ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19


    ปกิณณกธรรม

    ตอนที่ ๑๙

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ

    พ.ศ. ๒๕๓๖


    ท่านอาจารย์ แต่สติจะมีลักษณะที่ระลึกเป็นไปในกุศลทุกประเภท เช่น ในทาน คิดที่จะสละวัตถุให้แก่คนอื่น นั่นคือสติที่ระลึกไม่ใช่เรา ขณะที่เห็นมดแต่ไม่ฆ่า ถ้ามดตกน้ำเราก็ค่อยๆ ช้อนขึ้นมา ใช้กระดาษทิชชู่จุ่มลงไปให้เขาไต่ขึ้นมา นั่นคือสติที่ระลึกเป็นไปที่จะช่วยชีวิต ที่เป็นประโยชน์ การกระทำที่เป็นประโยชน์กับบุคคลอื่น ในขณะนั้นก็เป็นสติไม่ใช่เรา ที่จะระลึกได้ที่จะทำประโยชน์

    ในขณะที่จิตใจของเราเร่าร้อน โกรธคนนั้นโกรธคนนี้ แล้วเราก็มาคิดว่า ความโกรธไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าคนที่เราโกรธเขากำลังสบาย กำลังสนุกสนาน แล้วเราก็มานั่งเดือดร้อน กลุ้มใจสารพัดอย่าง เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นขณะที่ระลึกได้ที่จะเห็นโทษของโทสะ ขณะนั้นเป็นสติที่กำลังทำหน้าที่ระลึกได้

    ขณะที่กำลังฟังธรรม ขณะนี้เป็นสติที่ระลึกว่าชีวิตของเรานี่น้อย ทุกอย่างเกิดมาแล้วเราเอาไปไม่ได้เลย นอกจากทำให้เราติดในสิ่งนั้นเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นแทนที่เราจะไปเพลิดเพลิน ไปดูโทรทัศน์ ไปอ่านหนังสืออะไรต่างๆ เรามาฟังเรื่องความจริงว่าในโลกนี้ในชีวิตนี้ เราจะสามารถรู้อะไรที่เป็นของจริงของแท้ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อน และก็เป็นความจริงที่พิสูจน์ได้ ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงแสดง เพราะว่าทรงตรัสรู้ว่าความจริงนี้เป็นอย่างนี้ ขณะนี้เป็นสติที่ทำให้เรามานั่งฟังธรรม ไม่มีตัวตนเลย บางครั้งเป็นกุศล บางครั้งเป็นอกุศล ก็เป็นจิตประเภทต่างๆ

    ขณะที่สติเกิดจะต้องเป็นไปในบุญญกิริยาวัตถุ ๑๐ คือ หนทางของบุญนี้มี ๑๐ อย่าง ย่อลงไปเป็น ๓ คือ ทาน ศีล และการอบรมที่ใช้คำว่าภาวนา ที่เราใช้คำว่าภาวนานี่ไม่ใช่ให้เราไปไปนั่งท่อง ภาวนาคือการทำให้เกิดสิ่งซึ่งยังไม่เกิด และสิ่งที่เกิดแล้วก็ทำให้มีเพิ่มขึ้น หมายความว่าทั้งสติปัญญา ทั้งความรู้ต่างๆ ซึ่งไม่เคยมี เพราะฉะนั้นก็อบรมคือภาวนาให้ค่อยๆ มีขึ้น ให้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นเจริญขึ้น นี่คือความหมายของภาวนา

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมในขณะนี้ คือเบื้องต้นของภาวนา ถ้าไม่มีการฟังให้เข้าใจแล้ว การอบรมจิตใจก็มีไม่ได้ ก็ไปหลงนั่งทำอะไรก็ไม่ทราบ ซึ่งไม่ใช่เป็นการรู้ลักษณะของสภาพธรรม ปัญญาก็ไม่เกิด เพราะฉะนั้นจิตนี้ก็เป็นสภาพรู้ ไม่ต้องใช้คำว่าตาม และสติก็ต้องเป็นกุศลธรรมหรือโสภณะ หมายความถึงธรรมที่ดีงามฝ่ายเดียว สติเป็นอกุศลไม่ได้ ต้องเป็นกุศลหรือว่าเป็นสภาพธรรมที่ดีงาม ถ้ามีใครกำลังเดินข้ามถนน รถไม่ทับ หลบหลีกงูตามถนน หรืออะไรก็แล้วแต่ ขณะนั้นไม่ใช่สติเลย เป็นสมาธิ เป็นความตั้งใจแน่วแน่ที่จะหลบเลี่ยง เพราะว่าสมาธินี้เป็นมิจฉาสมาธิก็ได้ เป็นสัมมาสมาธิก็ได้ คือเป็นได้ทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ถ้าเป็นสติต้องเป็นฝ่ายดีอย่างเดียว เป็นอกุศลไม่ได้ กำลังเอื้อมมือไปหยิบขนม เป็นสติหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นจิต

    ท่านอาจารย์ จิตแน่นอน

    ถ. ……

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เป็นโลภมูลจิต เป็นจิตซึ่งมีโลภะความต้องการหรือความติดข้องเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง ... เวลาที่ผมด่าคน คือจิตหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ จิต รูปด่าไม่ได้ รูปไม่รู้อะไรเลย ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า จะสูง ต่ำ ดำ ขาวอย่างไรก็ตาม รูปไม่รู้ จะมีแขน ไม่มีแขน จะขาหายไป หรืออะไรก็ตาม ผมจะยาว จะสั้น

    ผู้ฟัง ………ไม่สบายใจ

    ท่านอาจารย์ จิตหมดเลย จิตทั้งหมด รูปไม่รู้อะไรเลย รูปไม่เห็นอะไรเลย รูปนี่กับรูปนี่เหมือนกัน อ่อนกับแข็งเหมือนกัน ไม่รู้อะไร ไม่เห็นอะไร แต่ว่าที่เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เพราะมีจิตกับรูปเกิดร่วมกัน นกก็มีจิตกับรูปเกิดร่วมกัน เทวดาก็มีจิตกับรูปเกิดร่วมกัน มนุษย์ก็มีจิตกับรูปร่วมกัน แต่พวกโต๊ะ เก้าอี้ มีแต่รูปไม่มีจิต เพราะว่าไม่เห็น ไม่ได้ยินใช่ไหม ลักษณะที่เห็น ที่ได้ยิน จิตเป็นสภาพรู้ เป็นอาการรู้ ซึ่งรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ

    ผู้ฟัง บางครั้งที่เราดุคนสักคน หรือว่าใครสักคนในสายงานก็ดี หรืออะไรก็ดี แต่เราไม่โกรธ แต่เราต้องเตือน ต้องว่าหรืออะไร เป็นไปได้ไหมที่จิตเรา จิต คือตัวของเรา เฉยๆ

    ท่านอาจารย์ เราอาจจะว่าเราเฉย แต่ความจริง เราต้องมีความขุ่นเคือง ขุ่นใจนิดหนึ่ง

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ว่าขุ่นเคือง แต่หมายความว่า เขาอาจจะทำผิดแล้วบอกเขาว่า นี่ผิด

    ท่านอาจารย์ เข้าใจ

    ผู้ฟัง แต่จิตมันเฉยๆ หมายความว่าเสียงอาจจะดัง หรือกริยาดูเหมือนจะอย่างนั้น แต่จริงๆ แล้วจิตเราเฉยๆ

    ท่านอาจารย์ ความจริงจิตเกิดดับเร็วมาก และก็สลับกันด้วย เพราะฉะนั้นต้องอาศัยสติสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัวจริงๆ ที่จะรู้ลักษณะของจิตซึ่งเกิดดับเร็ว แล้ววิธีที่จะรู้ว่าเป็นโทสะหรือไม่ใช่โทสะ เพราะว่าภาษาไทยเราใช้คำภาษาบาลีตามใจชอบ หรือตามที่เราเคยได้ยิน ได้ฟังมาตั้งแต่เด็ก พอใช้คำว่าโทสะ เรารู้สึกว่าต้องแรงมาก ต้องมีอาการดุร้ายขึ้นมา พวกนั้นเป็นเจ้าโทสะ แต่คำว่าโทสะเป็นสภาพของธรรมชนิดหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต สภาพธรรมอื่นที่ไม่ใช่จิตแต่เกิดกับจิต สภาพธรรมนั้นเราเรียกว่าเจตสิก

    เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าสภาพธรรมอื่นที่ไม่ใช่จิต และเกิดกับจิต เป็นเจตสิกทั้งหมด เหมือนโทสะที่แรง เราเห็น จิตบางครั้งไม่เกิดโทสะ บางครั้งเกิดโทสะ เพราะฉะนั้นแล้วแต่ว่า เจตสิกประเภทใดจะเกิดกับจิตในขณะนั้น ถ้าขณะนั้นโทสะเจตสิกเกิดกับจิต อาการของจิตนั้นจะเป็นโทสะมูลจิต เราเติมคำว่ามูละ แปลว่าเหตุ เพราะฉะนั้นจิตนั้นมีโทสะเป็นมูลหรือเป็นเหตุเกิดร่วมกัน จึงทำให้สภาพของจิตหยาบกระด้างเพราะว่ามีเจตสิกชนิดนั้นเกิดร่วมด้วย ธรรมดาจิตเป็นแต่เพียงสภาพรู้ อาการเห็น อาการได้ยิน แต่เวลาที่มีเจตสิกที่ไม่ดีเกิดร่วมด้วย จิตขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิตทันที ตามเจตสิกที่ไม่ดีที่เกิดร่วมด้วย

    เพราะฉะนั้นเวลาเราที่ขุ่นใจ เวลาที่เห็นฝุ่นในบ้านนิดเดียวที่โทรศัพท์ สบายไหมถ้าเราเห็นเป็นฝุ่น รู้สึกขุ่นนิดๆ ตามจำนวนของฝุ่นใช่ไหม ถ้าฝุ่นนิดเดียวโทสะก็น้อยเพราะฝุ่นน้อย แต่ถ้าฝุ่นมากก็คิดดูว่าโทสะนี่บังคับไม่ได้เป็นอนัตตา ทันทีที่เห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจโทสะเกิด ทันทีที่ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจโทสะเกิด ทันทีที่ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจโทสะเกิด เพราะว่าเป็นธรรมชาติหรือธรรมดาว่า เมื่ออารมณ์หรือสิ่งที่กำลังปรากฏนั้นไม่น่าพอใจ จะมาดัดจิตใจให้เกิดชอบ เกิดติดข้อง ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าความรู้สึกไม่สบายใจนิดเดียว น้อยที่สุดขณะนั้นก็เป็นโทสะแล้ว ที่ถามว่าดุคนหรือติเตียนคนในสายงานแล้วใจเฉยๆ ก็ต้องเป็นคนที่ละเอียดเพิ่มขึ้น ที่จะรู้ว่าเฉยแบบไหน แบบไม่แสดงออกไป แต่ใจก็ยังไม่พอใจในผลงานนั้น ถ้ามีความไม่พอใจในผลงาน ขณะนั้นความไม่พอใจ ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา ไม่ใช่ใคร แต่เป็นธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น และทำหน้าที่นั้น

    เพราะฉะนั้น ในขณะนั้นจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าต้องมีความขุ่นใจ ไม่พอใจ จะน้อยจะมากก็ตามแต่ เพราะว่าคนที่จะไม่มีโทสะหรือความขุ่นเคืองใจเลย ต้องเป็นพระอริยบุคคลขั้นพระอนาคามีบุคคล ซึ่งอีกขั้นเดียวจะเป็นพระอรหันต์

    ผู้ฟัง ถ้าเกิดดีใจ ดีใจเป็นโทสะไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ เป็นโสมนัสสะ เป็นความรู้สึก ที่เราบอกว่าโสมนัส โสมนัสนี่คือดีใจ ภาษาบาลีกับภาษาไทยเท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง ถ้าเสียใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเสียใจก็โทมนัส โทมนัสมาจากคำว่า ทุ กับคำว่า มนัส เพราะคำว่าจิตในภาษาไทยเราก็รวยภาษาบาลีเหมือนกัน คือภาษาบาลีมีกี่คำเราเอามาใช้หมดเลยใช่ไหม คำว่าหทัยเราก็แปลว่าใจ คำว่ามโนเราก็แปลว่าใจ คำว่า มนัสก็แปลว่าใจ ในภาษาบาลีมีกี่คำภาษาไทยใช้หมด เพราะฉะนั้นมนัสก็แปลว่าใจ ถ้าสุก็แปลว่าดี มนัสก็แปลว่าใจ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นที่ใจดี สบายเป็นโสมนัส สุ กับ มนัส ภาษาบาลีรวมกันแล้วแปลงเป็นสระโอก็เป็นโสมนัส มาจากสุกับมนัส โสมนัสก็เป็นความรู้สึก

    ความรู้สึกนี้ไม่ใช่จิต ความรู้สึกเป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นวันนี้จะแยกจิตกับเจตสิกออกจากกัน ให้รู้ว่าขณะใดที่จิตเกิด ขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย แล้วเราจะได้ดูว่าอะไรบ้างเป็นเจตสิก จิตเป็นสภาพที่รู้อย่างเดียว คือเห็น หรือได้ยิน หรือคิด นอกจากนั้นเป็นเจตสิกทั้งนั้น เพราะฉะนั้นความดีใจ สบายใจเป็นเจตสิก ความเสียใจ ความไม่ชอบใจก็เป็นเจตสิก ความขุ่นเคืองใจก็เป็นเจตสิก ความติดข้อง ความรัก จะรักลูก รักเพื่อน รักอะไร รักประเทศชาตินี่ก็เป็นเจตสิกเหมือนกัน

    จิตกับเจตสิกเกิดพร้อมกัน และก็ดับพร้อมกันด้วย แยกกันไม่ได้เลย ถ้าเรียนทางโลกเขาอาจจะบอกว่าน้ำประกอบด้วยอะไรบ้างถึงเป็นน้ำใช่ไหม เพราะฉะนั้นจิตก็จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยแต่ละขณะที่จิตนั้นเกิด ที่จะให้จิตเกิดอย่างเดียวลอยๆ ลำพังไม่มีอย่างอื่นเกิดด้วยไม่ได้ จะต้องมีสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิต

    ที่ไหนที่มีจิตที่นั่นต้องมีเจตสิก จะมีจิตเปล่าๆ โดยไม่มีเจตสิกไม่ได้ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้จนกว่าจะตาย ที่เราบอกว่ายังไม่ตาย ก็เพราะจิตกับเจตสิกเกิดดับสืบต่ออยู่ เมื่อไรจิตดับไม่เกิดอีกเลย เมื่อนั้นชื่อว่าตาย เพราะฉะนั้น กำลังนอนหลับมีจิตไหม ต้องมี และมีเจตสิกด้วยไหม ต้องมี คือต้องจำไว้ว่าสภาพธรรมที่จะเกิดขึ้นอย่างเดียวลอยๆ ตามลำพังไม่มี ต้องมีสภาพธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น

    ผู้ฟัง การหายใจนี้ก็คือ

    ท่านอาจารย์ ต้องแยก หายใจรู้อะไร หายใจนี่เป็นลมใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ ลมรู้อะไรหรือเปล่า

    ผู้ฟัง ดับไปแล้ว ไม่รู้อะไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ เดี๋ยวนี้ที่กำลังหายใจ หมายความว่าที่เรียกว่าหายใจคือลมใช่ไหม ลมรู้อะไรไหม เพราะฉะนั้นลมเป็นรูป คือแยกจิต เจตสิก รูปออกจากกัน รูปไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นลมหายใจก็เหมือนกับแขนเหมือนกับเนื้อที่อ่อนแข็ง เพราะว่าบางครั้งลมหายใจก็เบา บางครั้งลมหายใจก็อุ่น บางครั้งลมหายใจก็อ่อนใช่ไหม บางครั้งลมหายใจก็แรง ถ้าสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งอ่อนซึ่งแรง พวกนี้เป็นรูปหมด เพราะว่าจิตไม่มีแขน ขา หน้าตา สีสัน ที่จะให้มองเห็นเลย แต่ว่าจิตมีจริงๆ แล้วก็กำลังทำหน้าที่ของจิตด้วย เวลานี้ที่ยังไม่ตายเพราะเหตุว่าจิตกำลังเกิดดับ และขณะใดที่จิตเกิดขณะนั้นต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย

    ผู้ฟัง จิตดับก็แปลว่าตาย

    ท่านอาจารย์ แล้วเจตสิกเกิดได้ไหม เวลาจิตดับแล้ว ถ้าจิตดับแล้วเจตสิกจะเกิดได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ได้ เพราะว่าจิตเกิดพร้อมเจตสิกดับพร้อมเจตสิก เกิดดับพร้อมกันทั้งจิตและเจตสิกดับ แล้วรูปของความเป็นบุคคลนี้ก็ดับพร้อมกับจิตด้วย เพราะฉะนั้นรูปที่ยังเหลืออยู่ก็ไม่ใช่รูปอย่างนี้แล้ว ก็ต้องเป็นรูปที่แข็งเหมือนท่อนไม้ และต่อไปมีอุตุที่ทำให้รูปนั้นเน่าเปื่อยไป แต่เวลานี้ที่รูปยังไม่เน่าเปื่อยก็เพราะเหตุว่ามีรูปซึ่งเกิดจากกรรม มีรูปซึ่งเกิดจากจิต มีรูปที่เกิดจากอุตุ มีรูปซึ่งเกิดจากอาหาร ทำให้รูปของคนที่มีชีวิตต่างกับรูปของคนที่ไม่มีชีวิต

    ผู้ฟัง สมมติว่านั่งหลับตาแล้วไม่ได้อะไรเลย ไม่รู้อะไรเลย อันนั้นคงจะเป็นมิจฉาสมาธิ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน

    ผู้ฟัง เป็นมิจฉาสมาธิ ทีนี้อยากจะทราบถึงว่า สัมมาสมาธิเป็นอย่างไร ถ้าสมาธิเป็นไปในทางที่ไม่ดีก็เป็นอกุศล ถ้าเป็นไปได้ทางดีก็เป็นกุศล

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ประกอบด้วยปัญญาแล้วก็ดีไม่ได้แน่ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง อยากจะทราบสัมมาสมาธิ ลักษณะเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นอย่างไร และย้อนกลับมาถึงภาวนาอีกนิด คือถ้าเริ่มภาวนา ภาวนาคือการตั้งใจดี ทำให้จิตดีขึ้น อบรมจิตใจให้ดีขึ้น และการภาวนาจะทำให้เกิดสมาธิอย่างนั้นหรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ อันนี้เอาภาษาไทยมาใช้เอง เรื่องของสัมมาสมาธิใช่ไหม ก่อนที่จะถึงสัมมาสมาธิ ควรที่จะพูดถึงเรื่องสมาธิก่อน สมาธินี่เป็นจิตหรือเป็นเจตสิกหรือเป็นรูป ถ้าเราจะศึกษาธรรม จะทิ้ง ๓ ตัวนี้ไม่ได้เลย คือสภาพธรรมที่แท้จริงที่มีจริงๆ แม้ว่าไม่เรียกชื่ออะไรเลย สภาพธรรมนั้นก็มีแล้วก็เปลี่ยนลักษณะไม่ได้ด้วย และลักษณะใหญ่ๆ ก็คือเป็นจิตประเภท ๑ เป็นเจตสิกประเภท ๑ เป็นรูปประเภท ๑ จะพ้นจากจิตเจตสิกรูปไม่ได้ ไม่ว่าจะพูดคำอะไรขึ้นมาทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้นเมื่อพูดถึงสมาธิ สมาธิเป็นจิตหรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป ดีใช่ไหมที่เราได้คิด ถ้าไม่ได้คิดเพียงแต่ฟังเขา ก็ไม่ใช่ปัญญาของเรา แต่ถ้าไตร่ตรอง พิจารณาในเหตุผลด้วยตัวเอง ก็จะเป็นปัญญาของเรา เพราะฉะนั้นสมาธิจะเป็นจิต หรือว่าจะเป็นเจตสิกหรือว่าจะเป็นรูป มีแค่ ๓ ให้เลือก เป็นเจตสิกถูกต้อง เพราะว่าที่ใช้คำว่าสมาธิ ได้แก่เจตสิกชนิดหนึ่ง ภาษาบาลีใช้คำว่าเอกัคคตาเจตสิก เอกะ ๑ ขณะใดที่จดจ้องหรือตั้งมั่นอยู่ที่อารมณ์หนึ่ง ขณะนั้นเป็นลักษณะของสมาธิ แต่สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือว่าเอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกขณะ อันนี้เราไม่ทราบใช่ไหม แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้ว การที่จิตเกิดขึ้นครั้งหนึ่งรู้อารมณ์หนึ่ง จะมีเอกัคคตาเจตสิกที่ตั้งมั่นในอารมณ์นั้นทีละ ๑ ขณะ ที่นี้ถ้าเราจดจ่ออยู่ที่อารมณ์เดียวนานๆ ลักษณะของเอกัคคตาเจตสิก ซึ่งซ้ำอยู่ที่อารมณ์เดียวมากๆ ก็ปรากฏลักษณะของสมาธิ คือการจดจ้องแน่วแน่อยู่ที่หนึ่งที่ใด เวลาจะฉีดยามีสมาธิไหม ไม่อย่างนั้นคงแย่ คนไข้คงต้องเจ็บมาก เพราะว่าอาจจะผิดๆ ถูกๆ เพราะฉะนั้นในขณะนั้นเป็นลักษณะของสมาธิ แสดงให้เห็นว่าเอกัคคตาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวงจริง แต่ถ้าขณะใดซึ่งไม่ตั้งจดจ้องอยู่ที่อารมณ์เดียวนานๆ ลักษณะของสมาธิจะไม่ปรากฏ ทั้งๆ ที่เอกัคคตาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวงอยู่แล้ว

    เพราะฉะนั้น โดยมากเวลาที่เราอ่านหนังสือแล้วก็ไม่สนใจเรื่องอื่นเลย ขณะนั้นเราก็รู้ว่ากำลังเป็นสมาธิ ขณะนั้นเป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ ขณะที่กำลังอ่านหนังสือแล้วก็จดจ้อง แล้วเราก็รู้ว่ากำลังไม่สนใจอย่างอื่นเลยนอกจากเรื่องที่เราอ่าน ขณะนั้นเป็นสมาธิ นี้เราเริ่มรู้จักหน้าตาของสมาธิแล้ว แต่ว่าขณะนั้นเป็นสัมมาสมาธิหรือว่ามิจฉาสมาธิ ให้เลือก ๒ อย่าง สัมมาสมาธิหรือว่ามิจฉาสมาธิมิจฉาสมาธิ ถ้ากุศลจิตไม่เกิดสมาธิทั้งหมดเป็นมิจฉาสมาธิ

    เพราะฉะนั้นโดยมากจะใช้คำเดียวคือสมาธิ และเพราะเหตุว่าเราไม่ได้ศึกษาเราก็ตื่นเต้น พอใครพูดสมาธิเราก็สนใจ เขาทำอย่างไร แล้วเราก็อยากจะทำบ้าง

    ผู้ฟัง ขอยกตัวอย่าง ถ้าสมมติว่าอ่านหนังสือ อ่านหนังสือธรรมหรืออ่านหนังสืออะไรก็ตาม ขณะที่อ่านสมมติว่าอ่านหนังสือพิมพ์เรื่องโรงแรมที่โคราช เสร็จแล้วเราก็มีจิตว่าสงสารเขา อยากจะไปช่วย อย่างนี้เป็นกุศลหรือสมาธิหรือธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะมีคำจำกัดความได้เลยว่า ขณะใดที่ไม่ใช่กุศลจิต ขณะนั้นเป็นมิจฉาสมาธิ

    ผู้ฟัง หรือกำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง โกรธขึ้นมาอยากจะไปฆ่าเขา หรืออยากจะไปขโมยเขา หรืออยากจะทำอะไรที่ชั่วๆ อันนั้นก็กลายเป็นมิจฉาสมาธิ

    ท่านอาจารย์ มิจฉาสมาธิ เพราะฉะนั้นเรื่องของจิตนี่เป็นเรื่องที่ละเอียด และเราก็จับได้เลยว่าขณะใดที่กุศลจิตหรือจิตที่ดีงามไม่เกิด ขณะนั้นเป็นมิจฉาสมาธิหมด เวลาสวดมนต์ ขณะที่กำลังสวดมนต์ เป็นสมาธิหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็น

    ท่านอาจารย์ เป็นมิจฉาสมาธิหรือสัมมาสมาธิ ส่วนใหญ่ ใช่ไหม แต่บางครั้งแทรกนิดๆ ใช่ไหม กำลังสวดๆ นึกถึงอะไรก็ได้ แวบไปแวบมาขณะใดก็เป็นมิจฉาสมาธิขณะนั้น สลับกันนี่คือความรวดเร็วของจิต ซึ่งเป็นผู้ตรงที่จะต้องรู้ว่ากุศลคือกุศลอกุศลคืออกุศล เพราะฉะนั้นเราจะบอกไม่ได้เลยว่าขณะที่กำลังทำบุญกุศลจิตเกิดตลอด ผิด ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดจะรู้เลยว่าขณะไหนเป็นกุศล ขณะไหนเป็นอกุศล แล้วกุศลจิต อยากได้หรือว่าควรเป็นมี ๒ คำ หมายความถึงกุศล พอพูดถึงกุศลดีกุศลนี่ดี อยากได้หรือว่าควรเป็น

    ผู้ฟัง ควรเป็น

    ท่านอาจารย์ ควรเป็นกุศล แต่คนส่วนมากไม่ทราบ คนส่วนมากจะอยากได้กุศล พอทราบว่าทำกุศลอย่างไหนจะได้บุญมากได้ผลมากเขาจะทำ แต่เขาลืมว่านั่นเป็นอกุศล ที่อยากได้กุศลนั่นเป็นอกุศล เพราะว่าอยากได้ ติดข้อง แต่กุศลจริงๆ หมายความถึงสภาพจิตที่ดีงาม อย่าลืมคำนี้เลย มิฉะนั้นแล้วเราจะเข้าใจผิด จิตของเราตั้งแต่เช้ามาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ถ้าเราไม่ได้ฟังพระธรรมเราไม่รู้เลยว่าเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ ทันทีที่ลืมตาจะทำอะไร นึกขึ้นมาแล้วติดข้องในสิ่งที่จะทำ เข้าห้องน้ำทำทุกสิ่งทุกอย่าง ปรุงอาหารอร่อย แม้แต่รับประทานก็ต้องเติมน้ำปลาพริกบ้าง อะไรบ้างใช่ไหม โลภะทั้งนั้น

    เพราะฉะนั้นถ้าขณะใดที่ไม่เป็นกุศล ขณะนั้นเป็นอกุศล วันนี้เทียบส่วน ขณะที่นั่งฟังธรรมนี่เป็นกุศลนับไม่ถ้วนเหมือนกัน กี่ชั่วโมงนาทีก็แล้วแต่ แต่ว่าก่อนหน้านั้นและหลังนี้เป็นอะไร ก็ต้องเป็นอกุศลอีก นี่แสดงให้เห็นว่าจิตใจของเราเศร้าหมอง ที่ใช้คำว่าเศร้าหมองที่นี่หมายความว่าไม่สะอาด

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 14
    29 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ