ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12


    ปกิณณกธรรม

    ตอนที่ ๑๒


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นเรานั้นลึกมาก เพียงขั้นฟัง กว่าจะค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นความจริงอย่างนั้น ก็เพียงขั้นเข้าใจ ยังไม่ใช่ขั้นประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้นปัญญาจึงมีหลายขั้น คือปัญญาขั้นฟังให้เข้าใจก่อนว่านี่คือธรรม เป็นของจริง เป็นสัจจธรรม เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าได้ยินไม่เกิดดับ ก็ไม่มีการพิสูจน์ แต่เพราะได้ยินขณะนี้เกิดดับ เห็นก็เกิดดับ คิดนึกก็เกิดดับ แต่ยังไม่รู้

    เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรับความจริงเป็นขั้นๆ ว่าปัญญาของเราเพียงแค่ฟัง ยังไม่สามารถที่จะไถ่ถอนความเป็นตัวตนได้ แต่มีหนทาง เพราะเหตุว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้วทรงแสดงพระธรรมในสมัยโน้น ผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจจธรรมตามที่พระองค์ทรงแสดงมีมาก มีพระอรหันต์ในสมัยนั้นมากมาย มีผู้ที่มีปัญญาที่ยังไม่ถึงขั้นพระอรหันต์ แต่รู้แจ้งอริยสัจจธรรม เป็นพระโสดาบันบุคคล เป็นพระสกทาคามีบุคคล เป็นพระอนาคามีบุคคล เป็นพระอรหันต์มาก แต่ว่าผู้ที่เป็นพระโสดาบันก็ยังมากกว่าผู้ที่เป็นพระสกทาคามี เพราะเหตุว่าต้องมีปัญญาสูงขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้น ผู้ที่บรรลุอรหันต์ก็ต้องน้อยกว่าเพราะว่าเป็นปัญญาขั้นสูง

    แล้วพอมาถึงสมัยนี้ ห่างไกลมา ๒๕๐๐ กว่าปี การฟังพระธรรมก็น้อยมากหรือว่าเกือบจะไม่มีเลย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่เริ่มแสวงหา แล้วก็สนใจอยากที่จะได้เข้าใจธรรม ก็จะต้องเป็นผู้ที่มีทางเดียว คือฟังให้เข้าใจว่าธรรมที่ได้ยินได้ฟังนั้นเป็นพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง หรือว่าเป็นเพียงธรรมซึ่งต่างคนต่างคิด แล้วก็พยายามจะมีข้อปฏิบัติซึ่งความจริงหนทางปฏิบัติในพระพุทธศาสนานั้น ต้องเป็นทางที่ทำให้เกิดปัญญา จะไปปฏิบัติแบบไหนอย่างไรก็ตาม จะไปนั่งสมาธิกี่วัน กี่เดือน กี่ปีก็ตาม ถ้าปัญญาไม่เกิด รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสัจจธรรมในขณะนี้ ก็ไม่ใช่หนทางที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่าเป็นหนทางที่จะดับกิเลส เพราะเหตุว่าการดับกิเลส กิเลสมีมากเหลือเกิน บางคนอาจจะบอกว่าไม่มี เคยมีคนที่บอกว่าเขาไม่มีกิเลส ไม่มีโลภะ วันหนึ่งก็เฉยๆ เพราะเหตุว่าไม่รู้ว่าแท้ที่จริงพอลืมตาตื่นขึ้นมา ก็มีความต้องการ มีความติดแล้ว จะทำสิ่งนั้น จะทำสิ่งนี้ ก่อนจะหลับก็คิดแล้วว่าพรุ่งนี้จะทำอะไร ก็เป็นเรื่องของความต้องการ เป็นเรื่องของความติดข้อง โดยที่คนนั้นก็ไม่รู้ว่านั่นเป็นสภาพที่เป็นโลภะ เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าเขาไม่มี เพราะเขาคิดว่าโลภะต้องเป็นขณะที่กำลังอยากจะได้อะไรอย่างมากๆ ทนไม่ได้ต้องไปซื้อไปหาหรือว่าไปทำขึ้นมา

    แต่ความจริงให้ทราบว่า ธรรมทุกอย่างมีหลายระดับ ไฟที่ร้อนนิดหนึ่งก็ร้อน กองใหญ่ๆ ก็ร้อนมาก เพราะเหตุว่ามีจำนวนมากขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไฟแค่ไม้ขีดไฟนิดเดียวไม่มีใครคิดว่าเป็นโทษ แต่พอไฟไหม้ ทุกคนก็บอกว่า ไฟนี้มีอันตรายมาก แต่ว่าต้องเห็นความจริงว่า ไฟจะอยู่ที่ไหนก็ตาม จะน้อยหรือจะมากก็ตาม เมื่อเป็นสภาพที่ร้อนก็เป็นสภาพที่ร้อน หรือกลิ่นที่เหม็นของที่ปฏิกูลแม้ว่ามีเพียงนิดเดียว ปริมาณน้อยก็จริงแต่ว่า กลิ่นนั้นเปลี่ยนไม่ได้ กลิ่นเหม็นก็คือเหม็น เพราะฉะนั้นเมื่อมีมาก อย่างผ่านกองขยะก็จะรู้สึกว่ากลิ่นรุนแรง แต่ว่าถ้าย่อยลงมาจนกระทั่งเหลือปริมาณน้อย เราก็เปลี่ยนสภาพของสิ่งนั้นไม่ได้

    นี่คือความจริงที่ว่า แม้โลภะถ้านิดๆ หน่อยๆ เราไม่เห็นโทษ ทุกคนอยู่ในทุกวันนี้ ชอบโลภะมากเลย แต่ว่าไม่ชอบชื่อ ถ้ามีใครบอกว่า คนนี้มีโลภะมาก จะไม่ชอบเลย คล้ายๆ กับว่าเป็นการดูถูกว่า เป็นคนโลภโมโทสัน แต่ความจริงแล้วเขาพูดความจริง แต่เราไม่รู้เองว่าแท้ที่จริงแล้วทุกคนมีโลภะ แต่ถ้าเป็นโลภะที่เป็นปกติ ปกติจนไม่รู้สึกตัว ท่านเรียกว่าสมโลภะ หมายความว่าเป็นปกติ เกิดมานี้มีโลภะเป็นปกติ ตั้งแต่ลืมตาตื่น แม้แต่จะหวีผม แม้แต่จะใช้สบู่ในห้องน้ำก็จะต้องเลือกที่พอใจ แม้แต่อาหารบนโต๊ะตอนเช้า ก็ต้องเป็นอาหารที่ชอบ ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย เย็น จะทำอะไรทุกอย่าง ก็เป็นไปด้วยความต้องการทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นให้เรารู้ความจริงว่า พระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมคือความจริง ให้เราเกิดปัญญา รู้จักตัวเรา แล้วก็จะรู้ได้ว่าถ้าตราบใดที่ยังมีการยึดถือ ยังมีความติดข้อง เรื่องที่จะไปดับทุกข์ดับกิเลสนั้นเป็นอันว่าไม่มีทางเลย จนกว่าจะเห็นความเป็นอนัตตาว่าสภาพธรรมทั้งหลายเป็นธรรม คือเป็นสิ่งที่มีจริงแต่ว่าไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น เป็นแต่เพียงธาตุหรือธรรมชาติหรือสภาพธรรมแต่ละอย่าง ซึ่งเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ยังไม่ถึงขั้นประจักษ์การเกิดดับ

    ลองย่อยตัวของเราออก ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้ามีอากาศธาตุ มีช่องว่างแทรกคั่นอย่างละเอียดยิบ พร้อมที่จะตัดชิ้นส่วนชิ้นไหนออกได้หมด เอาไปแตกย่อย สับให้ละเอียดจนเป็นปรมาณูก็ได้ แม้แต่โต๊ะที่เห็นว่าแข็งแรง จับดูก็แข็ง หรือว่าถ้าจะเป็นเหล็กหรือว่าจะเป็นวัตถุที่เป็นรูป เราก็คิดว่าไม่มีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ แต่ว่าตามความจริงแล้วมีอากาศธาตุคือช่องว่าง รูปที่ว่างคั่นแทรกอยู่ แตกทำลายได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งที่เราเห็นว่าแข็งแรงมั่นคงสักเท่าไหร่ก็สามารถที่จะแตกย่อยได้

    เพราะฉะนั้นรูปที่ว่าเป็นของเรา ลองพิจารณาดูแต่ละส่วนจริงๆ ถ้าสามารถที่จะแตกย่อย และตามความจริงของผู้ที่ตรัสรู้แล้ว ตรัสรู้ว่ากำลังแตกย่อย คือเกิดดับ รูปร่างกาย กำลังเกิดดับอยู่ทุกส่วน ทุกกลุ่ม เพราะว่าเมื่อย่อยออกไปแล้ว ส่วนที่เล็กที่สุดก็ไม่เที่ยง คือเกิดขึ้นและดับไป ถ้าตามทางวิชาการแพทย์ก็คงจะไม่เป็นที่สงสัย ว่ามีเซลล์อะไรที่เกิดดับ แล้วก็อาจจะมีอายุถึงเท่านั้นเท่านี้วัน แต่ว่าตามพระพุทธศาสนาแล้วรูปเกิดดับเร็วมาก แม้แต่ขณะที่เรากำลังนั่งอยู่ เราจะค่อยๆ มีรูปซึ่งทยอยกันเกิดดับ และก็บางรูปซึ่งทำให้เกิดโรคต่างๆ ก็มีปัจจัยทำให้เกิดขึ้นตามอุณหภูมิ คือความเย็นความร้อนในร่างกาย หรือว่าบางทีรูปนั้นก็เกิดจากอาหาร ก็ทำให้มีการที่เป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้

    นี่ก็แสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า สิ่งซึ่งเรายึดถือว่าเป็นของเรา ถ้าจะมองในมุมที่กระจ่างขึ้นมาอีกนิด ก็เหมือนกับกองของฝุ่นที่ละเอียดยิบ ซึ่งมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดติดกัน อย่างตากับหู จริงๆ แล้วก็ห่างกันพอสมควรใช่ไหม แล้วก็เป็นรูปซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ด้วย แล้วก็มีกรรมที่ทำให้เกิดจักขุปสาทที่สามารถรับกระทบกับสีที่กำลังปรากฏทางตา นี่เป็นรูปพิเศษรูปหนึ่งซึ่งไม่มีใครทำให้เกิดได้นอกจากกรรม เพราะเหตุว่า บางคนก็มีตาดี บางคนก็ตาบอด และก็สำหรับหูที่เรากำลังได้ยินในขณะนี้ ให้ทราบว่าก็เป็นเพียงรูป ซึ่งสามารถกระทบเสียง ซึ่งต้องเป็นกรรมอีกนั่นเองที่ทำให้รูปนี้เกิด และรูปนี้เราไม่มีทางที่จะมองเห็นเลย ไม่มีใครเห็นจักขุปสาท ไม่มีใครเห็นโสตปสาท เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นคือสีสันวรรณะต่างๆ ซึ่งเป็นรูปอีกชนิดหนึ่ง นี่ก็แสดงให้เห็นว่าที่ตัวของเรา เรายังไม่รู้เลยว่ามีรูปกี่ชนิดและก็รูปอะไรบ้าง และรูปแต่ละกลุ่มแต่ละประเภทนั้นเกิดขึ้นเพราะกรรม หรือเกิดขึ้นเพราะจิต หรือเกิดขึ้นเพราะอุตุ หรือเกิดขึ้นเพราะอาหาร เต็มไปด้วยความไม่รู้ แม้แต่ในเรื่องรูป แล้วก็มายึดถือว่านี่คือเรา นี่คือตัวตน

    เพราะฉะนั้นถ้าได้ฟังพระธรรมมากขึ้น ก็จะเห็นธรรมแต่ละส่วนละเอียดขึ้น จนกระทั่งแม้ขั้นการฟังก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าไม่มีตัวตน แต่ดับกิเลสไม่ได้ เพราะเหตุว่าเป็นเพียงปัญญาขั้นฟัง ยังไม่ใช่ขั้นที่ประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้นต้องมีปัญญาอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งจะต้องอาศัยกาลเวลาที่จะอบรมที่ใช้คำว่าภาวนาหรือใช้คำว่าปฏิบัติ

    เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจคำว่าปฏิบัติในพระพุทธศาสนาจริงๆ แล้วไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วไม่รู้ความจริง ที่กำลังเห็นทางตา ที่กำลังได้ยินทางหู ที่กำลังเป็นสุขเป็นทุกข์ทางใจ ถ้าเป็นธรรมที่มีจริงแล้ว ผู้ที่อบรมเจริญปัญญาตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงต้องมีความรู้ที่ค่อยๆ ชัดขึ้น เพิ่มขึ้น รู้ลักษณะของสิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ที่กำลังปรากฏ แล้วจะรู้จักตัวเอง แล้วก็จะรู้จักชีวิต แล้วก็จะรู้จักโลก เพราะเหตุว่า ถ้าเราจะถามกันเองก่อนศึกษาธรรมว่าโลกคืออะไร คำตอบก็อาจจะไม่ชัดเจนเลย แล้วก็ตอบกันมาคนละแบบสองแบบ บางคนก็บอกว่าโลกก็คือก้อนกลมๆ ที่เรากำลังยืนอยู่เดี๋ยวนี้เป็นโลก ตอบอย่างนั้นก็ได้ใช่ไหม

    แต่ความจริงแล้วในพระพุทธศาสนามี โอกาสโลก มีสังขารโลก มีสัตวโลก นี้แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ที่รู้แจ้งโลกจริงๆ ว่าโลกแท้ๆ หมายความถึงอะไร ภาษาไทยเราใช้คำในภาษาบาลี แต่ว่าไม่ได้เข้าใจความหมายตามคำที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง อย่างคำว่าโลก ภาษาบาลีโลกะหมายความถึงสิ่งซึ่งเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นโลก

    โลกก้อนโตที่เราคิดว่าเรากำลังอยู่ในโลก หรือกำลังยืนอยู่บนโลก ก็ไม่ต่างอะไรกับผงดินก้อนโตใหญ่ เพราะเหตุว่า เมื่อแตกย่อยละเอียดเป็นกลุ่มเล็กที่สุดที่มีอากาศธาตุแทรกคั่น ก็ไม่ต่างกับผงธุลี เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นที่ตัวหรือจะเป็นที่โต๊ะ ที่เก้าอี้ ที่โลก ที่อะไร ถ้าเป็นรูปแล้วก็ต้องเป็นสภาพที่สามารถแตกย่อยทำลาย จนเป็นส่วนที่ละเอียดที่สุด เล็กที่สุด และส่วนนั้นก็มีเหตุที่จะให้เกิดขึ้น และเมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับไป

    เพราะฉะนั้น คำจำกัดความของโลกที่แน่นอนที่สุดคือสิ่งที่เกิดดับ เราต้องค่อยๆ เปลี่ยนความเข้าใจจากเดิมของเรา มาสู่สภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้วก็เมื่อเป็นการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคแล้ว ธรรมหรือคำใดที่ตรัส คำนั้นจะไม่เป็นสองคือ จะไม่เปลี่ยนหรือจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เช่น โลกคือสภาพธรรมที่เกิดดับ

    เพราะฉะนั้น มีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกหรือเหนือโลก คือโลกุตตระ ได้แก่พระนิพพาน ซึ่งเวลานี้ไม่ได้ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเลย เพราะฉะนั้นมักจะได้ยินเสมอคือนิพพาน แล้วก็บางคนพอได้ยินปุ๊บก็อยากไป เหมือนกับสถานที่สักแห่งหนึ่งซึ่งน่าจะไปเหลือเกิน แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้ว ตราบใดที่ยังไม่รู้จักหรือยังไม่เข้าใจคำนี้ด้วยความหมายอันแท้จริง อย่าอยาก เพราะเหตุว่าขณะนั้นจะเป็นอกุศล เป็นความติดข้อง เป็นความต้องการ ไม่ใช่เป็นความรู้จริงๆ ที่เห็นสภาพธรรมที่ต่างกันว่า สิ่งใดที่เกิด และดับไป ไม่มีใครไปบังคับบัญชายับยั้งได้ แล้วก็สิ่งนั้นก็ไม่ใช่ของเราด้วย เพราะฉะนั้นจะไปติดข้องยึดมั่นในสิ่งนั้นทำไม ในเมื่อถึงแม้ว่าเราจะไปติดข้องสักเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่ของเราอย่างแท้จริง

    เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเปรียบเทียบเห็นความต่างกันเหมือนสีขาวกับสีดำ หรือความร้อนกับความเย็น คือโลกเป็นสภาพที่เกิดดับ ส่วนสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเหนือโลกนั้นเป็นสภาพธรรมที่ไม่เกิด เพราะฉะนั้นจึงไม่ดับ และไม่เป็นทุกข์

    กว่าจะเข้าใจพระธรรมได้ ก็จะเห็นได้ว่าต้องฟังจริงๆ ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น วันนี้อาจจะยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยเข้าใจมาก แต่ก็ยังเห็นว่าพระพุทธศาสนาคือคำสอนเรื่องสิ่งที่มีจริง ให้เข้าใจโดยละเอียด โดยแจ่มแจ้ง ไม่ใช่เพียงคิดๆ เอา หรือว่า นิดๆ หน่อยๆ แล้วก็พยายามจะไปดับกิเลส หรือไปพยายามที่จะให้เกิดความสงบสบาย แต่ว่าไม่รู้ความจริงของธรรม นั่นก็ไม่สามารถที่จะดับกิเลสได้

    ตอนนี้ก็ขอให้เป็นการสนทนา ถ้ามีข้อสงสัยหรือมีเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับที่ได้ยินได้ฟัง เพราะว่าเรื่องของธรรมต้องฟังบ่อยๆ แล้วก็ต้องฟังแล้วคิด และพิจารณาด้วย

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ได้พูดมาทั้งหมด ก็จะเน้นในเรื่องของสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงนั้นจะต้องรู้ได้ด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นจะต้องมีการฟังให้เข้าใจว่า การอบรมที่จะให้เกิดปัญญานั้นจะต้องอาศัยธรรมอย่างอื่นประกอบกันโดยเฉพาะในเรื่องของสติ ซึ่งเวลานี้ผมเข้าใจว่าคงจะมีอีกหลายท่าน อาจจะมีข้อสงสัย ในลักษณะที่ว่าลักษณะของสติ กับลักษณะของความคิดนั้นไม่ใช่ธรรมอันเดียวกัน แต่อยากจะขอให้ท่านอาจารย์ได้ช่วยอธิบายถึงความต่างกัน ว่าขณะที่มีสติเกิดขึ้น หรือขณะที่เป็นเรื่องของความคิดนั้นจะมีลักษณะอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบมีใครเคยได้ยินคำว่าสติหรือยัง มีไหม น้อยท่านใช่ไหม พอจะบอกได้ไหมว่าสติคืออะไรที่ได้ยิน เพราะว่าไม่ว่าจะเป็นคำไหนที่ได้ยิน ก็ควรที่จะเข้าใจคำนั้นจริงๆ อย่าคิดว่าเข้าใจแล้ว แต่หมายความว่าสามารถที่จะบอกได้ถึงลักษณะนั้น เมื่อกี้พูดถึงเรื่องโลก ต่อไปนี้คงไม่มีใครสงสัยใช่ไหม ถ้าได้ยินคำว่าโลก

    โลกในธรรมคือสิ่งที่เกิดดับ ทุกอย่างที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นคำนี้ ถ้าจะทำพจนานุกรมในภาษาธรรมขึ้นมา เราก็จำไว้ได้เลยว่า โลกคือธรรมที่เกิดดับ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า ที่กำลังได้ยินในขณะนี้เป็นโลกหรือเปล่า จะตอบว่าอย่างไร ต้องเป็น คือต้องตรง ความจริงคือความจริงเพราะอะไร เพราะเกิดขึ้นแล้วก็ดับหมดไป แล้วก็ถ้าไม่มีตา ไม่มีหู ไม่มีจมูก ไม่มีลิ้น ไม่มีกาย คือไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่นอะไรเลย ไม่ลิ้มรสที่หวาน ที่เค็ม ไม่กระทบสัมผัสสิ่งที่อ่อนที่แข็ง ไม่คิดนึก จะมีโลกปรากฏไหม ลองคิดดู โลกนี้ก็ไม่ปรากฏเลย อย่างตอนที่หลับสนิทโลกก็ไม่ได้ปรากฏใช่ไหม แต่ว่าไม่เที่ยง ไม่มีใครที่หลับสนิทตลอดเวลา ต้องตื่น ใครก็ตามซึ่งเกิดมาแล้วบอกว่า ฉันจะไม่เห็น ไม่ได้ยิน พวกนี้ไม่ได้เลย

    เมื่อเกิดมามีปัจจัยให้เกิด ก็มีปัจจัยให้เห็น โดยที่เราไม่ทราบเลยว่าเห็นเป็นผลของกรรม ที่เราบอกว่าเกิดมารับกรรม เกิดมารับกรรม ให้ทราบว่ารับกรรมตั้งแต่เกิด คือขณะแรกที่เกิดจนกระทั่งถึงขณะตาย แม้ขณะที่จะตื่นหรือจะหลับ จะเห็นหรือจะได้ยิน ก็เป็นผลของกรรมทั้งสิ้น นี่แสดงให้เห็นว่าคำพูดของเราไม่ใช่คำพูดลอยๆ ถ้าจะพูดเรื่องกรรมหรือผลของกรรม ก็ต้องรู้ว่าเมื่อไหร่ขณะไหน ถ้าบอกว่าเกิดมารับผลของกรรม เป็นผลของกรรมก็ต้องรู้ว่าเพราะกรรมจึงเกิด ถ้าหมดกรรมก็ไม่ต้องเกิด พระอรหันต์ก็ไม่ต้องเกิด

    เพราะฉะนั้นการเกิดจำแนกเราให้ต่างกัน เรามีรูปร่างหน้าตาต่างกัน เกิดที่ประเทศต่างๆ กันทั่วโลก มีผิวพรรณวรรณะต่างกัน แล้วก็ตระกูลชาติต่างกัน ญาติพี่น้องต่างกัน ต้องเข้าใจว่ากรรมทำให้เกิดต่างกัน แล้วก็ทำให้เห็น ได้ยินสิ่งต่างๆ ต่างกัน แล้วก็ไม่ว่าจะตื่นหรือจะหลับ จะเป็นหรือจะตายก็เป็นเพราะกรรมทั้งสิ้น ถ้ายังไม่ถึงเวลาที่จะตายทำอย่างไรก็ไม่ตาย เพราะว่ากรรมยังทำให้เราต้องเห็นอยู่ ถ้าเราอยากจะหลับ แต่ว่ากรรมทำให้เราต้องกระทบกับเสียงที่น่ากลัว ฟ้าร้อง หรือว่าเสียงสุนัขเห่า หรืออะไรก็ตามแต่ ก็แสดงว่าเป็นผลของกรรมที่จะต้องได้ยินอย่างนั้น จึงหลับไม่ได้ แต่ว่าเมื่อหลับไปแล้วจะตื่นเร็ว คือตื่นก็คือเห็นอีก ได้ยินอีกก็เพราะกรรมอีก

    เพราะฉะนั้นให้ทราบเรื่อง ว่าถ้าเราพูดถึงการรับผลของกรรมหรือเป็นผลของกรรม ก็คือตั้งแต่เกิดจนตาย และระหว่างเกิดจนตายก็มีการเห็น การได้ยินพวกนี้ แล้วก็ขณะนั้นก็เป็นผลของกรรม แต่ให้ทราบว่าหลังจากเห็น ทันทีที่เกิดชอบ ไม่ชอบ เกิดโกรธ เกิดดีใจ เกิดเสียใจ เกิดต้องการ เกิดเมตตา เกิดกรุณาพวกนี้ ไม่ใช่ผลของกรรม แต่เป็นกรรมใหม่ที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า เพราะฉะนั้นชีวิตของเราถ้าแบ่งออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ ขณะที่เป็นผลของกรรมส่วนหนึ่ง กับ ขณะที่เป็นกรรมที่จะให้เกิดผลข้างหน้าอีกส่วนหนึ่ง

    เพราะฉะนั้นบางคนเห็น เห็นสิ่งเดียวกัน คนหนึ่งไม่ชอบ โกรธ อีกคนหนึ่งมีเมตตา เป็นไปได้ไหม นี่แสดงให้เห็นว่า กรรมทำให้เห็นเหมือนกัน แต่จิตที่สะสมมาต่างกัน คือคนหนึ่งเห็นแล้วก็โกรธ ไม่ชอบกิริยาอาการอย่างนั้น แต่อีกคนหนึ่งเห็นแล้วก็มีเมตตา มีความกรุณาว่าเป็นเรื่องที่คนที่กำลังโกรธก็แสดงกิริยาอาการอย่างนั้น หรือว่าคนที่ไม่รู้ธรรมก็คิดอย่างนั้น เข้าใจอย่างนั้น เห็นผิดเป็นชอบก็ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นถึงว่า หลังจากที่เป็นผลของกรรมคือเห็นแล้ว ต่อจากนั้น ไม่ใช่เรื่องของผลของกรรมแล้ว เป็นเรื่องของกรรมใหม่ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า นี่ก็เป็นชีวิตประจำวัน

    ซึ่งถ้าจะพูดถึงสติ หมายความถึงสภาพธรรมที่ดีงาม ทุกอย่างที่พูดหรือได้ยิน ขอให้เข้าใจจริงๆ อย่าผ่านไปง่ายๆ ภาษาไทยเราก็ใช้สติผิดอีกเหมือนกัน เวลาไปที่โรงเรียน ครูประจำชั้นก็รายงานว่าคนนี้สติปัญญาอ่อน คนนี้สติปัญญาปานกลาง คนนั้นสติปัญญาดีมาก นี่คือการใช้ภาษาบาลี แต่ว่าไม่เข้าใจว่าสติไม่ใช่ปัญญา และสติจริงๆ คืออะไร แต่สติในทางพุทธศาสนาแล้ว ต้องหมายความถึงสภาพที่ดีงาม


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 14
    4 ก.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ