแล้ว ที่ท่องมาครึ่งวัน ความโกรธก็เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะว่าเป็นเรื่องของการท่อง แต่ว่าไม่รู้ลักษณะจิต ว่าเมตตาคือความเป็นเพื่อน ความหวังดี และการเป็นเพื่อนกับคนอื่น ดีกว่าการเป็นศัตรู เพราะใจเราไม่ต้องไปคิดเรื่องที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน

    สิ่งที่ดีงามที่ประเสริฐสุด มีอยู่ในพระธรรมวินัยทั้งหมด พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีกิเลสเลย เพราะฉะนั้นกายวาจาของพระองค์จะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจะรู้จุดว่า อะไรก็ตามที่ไม่ดีทั้งหมด ที่ออกมาทางกาย ทางวาจา หรือแม้แต่ตา หรือสีหน้าทั้งหมด มาจากกิเลส หรืออกุศลซึ่งอยู่ที่ใจของแต่ละคน

    เพราะฉะนั้นถ้าเราแก้ที่ใจ ทุกอย่างก็ดี และก็กิริยาวาจาที่งดงามทั้งหมดของผู้ที่ไม่มีกิเลส เพียบพร้อมอยู่ในพระวินัยปิฎก ถ้าว่างๆ ที่นี่มีพระไตรปิฎกก็น่าจะอ่านมากๆ และก็พระสูตรก็พอจะอ่านแล้วก็พิจารณาได้ ว่าเป็นคำสอนทุกระดับในชีวิตประจำวัน พระวินัยก็เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นว่า กิริยาวาจาทั้งหมดที่เป็นมารยาทสังคมที่ดี เพียบพร้อมอยู่ในพระพุทธศาสนา แล้วก็ถือว่าเป็นสากลด้วย เพราะว่าสิ่งที่ดีแล้วต้องดีสำหรับทุกเชื้อชาติศาสนาวัฒนธรรม

    พระวินัยก็ละเอียดมาก แล้วก็เป็นประโยชน์จริงๆ ที่แม้ว่าเราจะเป็นคฤหัสถ์ เราก็ประพฤติปฏิบัติตามได้ จะเห็นว่าทรงแสดงไว้แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ จริงๆ เช่น การไปที่บ้านของใคร อย่างภิกษุณีไปถึง แล้วก็เจ้าของบ้านยังไม่ทันเชื้อเชิญ ก็นั่งไม่ได้ ผิด อาบัติ เพราะฉะนั้นสำหรับคฤหัสถ์ก็เช่นเดียวกัน ถ้ายังไม่มีการเชื้อเชิญแล้วก็ไปนั่ง ก็คงจะไม่น่าดูหรืออะไรอย่างนี้ ทุกอย่างที่ดีที่เพียบพร้อมไม่ต้องหาที่อื่น มีอยู่ในพระวินัยทั้งนั้น ยากไหมพระธรรม หรือว่าเป็นชีวิตจริงๆ ที่พิสูจน์ได้ แล้วก็น่าศึกษา น่าจะเข้าใจตัวเรามากกว่านี้ และทางเดียวที่จะเข้าใจตัวเราได้ก็คือศึกษาพระธรรม

    เคยไปที่ศรีลังกา แล้วก็มีคนพาไปที่โรงเรียนสอนเด็กนักเรียน ครูใหญ่เป็นครูที่ดีมาก เขาพยายามอบรมทางด้านจิตใจ พอไปถึงเด็กก็ขอให้เล่านิทาน เพราะว่าเด็กคงจะอยากฟังนิทาน เพราะรู้ว่ามีชาดกมีอะไรต่างๆ ก็เลยถามว่า แล้วเรื่องตัวเอง อยากรู้บ้างไหม คืออยากจะรู้แต่เรื่องคนอื่นซึ่งเป็นนิทาน แต่เรื่องของตัวเอง ถ้าคนอื่นเขารู้ก็คงจะเป็นนิทานสำหรับคนอื่นเหมือนกัน นิทานก็ไม่ใช่ว่านอกไปจากตัวของแต่ละคนใช่ไหม แล้วแต่ว่าจะสร้างขึ้นมา นึกคิดไปต่างๆ

    เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็เป็นนิทานอยู่ในตัวสำหรับคนอื่นเหมือนกัน ถ้าเขารู้ความคิดจิตใจของเรา ก็เป็นนิทานเรื่องหนึ่งของเขาเหมือนกัน และก็จริงๆ แล้ว เราก็น่าจะรู้นิทานนี้ นิทานนี้รู้ได้ชัด แล้วก็รู้ก็มีประโยชน์ด้วย ซึ่งความจริงแม้แต่คำว่านิทานก็เป็นภาษาบาลี (นิ ทา นะ) หมายความว่า จุดเริ่มต้น หรือที่มา หรือความเป็นไป แต่เราก็มาถือเป็นเรื่องราว ซึ่งความจริงก็เป็นความเป็นไปของชีวิตนั่นเอง

    ผู้ฟัง การทำบุญทำกุศล ไม่ทราบว่าจริงๆ จะได้ผลอย่างไร หรือว่าไม่ได้ผลอะไร ช่วยอธิบายให้กระจ่าง

    ท่านอาจารย์ ที่จริงอันนี้เป็นปัญหาที่ดีมาก เพราะว่าคนไทยเราคุ้นเคยกับการทำบุญมานานมากเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ทำบุญกันหลายทาง ทั้งใส่บาตรทั้งอะไรด้วย แต่ปัญญาความเข้าใจถูกต้อง สำคัญมากที่สุด คือรู้ว่าบุญคือจิตใจที่ดีงามที่เป็นกุศล ไม่ใช่อยู่ที่วัตถุ ถ้ามีของหลายๆ อย่างอยู่บนโต๊ะ ของนั้นก็ยังคงเป็นของนั้น จะเป็นบุญไปได้อย่างไร จะเป็นกล้วย จะเป็นส้ม จะเป็นอาหาร ก็ยังคงเป็นกล้วยส้มอาหาร เป็นบุญไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นบุญไม่ใช่อยู่ที่วัตถุ แต่อยู่ที่สภาพของจิตที่ผ่องใส ไม่มีอกุศลใดๆ

    เพราะฉะนั้น บุญในพระพุทธศาสนามี ๑๐ ประการ ไม่ใช่มีประการเดียวคือทาน การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น ในพระพุทธศาสนาใช้คำว่า บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ฟังดูบางคนก็อาจจะไม่อยากจะรู้ภาษาบาลีเลย แต่เราใช้คำทุกคำ บุญเราก็ใช้ กิริยาเราก็ใช้ วัตถุเราก็ใช้ แต่ว่าให้เราใช้ให้ถูก คือวัตถุก็เป็นที่ตั้ง กิริยาก็คือการกระทำ บุญก็คือดีงาม หรือว่าการขัดเกลา เพราะฉะนั้นบุญกิริยาวัตถุก็คือ วัตถุหรือที่ตั้งของการกระทำซึ่งเป็นกุศล เป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นการขัดเกลาอกุศล เป็นสิ่งที่มีประโยชน์

    เพราะฉะนั้นก็มีถึง ๑๐ อย่าง แต่เริ่มต้นด้วยทาน คือการสละวัตถุเพื่อประโยชน์สุขแก่บุคคลอื่น ที่ประเทศไทยเรายังมีความสุขสบายมากกว่าประเทศอื่น ก็เป็นเพราะเหตุว่าเราปลูกฝังพุทธศาสนา แม้แต่ว่าด้วยการกระทำเป็นประเพณี แม้ว่าเราจะยังไม่เข้าใจละเอียดมาก แต่ว่าเราก็ทำติดต่อกันมาโดยการช่วยเหลือกันด้วยจิตที่เป็นกุศล

    เพราะฉะนั้น สำหรับบุญได้แก่ จิตขณะใดก็ตาม ซึ่งเป็นไปในทานบ้าง เป็นไปในศีลการวิรัติทุจริตบ้าง เป็นไปในความสงบของจิตบ้าง เป็นไปในการอบรมเจริญปัญญาบ้าง จริงๆ แล้วก็มีหนังสือที่พูดถึงเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ แต่สำหรับวันนี้ขอกล่าวถึงแต่เฉพาะเรื่องทาน ให้ทราบว่า การทำบุญด้วยวัตถุคือ การให้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่บุคคลอื่น

    ถ้าเห็นว่าวัตถุที่เรามี พอจะเป็นประโยชน์กับใคร ให้ไปเลย ถ้าเราไม่ใช้วัตถุนั้น ไม่ต้องไปคิดว่า เขาจะว่าเราไหม คือบางคนคิดมาก เคยมีคนที่คิดมากจะให้ของใครก็กลัวว่าคนรับเขาจะว่า เหมือนกับจะไปดูถูกเขาหรืออะไรอย่างนี้ ก็แล้วแต่ความวิจิตรของจิตซึ่งคิดได้ต่างๆ กัน แต่ถ้าวัตถุนั้นเป็นประโยชน์ แล้วเขาต้องการ เราให้ได้ เราก็ให้ ขณะนั้นจิตที่ให้ก็เป็นกุศล แต่ต้องไม่หวังผล ไม่เหมือนกับซื้อขาย เพราะว่าบางคนให้เพราะหวังว่าเขาจะให้เราตอบ ให้เพราะว่าเขาจะได้รักเรา คือจะเป็นการแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตาม ขณะนั้นจิตดีหรือไม่ ต้องการอะไรหรือไม่ เพราะว่าบุญนั้นคือจิตใจที่ดีงาม ที่เป็นกุศล ที่ปราศจากอกุศล เพราะฉะนั้นขณะนั้นไม่ใช่บุญแน่นอน

    บางคนก็ให้เพราะกลัว กลัวๆ เขาก็ต้องให้ไป อย่างนั้นก็ไม่ใช่บุญอีก เพราะฉะนั้นหลักก็คือว่า สภาพของจิตที่ปราศจากความติดข้องในวัตถุนั้น แล้วก็เป็นจิตที่ดีงาม ขณะนั้นเป็นกุศล เป็นไปในทาน ถ้าโกรธ ให้ไหม ทีแรกก็ตั้งใจว่าจะให้ แต่พอคนนี้ทำสิ่งที่ไม่ถูกใจขึ้นมา ก็เก็บไว้ก่อนอะไรอย่างนี้ แสดงว่าบุญก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดง่าย บางทีกำลังจะเกิดก็เกิด จะไม่เกิดขึ้นมาก็ได้ เพราะว่าจิตเกิดดับสลับกันเร็วมากทีเดียว ด้วยเหตุนี้ ถ้ากุศลจิตจะเกิดขณะใด กลัวว่าต่อไปเดี๋ยวกุศลจิตนั้นจะหมดไป ก็ต้องรีบกระทำกุศล ถ้ามีโอกาสที่จะกระทำได้ เพราะว่าจิตของคนเราเปลี่ยนแปลงกลับกลอก ไม่ตั้งอยู่คงที่

    สำหรับเรื่องการให้ ก็คงจะไม่มีข้อสงสัยว่าให้โดยที่ไม่หวังผล ถ้าให้แล้วหวังจะเกิดในสวรรค์ บ่อยๆ บางคนก็ให้หวังว่าจะถูกล็อตเตอรี่ คือมีแต่ความหวัง เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของโลภะ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการให้จริงๆ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นคนตรงต่อตัวเอง และก็ตรงต่อธรรม ถ้าให้ก็คือให้ ให้แล้วไม่ต้องไปหวังอะไรที่เป็นการตอบแทนทั้งหมด นั่นจึงจะเป็นการให้จริงๆ แล้วเราก็สบายใจด้วย ถ้าเราให้แต่เราหวัง แล้วเราไม่ได้อย่างที่หวัง เราก็ไม่สบายใจแล้วใช่ไหม ให้ให้เขากลัวเกรงเรา ให้เขารักเรา ให้เขาปรนนิบัติเรา แต่ถ้าเขาไม่ปรนนิบัติเรา ไม่กลัวเกรงเรา เราก็โกรธขึ้นมาอีก เพราะฉะนั้นขณะนั้นก็ไม่ใช่บุญ ขณะใดที่เป็นอกุศล ขณะนั้นไม่ใช่บุญ

    ถ้าเป็นจิตที่ผ่องใส ผลของกุศลก็มีมาก มีคนที่ฟังธรรมแล้วก็ปนกัน คือพระผู้มีพระภาคทรงแสดงเรื่องเหตุและผล ว่าขณะใดที่จิตใจผ่องใส แม้แต่การให้ ให้ด้วยความนอบน้อม ไม่ใช่ให้แบบรังเกียจ หรือว่าให้แบบเป็นผู้ให้ เพราะว่าบางคนเวลาให้ มีความสำคัญตน ว่าเราเป็นผู้ให้ เพราะฉะนั้นคนนั้นจะต้องถือว่า เราเป็นผู้ที่ให้เขา เหมือนกับมีบุญคุณต่อกัน ขณะนั้นก็ไม่ใช่การให้ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าจิตผ่องใสปราศจากอกุศล มีผลมาก มีผลมากตั้งแต่เริ่มให้ เพราะว่าเป็นจิตที่ผ่องใส



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 14
    3 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ