ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
ตอนที่ ๒๘
สนทนาธรรม ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ดเวชการ
พ.ศ. ๒๕๓๖
ผู้ฟัง แสดงว่าจิตตอนนั้นจะขึ้นมาถึงปัญจทวาร แล้วก็เป็นสัมปฎิจฉันนะ สันตีรณะ โวฏฐัพพนะ จะไม่ขึ้นถึงชวนะใช่ไหม ถึงตัดไปก่อน ถึงได้ไม่เข้าใจเรื่อง
ท่านอาจารย์ เราอย่าคิดอย่างนั้นเลย เพราะว่าจริงๆ แล้วก็ตลอดวิถีของปัญจทวารจนกว่ารูปจะดับ
ผู้ฟัง ถึงชวนะไหม
ท่านอาจารย์ ถึง
ผู้ฟัง ถ้าถึงก็ต้องรู้ความหมายของที่ได้ยินท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ไม่จำเป็น เพราะว่าทางตาเราจะไม่รู้ความหมายเลย ยังไม่รู้เลย แต่ก็มีชวนวิถีจิตเกิด เร็วมาก ถ้าคิดถึงความห่างไกลระหว่างทางตาที่เห็น กับทางหูที่ได้ยินว่าไม่ได้พร้อมกันเลย มีจิตเกิดคั่นมาก ทั้งภวังคจิตก็คั่น ทั้งวิถีจิตก็คั่นหลายวาระ เพราะฉะนั้นที่เราคิดว่ากำลังเห็นด้วย ได้ยินด้วย ติดกัน เกือบจะไม่มีช่องว่างเลย แต่จริงๆ แล้วช่องว่าง เพราะฉะนั้นวาระหนึ่งที่ชวนวิถีจิตจะเกิดทางปัญจทวาร ต้องเป็นไปได้
ผู้ฟัง ภวังคจิตก็จะเกิดดับสลับใช่ไหม ทางหูก็มีได้ยิน และก็เป็นภวังคจิต แล้วก็เป็นทางตา และก็เป็นภวังคจิต ที่ฟังท่านอาจารย์มาคร่าวๆ พอจะสรุปได้ว่าจะไม่มีภวังคจิตคั่นอยู่ก็คือ ตอนจุติจิต แล้วก็เป็นปฏิสนธิ จะไม่มีภวังคจิตคั่น
ท่านอาจารย์ เพราะว่าหลังจุติจิตดับ ปฏิสนธิจิตต้องเกิดทันที
ผู้ฟัง อันที่ ๒ ก็คือ ขณะที่เข้าฌาน ก็ไม่มีภวังคจิต
ท่านอาจารย์ ไม่มี ขณะที่ฌานจิตเกิดสืบต่อ
ผู้ฟัง อันที่ ๓ ก็คือ มรรคจิตจะเป็นผลจิต ก็ไม่มีภวังคจิตคั่น
ท่านอาจารย์ ไม่มี เพราะว่าวาระเดียวกัน ภวังคจิตคั่นระหว่างทวารต่างๆ
ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่า จุติจิตเกิด แล้วก็ปฏิสนธิต่อ จะเรียกว่าเป็นอนันตรปัจจัยได้ไหม
ท่านอาจารย์ แน่นอน อนันตรปัจจัย หมายความว่าจิตขณะหนึ่งซึ่งเกิดและดับไป จิตที่ดับไปแล้วเป็นปัจจัยทำให้จิตอื่นเกิดสืบต่อ เพราะเหตุว่าจิตทุกประเภทที่ไม่ใช่จุติจิตของพระอรหันต์ เมื่อดับไปแล้วต้องเป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้น เรียกว่าอนันตรปัจจัย คือสืบต่อกันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เช้าจนถึงเดี๋ยวนี้ ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้และก็ต่อไป เพราะฉะนั้นแต่ละภพแต่ละชาติ มีความตายเป็นเครื่องคั่นภพชาติ แต่ความจริงแล้วจิตเกิดดับสืบต่อกันไปเรื่อยๆ
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์เรื่องชวนจิต ถ้าสมมติว่า เรามองเห็นภาพๆ หนึ่ง แล้วก็จิตเห็นเกิดขึ้น แต่ในภาพนั้นเราไม่ต้องการที่จะเป็นอกุศล คือเราไม่ต้องการที่จะเอามาให้จิตคิดเกิดขึ้น หรือมาคิดปรุงแต่ง แล้วเราก็หลับตา ขณะนั้นชวนจิตเกิดแล้วหรือยัง
ท่านอาจารย์ คงจะไม่เข้าใจความหมายของชวนะว่า ชวนะคืออะไร โดยนัยของพระสูตรที่ทรงแสดงไว้ จะไม่มีสัมปฏิจฉันนจิต สันตีรณจิต โวฏฐัพพนจิต หรือ ชวนจิตเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะให้เข้าใจ ให้ทราบว่า ชวนะคือขณะไหน เวลาที่โลภะ ความติดข้องเกิดขึ้น นั่นคือชวนะ เวลาที่โกรธ นั่นคือชวนะ เวลาที่กุศลจิตเกิด ต้องการช่วยเหลือคนอื่น มีเมตตากรุณา นั่นคือชวนะ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าโดยนัยของพระสูตร ที่ทรงแสดงว่า เมื่อเห็นแล้วจิตเป็นอะไร ไม่ต้องพูดถึงสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะ อะไรเลย เห็นแล้วชอบ เห็นแล้วชัง เห็นแล้วเป็นกุศล เห็นแล้วเป็นอกุศล นี่คือความจริงโดยนัยของพระสูตร เพราะว่าพอเห็นแล้วเกิดอะไรขึ้น ชอบหรือไม่ชอบ ไม่ต้องมานั่งคิดถึงสัมปฏิจฉันนะ สันตีรณะเลย พอเห็นแล้วโกรธ ขณะที่กำลังโกรธ นั่นคือชวนะ เพราะฉะนั้นชวนะ ก็คือกุศลจิตหรืออกุศลจิตนั่นเอง สำหรับผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์
ผู้ฟัง ก็แปลว่าขณะนั้นได้สั่งสมสันดานแล้ว
ท่านอาจารย์ โลภะเกิด คนนั้นเห็นอะไรชอบหมดทุกอย่างเลย อยากจะได้ไปหมด โลภะตลอดวัน ถ้าคนไหนที่สะสมความขุ่นเคืองใจ คนนั้นก็ขี้โมโห เจออะไรนิดหนึ่งก็ไม่ถูกใจ เพราะเหตุว่าสะสมๆ ไว้เรื่อยๆ บางคนก็เป็นคนที่ริษยา เพราะฉะนั้นก็เป็นคนที่สะสมความริษยาไว้ ความริษยาก็มีมากกว่าคนอื่นที่ไม่ได้สะสมมา
ผู้ฟัง คือพอเห็นแล้ว เราก็ไม่ต้องการที่จะดู หรือหลบ หรืออะไรอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องการเป็นจิตอะไร
ผู้ฟัง เป็นอกุศล
ท่านอาจารย์ เป็นอกุศลก็คือชวนะ ทีนี้จะหายสงสัยว่าชวนะคืออะไร ก็คือกุศลจิต อกุศลจิต หลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้ว แต่ก่อนที่จะถึงชวนะ โดยอภิธรรมแสดงไว้ละเอียดว่า ไม่ใช่พอเห็นทันที ไม่ชอบทันที จะต้องมีจิตเกิดดับสืบต่อทำการงานกว่าจะเป็นชวนะ เพื่อความเป็นอนัตตา ให้เห็นว่าไม่มีใครไปทำอะไรได้
ผู้ฟัง กว่าจะคิดได้ โกรธไปแล้ว อะไรอย่างนี้
ท่านอาจารย์ ก็แล้วไป สิ่งไหนที่แล้วก็แล้วไป ทำไมมีความเป็นตัวตนมานั่งกังวลอีก กังวลซ้อนกังวลเข้าไปอีก
ผู้ฟัง อันนี้เกิดจากเหตุปัจจัย
ท่านอาจารย์ เกิดจากความยึดมั่นในตัวตน
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ใช้คำว่า ทิฏฐิ ที่ทราบมามี ๒ ทิฏฐิ คือ สัมมาทิฏฐิ กับ มิจฉาทิฏฐิ ท่านอาจารย์กรุณาให้คำแนะนำเรื่อง สัมมาทิฏฐิ
ท่านอาจารย์ ในพระไตรปิฎก บางทีใช้คำกลางๆ อย่างสมาธิก็มีทั้งมิจฉาสมาธิ สัมมาสมาธิ ปฏิปทา การปฏิบัติก็มีทั้งสัมมาปฏิปทาและมิจฉาปฏิปทา เพราะว่าธรรม เป็นเรื่องจริง ความเห็นเป็นคำกลางๆ ความเห็นผิดก็อย่างหนึ่งเป็นสิ่งที่มีจริง ความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงก็มี เพราะฉะนั้นจึงมีทั้งสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็คือความเห็นผิดจากความจริง สัมมาทิฏฐิก็คือความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมนั้นๆ ๒ อย่าง ตรงกันข้ามกัน ถ้ามิจฉาทิฏฐิก็เป็นอกุศล เพราะเหตุว่าเห็นผิดจากความจริง ถ้าสัมมาทิฏฐิก็เป็นกุศล เพราะเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง อยากจะฟังเรื่องนิพพาน ท่านอาจารย์จะให้รายละเอียดอย่างไรบ้างในที่ประชุมแห่งนี้
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้ว นิพพานมีจริงแน่นอน แต่จริงสำหรับผู้ที่ประจักษ์ เหมือนอย่างขณะนี้ ทุกคนเห็น อะไรจริง สิ่งที่ปรากฏทางตาจริง สำหรับผู้ที่กำลังเห็น เสียงก็จริง สำหรับคนที่มีโสตปสาท คือไม่ใช่คนหูหนวก แต่ถ้าจะไปบอกคนหูหนวกว่าเสียงเป็นอย่างนี้อย่างนั้น เขาอย่างไรอย่างไรเขาก็ไม่มีทางจะรู้ได้ เพราะเขาไม่มีโสตปสาท เพราะฉะนั้นนิพพานก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่สำหรับโมหะจะรู้ ไม่ใช่สำหรับอกุศลจะรู้ แต่ต้องสำหรับโลกุตระปัญญาจะรู้ เป็นปัญญาที่ได้อบรมจนกระทั่งถึงระดับที่ประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังเกิดดับในขณะนี้ก่อน เพราะฉะนั้นถึงจะพูดถึงเรื่องนิพพานเป็นปรมัตถธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นอริยสัจจะที่ ๓ เป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้ามกับสังขตธรรมทั้งหลายที่เกิดดับ ก็เป็นเรื่องที่ขณะนี้ไม่ได้ปรากฏ
เพราะฉะนั้นพระผู้มีพระภาคจึงได้ทรงแสดงเรื่องของจิต เจตสิก รูป ให้ปัญญาเข้าใจถูกเห็นถูก แล้วก็ประจักษ์แจ้งเสียก่อน แล้วเมื่อนั้นก็จะดำเนินทางไปสู่การประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพาน เหมือนกับจะให้คนหูหนวกได้ยิน ก็ต้องรักษาหูเสียก่อน หรือคนตาบอดจะให้เขาเห็นได้ ก็ต้องทำให้เขามีตาดีเสียก่อน จะไปพูดให้เขาเข้าใจเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตา อะไรอะไร โดยที่เขาไม่มีจักขุปสาท ก็เป็นการไร้ประโยชน์ เพราะว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นปัญญาของผู้ใดสามารถที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏแล้วขั้นไหน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมตามลำดับ เพื่อประโยชน์ของผู้ฟังจริงๆ เหมือนกับรักษาคนตาบอด ให้เขาเข้าใจถูกต้องให้เกิดความเห็นที่ถูกต้อง เหมือนกับพยายามให้เขามีตาดี และมองเห็นได้
เพราะฉะนั้นจากอวิชชาซึ่งไม่รู้อะไรเลย ไม่เข้าใจอะไรเลย เกิดมาแล้วก็ตายไป ไม่เกิดปัญญาอะไรเลย ก็ทรงแสดงธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวัน ให้มีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นถูกต้อง ไม่ใช่เพียงขั้นฟัง ต้องขั้นอบรมปัญญาถึงขั้นประจักษ์แจ้งด้วย แล้วก็ทรงนำตลอดไปจนกระทั่งถึงความเป็นพระอริยบุคคล ประจักษ์แจ้งในอริยสัจ ๔ ซึ่งอริยสัจที่ ๓ ก็คือ นิโรธสัจจะ ได้แก่ นิพพาน ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่จะต้องประจักษ์แจ้ง มิฉะนั้นแล้วก็ดับกิเลสไม่ได้ ใครก็ตามที่คิดว่านั่งไปนั่งไป แล้วกิเลสก็จะหมดโดยปัญญาไม่รู้อะไรเลย เหตุกับผลไม่ตรงกันเลย และนั่นไม่ใช่คำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้เกิดปัญญาที่จะรู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏ จนกระทั่งสามารถประจักษ์ลักษณะของนิพพานเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจึงจะดับกิเลสได้ตามลำดับขั้น เพราะว่าปัญญามีหลายขั้น โลกียปัญญาก็ยังดับกิเลสไม่ได้ ต้องถึงโลกุตรปัญญาจึงจะดับกิเลสได้
โลกียปัญญาก็คือปัญญาที่รู้จักโลก และเวลานี้แม้แต่เพียงคำว่า โลก คำเดียว เรารู้จักหรือยัง มีใครจะให้คำอธิบายหรือความหมายของคำว่าโลกเท่าที่คิดบ้างไหม เพราะเหตุว่า ถ้าถามปัญหาธรรมดาๆ ที่เราใช้บ่อยๆ ว่าโลก ก็ยังจะตอบไม่ถูกถ้าไม่ได้ศึกษาธรรม นี่แสดงให้เห็นว่าเราคิดเอง แต่เราไม่ได้ศึกษา แต่ถ้าศึกษาเราจะทราบว่า แม้แต่คำว่า โลก สิ่งที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้นเป็นความจริงว่าเป็นโลกจริงๆ แต่ว่าถ้าไม่ศึกษาเราก็คิดเรื่องโลกของเราไปตามเรื่องว่า โลก ได้แก่ดาวกลม เบี้ยวๆ มีอะไรอยู่ในนั้น หรืออะไรอย่างนี้ ทั้งๆ ที่อยู่ในโลกก็ยังไม่รู้จักโลก เกิดมาบนโลกก็ยังไม่รู้จักโลก แต่ก็พูดคำว่าโลกอยู่เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นโลกียปัญญา ไม่ใช่อย่างที่เราคิดอีกเหมือนกัน แล้วโลกุตรปัญญาก็ยิ่งเหนือโลก พ้นจากโลกจึงชื่อว่าโลกุตระ อุตตระหรือ อุดร แปลว่าเหนือ แปลว่าพ้น เหนือโลก พ้นจากโลก เพราะฉะนั้นการฟังธรรมต้องฟังตามลำดับให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ที่พิสูจน์ได้เสียก่อน
ผู้ฟัง ขอถามเป็น ปุจฉา วิสัชนาว่า โลกที่พระพุทธเจ้าบัญญัติคืออะไร โลกุตรปัญญานั้นยากเย็นไหม เราจะถึงได้ไหม
ท่านอาจารย์ อยากถึงไหม หรือว่ายังไปเรื่อยๆ ตามสบาย เพราะว่ารู้ว่าถ้าปัญญายังไม่เกิดแล้วก็อย่าหวังเลย เป็นไปไม่ได้ที่จะไปถึงนิพพานโดยที่ปัญญาไม่เกิด คำว่าโลกน่าสนใจมาก โลกในพระพุทธศาสนาหมายความว่า สภาพธรรมที่แตกดับ คือเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เป็นโลก ทุกอย่างที่เกิดดับเป็นโลก เพราะฉะนั้นนิพพานเป็นโลกุตระ เพราะเหตุว่าไม่ใช่สภาพธรรมที่เกิดดับ นี่คือความต่างกัน ทุกอย่างที่เกิดที่จะไม่ดับไม่มี ขณะจิตแรกที่เกิดในโลกนี้ ขณะเดียวคือปฏิสนธิจิตเกิดแล้วดับ เพราะฉะนั้นจิตของเราแต่ละขณะ เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ทำกิจหน้าที่ต่างๆ กัน
สภาพธรรมใดก็ตามที่เกิดดับ สภาพธรรมนั้นเป็นโลก จิตก็เป็นโลก เจตสิกก็เป็นโลก รูปก็เป็นโลก ทุกอย่าง ถ้าประจักษ์การเกิดดับจริงๆ จะรู้ว่าโลกสมมติที่เราเห็นว่ามั่นคง หนาแน่น ใหญ่โตมโหฬาร แท้ที่จริงแล้วก็คือกองฝุ่นหรือกลาป กลาปของส่วนที่ละเอียดที่ย่อยที่สุด เราสามารถที่จะแตกแยกโลกนี้เป็นฝุ่นละอองเป็นผงธุลีอย่างละเอียดได้ นั่นคือความจริง แต่ถ้าตราบใดที่ยังเกาะกุม ยังไม่แตกทำลาย เราก็มองเห็นว่าเป็นก้อนใหญ่ๆ แต่ว่าด้วยปัญญาจะเห็นได้ว่า แม้แต่สิ่งซึ่งเราคิดว่าหนาแน่น แข็งแรง อย่างไมโครโฟน หรือว่าเก้าอี้ หรือว่าถ้วยแก้ว หรืออะไรอย่างนี้ ความจริงมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่อย่างละเอียดมาก จะให้แตกเดี๋ยวนี้ก็ได้ ให้ละเอียดสักเท่าไหร่ก็ได้ นี่แสดงให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วก็คือฝุ่น หรือผงละอองซึ่งเกิดรวมกัน
เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดที่เกิด สภาพธรรมนั้นดับ ในขณะนี้ทุกอย่างกำลังเกิดดับ แต่ว่าเวลาที่จะประจักษ์จริงๆ ไม่ได้ประจักษ์โลกทั้งก้อน หรือว่าศาลาทั้งหลัง หรือว่าตึกทั้งหลัง แล้วก็บอกว่ามองเท่าไหร่ก็ไม่เห็นว่าดับ เพราะว่าในขณะนั้นไม่ได้เห็นธรรม แต่ว่ามีความคิดนึกในสมมติบัญญัติ ในสิ่งที่เห็นว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ยังไม่ได้แตกย่อยทางตา ออกจากทางหู ออกจากทางจมูก ออกจากทางลิ้น ออกจากทางกาย ออกจากทางใจ ยังไม่ได้แตกย่อย รูปตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หรือว่าทุกรูปออกเป็นส่วนเล็กๆ ซึ่งละเอียดมาก เพราะฉะนั้นถ้ายังเป็นอย่างนั้นอยู่ จะไม่ประจักษ์การเกิดดับ เพราะว่าตามความเป็นจริงแล้ว รูปแต่ละรูปเกิดจากสมุฏฐานต่างกัน กลุ่มของรูปบางรูปเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดจากจิตเป็นสมุฏฐาน บางรูปเกิดจากอุตุเป็นสมุฏฐาน อุตุนี่คือ ความเย็น ความร้อน และบางรูปก็เกิดจากอาหารเป็นสมุฏฐาน แม้แต่สมุฏฐานให้เกิดรูปก็ต่างกัน
เพราะฉะนั้นรูปที่เกิดดับทยอยกัน ไม่ใช่ว่าเกิดพร้อมกัน เพราะว่าในตัว ก็มีรูปที่เกิดจากสมุฏฐานต่างๆ หรือว่าข้างนอกตัวก็มีรูปซึ่งเกิดจากอุตุ แล้วก็ทยอยกันเกิดดับด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละส่วนที่ปรากฏที่จะปรากฏการเกิดดับได้ต้องปรากฏเป็นส่วนๆ ไม่ใช่รวมทั้งหมด เวลานี้ไม่มีอะไรเลยที่จะปรากฏรวมทั้งหมด ถ้ากระทบสัมผัส จะแข็งบางส่วน เพราะฉะนั้นปัญญาที่ประจักษ์แจ้ง ก็จะประจักษ์แจ้งเฉพาะส่วนที่กำลังเกิดและดับไป ก็เป็นเรื่องที่ต้องฟังอีกเรื่อยๆ วันเดียวคงไม่พอ แล้วถ้าสนใจตอนไหน ก็ถามตอนนั้น
ผู้ฟัง สัตวโลกอันนี้จะเกี่ยวกับว่าเป็นโลกที่พระพุทธองค์หมายถึง
ท่านอาจารย์ เหมือนกัน ถ้าใช้คำว่าโลกแล้ว ทั้ง ๓ อย่างก็ต้องเกิดดับ อย่างโอกาสโลก หมายความถึงดวงดาวต่างๆ จักรวาลต่างๆ นี่คือโอกาสโลก โอกาสหมายความถึงที่ สถานที่ เพราะฉะนั้นโอกาสโลกก็คือโลกซึ่งเป็นสถานที่ แต่ต้องแตกดับด้วย เกิดดับด้วย แม้แต่สังขารโลกก็คือสภาพธรรมใดซึ่งเกิดขึ้น สภาพธรรมนั้นก็ดับไป แต่ละคนที่นั่งอยู่ที่นี่ เราใช้คำว่า สัตวโลก คือเป็นสภาพธรรมที่มีทั้งจิตและรูป มีทั้งร่างกาย และจิตใจ มีจิต มีเจตสิก รูป เป็นสัตว์ ถ้าอย่างโต๊ะเก้าอี้ก็เป็นแต่เพียงรูป ไม่ใช่สัตว์ แต่ถึงจะเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา ก็เป็นสัตวโลกทั้งนั้น และจริงๆ แล้วก็คือจิตเกิดขึ้นขณะหนึ่งของแต่ละคน เป็นโลกเฉพาะของแต่ละคนจริงๆ จิตเห็นโลกหนึ่ง ขณะไหนก็ได้ จะถือว่าเป็นขันธ์นี้ หรือขันธ์โน้น หรือขันธ์ไหนก็ตาม จิตเห็นเกิดขึ้นแล้วก็ดับ เพราะฉะนั้นสัตวโลกก็คือ โลกซึ่งได้แก่จิตของแต่ละคน ซึ่งวิจิตรต่างๆ ไปนั่นเอง
ผู้ฟัง เมื่อสักครู่นี้ได้มีท่านผู้ฟังพูดถึงเรื่องคำว่า นิพพาน ความจริงก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เมื่อพูดถึงพระนิพพานแล้ว ข้อปฏิบัติอย่างไรที่จะนำไปสู่การประจักษ์ หรือว่าสามารถจะเห็นพระนิพพานได้ตามความเป็นจริง ท่านอาจารย์ช่วยอธิบาย
ท่านอาจารย์ อะไรประจักษ์นิพพาน ต้องเป็นปัญญาที่เป็นโลกุตระ ถ้าโลกียปัญญาก็ประจักษ์นิพพานไม่ได้ เราต้องตั้งต้นให้ถูกว่าอะไร และเมื่อถ้ายังไม่มีปัญญาเลย แล้วจะไปพูดให้ประจักษ์นิพพานก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน ต้องตามลำดับขั้นจริงๆ
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นข้อปฏิบัติที่ผิดจากการเจริญสติปัฏฐาน หรือการเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ คำว่านิพพานนี่คงจะไม่ต้องกล่าวถึงเลยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ก่อนอื่นต้องทราบว่า พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของปัญญา เพราะเหตุว่าผู้ที่ตรัสรู้ ตรัสรู้ด้วยปัญญา เพราะฉะนั้นก็ทรงแสดงธรรมให้ผู้ฟังเกิดปัญญา นี่คือคุณค่ามหาศาล เพราะเหตุว่าถ้าจะเอาทรัพย์สมบัติมาแจกคนทั้งโลกเท่าไหร่ก็ไม่พอ และทรัพย์สมบัตินั้นก็ต้องหมด แต่ถ้าจะให้ปัญญา ให้เขาเกิดความรู้ความเข้าใจเป็นสมบัติของเขาอันแท้จริง ซึ่งจะติดตามไปได้ เปลี่ยนจากความไม่รู้เป็นความรู้ นั่นคือคำสอนของพระพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจว่าคำสอนใดก็ตามที่ทำให้คนเกิดปัญญา นั่นคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปทำสมาธิ จะไปใช้ชื่อว่าสติปัฏฐาน จะไปทำวิปัสสนา หรืออะไรก็ตามแต่ ปัญญาเกิดหรือเปล่า
ถ้าไม่มีปัญญาหรือไม่รู้ว่าปัญญารู้อะไร แล้วปัญญาคืออะไร ปัญญาเกิดเมื่อไหร่อย่างไร ก็เรียกว่าไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า เพียงแต่ใช้ชื่อ คือเอาคำไปใช้ แต่ว่าผู้ฟังมีปัญญาหรือเปล่า ถ้าคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ทำให้เกิดปัญญามากขึ้นๆ ถูกต้องขึ้น แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่จริง ไม่ใช่ของเท็จ เป็นสัจธรรม เป็นอริยสัจธรรมด้วย แต่ต้องตั้งต้นที่หลักคือปัญญา ขาดปัญญาไม่ได้ ถ้าไม่ใช่ปัญญาแล้วก็ทั้งหมดไม่มีประโยชน์ และไม่ใช่คำสอนของพระศาสนาด้วย
ผู้ฟัง ที่ฟังมา เป็นการยากที่เราจะได้มาฟังพระธรรมที่ถูกต้อง ก็คือต้อง ๑. อยู่ในประเทศที่มีพระพุทธศาสนา ๒. ต้องคบสัตบุรุษแล้วก็มีสัตบุรุษมาบรรยายธรรมให้ฟัง ๓. ตัวเองจะต้องตั้งมั่นอยู่ในศรัทธา เป็นผู้ที่ศรัทธาที่อยากจะสนใจศึกษาพุทธศาสนา ๔. ต้องมีบุญที่ทำเอาไว้แล้วแต่ชาติก่อน เพราะฉะนั้น ๔ ข้อ คิดว่าทุกคนในที่นี้ ก็มีทั้ง ๔ ข้อนี้ได้ไหม
ท่านอาจารย์ ที่จริงแล้ว จะเห็นความอัศจรรย์ของกรรม เพราะว่าเราจะมีตา มีหู มีจมูก มีลิ้น มีกาย ทั้งหมดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าเพราะกรรม รูปร่างหน้าตาของเราต่างกัน แม้แต่จักขุปสาท ตา ความผ่องใส หรือการที่เราจะมองเห็นอะไร ก็ยังต่างกันโดยละเอียด บางคนตาดีมาก เห็นชัดเจน ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับกรรมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่า แม้แต่เสียง มีเสียงตั้งหลายเสียง เสียงดนตรี เสียงรถยนต์ เสียงใบไม้ เสียงอะไร แต่เสียงที่ฟังแล้วสามารถที่จะทำให้เราได้เข้าใจว่า อะไรคือของจริง อะไรคือธรรม อะไรเป็นสัจธรรม ทำให้เข้าใจพระธรรมที่ทรงแสดงเมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา แต่ว่ายังมีโอกาสที่โสตปสาทจะได้ยินกระทบกับเสียงซึ่งทำให้เราสามารถเข้าใจเรื่องราวของธรรม ก็ต้องเป็นบุญในอดีตที่ได้ทำไว้แล้ว แล้วปรากฏว่าหลายคนที่เข้ามาสู่การฟังพระธรรม ก็มาโดยลักษณะต่างๆ กัน บางคนก็ไม่เคยฟังวิทยุ ไม่สนใจฟังวิทยุ แต่บังเอิญฟังแล้วก็เปิดเจอธรรมพอดี นี่ก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละคนก็ต้องมีเหตุปัจจัยที่ได้กระทำไว้แล้ว
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์ยกตัวอย่างเมื่อสักครู่นี้ว่า เปิดมาแล้วก็ได้ฟังธรรมพอดี ก็เป็นตรงกับดิฉันได้เปิดมาแล้วก็ได้ฟังธรรมของท่านอาจารย์พอดีเหมือนกัน อันนี้ก็ยืนยันว่าเป็นความจริง
ท่านอาจารย์ อันนี้ก็คือบุญในอดีต ผันให้เกิดการฟัง หรือว่าทำให้โสตปสาทกระทบกับเสียง
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 1
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 2
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 3
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 4
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 5
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 6
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 7
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 8
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 9
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 10
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 11
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 12
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 13
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 14
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 15
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 16
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 17
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 18
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 19
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 20
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 21
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 22
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 23
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 24
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 25
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 26
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 27
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 28
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 29
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 30
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 31
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 32
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 33
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 34
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 35
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 36
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 37
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 38
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 39
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 40
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 41
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 42
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 43
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 44
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 45
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 46
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 47
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 48
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 49
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 50
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 51
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 52
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 53
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 54
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 55
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 56
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 57
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 58
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 59
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 60