ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17


    ปกิณณกธรรมตอนที่ ๑๗

    สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ

    พ.ศ. ๒๕๓๖


    ท่านอาจารย์ ทางตากำลังเกิดแล้วก็ดับขณะที่เห็น ทางหูขณะที่กำลังได้ยิน สภาพที่ได้ยินต้องเกิดขึ้นแล้วก็ดับ นี่คือชีวิตประจำวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง เกิดขึ้นและก็ดับไป ต้องเข้าใจจุดนี้จริงๆ ก่อน ให้แน่ใจจริงๆ ว่าในพระพุทธศาสนาไม่มีตัวตน ไม่มีเรา มีแต่สภาพธรรมซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย แล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นถ้าเรายังหลงติดยึดมั่นในตัวเรา ความทุกข์จะมากเหลือเกิน อยากให้เราเป็นอย่างนี้ อยากให้เราเป็นอย่างนั้น แต่ว่าใครจะเป็นอย่างไหนก็แล้วแต่บุญกรรมที่ทำมาทั้งหมด ถ้ารู้ความจริงอย่างนี้ ก็รู้ว่าไม่มีใครที่จะไปบังคับบัญชาอะไรได้เลยสักอย่างเดียว แต่สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญารู้สิ่งที่กำลังปรากฏ จนกระทั่งเห็นว่าไม่ใช่เราจริงๆ

    นี่คือจุดมุ่งหมายที่สุดที่เรามานั่งฟัง ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ และก็อาจจะฟังต่อไปอีก เพื่อจะละคลายการติดการยึดมั่นความสำคัญในตัวตนลง ซึ่งถ้าไม่มีตัวเราจะสบาย และเบากว่ามีตัวเรา เพราะว่าเวลาโกรธเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง พอเป็นเราโกรธรู้สึกหนัก เราโกรธ แต่ถ้ารู้ว่าโกรธก็เกิดขึ้นเป็นของธรรมดากับทุกคน แล้วก็หมดด้วย ไม่มีใครที่โกรธแล้วความโกรธนั้นไม่หมด แล้วความโกรธก็ไม่ใช่เรา

    ขณะนี้ทุกคนมีชื่อ และก็มีความสำคัญในชื่อ ถ้าเขาเรียกชื่อเราไม่เพราะ อาจจะเติมคำหน้าคำหลังอะไรเข้าไปก็ตามแต่ เราก็โกรธเหลือเกินว่า ทำไมเรียกอย่างนี้ใช่ไหม แต่ถ้าเขาเรียกคุณ คุณนาย คุณหญิงหรืออะไรก็ตามแต่ ยศฐาบรรดาศักดิ์ใส่เข้าไป คนที่ไม่รู้จักธรรมจริงๆ ก็อาจจะลืม เผลอไป รู้สึกว่ามีความสำคัญ มีความหมายเหลือเกินกับเพียงคำที่เกิดจากเสียง ซึ่งมาประกอบคำข้างหน้าหรือข้างหลังเท่านั้นเอง นี่คือความติดแม้ในชื่อ เพียงชื่อ แต่ความจริงเป็นสภาพธรรมทั้งหมดที่นั่งอยู่ที่นี่ แต่ถ้าไม่อาศัยชื่อ ไม่รู้จะเรียกอย่างไร ไม่รู้ว่าจะหมายความถึงสภาพธรรมไหนใช่ไหม

    เพราะฉะนั้น ชื่อนี้เป็นแต่เพียงคำสมมติเรียกสิ่งที่มีจริงๆ เพื่อให้เข้าใจ ต้องแยกให้ออก สภาพที่มีจริงๆ เป็นปรมัตถธรรม แต่ว่าชื่อซึ่งใช้เรียกไม่จริง ไม่มี แต่เป็นคำที่จำเป็นต้องใช้เพื่อให้รู้ว่าหมายความถึงสภาพธรรมอะไร ตอนนี้ยังมีอะไรที่จะสงสัยไหม เรื่องชื่อกับเรื่องตัวจริงๆ ธรรมจริงๆ

    อย่างได้ยินไม่มีชื่อ ได้ยินไม่ใช่ชื่อคุณไข่ หรือคุณไก่อะไรเลยใช่ไหม หรือเห็นก็เป็นสภาพธรรมที่ไม่มีชื่อ ไม่มีฝรั่ง ไม่มีจีน ไม่มีไทย ไม่มีแขก ไม่มีพม่า ไม่มีปลา ไม่มีนก การเห็นเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป การเห็นมีจริงๆ การเห็นอยู่ตรงไหน ขณะนั้นเป็นสภาพธรรมที่เป็นจริง มีจริงอย่างนั้น แล้วภายหลังมาตั้งชื่อเอาเท่านั้นเอง เพื่อที่จะให้รู้ว่าอะไร เห็นที่ไหน แต่ว่า จริงๆ แล้วเป็นสภาพธรรมทั้งหมด ซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป และสภาพธรรมที่เกิดดับ ไม่ใช่เพียงแค่วันนี้หรือเมื่อวานนี้ นานแสนนานมาแล้ว และก็ยังมีต่อไปอีก แต่ว่าไปอย่างชนิดซึ่งไม่รู้สึกตัวเลย อย่างวันนี้ เมื่อกี้นี้กับเดี๋ยวนี้ก็คนละขณะแล้ว เห็นเมื่อกี้ ได้ยินเมื่อกี้นี้มีครบ กำลังรับประทานอาหาร ลิ้มรสก็มี ชอบไม่ชอบก็มี เห็นก็มี คิดก็มี ดับหมด

    เพราะฉะนั้น ขณะนี้กำลังเป็นอย่างนั้น คือทุกๆ ขณะผ่านไป โดยที่ว่าไปๆ เรื่อยๆ ถึงแสนโกฏิกัปป์ และก็ต่อไปอีกเรื่อยๆ เรื่อยๆ นับไม่ถ้วน จะเป็นอย่างนี้ เหมือนอย่างนี้เรื่อยๆ ถ้าปัญญาไม่เกิด และก็ไม่รู้ความจริง เพื่อที่จะละการยึดถือในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นต้องแยกสภาพธรรมที่มีจริงๆ กับชื่อเสียงต่างๆ ซึ่งไม่จริง

    ผู้ฟัง เรื่องความเพียรทางกายกับทางใจ เพื่อจะได้ให้เกิดความเข้าใจที่ถูก เท่าที่มีผู้สอนในเรื่องของความเพียร คล้ายๆ ว่าต้องการอยากจะให้ผู้ปฏิบัติได้มีความอดทน ในการที่จะนั่ง เพราะปกติการนั่ง ถ้าเกินกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว จะรู้สึกกระสับกระส่าย ทีนี้เมื่อพิจารณาถึงว่า ถ้าไม่อาศัยจิต แล้วกายก็คงจะไม่มีความหมายของคำว่าเพียรได้เลย เพราะฉะนั้นเลยสงสัยว่า ที่กายต้องทนนั่งหรืออดทนนั่งต่อไป บางครั้งนานเป็นชั่วโมงหรือ ๒ ชั่วโมงได้ เพราะว่าเป็นสภาพของจิตที่ต้องการให้กายอยู่ในลักษณะอย่างนั้นๆ จึงเกิดความสงสัยว่า ถ้าจะพูดถึงความเพียรแล้ว ถ้าไม่พูดถึงจิต กายจะไปทำอะไรได้ ในเมื่อเปรียบเทียบคนตายกับคนเป็น ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายให้ละเอียด

    ท่านอาจารย์ เป็นที่รู้อยู่แล้วว่ารูปร่างกายไม่รู้อะไรเลย รูปไม่ใช่สภาพรู้ ถ้ากระทบสัมผัสที่กายของเรา ที่อ่อนหรือแข็ง กระทบสัมผัสหมอนหรือเก้าอี้ หรืออะไร ก็มีลักษณะอย่างเดียวกัน คืออ่อนหรือแข็ง ลักษณะที่อ่อนหรือแข็งไม่ใช่สภาพรู้ ใครจะไปกระทบ จับกระแทกอย่างไร อ่อนแข็งตรงนี้ไม่เจ็บ ไม่รู้สึกอะไรเลย สภาพที่ไม่รู้อะไรมี เพราะฉะนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่ารูปไม่ใช่สภาพรู้

    เพราะฉะนั้น เมื่อพูดถึงความเพียรซึ่งก็ต้องเป็นนามธรรมแน่นอน เพราะว่าแข็งๆ เพียรทำอะไรก็ไม่ได้ แต่ว่าความเพียรต้องเป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของเจตสิก เป็นเรื่องของนามธรรม แต่ว่าความเพียรทางไหน เราจะเพียรด้วยกาย หรือว่าแม้กายของเราไม่ได้ทำอะไร แต่ความเพียรทางใจก็มี นี่คือการที่จะแยกลักษณะของความเพียรว่า แม้ว่าความเพียรเป็นนามธรรมก็จริง แต่ว่าความเพียรนั้นเป็นไปในทางกาย หรือเป็นไปในทางใจ บางคนไม่ขยัน เรารู้เลยคนนี้ไม่ขยันเลย แสดงว่าไม่มีความเพียรทางกาย แต่ทางใจเขาเพียรได้ แต่บางคนทางใจเพียรไม่ได้เลย ทางกายงานต่างๆ ออกแรงได้ ทำอะไรได้ทั้งวัน แต่จะให้เพียรอ่านหนังสือ ไม่ยอม อย่างคนที่เขาอยู่ตามต่างจังหวัดไกลๆ เขาอ่านหนังสือไม่ได้ ก็พยายามที่จะสอนเขา เวลาที่เขามาทำงานที่บ้าน งานการที่เป็นกายเขาทำได้สารพัดอย่าง เขาทำได้ จะกวาดบ้าน ถูบ้าน ทำอะไร เก็บใบไม้อะไรได้ แต่พอบอกให้อ่าน ก. ไก่ เขียน ก. ไก่ หรืออะไรอย่างนี้ พอไปถึง ส. เสือ เขาก็เลิก เขาบอกว่าไม่เอาแล้ว คืออยากจะอ่านก็อยาก แต่ว่าความเพียรทางใจอย่างนี้ไม่มี แต่เขาสามารถที่จะมีความเพียรทางร่างกายได้

    เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่าความเพียรจะเป็นนามธรรม เพราะว่ารูปธรรมเพียรไม่ได้ แต่แม้กระนั้นความเพียรนั้นก็เป็นความเพียรไปในทางกาย หรือว่าเป็นความเพียรไปในทางใจ พอจะชัดเจนหรือยัง ยังสงสัยเรื่องนั่งเพียรอีกหรือไม่ เพียรนั่งหรืออะไร

    ผู้ฟัง คือเรื่องนี้มันเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติ เพราะว่ามีผู้ที่จะไปปฏิบัติธรรม และส่วนใหญ่จะมุ่งไปในเรื่องของการนั่ง โดยวิธีว่าอาจจะนั่งครั้งแรกได้ครึ่งชั่วโมง ต่อไปอาจจะเป็น ๑ ชั่วโมงอาจจะเป็น ๒ ชั่วโมง ถึง ๓ ชั่วโมง เพราะฉะนั้น คนที่นั่งได้นานๆ มักจะได้รับการยกย่อง และมีผู้กล่าวว่านี่เป็นความเพียรที่ประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าไม่นั่ง ไม่พิจารณา โอกาสที่จะเกิดสติปัญญา หรือว่าสภาพธรรมจะปรากฏก็ไม่มี จึงคิดว่า คำว่าความเพียรจริงๆ น่าจะเป็นการเน้น แต่ที่ท่านอาจารย์อธิบายอย่างชัดเจนอย่างนี้แล้ว เข้าใจว่าคงจะเป็นที่เข้าใจกันดี เพราะว่าเพียรในทางไหน อย่างที่ยกตัวอย่างมา เช่น การทำงาน การทำความสะอาด อะไรต่างๆ ก็ต้องอาศัยกาย ถ้าไม่มีกายก็ไม่มีส่วนที่จะไปทำความสำเร็จได้ อันนี้เข้าใจแล้ว ทีนี้เนื่องจากว่าความเป็นตัวเป็นตนมีมากเหลือเกิน เวลานี้ถึงแม้ว่าจะได้ฟังคำอธิบายของท่านอาจารย์พูดถึงว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีอะไรพ้นไปจากสภาพจิต เจตสิก และรูป แต่ถึงอย่างไรๆ ยังมีความยึดว่า เป็นตัวตน เป็นเราอยู่ตลอดเวลา ถ้าจะมีการฟังพระธรรมส่วนไหนบ้าง ที่จะช่วยลดคลายความเป็นตัวเป็นตนได้บ้าง เพราะว่าเต็มไปทั้งวันเลยความเป็นตัวของเรา แม้แต่เสียงของเรา เห็นก็เป็นเราเห็น พูดก็เป็นเราพูด ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายลักษณะด้วย

    ท่านอาจารย์ เริ่มตั้งแต่ที่เรากำลังนั่งอยู่ คือให้รู้จริงๆ ไปเลยว่าไม่มีเรา และคำถามต่อไปคือว่า เมื่อไม่มีเราแล้วมีอะไร ใช่ไหม สิ่งที่กำลังมีปรากฏให้เห็นทางตา ทางหู เป็นอะไรถ้าไม่ใช่เรา ก็คือเป็นของจริง เป็นสภาพธรรมที่มีจริง โดยเกิดขึ้นให้รู้ว่ามี อย่างเสียง ถ้าไม่เกิดก็ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครได้ยิน แต่มีการได้ยิน และจะต้องได้ยินเฉพาะเสียงเท่านั้น จึงรู้ได้ว่า เสียงมี สำหรับคนที่มีโสตปสาท แต่ถ้าคนไหนหูหนวก อย่างไรๆ ก็ไม่ได้ยินเสียง ไม่สามารถที่จะนึกได้ว่า เสียงเป็นอย่างไรที่เขาว่าเสียง แต่ว่าคนที่มีหูก็ตอบได้ว่าดังๆ ใช่ไหม อะไรก็ตามที่เกิดดังๆ ขึ้นมา นั่นคือเสียง เพราะว่าเสียงต้องดังแน่ เสียงไม่ดังมีไหม ไม่มี แล้วแต่ว่าจะดังมากดังน้อย แต่ต้องดัง นี้คือลักษณะของเสียง เหมือนกับสิ่งที่ปรากฏทางตาในขณะนี้ ถ้ามืดหมดมองไม่เห็นอะไร แต่เพราะสว่าง ถึงได้เห็นสีสันวรรณะต่างๆ แต่ที่กำลังเห็นเป็นสีสันวรรณะต่างๆ ให้ทราบว่า ตามความเป็นจริงแล้วเห็นเกินนี้ไม่ได้ ไม่มีใครเห็นแข็ง เห็นแข็งเห็นได้ไหม คือการศึกษาธรรม ศึกษาได้หลายแบบ ถ้าศึกษาตามตำราอาจจะเร็ว เอาหนังสือมากางแล้วบอกว่า จิตมีเท่านั้น เจตสิกมีเท่านั้น รูปมีเท่านั้นจบ แต่ถ้าจะให้เข้าใจ คือความเข้าใจนี้สำคัญมาก ไม่ว่าจะฟังอะไร ต้องฟังเพื่อความเข้าใจอย่างเดียว แม้แต่คำว่าธรรม ถ้าเข้าใจจริงๆ สามารถเป็นพระโสดาบันบุคคลได้ เข้าใจจริงๆ ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ แต่นี่แสดงให้เห็นว่า การฟัง ตราบใดที่ยังไม่เป็นพระโสดาบัน แสดงว่าความเข้าใจในเรื่องที่ได้ยินได้ฟังยังไม่พอ คือว่ายังไม่ประจักษ์แจ้ง เช่น ขณะนี้มีเห็น เห็นอะไรแค่นี้ต้องคิดแล้ว ถ้าตอบอย่างเดิมว่า เห็นคน ผิดหรือถูก เห็นโต๊ะ เห็นเก้าอี้ ผิดหรือถูก มี ๒ อย่าง ผิดหรือถูก อย่างหนึ่งอย่างใด ถ้าบอกว่า เห็นคน ผิดหรือถูก

    ผู้ฟัง ถ้าเห็นเฉยๆ หมายถึงเห็น ตามองเห็น นี้คือคน นี้คือสัตว์ หมา แมว อันนี้เห็น

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วขณะที่เห็นนี่ เห็นสีสันวรรณะต่างๆ เท่านั้น ยังไม่เป็นตัวแมว ยังไม่เป็นอะไรเลย แต่ต้องเห็นสี ถ้าไม่มีสีเลยแล้วจะบอกได้ไหมว่า นี้เป็นโต๊ะ นั่นเป็นกระเป๋า นั่นเป็นเก้าอี้ไม่ได้ใช่ไหม แต่เพราะเหตุว่า สิ่งที่ปรากฏทางตามีสีต่างๆ และก็มีขอบเขต แม้แต่หน้าก็มีส่วนที่เป็นคิ้ว มีส่วนที่เป็นตา มีส่วนที่เป็นจมูก ปาก เพราะสี ถ้าขาวไปหมดเลย บอกได้ไหมว่า ผม หรือตา หรือหน้า หรือจมูกไม่ได้เลย นี่คือ ง่ายๆ ธรรมดา ใช่ไหมว่า ความจริงแล้วทางตา เห็นอะไรแค่นี้ ตามธรรมจริงๆ ที่ถูกต้อง ต้องเห็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วคิด พอเห็นแล้วคิดทันที จึงได้รู้ว่าเห็นนก เห็นคน เห็นสัตว์ แต่ถ้าไม่คิด ถามว่าเห็นอะไร บางครั้งไม่ได้รู้ว่า เห็นสิ่งนั้นหรือเปล่า อย่างในห้องนี้ ถามว่ามีอะไรบ้าง สิ่งที่ปรากฏทางตา มีทุกสีแต่ว่า คิดถึงรูปร่างสัณฐานของสิ่งนั้น พอที่จะบอกไหม หรือว่า ไม่ทันคิด เวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์มีแต่สีดำกับสีขาวถูกใหม ไม่มีคนสักคนในนั้น หรือถ้าจะเป็นรูปภาพ รูปถ่ายในหนังสือพิมพ์ บอกได้ว่านี้ไมเคิล แจ็คสัน หรือว่า นั้นใครก็ตามแต่ แต่จริงๆ ไม่มีคนนั้นเลยในหนังสือพิมพ์ มีแต่สีดำสีขาว และคิดเอาว่าสีดำสีขาวนั้นเป็นน้ำท่วมจังหวัดจันทบุรี หรือว่าเป็นประเทศนั้น ประเทศนี้ เหมือนเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้มีแต่เพียงสีที่ปรากฏ แต่ความจำของเราเหมือนเราอ่านหนังสือ คือเห็นสีนี้ก็รู้ว่าเป็นใคร ชื่ออะไร เห็นสีนั้นก็รู้ว่า เป็นใคร ชื่ออะไร เหมือนเห็นตัวหนังสือ ทันทีนั้นจำได้เลยว่า เป็นภาษาอะไร เป็นเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นให้ทราบความต่างกันว่า เห็นคือ เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตา นี้คือความจริง และหลังจากนั้นจึงเกิดการคิดนึกขึ้น ถ้าสัตว์เห็นหนังสือพิมพ์ จะรู้อย่างเราไหม เรื่องในหนังสือพิมพ์ไม่รู้แน่ แต่ว่าเห็นมี และเห็นเหมือนกันด้วย เราเห็นอย่างไร สัตว์ก็เห็นอย่างนั้น แต่หลังจากที่เราเห็นแล้ว เราอ่าน คือเรานึกถึงแต่ละคำ และรู้เรื่องด้วย แต่สัตว์เห็นแล้วอ่านไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่มีความคิดนึกเรื่องสิ่งที่สามารถจะนึกต่อหลังจากที่เห็นหนังสือพิมพ์

    เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร ตัวดำๆ ขาวๆ พวกนี้ เป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา และก็คิดเป็นเรื่องเป็นราวฉันใด ทางตาที่กำลังเห็นเป็นสีสันต่างๆ ก็นึกเป็นโรงพยาบาล เป็นไฟฟ้า เป็นอะไรต่างๆ แต่ว่าเห็นต้องมี นี่คือการที่จะรู้ว่าไม่มีตัวตน คือมีแต่สภาพเห็น และมีการคิดนึก การคิดนึกก็จริง เห็นก็จริง เวลาที่เห็นแล้วคิด บางครั้งก็คิดเป็นสุข บางครั้งคิดเป็นทุกข์ อย่างดูรูปในหนังสือพิมพ์ เป็นรูปที่น่าสงสาร ใจของเราก็ไม่สบาย คนนี้ไม่มีขา ๒ ข้าง กำลังเดือดร้อนยากจน ต้องทำงานเลี้ยงแม่หรืออะไรอย่างนี้ มองดูแล้วคิดนึกไปต่างๆ นานา เพราะฉะนั้นในขณะที่คิดให้ทราบว่า มีความรู้สึกด้วย เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ทุกครั้ง นี่แสดงให้เห็นว่ามีสภาพธรรมในชีวิตประจำวันมากซึ่งไม่เคยรู้ แล้วก็เข้าใจผิด ยึดถือสภาพธรรมแต่ละอย่างนั้นว่าเป็นเรา กำลังเห็นก็ว่าเป็นเรา กำลังเป็นสุข เป็นทุกข์เพราะนึกถึงเรื่องที่เห็นก็เป็นเราอีก พอจบเรื่องเห็น มาถึงเรื่องได้ยิน ใครมาเล่าเรื่องที่น่าสงสารให้ฟังก็เกิดสุขเกิดทุกข์เพราะการได้ยินนั้นต่อไปอีก

    นี่ก็แสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งๆ สุขทุกข์ เกิดจากทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ทางจมูกได้กลิ่น ทางลิ้นลิ้มรส ทางกายกระทบสัมผัส ทางใจคิดนึก ทุกวันเป็นอย่างนี้ แต่ละวันๆ โดยที่ไม่รู้ตัวล่วงหน้าว่าขณะต่อไปจะสุขหรือจะทุกข์ ทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ นี่คือ อนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครเลย เพราะเหตุว่าแต่ละขณะนั้นต้องเกิดขึ้น ที่จะยับยั้งไม่ให้เกิดไม่ได้ ไม่มีใครต้องการความทุกข์ ไม่มีใครต้องการอุบัติเหตุ ไม่มีใครต้องการที่จะสูญเสียส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย แต่สิ่งใดที่จะต้องเกิด ก็เกิดตามเหตุตามปัจจัย เลือกไม่ได้ว่าจะให้เป็นคนนี้ไม่เป็นคนนั้นก็ไม่ได้ นี่แสดงถึงความเป็นอนัตตา และก็เป็นธรรมด้วย สุขก็ไม่เที่ยง ทุกข์ก็ไม่เที่ยง และเกิดจากการเห็นบ้าง การได้ยินบ้างในวันหนึ่งๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก วันนี้เป็นอย่างนี้ คืนนี้หลับไป พรุ่งนี้เหมือนเดิมอีก ตื่นขึ้นมาเห็นอีก ได้ยินอีก สุขอีก ทุกข์อีก ทางตาอีก หูอีก จมูกอีก ลิ้นอีก กายอีก ใจอีก และก็จบไปอีกวันหนึ่ง และตื่นขึ้นมาอีก ก็เหมือนเดิมอีกก็อยู่อย่างนี้ เมื่อไหร่จะพ้นจริงๆ ที่จะไม่ยึดถือว่าเป็นเรา เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับจริงไหม และก็เห็นแล้ว แล้วแต่ว่าเราจะนึกหรือว่าไม่นึก ใช่ไหม มีภาษาในโลกมากมาย ภาษาญี่ปุ่น ภาษาแขก ภาษาฝรั่งเศส ภาษาจีน ภาษาไทย ภาษาต่างๆ แล้วแต่ว่าสามารถที่จะนึกตามเส้นที่เราเห็นได้มากน้อยแค่ไหน

    ผู้ฟัง เราก็ฟังว่า มองเห็นคือสีเท่านั้น แต่ที่ต่อไปนั้นเก็บไว้ก่อนเพราะยังมองไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ คือว่าธรรมนี้เป็นเรื่องที่ว่า เมื่อได้ยินได้ฟังครั้งแรก เราพิจารณาว่า จริงไหม ถ้าจริงแต่เรายังไม่ได้ประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้นก็ฟังต่อไปอีก พิจารณาต่อไปอีก เข้าใจค่อยๆ เข้าใจขึ้นอีกจนกว่าจะประจักษ์แจ้งจริงๆ เพราะว่าสิ่งใดที่เป็นจริงสิ่งนั้นพิสูจน์ได้

    ผู้ฟัง ขออีกรอบหนึ่ง จดด้วย ปัญญาไม่เกิด สติไม่เคยเกิด บางครั้งก็เกิด บางครั้งก็รู้ คือตัวตนนั้นคงจะไม่รู้สึกว่าธรรมนั้นอะไรเกิด คือตอนที่ว่าได้ยินตอนนั้น เรียกอะไร เรียกไม่ถูก

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรม เป็นสภาพรู้ คือถ้าแยกโลกหรือจักรวาล โดยสภาพธรรมที่มีจริงทั้งหมดออกแล้วเป็น ๒ ประเภทใหญ่ๆ ลักษณะ ๑ เป็นสภาพรู้ อีกลักษณะ ๑ เป็นสภาพที่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้ ถ้าจะเติมคำภาษาบาลีลงไป สภาพรู้เป็นนามธรรม คือธรรมเป็นธรรมทั้งหมด แต่ว่าธรรมที่เป็นสภาพรู้นั้นเป็นนามธรรม ส่วนสภาพที่ไม่รู้เป็นรูปธรรม ต้องยอมรับความจริงเป็นขั้นๆ ว่ามีแน่ๆ นามธรรม ขั้นต้นรู้จักชื่อ คือได้ยินชื่อแล้วก็คุ้นหู ถ้าจะให้ไล่เรียงเราก็บอกได้ว่า ได้ยินนี้ไม่มีรูปร่าง แต่ว่าเป็นสภาพที่สามารถที่จะรู้เสียง กำลังได้ยิน ได้ยินเสียง รู้ว่าเสียงสูงเสียงต่ำ นั่นเป็นลักษณะได้ยินมีจริง เป็นนามธรรม นี่คือความรู้ขั้นฟัง แล้วก็ความรู้ขั้นเข้าใจด้วย แล้วก็ยังจะต้องมีความรู้ขั้นพิจารณาจริงๆ แล้วก็มีความรู้ที่เริ่มจะเข้าใจขณะที่กำลังได้ยิน ต้องเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง คือเดี๋ยวนี้กำลังได้ยิน แต่เรากำลังฟังเรื่องการได้ยิน จนกว่าจะมีการรู้ลักษณะที่ได้ยิน นี้เป็นอีกขั้นหนึ่ง คือ สภาพธรรมที่มี ต้องอาศัยการฟังเป็นขั้นๆ และก็ต้องใจเย็นๆ อย่ารีบร้อนไปไหน

    ผู้ฟัง สภาพรู้ที่เรารับฟัง เราฟัง เราเกิดความเข้าใจ หรือเราพยายามศึกษา อ่านอะไรก็พยายามจะเข้าใจ คือว่าเดิมอาจจะนึกว่าเป็นความรู้

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 14
    27 มิ.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ