ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
ปกิณกธรรม ตอนที่ ๒๐
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ. ๒๕๓๖
ท่านอาจารย์ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าจิตใจของเรานี่เศร้าหมอง ที่ใช้คำว่าเศร้าหมองที่นี่หมายความว่าไม่สะอาด สกปรก เต็มไปด้วยอกุศล เพราะฉะนั้นถ้าจิตใจของเราว่างเว้น หรือว่าปราศจากอกุศลบ้างในวันหนึ่งๆ ขณะนั้นเรากำลังสะสมสิ่งที่ดี เป็นกุศล เพราะฉะนั้นเวลาพูดว่าอย่างนี้จะได้บุญมากไหม แสดงให้เห็นแล้วว่าคนนั้นเป็นโลภะเป็นความต้องการ แต่ถ้าเราทำกุศลแล้วเรารู้ว่าใจไม่ปรารถนา หรือว่าไม่ติดข้องไม่ต้องการอะไรเลยที่จะเป็นการตอบแทน จิตของเรานี่เบาสบายสะอาดจริงๆ ขณะนั้นเป็นกุศลมาก ไม่ใช่ว่าได้บุญมาก อย่าลืม เพราะว่าโดยมากเราๆ ๆ ก็อยากรู้ว่าได้บุญมากไหม แต่ความจริงแล้วจิตของเราในขณะที่ไม่ได้ปราถนาสิ่งใดตอบแทน เป็นกุศลอย่างมาก ผ่องใสสะอาด เพราะฉะนั้นผลมาก แต่ก็ไม่ใช่ให้ไปติดในผลอีก พระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมโดยเหตุโดยผล ถ้าจิตใจผ่องแผ้วสะอาดจากอกุศลเท่าไหร่ก็เป็นกุศลเท่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเหตุดีเท่าไหร่ผลต้องมากเท่านั้น แสดงเหตุผลตามความเป็นจริง แต่คนส่วนมากไม่เข้าใจ ไม่ได้บอกอย่างนี้ว่าจุดมุ่งคือให้จิตไม่เป็นอกุศล แต่ว่าจุดมุ่งของคนทั่วๆ ไป บอกให้เขาทำบุญเพื่อว่าเขาจะได้ผลบุญ นี่กลายเป็นลบกุศลซึ่งทำแล้วใช่ไหม เพราะว่าไปติดข้องในผลที่จะได้รับ
เพราะฉะนั้นเรารู้ว่าจิตใจของเราเต็มไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เพราะฉะนั้นเราทำกุศลทุกอย่างเพื่อที่จะให้โลภะโทสะน้อยลง ถ้าโลภะโทสะของเราน้อยลงเราจะเป็นคนที่มีความเบาสบายมาก ไม่เดือดร้อนใช่ไหม ไม่ติดข้องในสิ่งซึ่งเราต้องไปขวนขวายหามา และก็กว่าจะได้มานี่ก็แสนจะลำบาก บางทีลำบากมาก ต้องเดินทางไปถึงต่างจังหวัด ขึ้นเขา ลงห้วย กว่าจะได้เพชรน้ำใสๆ มาสักเม็ดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องซึ่งถ้าไม่เป็นอย่างนั้นจะสบายกว่าใช่ไหม แต่เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่จะทำให้สบายจริงๆ ถ้าเรายังติดข้องในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในทรัพย์ ในวัตถุต่างๆ ขณะนั้นเราไม่มีวันที่จะเป็นสุขอย่างสงบจริงๆ ได้ เพราะเหตุไร เพราะเหตุว่าเท่าไหร่ก็ไม่พอ คนที่มีความสุขคือคนที่พอ เท่าไหร่ก็พอมีเท่าไหร่ก็พอ แต่ว่าถ้าคนที่ไม่พอ เท่าไหร่ๆ ก็ไม่พอ
ในพระไตรปิฏกอุปมาว่าถึงแม้ว่า จะให้ภูเขาทองคำลูกหนึ่งก็ยังอยากได้อีกลูกหนึ่ง คือไม่มีทางจะพอได้เลยสมบัติ หรือบางคนที่ทำบุญ มือนี้ก็ให้ไปส่วนอีกมือนี้ก็ยื่นออกไปรับ หมายความว่าให้ไปแล้วก็หวังผลที่จะได้ ก็เลยไม่มีความหมาย คือว่าจะต้องทำอย่างนี้อยู่ตลอดเวลาใช่ไหม แต่ว่าถ้าคนที่รู้ว่าทุกข์ทั้งหมดเกิดจากอกุศลทุกชนิด เพราะฉะนั้นตอนหลังเราก็จะเริ่มเรียนว่าอกุศลเจตสิกมีอะไรบ้าง
ผู้ฟัง ต่อไปอีกนิดหนึ่ง ปัญญาที่เกิดในสมาธิ สมมติว่ามีสมาธิแล้วจะทำให้เกิดปัญญาขึ้น ปัญญาที่เกิดจากสมาธิมีลักษณะอย่างไร
ท่านอาจารย์ นี้คือเรื่องฟังเขาบ้าง ตามๆ มาบ้าง อ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้บ้าง แต่ว่าเราต้องเป็นผู้ตรงว่าปัญญารู้อะไรนี้สำคัญมาก ขณะนี้อะไรเป็นของจริง ปัญญาต้องรู้ของจริง ของจริงนี้ภาษาบาลีใช้คำว่าสัจจธรรม แล้วของจริงที่เรารู้แจ้งแล้วทำให้เราเป็นผู้เจริญ คืออริยบุคคล
เพราะฉะนั้นมีคำว่าอริยสัจจธรรม ธรรมที่ทำให้ผู้รู้เป็นผู้เจริญ เจริญที่นี่ไม่ใช่เจริญทางโลก แต่เจริญทางด้านจิตใจ ซึ่งเราได้สะสมความรู้ความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะจริงๆ แล้วเราเป็นสุขเป็นทุกข์เพราะสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ ใช่ไหม พรุ่งนี้เราคาดฝันไม่ได้ว่าจะเป็นอะไร เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคำนึงถึงเลย เขาจะว่าอะไรพรุ่งนี้เขาจะติจะชมอะไรพรุ่งนี้ ไม่สำคัญเท่ากับเดี๋ยวนี้ที่เรากำลังเห็น กำลังได้ยิน
เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือสิ่งที่กำลังปรากฏ ถ้าเป็นพระอรหันต์ ๑ ท่าน นั่งที่นี่เห็นเหมือนเรา แต่ว่าใจของท่านต่างกับใจเรา เพราะว่าใจของเราเห็นแล้วปัญญาไม่เกิด แต่พระอรหันต์ที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ เห็นแล้วปัญญาเกิดรู้ความจริงของเห็นว่าไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพที่มีจริงเป็นธาตุชนิดหนึ่ง เป็นธรรมชนิดหนึ่ง เห็นแล้วก็ดับไป นี่คือผู้ที่รู้ว่าปัญญารู้อะไร
เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปคิดถึงสมาธิหรือทำสมาธิ แต่ต้องรู้ว่าปัญญารู้อะไรก่อน ถ้าไม่รู้จักปัญญา แล้วหวังว่านั่งแล้วปัญญาจะเกิด แต่เราไม่รู้จักปัญญา แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นปัญญาหรือเปล่าที่เกิด บางคนนั่งแล้วก็บอกว่าเหมือนจะเหาะได้ แล้วเป็นปัญญาอะไรเหาะได้เป็นปัญญาอะไร บางคนนั่งก็แล้วบอกว่าเหมือนเห็นนรกสวรรค์ แล้วเห็นนรกสวรรค์เป็นปัญญาอะไร ในเมื่อขณะนี้เห็นเป็นของจริง เป็นสัจจะ ใครรู้ความจริงของเห็นในขณะนี้บ้างว่าเกิดแล้วดับ ทั้งๆ ที่กำลังเกิดดับ คนที่รู้เป็นคนที่เจริญปัญญา แต่ถ้าไม่รู้จะชื่อว่าปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่ว่านั่งแล้วจะไปเกิดปัญญา ก็ขณะนี้กำลังเห็น ก็กำลังนั่งด้วย ถ้าผู้มีปัญญาก็ สามารถที่จะรู้ความจริงในขณะนี้ได้ ผู้ที่ไม่รู้ความจริง ไปนั่งสักเท่าไหร่ปัญญาก็รู้ไม่ได้ และขณะนี้กำลังเป็นของจริง ทำไมต้องไปนั่ง กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ก็รู้เห็นเดี๋ยวนี้ กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ก็รู้ได้ยินเดี๋ยวนี้ ทำไมต้องไปนั่ง หนีไปนั่งทำไม หนีปัญญาไปทำไม ปัญญาเจริญได้
ก็เพราะเหตุว่าไม่ได้เข้าใจ ก็เลยมีตัวตนไปทำ แต่ว่าธรรมแต่ละอย่างทำหน้าที่ของธรรมนั้นๆ เช่นสติทำหน้าที่ของสติ วิริยะความเพียรทำหน้าที่ของความเพียร สมาธิทำหน้าที่ของสมาธิ เวลานี้สมาธิก็กำลังเกิดในขณะที่ได้ยินและกำลังเข้าใจ กำลังรู้เรื่องนี่เป็นสมาธิทั้งนั้น แล้วก็เป็นสัมมาสมาธิด้วย แล้วปัญญาก็ค่อยๆ เกิดขณะที่เข้าใจก็ไม่ใช่เรา เป็นปัญญาซึ่งเริ่มจะเจริญขึ้น จนกว่าจะเกิดบ่อยๆ และก็รู้ชัดขึ้น
คนในสมัยก่อนพอไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขณะที่กำลังฟังพระธรรมเป็นพระอริยบุคคล กำลังฟังไม่ได้หนีไปนั่งตรงไหนเลย ท่านอนาถบิณฑิกะท่านก็ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ท่านเป็นเศรษฐีชาวเมืองสาวัตถี ท่านเดินทางไปพระนครราชคฤห์ พอได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคประทับที่นั่นท่านไปเฝ้า ขณะที่กำลังฟังธรรม พอฟังจบท่านเป็นพระโสดาบัน เพราะเข้าใจสิ่งที่พระพุทธเจ้ากำลังตรัส พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องเห็น การเห็นกำลังมีเป็นของจริง ปัญญาของท่านสามารถประจักษ์แจ้งการเกิดดับของเห็นในขณะนี้ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป และกำลังได้ยินฟก็เป็นสภาพธรรมมาอีกประเภทหนึ่ง เห็นไม่มีแล้ว ขณะนั้นจิตเกิดขึ้นได้ยิน เป็นสภาพธรรมมาอีกชนิดหนึ่ง เกิดขึ้นแล้วดับไป แต่เราซึ่งยังไม่เข้าใจอย่างนั้นก็ต้องฟังมากกว่านั้น และก็ไม่ต้องหนีไปนั่งด้วย เดี๋ยวนี้กำลังเป็นของจริง
ผู้ฟัง จะเป็นได้ทั้ง ๒ อย่างไหม คือ สมมติฟังแล้วก็เข้าใจธรรม ฟังธรรมแล้วก็เข้าใจ อันนี้ก็เกิดปัญญา อันนี้ก็ถือว่าเป็นกุศล
ท่านอาจารย์ ขณะนั้นเป็นศีล สมาธิ ปัญญาพร้อม
ผู้ฟัง ที่นี้อีกทางหนึ่ง สมมติถ้าไม่ปฏิเสธ สมมติว่าพระกรรมฐาน พระวิปัสสนา พระเกจิอาจารย์ ท่านนั่งวิปัสสนาหรือว่าทำกรรมฐาน ท่านก็อาจจะได้ความรู้ได้ปัญญาเกิดขึ้น นั้นเป็นไปได้อีกทางหนึ่งอย่างนั้นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เป็นไปไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่ เพราะว่าถ้าเป็นผู้ที่รู้จริง จะไม่มีการสอนให้นั่ง เพราะว่าสภาพธรรมในขณะนี้กำลังปรากฏ สามารถที่จะเข้าใจจนกระทั่งสติเกิดระลึกรู้ความจริงของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ได้ ถ้าเป็นผู้ที่ยังมีแบบแผนคือการนั่ง แล้วยืน แล้วเดิน แล้วรับประทานอาหาร ปัญญาเกิดได้ไหม ถ้าปัญญาเกิดไม่ได้นี่ผิดหรือถูก และเป็นปัญญาหรือเปล่า นี่ก็เป็นสัจจธรรม แข็งเป็นสัจจธรรม แล้วก็เกิดดับจริงๆ เสียงนี่ก็เป็นสัจจธรรมเป็นของจริงไม่มีใครสร้าง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยและก็ดับด้วย แล้วทำไมไม่ให้รู้ความจริงอย่างนี้ แต่ว่าผู้ที่ฟังพระธรรมฟังเหตุผล อย่าลืมมีพระรัตนตรัยคือพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ที่นี่คือพระอริยบุคคล ซึ่งเป็นพระอริยบุคคล ท่านต้องสามารถที่จะพูดเรื่องสัจจธรรม แล้วก็สอนให้อบรมเจริญปัญญาที่จะทำให้รู้แจ้งสัจจธรรมของจริงในขณะนี้ทุกขณะ ไม่มีการที่บอกว่าต้องไปทำอย่างนั้นต้องทำอย่างนี้แล้วจะรู้ เห็นในป่ากับเห็นที่นี่ต่างกันหรือเหมือนกัน เห็นในห้องเล็กๆ ในรถยนต์หรือว่าที่สนามหญ้าหรือว่าในห้องนี้ สภาพเห็นต่างกันหรือเหมือนกัน ไม่ต่างกันเลย
เพราะฉะนั้นปัญญาจริงๆ รู้ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเห็นอะไรที่ไหน แล้วผู้นั้นจะไม่กลัวด้วย จะติดคุก บังเอิญกรรมเก่าหรือว่าจะอยู่ใต้ตึกถล่ม หรือจะอะไรก็ตามแต่ สภาพธรรมก็เป็นสภาพธรรม ปัญญาเกิดได้ทั้งหมดทุกแห่ง ไม่จำเป็นต้องไปนั่งอยู่ในห้อง
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นจะเป็นอุบายไหม สมมติว่าถ้าเรามีกุศลจิต หรือเราตั้งใจฟังธรรม และฟังที่ไหนก็ได้ ทำให้เกิดปัญญา ทำให้มีสมาธิไม่ว่าจะเป็นที่ไหน แต่การที่อาจจะหลบไปมุมเงียบๆ หรือไปในป่าหรือไปอยู่ที่โคนต้นไม้ อาจจะเป็นอุบายเพื่อหาความวิเวก เพื่อความสงบแล้วทำให้จิตสงบ ทำให้เกิดสมาธิ และเกิดปัญญา อย่างนั้นจะเป็นไปได้ไหม อาจจะเป็นอุบาย
ท่านอาจารย์ จะติดในอุบายไหม หลงกลตัวเองหรือเปล่า จะติดในอุบายไหม ในเมื่อเป็นอุบายก็ต้องติดใช่ไหม เพราะเป็นอุบาย แต่นี้เป็นของจริงไม่ต้องมีอุบาย ตรงเป็นผู้ตรงต่อเหตุผล ทำไมต้องมีอุบาย
ผู้ฟัง อุบายหมายความว่าอย่างนี้ สมมติว่า เราอยู่มีครอบครัว สมมติว่าคฤหัสถ์เราต้องมีความวุ่นวาย เราต้องมีภาระหน้าที่จะต้องทำ มีลูกมีครอบครัวมีอะไร ต้องทำมาหากิน เกิดความวุ่นวาย เกิดความทุกข์ เกิดใจไม่สงบ เพราะฉะนั้นก็เลยต้องหาอุบาย สมมติว่าบวชเป็นพระแล้วก็หาความวิเวก ไปศึกษาธรรม เรียนธรรม แล้วก็ศึกษาจริงๆ จังๆ ตัดในเรื่องของโลก ในเรื่องความสุขทางโลกไป อันนี้ก็เป็นอุบาย
ท่านอาจารย์ พุทธบริษัทมีเท่าไหร่ คนที่นับถือพุทธศาสนาเรียกว่าบริษัท ๑ หมู่ ๑ คณะ ๑ นี้มี ๔ ประเภท คือ ๑. ภิกษุ ๒. ภิกษุณี ๓. อุบาสก ๔. อุบาสิกา แสดงให้เห็นว่าธรรมเป็นสัจจธรรมจริงๆ เป็นของจริงที่ทุกคนพิสูจน์ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นพระถึงจะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จริงใช่ไหม จริงแต่เฉพาะพระคฤหัสถ์ไม่จริง อย่างนั้นจะเป็นสัจจธรรมไม่ได้ แต่ในเมื่อเป็นของจริงเป็นสัจจธรรมแล้วทุกคนพิสูจน์ได้ทุกเพศ บรรพชิตเป็นผู้ที่มีการสะสมมาต่างกับคฤหัสถ์ เหมือนฟ้ากับดินไกลกันมาก ทำไมเราถึงไม่เป็นพระภิกษุ และทำไมพระภิกษุถึงไม่เป็นเรา ตามการสะสม ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นเอตทัคคะ เป็นทายกผู้เลิศในการให้ทาน ไม่ได้เป็นพระภิกษุเลย ท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้า รู้แจ้งอริยสัจจธรรมเป็นพระโสดาบันก็ไม่บวช วิสาขาวิคารมารดาก็เป็นนักธุรกิจ แล้วก็เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ ขวบด้วย แล้วก็มีครอบครัวมีลูกมีหลานมากมาย ท่านก็ไม่บวช เพราะว่าทุกคนเป็นคนตรง รู้ว่าแต่ละคนสะสมมาไม่เหมือนกัน แลกกันไม่ได้เลย อย่างเราดูพืชพันธุ์ต้นไม้ใบหญ้า ดอกกล้วยไม้ก็มี ดอกกุหลาบก็มี ถ้าจะดูผลไม้ มังคุดก็มี ทุเรียนก็มี ถ้าจะดูผักก็มีทั้งที่เป็นหัว เป็นกิ่ง เป็นใบ เป็นแครอท เป็นผักกาดขาว เป็นอะไร ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วพวกนี้มีรูปเพียง ๘ รูป เกิดรวมกันทุกขณะ คือธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส โอชะ แต่ความต่างกันของปริมาณของแต่ละรูปที่รวมกัน ทำให้มีรสต่างกัน ทำให้มีใบต่างกัน ทำให้มีเม็ด หรือว่าเปลือก หรือว่ารูปร่างต่างกัน นี่เป็นเรื่องของสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่ถ้าเป็นสิ่งที่มีชีวิตอย่างจิตใจอย่างนี้จะต่างกันไปยิ่งกว่านั้นสักเท่าไหร่ ความคิดของแต่ละคนประกอบด้วยเจตสิกแต่ละชนิด ดีบ้าง ชั่วบ้าง สลับกันไปในแต่ละวัน แต่ละภพ แต่ละชาติ เพราะฉะนั้นจะให้พุทธบริษัทเป็นภิกษุทั้งหมดไม่ได้ ถ้าเรามีครอบครัว มีการงาน มีเรื่องยุ่งๆ ขณะนั้นเป็นความจริง เป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูป เกิดแล้วก็ดับเกิดก็แล้วดับ สะสมปัญญาได้สามารถรู้แจ้งอริยสัจจธรรมได้ มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อรัชชุมาลาที่คยา กำลังจะผูกคอตาย คิดดูถึงความทุกข์ของคนซึ่งจะผูกคอตาย แต่ว่าพระพุทธเจ้าทรงทราบถึงการสะสม เพราะฉะนั้นก็เสด็จไปโปรดและแสดงธรรมสั้นๆ ผู้หญิงคนนั้นเป็นพระโสดาบันบุคคล และเราก็ยังไม่ได้มีปัญหาถึงกับจะไปผูกคอตายใช่ไหม แล้วทำไมถึงจะอบรมเจริญปัญญาไม่ได้ นั่นกำลังจะผูกคอตายคิดดูว่าเรื่องอะไรหนักหนา ต้องทนไม่ไหวแล้วถึงจะต้องคิดอย่างนั้น และเรายังไม่ถึงอย่างนั้น แต่เราขาดปัญญาเท่านั้นเอง แต่ท่านผู้นั้นท่านไม่ได้ขาดปัญญา
เพราะฉะนั้นสำคัญที่ปัญญา ถ้ารู้ว่าของจริงคือเดี๋ยวนี้ และก็ปัญญารู้ความจริงเดี๋ยวนี้เราจะไม่ไปที่ไหนเลย ใครจะบอกให้ไปไหนเราก็ไม่ไป นอกจากพูดแสดงธรรมเหตุผลจนกระทั่งปัญญาของเราค่อยๆ เกิด ค่อยๆ เจริญขึ้น ไม่อย่างนั้นพระผู้มีพระภาคทรงสบายไม่ต้องทรงแสดงธรรมเลย ใครมาก็บอกให้ไปนั่งปฏิบัติ ๔๕ พรรษานี้สบายมาก ไม่ต้องแสดงธรรมเลย แต่เพราะเหตุว่าพระธรรมเกื้อกูลเป็นรัตนะ เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งอันแท้จริงที่ว่าทรงรู้แจ้งว่า กว่าเราซึ่งมีอวิชชา จะค่อยๆ เข้าใจสภาพธรรมแล้วละอวิชชาไปทีละเล็กทีละน้อย ต้องอาศัยพระธรรมเทศนาอย่างละเอียดทุกประการ ถ้าใครไม่ได้ฟังพระธรรม ไม่มีทางจะไปนั่งปฏิบัติ อย่างไรๆ ก็ไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไร
ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่าคนไม่ได้ศึกษา คือไม่ได้ฟังธรรม ไปนั่งก็จะเกิดมิจฉาสมาธิ ถ้าได้เรียนได้ศึกษาธรรมด้วย แล้วก็ไปนั่งปฏิบัติด้วย สมมติว่านั่งสมาธิด้วย อย่างนั้นจะส่งเสริมกันไหม จะได้ประโยชน์ดีไหม
ท่านอาจารย์ ช้าไป เราคิดว่าเร็วใช่ไหม แต่ความจริงช้า เพราะว่าขณะนี้ทำไมไม่อบรมเจริญปัญญาทันที เราจะรู้ได้อย่างไรว่าขณะหน้าต่อไปอะไรจะเกิดขึ้น เรานั่งอย่างนี้เราตายเดี๋ยวนี้ได้ ได้แน่นอนที่สุด รับประทานอาหารเสร็จแล้วตายก็มี นอนหลับตายก็มี กำลังหัวเราะตายก็มี เพราะฉะนั้นจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ทั้งนั้น แล้วทำไมเราจะต้องคอยไปนั่ง ในเมื่อเราสามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาเดี๋ยวนี้ได้ ในพระไตรปิฏกมีข้อความอุปมาว่า เราควรจะรีบเร่งเจริญปัญญา เหมือนกับคนที่มีไฟไหม้บนศีรษะ เดี๋ยวนี้เองไม่ต้องรอ
ผู้ฟัง เรานั่งสมาธิเพราะอยากจะให้จิตสงบ อย่างนี้เป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ โลภะแน่นอน อยากเมื่อไหร่ ที่ไหน ก็คือโลภะทั้งนั้น แล้วก็โลภะนี่กลัวอะไร ปัญญาอย่างเดียว ถ้าไม่มีปัญญา โลภะพาไปตลอดหมด ขึ้นเขา ลงห้วย ต่างประเทศ อาจารย์ดังทั้งหลายก็ไปหมด แต่ถ้ามีปัญญาเกิดขึ้นโลภะเกิดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่โลภะและอกุศลทุกประเภทกลัวก็คือ ปัญญา แต่ถ้าปัญญาไม่มีแล้วอกุศลสบายมากโดยเฉพาะโลภะ
ผู้ฟัง ถ้าไม่มีโลภะ อะไรก็ไม่สำเร็จ
ท่านอาจารย์ สำเร็จแล้วเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ผู้ฟัง ………… ได้สำเร็จก็มีโลภะเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ มี แล้วเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ผู้ฟัง เป็นสุข
ท่านอาจารย์ เป็นสุขใช่ไหม สุขขณะนั้น สุขเพราะโลภะ
ผู้ฟัง เพราะว่า สำเร็จ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีความสุข ๒ อย่าง เวลาที่โลภะ ความติดข้อง ความเพลิดเพลินเกิดขึ้น แล้วเราได้สิ่งที่เราต้องการขณะนั้นเป็นโสมนัสเป็นสุขเวทนา เป็นความรู้สึกที่สบายพอใจมากขณะนั้น แต่ว่าลึกลงไปจริงๆ แล้วเราไม่รู้ว่ามีอกุศลเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าถ้าในขณะที่ทำกุศล
ผู้ฟัง ที่เขาสร้างเครื่องบินได้ ไม่ใช่เรียกว่าปัญญา
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ ถ้าเป็นปัญญาแล้วต้องรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ปัญญาในภาษาไทยที่ใช้ง่ายๆ ใครเก่ง ใครทำอะไรได้ เราก็บอกว่าเขาปัญญาเขาฉลาด แต่ตามความจริงแล้วถ้าเขายังไม่รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เขามีอวิชชา ต่อให้จะไปถึงโลกพระจันทร์ก็ยังมีอวิชชา
ผู้ฟัง เรียกว่าถ้าไม่มีโลภะก็ทำอะไรไม่สำเร็จ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่าเรามีชีวิตอยู่เพราะเรายังมีโลภะ ถ้าเราไม่มีโลภะเมื่อไหร่เราเป็นพระอรหันต์ เราจะมีชีวิตอยู่ สำหรับพระอรหันต์ท่านมีชีวิตอยู่ เหมือนกับลูกจ้างที่รอเวลางานเลิก หมดหน้าที่ หมดภาระ หมดกังวล หมดห่วง ถ้าเรามีความสบายใจจากรูปบ้าง เสียงบ้าง กลิ่นบ้าง ความสำเร็จบ้าง กับการที่เราทำความดี ละคลายความเป็นตัวตน ละความเห็นแก่ตัว ช่วยเหลือคนอื่น และก็มีจิตใจที่สะอาดไม่มีอกุศล อย่างไหนจะดีกว่ากันทั้ง ๒ อย่างมีความรู้สึกที่เป็นสุขได้ คือสุขนี่สุขในทางโลกกับสุขในทางธรรม ถ้าสุขในทางโลกเรามีทรัพย์สมบัติมากๆ เราอยากได้อะไรเราก็ได้ เราไม่เห็นจะเป็นทุกข์เลย นั่นคือความสุขในทางโลกเกิดกับโลภะ แต่ถ้าสุขในทางธรรม เวลาที่ไม่มีโลภะ ลองเปรียบเทียบ ถ้าเรามีความอยากได้อะไรเราติดในสิ่งนั้น ถ้าไม่ได้สิ่งนั้นเราเป็นทุกข์ไหม เราต้องกระวนกระวายจนกว่าเราจะได้สิ่งนั้นมาเราถึงจะมีความรู้สึกว่าเราเป็นสุขใช่ไหม ลำบากไหมในการที่ต้องไปเที่ยวแสวงหามา ได้มาแล้วเรายังจะต้องมาดูแลอย่างดี เก็บรักษาอย่างดี เรือบินทั้งลำก็ต้องรักษามากใช่ไหม รถยนต์ทั้งคัน บ้านทั้งหลัง แต่ถ้าเราไม่ติดข้องในสิ่งใดเลยทั้งสิ้น สบายกว่าไหม
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60