ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
ตอนที่ ๓๐
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ.๒๕๓๖
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญญาก็จะค่อยๆ เจริญขึ้นตามเหตุตามปัจจัย โดยที่ว่าไม่มีใครไปบังคับ หรือว่าไปทำอะไรได้ คืออะไรที่ยังสงสัย ข้องใจ ไม่แน่ใจ เราควรจะต้องเข้าใจเรื่องนั้นให้ถูกต้องจริงๆ เพราะสำคัญที่สุดคือความเข้าใจถูก ความเข้าใจของแต่ละคนต่างกันแน่นอน แต่ทีนี้เวลาที่เราได้ศึกษาในเรื่องของเหตุผลแล้ว เราจะได้ค่อยๆ พิจารณาจนกระทั่งเราเกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ถูกต้องนั่นคืออย่างไร และเป็นไปตามสภาพธรรมตามความเป็นจริง เป็นไปตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงหรือเปล่า โดยการที่ว่า ไม่ใช่เอาความเห็นของเราเท่านั้น หรือว่าเรายังเชื่ออะไรอยู่ก็เชื่อต่อไปโดยที่ไม่ยอมเลิก แม้ว่าสิ่งนั้นจะไม่มีเหตุผลเลยก็ยังเชื่ออยู่ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเหตุว่าเท่ากับว่าเราเก็บความไม่รู้ เก็บความที่ไม่มีเหตุผลเอาไว้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจะไม่ถึงพระพุทธศาสนาแน่นอน ผู้ที่จะเข้าถึงพระธรรม หรือพระพุทธศาสนาต้องเป็นคนตรง และก็มีเหตุผล แล้วก็รู้ว่า การเข้าใจถูกเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด แทนที่จะไปเก็บความสงสัยความไม่รู้หรือความเข้าใจผิดไว้
ผู้ฟัง ตอนที่ผมบวชอยู่ เสียงต้องมีต้นเหตุ ถึงทำให้เราได้ยิน มีอยู่คืนหนึ่ง รู้สึกตัว ตื่นขึ้นมา รู้สึกได้ยินเสียงสวดมนต์ ทีแรกสงสัยคิดว่า หูผมคงฝาด ก็ไปตรวจดูรอบวัดในวิหาร ก็ไม่มีที่มาของเสียง ท่านอาจารย์คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอะไรเสียงที่ได้ยิน
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว ธรรมดาเวลานี้เราก็ได้ยิน ถูกไหม เวลานี้ที่ได้ยินไม่สงสัยเลย ใช่ไหม
ผู้ฟัง ผมสงสัยตรงที่เสียงเกิดจากไหน และมาจากที่ไหน
ท่านอาจารย์ ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น เราต้องเข้าใจความจริงว่า ขณะนี้ก็มีเสียงที่ได้ยิน กำลังได้ยินเสียงขณะนี้ ไม่มีความสงสัยในเสียงที่ได้ยินใช่ไหม
ผู้ฟัง ผมสงสัยแต่ว่าหาที่มาไม่เจอ แต่รู้ว่ามาจากที่โบสถ์ มาจากที่นั่น แต่ผมอยากจะรู้ว่าที่มา คืออะไร มาอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าโดยในลักษณะนี้ ไม่มีทางหมดความสงสัยแน่นอน เพราะว่ายังไม่เข้าใจเสียงที่กำลังปรากฏในขณะนี้ กับได้ยินที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เรื่องสงสัยจะมีมากๆ เลยตลอดชีวิต ตื่นขึ้นมากลางดึก ได้ยินเสียงอะไรถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เสียงสวดมนต์ ขอให้ลองคิดดู ตื่นขึ้นมากลางดึกได้ยินเสียงอะไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ใช่เสียงสวดมนต์ สงสัยแล้ว นี่เสียงอะไร จะเป็นเสียงหนู หรือว่าจะเป็นเสียงสัตว์ชนิดหนึ่งชนิดใด หรือจะเป็นเสียงอะไร ต้องมีความสงสัย และความสงสัยอย่างนี้ไม่มีทางที่จะหมดไปได้เลย ถ้าไม่รู้ความจริงของเสียงกับได้ยินที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ซึ่งเป็นของจริง
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ปัญญาเป็นสภาพที่เข้าใจถูกต้องในสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าในขณะนั้นมีตัวเรา มีตัวตน ต้องมีสิ่งอื่น คือนี่เสียงอะไร มาจากไหน เพราะเหตุว่ายังมีความเป็นตัวเราที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ว่า เสียงนั้นเกิดปรากฏแล้วหมดไป ไม่มีอะไรเลย จะถูกต้องหรือเปล่า คือเราต้องเข้าใจลึกมากเลยเวลาพูดถึงความจริงในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าขณะไหนทั้งสิ้น ขณะนี้หรือขณะที่ตื่นมาจะได้ยินเสียงอะไรก็ตาม ถ้ายังมีเรา ยังมีตัวตน ก็จะต้องมีความสงสัยว่า นั่นเสียงอะไร แต่ความจริงเสียงหมดแล้ว สภาพที่ได้ยินหมดแล้ว และถ้าขณะนั้นมีปัญญารู้อย่างนั้นจริงๆ จะไม่สงสัยอะไรเลย จะหมดความสงสัย แต่ถ้าไม่เข้าใจจะต้องมีเรื่องสงสัยตลอดชีวิต ไม่ใช่เสียงสวดมนต์ก็เป็นเสียงอื่น ก็ยังสงสัยอยู่ เพราะว่ายังไม่มีความรู้ในลักษณะของเสียงกับลักษณะของได้ยิน ใครจะบอกอย่างไรก็ไม่หมดสงสัย และก็จะมีอีกด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะครั้งนั้นครั้งเดียว และเราจะเก็บความสงสัยอย่างนี้ไว้เรื่อยๆ หรือ คือไม่รู้ความจริงของได้ยินกับเสียงสักทีหนึ่ง มีความเป็นตัวตนตลอดเวลา ก็ต้องมีความสงสัยไปอีก สักวันหนึ่งตื่นขึ้นมาตอนดึกก็ต้องมีความสงสัยว่าเสียงอะไร และก็เป็นความนึกคิดที่ต่างกันว่า อันนั้นเป็นเสียงสวดมนต์ แล้วมาจากไหน ก็คิดสงสัยยาวไปอีก ซึ่งเรื่องจะตัดความสงสัย ต้องด้วยการเจริญปัญญารู้ความจริง ถ้าตราบใดที่ปัญญายังไม่รู้ความจริง ต้องมีเรื่องสงสัยอีก
เพราะฉะนั้นในพุทธศาสนา คำตอบไม่ได้ไปตอบตามสถานการณ์ คนนี้มีเรื่องนี้ก็จะตอบไปว่าเป็นอย่างนี้อย่างนั้น คนนั้นมีเรื่องนั้นก็จะตอบไปว่าเป็นอย่างนั้น แต่จะตอบถึงต้นตอคือ ให้ผู้ถามเกิดปัญญาที่สามารถที่จะรู้ความจริงด้วยตัวเอง จนหมดความสงสัยได้ ไม่เช่นนั้นคำถามนี้จะมีอีก อาจจะมาทุกวันก็ได้ มีทุกวันก็ได้ ก็ไม่หมด เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดคือ ศึกษาจนกระทั่งสามารถที่จะรู้ความจริงของเห็นในขณะนี้ ของได้ยินในขณะนี้ ของคิดนึกในขณะนี้ และจะรู้ความจริงว่า แท้ที่จริงก็คือคิด เสียงหมดไปแล้ว แต่คิดติดตามเสียงไกลจนกระทั่งว่า เสียงนั้นเกิดจากอะไร และเป็นเสียงอะไร และบางคนอาจจะตามไกลไปจนกระทั่งถึงว่า เป็นเสียงเทวดา เป็นเสียงอะไร ค้นคว้าหาเหตุไปผูกพัน เรื่องของความผูกพันคือเรื่องของความไม่รู้ และก็เป็นความนึกคิด เทวดาก็ไม่เห็น แต่เราก็ยังอุตส่าห์ไปคิดไปนึกว่านี่เป็นเสียงเทวดา ถึงเป็นเสียงเทพก็หมด เสียงอะไรเกิดขึ้นก็หมดทั้งนั้น และได้ยินก็ต้องดับไปด้วย และจริงๆ แล้วก็มีเพียงสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมเพียง ๓ อย่างซึ่งเกิดขึ้น คือเป็นจิต เป็นเจตสิก เป็นรูปเท่านั้น ถ้าจะให้หมดความสงสัยจริงๆ ต้องเข้าใจเรื่องนี้ เรื่องนามธรรม เรื่องรูปธรรม
ผู้ฟัง ขอเรียนถามแทนผู้ร่วมสนทนาเมื่อสักครู่นี้ ที่เกี่ยวกับว่า ภายหลังจากที่เราได้ทำกุศล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทาน เรื่องถวายสิ่งของต่างๆ มักจะมีผู้กล่าวนำว่า ควรจะได้อุทิศส่วนกุศลให้กับคำว่าเจ้ากรรมนายเวร อยากจะให้ท่านอาจารย์ได้อธิบายให้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องอีกสักครั้งว่า คำว่า เจ้ากรรมนายเวร กับผู้มีพระคุณในอดีตอนันตชาติ มีความแตกต่างกันอย่างไร
ท่านอาจารย์ ที่ทุกคนเกิดมานั่งที่นี่ เจ้ากรรมนายเวรทำให้เกิดขึ้นหรือเปล่า ต้องคิดตั้งแต่ขณะแรกที่เราเกิดมาในโลกนี้เลย มีเจ้ากรรมนายเวรไหนที่ทำให้เราเกิด มีไหม
ผู้ฟัง จากที่ได้ศึกษามา ก็บอกว่าทุกคนมีกรรมเป็นของๆ ตนเอง ก็หมายถึงว่ามีการกระทำทั้งที่เป็นบุญและเป็นบาป
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่มีเจ้ากรรมนายเวรแน่ที่จะทำให้เราเกิดมาใช่ไหม
ผู้ฟัง ใช่
ท่านอาจารย์ เราเกิดเพราะกรรมที่เราได้ทำแล้ว ซึ่งเลือกไม่ได้ด้วย เพราะว่ากรรมในวันหนึ่งวันหนึ่งมีมาก ทางกาย ทางวาจา ทางใจ แล้วชาติหนึ่งจะมีกรรมสักเท่าไหร่ และเราเกิดมากี่ชาติแล้วในแสนโกฏิกัปนับไม่ถ้วน แต่ว่ากรรมหนึ่งกรรมเดียวเท่านั้น ที่สุกงอมพร้อมที่จะให้ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้น โดยที่เราเลือกไม่ได้ แต่ละคนที่นั่งในที่นี้ จะมีกรรมที่จะทำให้เกิดเป็นเทวดา มีกรรมที่จะทำให้เกิดเป็นเปรต มีกรรมที่จะทำให้เกิดในนรก มีกรรมที่จะทำให้เกิดเป็นเศรษฐี มีกรรมที่จะทำให้เกิดยากไร้ แต่ว่าทำไมต่างกัน เพราะเหตุว่าแล้วแต่ว่ากรรมหนึ่งกรรมใด จะสุกงอมพร้อมที่จะให้เกิดเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ ก็เป็นเฉพาะช่วงนี้ชาตินี้เท่านั้นที่จะเป็นคนนี้ เมื่อสิ้นกรรมนี้ ถึงแก่กรรม หมดแล้ว ก็จะมีกรรมอื่นซึ่งสุกงอม พร้อมที่จะให้ปฏิสนธิจิตเกิดเป็นบุคคลใหม่ต่อไป
เพราะฉะนั้นไม่มีเจ้ากรรมนายเวรที่จะให้ใครเกิดมา นี่เป็นของที่แน่นอน เป็นกรรมของเราเอง นี่หนึ่งขณะที่เกิด และกรรมก็ทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ เพราะว่าปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นเป็นขณะแรกแล้วดับไป แต่ว่ากรรมก็ยังทำให้ดำรงภพชาติของความเป็นบุคคลนี้ยังไม่ให้ตาย ยังให้จิตเกิดดับสืบต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีการเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การลิ้มรส การกระทบสัมผัส การคิดนึก ซึ่งเป็นชีวิตประจำวัน ทางตาที่เห็นก็เป็นเพราะกรรมหนึ่งทำให้จักขุวิญญาณจิตเกิดขึ้น เห็นสิ่งที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง ถ้าเป็นผลของกุศลก็ทำให้เห็นสิ่งที่ดี ถ้าเป็นผลของอกุศลก็ทำเห็นสิ่งที่ไม่ดี มีเจ้ากรรมนายเวรไหนที่จะทำให้เรา หลังจากปฏิสนธิจิตแล้วยังไม่ให้ตาย เจ้ากรรมนายเวรทำได้ไหม นอกจากกรรมอันนั้น ที่เมื่อยังมีโอกาสที่จะให้เป็นบุคคลนั้น ก็ให้เป็นบุคคลนั้นไปตราบจนกว่าจะหมดกรรมนั้น เจ้ากรรมนายเวรไม่มีส่วนที่จะมาเกี่ยวข้องเลย และแม้แต่การเห็น เจ้ากรรมนายเวรก็ทำให้เราเห็นไม่ได้ มีจักขุปสาทเกิดเพราะกรรม
เวลาใครที่ไม่มีจักขุปสาท คือคนที่ตาบอด ก็แสดงว่าไม่มีกรรมที่จะทำให้จักขุปสาทรูปเกิด คนนั้นจึงตาบอด ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรไหนที่จะสร้างตา ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรไหนที่จะสร้างหู จมูก ลิ้น กาย ทั้งหมดตลอดเกิดขึ้นเพราะกรรม เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว ทุกคนเมื่อได้กระทำเหตุคือกรรม กรรมนั้นแหละเมื่อเป็นเหตุแล้วก็จะเป็นปัจจัยให้จิตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นวิบากเกิดขึ้นเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ให้ทราบว่านี่เป็นผลของกรรมที่ได้กระทำไว้ ไม่มีเจ้ากรรมนายเวรจะมามีอิทธิพลอะไรเลยทั้งสิ้น เพราะว่าทุกคนมีกรรมเป็นของๆ ตนจริงๆ ถ้าเป็นผู้ที่มั่นคงในกรรม ทุกคนจะทำกรรมดี เพราะเห็นโทษของอกุศลกรรม ถ้าเป็นผู้ที่เชื่อมั่นในกรรมจริงๆ ซึ่งการที่จะเชื่อมั่นในกรรม ไม่ใช่ว่าให้เราคิดถึงเหตุการณ์ยาวๆ วันหนึ่งหรือว่าช่วงหนึ่ง แต่ทุกขณะจิตที่แตกย่อยออกมาเป็นชั่วขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง ขณะหนึ่ง ให้ทราบว่า ไม่มีใครจะบันดาลให้เกิดได้เลย นอกจากมีเหตุปัจจัยที่จะทำให้เห็นก็ต้องเป็นเพราะกรรมทำให้เห็น ได้ยินก็ต้องเป็นเพราะกรรมทำให้ได้ยิน และก็เป็นกรรมของตัวเองด้วย
เพราะฉะนั้นช่วงหนึ่งของชีวิต ก็มี ๒ ส่วนคือ ส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรม และอีกส่วนหนึ่งหลังจากที่เห็นแล้ว ได้ยินแล้ว ได้กลิ่นแล้ว ลิ้มรสแล้ว กระทบสัมผัสซึ่งเป็นวิบากเป็นผลของกรรมแล้ว ก็ยังมีความพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้างในสิ่งที่เห็น ที่ได้ยินเป็นต้น เพราะฉะนั้นนี่เป็นอีกตอนหนึ่ง ซึ่งเป็นเหตุที่จะให้เกิดกรรมที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า เพราะฉะนั้นเราจะรู้เลยว่า ถ้าเห็นแล้ว เกิดอกุศลก็เป็นช่องทางที่จะทำให้อกุศลกรรมเกิดขึ้น แล้วก็จะทำให้เกิดอกุศลวิบาก คือผลของอกุศลกรรมนั้นอีก วนเวียนไปเรื่อยๆ แล้วเจ้ากรรมนายเวรจะอยู่ที่ไหน
ผู้ฟัง ทีนี้ถ้าจะพูดถึงว่า ควรจะได้มีการปฏิบัติให้ถูกต้อง จากการที่แต่ละท่านได้ทำกุศลแล้ว สิ่งที่จะเป็นประโยชน์จริงๆ คือการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้มีพระคุณ และเทวดา อมนุษย์ทั้งหลายอย่างนี้จะเป็นการถูกต้องดีไหม
ท่านอาจารย์ เพราะว่ากุศลมีหลายอย่าง กุศลในเรื่องของทาน การให้ ไม่ใช่เฉพาะขณะให้เท่านั้น หลังจากที่ให้แล้ว เราก็ยังสามารถที่จะอุทิศส่วนกุศลให้บุคคลอื่นได้อนุโมทนา คือได้เกิดกุศลจิตที่ยินดีด้วย บันเทิงตามในกุศลที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดได้ทำแล้ว ขณะที่จิตเกิดยินดีด้วยอนุโมทนา ขณะนั้นเป็นกุศลจิต เวลาที่เราเห็นใครทำดี ถ้าเป็นคนที่ขี้ริษยาขี้อิจฉา ต่อให้คนนั้นจะทำดี แต่ถ้าเราไม่ชอบคนนั้น เราจะมองไม่เห็นเลยว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี มีเรื่องติ มีเรื่องว่าได้สารพัด นั่นคือผู้ที่ขณะนั้นเป็นอกุศลจิต ไม่อนุโมทนาในสิ่งที่ดีที่คนอื่นทำ มองเห็นเป็นคน แล้วก็เป็นคนที่ไม่ชอบ ลืมคิดว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นการกระทำดี ซึ่งไม่ว่าใครทำก็ต้องดี เพราะว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี
เพราะฉะนั้นเวลาที่เรามีการให้ทานแล้ว และเราก็รู้ว่า บุคคลซึ่งได้ล่วงลับไปแล้ว เขาอาจจะเกิดในภูมิซึ่งทุกข์ยากลำบาก เช่นเกิดเป็นเปรต ถ้าเกิดในนรก เขาก็ไม่สามารถที่จะอนุโมทนาหรือล่วงรู้ได้ ผู้ที่เกิดเป็นเปรต หรือว่าเกิดเป็นเทพ สามารถที่จะเกิดกุศลจิตอนุโมทนาได้ เพราะฉะนั้นเมื่อได้ทำกุศลแล้ว ก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลที่ได้ทำ เพื่อให้คนอื่นได้รู้และอนุโมทนา แต่ไม่ใช่หมายความว่าไปส่งบุญให้เขา และเขาก็ได้รับ นั่นผิด บุญอยู่ที่จิตใจของแต่ละคน บาปก็อยู่ที่จิตใจของแต่ละคน เพราะฉะนั้นเราใช้คำว่า กุศลจิต คือจิตที่ดีงาม อกุศลจิต คือ จิตที่ไม่ดีงาม เพราะฉะนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งจะไปยกจิตของเราให้กับใคร เอาบุญอันนี้ไปให้คนอื่นไม่ได้ ของใครก็ของคนนั้น จิตใครก็จิตของคนนั้น เพราะฉะนั้นถ้าคนนั้นรู้แล้วไม่อนุโมทนา ต่อให้เราจะบอกว่าขอจงมีจิตโสมนัสยินดีอนุโมทนา เมื่อคนนั้นไม่อนุโมทนา กุศลจิตเขาไม่เกิด แล้วเราจะเอาบุญของใครไปให้ บุญไม่ใช่สิ่งที่จะหยิบยื่นยกให้ใครได้ แต่เป็นเรื่องจิตของคนนั้น ขณะที่ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ เป็นสภาพจิตที่ดีงาม จึงจะเป็นกุศล
เพราะฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศล มีมาตั้งแต่ในครั้งพุทธกาล เมื่อครั้งที่พระเจ้าพิมพิสารได้เชิญเสด็จพระผู้มีพระภาคไปประทับที่เมืองของพระองค์ แล้วก็มีการถวายทานอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งเป็นเปรตมานานแสนนานทีเดียว แต่ว่าพระผู้มีพระภาคทรงทราบว่า เมื่อเปรตซึ่งเป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสาร ได้รับการอุทิศส่วนกุศลแล้ว มีจิตโสมนัสยินดีอนุโมทนา ก็จะได้รับกุศลวิบาก พ้นจากสภาพของความเป็นเปรต เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงให้เห็นว่าในเรื่องของทาน เมื่อได้กระทำกุศลคือการให้ไปแล้ว เราก็สามารถที่จะกระทำกุศลเนื่องกับทานนั้นต่อโดยอุทิศส่วนกุศลให้ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เฉพาะทานเท่านั้น กุศลทุกประเภทที่ทำสามารถที่จะอุทิศให้ แล้วแต่ว่าบุคคลใดจะอนุโมทนาหรือไม่อนุโมทนา
และอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้บอกว่าอุทิศให้ แต่ผู้ใดที่ล่วงรู้และอนุโมทนาก็เป็นกุศลจิตของคนนั้น จะไปเปลี่ยนกุศลจิตของคนที่เกิดอนุโมทนาให้ไม่เป็นกุศลไม่ได้ นี่ต้องเป็นเหตุเป็นผลว่า ไม่ใช่เรื่องหยิบยกยื่นให้ ไม่ใช่เรื่องบังคับ ไม่ใช่เรื่องที่เราอุทิศและเขาต้องได้รับ แต่เป็นเรื่องที่สภาพจิตของเขาเองที่จะเป็นกุศลหรือไม่เป็นกุศล และสำหรับการอุทิศส่วนกุศล จะเห็นได้ว่าเราจะอุทิศให้กับผู้มีคุณ เช่น มารดาบิดา ใครก็ตาม เพื่อนฝูงมิตรสหายซึ่งได้กระทำดีต่อเรา และเขาสิ้นชีวิตไปแล้ว ถ้ามีโอกาสที่เราจะทำการตอบแทนในสิ่งที่ดีที่เขาได้กระทำแล้ว เราก็อุทิศส่วนกุศลให้ แต่ทีนี้ถ้ายาวไปก็คงจะนึกไม่ออกบ้างอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะกล่าวรวมไปได้เลยว่า นอกจากมารดาบิดา แล้วก็ยังมีผู้มีพระคุณทั้งหมด ครูบาอาจารย์ แต่บางครั้งดิฉันก็จะใช้คำว่า ผู้มีพระคุณซึ่งก็รวมท่านอื่นๆ ด้วย กว้างออกไปอีก แล้วก็เทพและอมนุษย์ทั้งหลาย ก็เท่าที่จะรวมๆ อุทิศไปได้
ผู้ฟัง อยากจะเรียนถามเรื่องการขอพร เป็นประเพณีของชาวไทย เช่นในวันสงกรานต์ก็ดี วันขึ้นปีใหม่ก็ดี บุคคลที่ได้รับความเคารพนับถือ จะเป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็มักจะมีลูกหลานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา ก็ถือโอกาสวันนั้นมาแสดงความเคารพ แล้วพร้อมทั้งกล่าวที่จะให้ผู้ใหญ่นั้นเป็นผู้ให้พร ทีนี้ผู้ที่ได้ศึกษาพุทธศาสนามาเข้าใจแล้ว ก็รู้สึกว่าเราจะเอาพรอะไรไปให้ พูดไปก็กลัวว่าจะเป็นข้อมุสา ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ท่านอาจารย์คิดว่าควรจะมีคำแนะนำอย่างไร ที่จะต้องให้เป็นประโยชน์สำหรับบุคคลที่จะต้องถูกขอร้องให้ให้พรในโอกาสต่อไป
ท่านอาจารย์ ตามเหตุผลตามความเป็นจริง ซึ่งคงจะต้องอาศัยพระพุทธศาสนาเป็นหลัก มิฉะนั้นแล้วเราก็ทำตามๆ กันไป โดยที่ว่าไม่เกิดความรู้ความเข้าใจอะไรเลย แม้แต่ว่าพรคืออะไร ในพระพุทธศาสนาจะต้องตั้งต้นด้วยคืออะไร ให้เข้าใจจริงๆ ให้เข้าใจถูกต้อง ไม่ใช่พูดตามๆ กันไป แล้วก็ไม่รู้ว่าคืออะไร จริงๆ แล้ว พร ก็มาจากภาษาบาลีที่ใช้คำว่า วรัง หรือภาษาไทยจะใช้คำว่า วระ และ ว กับ พ ใช้แทนกันได้ เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็น วรัง วระ ก็เป็น พร หมายความถึงสิ่งประเสริฐ อยากได้ไหม พอพูดว่า พร คือสิ่งประเสริฐ อยากได้ไหม ตามความเป็นจริง อย่างจริงใจทีเดียว อยากได้สิ่งประเสริฐไหม อยากแล้วใช่ไหม อะไรที่เป็นสิ่งประเสริฐที่อยากจะได้ ต้องเป็นผู้ที่มีเหตุผลจริงๆ ไม่ใช่ว่าเพียงประเสริฐก็อยากจะได้แล้ว แต่ไม่ได้พิจารณาให้ลึกซึ้งจริงๆ ว่า อะไรที่เป็นสิ่งประเสริฐที่อยากจะได้ ทีนี้ความเห็นของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันแล้วว่า อะไรเป็นสิ่งประเสริฐที่อยากจะได้ เพราะฉะนั้นขอความเห็นด้วยว่ามีอะไรซึ่งเป็นสิ่งประเสริฐที่อยากจะได้ เมื่อสักครู่นี้ทุกคนบอกว่าอยากได้ทั้งนั้นเลย แล้วพอทราบความหมายว่าพรคือสิ่งประเสริฐ ก็ควรจะถามตัวเองว่าสิ่งประเสริฐที่อยากจะได้นั้นคืออะไร
ผู้ฟัง ก็คือความสุข
ท่านอาจารย์ ความสุขหรือ ประเสริฐแน่หรือความสุข
ผู้ฟัง ทุกวันนี้ เขาบอกว่าถ้าเขามีเงินเยอะแยะ เขาก็มีความสุข อันต่อมาก็คืออยากจะให้อายุยืนๆ
ท่านอาจารย์ ทุกคนคงเหมือนกันใช่ไหม ขอความสุข ไม่เหมือน ถ้าเช่นนั้นเชิญบอกว่าอะไรเป็นสิ่งประเสริฐที่ต้องการ ความเข้าใจในธรรม ที่จริงน่าจะมีเยอะ หนึ่งที่ต้องการคือความสุข และก็ต้องการอายุยืน และก็ต้องการธรรม มีอะไรอีกไหม คุณพรชัยต้องการอะไร
ผู้ฟัง จริงๆ แล้ว เราศึกษาธรรมเข้าใจแล้ว เข้าใจหนทาง ก็อยากจะมีโอกาสที่จะเป็นอยู่ที่สบายแล้วก็ศึกษาธรรมด้วย ทั้งสองอย่าง
ท่านอาจารย์ อยากได้ทุกอย่างที่ดี มีใครคิดถึงความดีบ้างไหมว่าเป็นสิ่งประเสริฐ มีแต่อยากได้ทั้งนั้นเลย อยากได้ลาภ อยากได้ยศ อยากได้สุข อยากได้สรรเสริญ อยากได้อายุยืน อยากได้ความสุข ไม่ได้คิดถึงความดี อะไรประเสริฐ นี่คือการที่จะไปขอพร คิดดู มุ่งแต่ว่าหวังจะไปขอพรจากใครก็ไม่รู้ ซึ่งเขาจะให้เราได้หรือเปล่าก็ยังไม่รู้อีก อย่างไปขอพรท่านผู้ใหญ่ ท่านจะให้เราได้ไหม ความสุข อายุยืน ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข หรือว่าต้องเป็นผลของความดีที่เราได้กระทำ
ผู้ฟัง ต้องเป็นผลของกรรมของเราเอง
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเราจะไปขอพร แล้วใครจะเอามาให้เราได้เลย เพราะฉะนั้นเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นผู้ใหญ่ และก็มีเด็กลูกหลานมาขอพร เป็นโอกาสเลยว่า ต้องการพรอะไร ก็ต้องทำความดีให้สมกับที่จะได้สิ่งนั้น มิฉะนั้นแล้วไม่มีโอกาสจะได้
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60