พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 714


    ตอนที่ ๗๑๔

    ณ สำนักงานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔


    ท่านอาจารย์ ธรรมที่เป็นเหตุที่จะต้องเกิดอีก ก็คือเจตนาเจตสิก ซึ่งเป็นกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนา อย่างที่รู้แล้วว่าตราบใดที่ยังมีขันธ์เกิดขึ้นก็เป็นมาร เพราะว่าไม่ได้สงบจริงๆ เลย เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับ แต่ว่ายับยั้งไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้เกิดเพราะอะไร เพราะมีเหตุ เหตุคือกุศลเจตนาหรืออกุศลเจตนา ทำให้เมื่อเหตุที่ดีเกิดแล้ว ย่อมทำให้ผลที่ดีเกิด ในขณะใดก็ตามที่ไม่ได้ผลที่ไม่ดีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็แสดงว่ายังมีกุศลกรรมที่ให้ผล ที่ทำให้ไม่เดือดร้อนไม่เป็นทุกข์ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบเหตุด้วย ทุกคนเกิดมาต้องการสุข แต่ทำไมบางกาล บางเวลาไม่เป็นเช่นนั้นเลย และความทุกข์ก็มีตั้งแต่น้อยที่สุดจนถึงมากที่สุด และใครจะหลีกเลี่ยงได้ว่าถึงเวลาของกรรมใดที่จะให้ผลอย่างไร แต่เมื่อไม่รู้ และยังไม่เกิดขึ้น ก็คิดว่าคงไม่เป็นไร เพราะว่าทุกคนเวลานี้ก็ดูสบายดี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่ได้เดือดร้อน แต่ถ้าใครเกิดความทุกข์เดือดร้อนทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็ให้ทราบว่าเพราะเหตุที่ได้กระทำแล้ว

    อ.กุลวิไล ผู้ที่ศึกษาใหม่อาจจะไม่ทราบว่าเจตนาที่เกิดกับกุศลกรรมทำไมจึงเป็นเหตุให้เกิดทุกข์

    ท่านอาจารย์ ถ้าทราบจริงๆ ว่า ความไม่รู้เป็นสาธารณเหตุ ทุกคนฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาท ที่จะทำให้วนเวียนไปในสังสารวัฎนี้ พ้นจากอวิชชาไม่ได้เลย เพราะความไม่รู้ เมื่อมีความไม่รู้เกิดขึ้นก็เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศล ติดข้องต่างๆ และแม้กุศล ตราบใดที่ยังเป็นความไม่รู้ในกุศลนั้น กุศลนั้นก็เป็นเหตุที่จะให้เกิดกุศลวิบากไม่สิ้นสุด แต่ว่าทุกคนไม่ได้มีแต่กุศล เพราะฉะนั้นอกุศลก็มี ด้วยเหตุนี้แม้ว่ากุศลเกิดได้ แม้ว่าจะไม่รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เหมือนกับอกุศลก็เกิดได้ เพราะไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่ว่าลักษณะของเหตุที่ต่างกัน คือความไม่รู้เป็นปัจจัยให้เกิดอกุศลก็ได้ เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลก็ได้ เพราะฉะนั้นตราบใดที่ยังมีความไม่รู้แม้กุศลที่เกิดขึ้นก็เป็นเหตุที่จะให้เกิดไม่สิ้นสุดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ ดับความไม่รู้

    เพราะฉะนั้นคุณความดีหรือสภาพธรรมที่ดีทั้งหมด ไม่ใช่กุศลแต่เป็นกิริยา เพราะเหตุว่าถ้าเป็นกุศล เป็นปัจจัยให้เกิดกุศลวิบาก แต่สภาพของเจตสิกที่เป็นโสภณที่ดีงามทั้งหมด เมื่อหมดปัจจัยคือไม่มีอวิชชา ซึ่งจะทำให้เป็นกุศลต่อไป เพราะฉะนั้น สภาพของกุศลธรรมนั้น จึงไม่เป็นปัจจัยที่จะให้เกิดผล จึงไม่ใช่กุศล แต่เป็นโสภณกิริยาจิต

    อ.กุลวิไล เชิญคุณคำปั่น สำหรับนัยที่ ๔

    อ.คำปั่น มาร ประการที่ ๔ คือมัจจุมาร มารคือความตาย ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย

    ท่านอาจารย์ เกิดมาแล้วต้องตายแน่ โอกาสที่จะได้ฟังพระธรรมจะน้อยหรือจะมาก ขึ้นอยู่กับอะไร ขณะที่ยังเป็นมนุษย์ หรือในสุคติภูมิ แล้วก็มีปัจจัยคือศรัทธาที่ได้สะสมมาแล้ว ที่ทำให้มีโอกาสได้ยิน ได้ฟัง ได้เข้าใจ ซึ่งถ้าเกิดในอบายภูมิ ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมไตร่ตรองจนกระทั่งรู้แจ้งสภาพธรรมได้ เพราะฉะนั้นกำลังฟังธรรม มีปัจจัยที่จะให้ได้เข้าใจธรรม แล้วหมดโอกาสที่จะได้ฟังธรรม เพราะว่าจากความเป็นบุคคลนี้ไปสู่ความเป็นบุคคลอื่น เพราะฉะนั้นมัจจุก็เป็นมารที่ทำให้ไม่สามารถที่จะเจริญคุณความดี และความเข้าใจถูก ความเห็นถูกได้ ใครเปลี่ยนแปลงไม่ได้เลยใช่ไหม แต่จากการที่กำลังมีโอกาสที่จะได้เจริญกุศล แล้วหมดโอกาส มัจจุสมมติมรณะก็เป็นมาร

    อ.กุลวิไล เพราะว่าหมดโอกาสที่จะศึกษาธรรมในชาตินั้น

    ท่านอาจารย์ แม้ขณิกมรณะขณะนี้ก็ยังได้ฟังธรรม แต่ถ้าเป็นมัจจุมาร คือความตายสิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ ไม่มีใครรู้เลย สิ่งที่ได้ฟังแล้ว ก็ยังสะสมสืบต่ออยู่ในจิต แต่โอกาสที่จะได้ฟังอีก ฟังอีก จนกระทั่งมีความเข้าใจที่มั่นคงขึ้นก็หมดไป

    อ.คำปั่น เป็นเครื่องเตือนใจที่ดีเกี่ยวกับความตาย เพราะว่าความตายก็ทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ในชาตินี้ เป็นจิตขณะสุดท้าย ก็คือจุติจิตเกิดขึ้นทำกิจหน้าที่เคลื่อนจากความเป็นบุคคลนี้ ซึ่งจากการที่ได้ฟังพระธรรมก็ทำให้เห็นถึงประโยชน์ว่า เรื่องตายไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ว่าสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ ก็คือขณะที่กำลังมีชีวิตอยู่นี้ควรจะเป็นอย่างไร ผู้ที่เห็นประโยชน์ของการฟังพระธรรม สะสมศรัทธามาแล้ว ก็จะไม่ละเลยการฟังพระธรรม

    ต่อไปก็เป็นมารประเภทสุดท้าย คือเทวบุตรมาร การเกิดเป็นเทพบุตร หรือเกิดเป็นเทวดา เป็นผลของกุศลกรรม แต่ด้วยอำนาจแห่งการสะสมอกุศลมา จึงทำให้เทวบุตรเป็นมาร เพราะอกุศลจิตเกิดขึ้นคอยขัดขวางผู้อื่น ไม่ให้จิตเป็นกุศล หรือขัดขวางผู้อื่นในการกระทำความดี

    ท่านอาจารย์ ก็น่ากลัว เป็นมนุษย์เป็นมาร ขัดขวางความดีงามของคนอื่น แล้วก็สะสมจนกระทั่งแม้เกิดเป็นเทพด้วยกุศลหนึ่งที่ได้กระทำแล้ว แต่การสะสมของการที่จะเป็นผู้ขัดขวางความดีของคนอื่น ไม่ว่าจะเกิดภพไหนภูมิไหน ก็ยังติดตามไปที่จะขัดขวาง ก็แสดงโทษของอกุศล

    อ.กุลวิไล มารทั้ง ๕ นัย ไม่ว่าจะเป็นขันธมาร กิเลสมาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร หรือเทพบุตรมาร ถ้ารู้จักธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ ทั้งหมดเป็นธรรม

    อ.วิชัย กล่าวถึง อภิสังขาร คือเจตนาเจตสิก ว่าจะเป็นกุศลเจตนา หรือว่าอกุศลเจตนาก็ตาม ซึ่งท่านอาจารย์กล่าวถึงเรื่องของอวิชชาเป็นปัจจัยแก่อภิสังขาร ถ้าเป็นอกุศลกรรมซึ่งมีอวิชชาเป็นปัจจัยเข้าใจได้ ขออนุญาตกล่าวเรื่องของอวิชชาที่เป็นปัจจัยแก่กุศลกรรม ซึ่งเป็นบุญญาภิสังขาร เช่น ขณะนี้ทุกท่านกำลังฟังพระธรรม เป็นกุศลกรรม การที่จะมีอวิชชาจะเป็นปัจจัยเช่นนี้หรือไม่ ขอให้ท่านอาจารย์ได้เพิ่มความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ทรงแสดงความเป็นปัจจัย ไม่ใช่กล่าวลอยๆ แต่ทรงแสดงว่าโดยปัจจัยอะไร

    อ.วิชัย ถ้าโดยฐานะของความเป็นปัจจัย คืออวิชชาเป็นปัจจัยแก่ปุญญาภิสังขารเป็นได้ ๒ ปัจจัย โดยความเป็นอารัมณปัจจัย กับปกตูปนิสสยปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ก็เข้าใจได้ชัดเจน

    อ.วิชัย ก็เข้าใจได้

    อ.กุลวิไล ขอคุณวิชัยขยายเพิ่มเติมเพราะว่ามีท่านใหม่อาจจะสงสัยว่าอวิชชาเป็นปัจจัยแก่กุศลกรรมอย่างไร

    อ.วิชัย โดยความเป็นอารมณ์ก็พอที่จะเข้าใจได้ ใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าบางครั้ง กุศลกรรมหรือว่ากุศลจิตที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไปแม้การที่จะระลึกรู้ในลักษณะของสภาพธรรม ขณะที่มีความไม่รู้ปรากฏแก่สติ ขณะนั้นก็เป็นกุศลที่รู้ในลักษณะของความไม่รู้ โดยที่มีความไม่รู้เป็นอารัมณปัจจัย ส่วนปกตูปนิสสยปัจจัยเพราะยังมีความไม่รู้อยู่ ยังเป็นปัจจัยให้เกิดการกระทำกุศลขั้นต่างๆ เพราะอาศัยความไม่รู้ ขอท่านอาจารย์กล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับปกตูปนิสสยปัจจัย

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจว่ากุศลธรรมก็เป็นเหตุ อกุศลธรรมก็เป็นเหตุ หมายความว่าโดยสภาพไม่ใช่วิบาก ไม่ใช่ผล เพราะฉะนั้นตราบใดที่ธรรมนั้นยังเป็นเหตุให้เกิดผล ก็หมายความว่าเพราะยังมีอวิชชา ทำให้กุศลนั้นๆ สามารถให้ผลได้ แต่เพราะเหตุว่าเวลาที่กรรมจะให้ผลต้องมีกิเลสด้วย ถ้าการกระทำกรรมนั้นไม่มีกิเลส ไม่ให้ผลเลย อย่างการกระทำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ไม่ว่าท่านจะแสดงความอนุเคราะห์คนอื่นด้วยการแสดงธรรมหรือว่าด้วยการช่วยเหลือก็ตาม ไม่มีกิเลสใดๆ เลย เพราะฉะนั้นกรรมนั้นๆ เมื่อไม่มีกิเลสก็ไม่เป็นปัจจัยที่จะให้เกิดผลคือ ไม่เป็นปัจจัยให้กุศลวิบากจิต และเจตสิกเกิด

    อ.วิชัย หมายความว่าถ้าไม่ใช่เป็นผู้ที่ดับอกุศลทั้งหมด ดังเช่นพระอรหันต์ กุศลกรรมก็ยังเป็นเหตุได้อยู่ ใช่หรือไม่

    ท่านอาจารย์ โสภณธรรม โสภณเจตสิกหลาย ยังเป็นประเภทของกุศล เพราะเหตุว่ายังมีอวิชชา ยังมีกิเลสเป็นพืชเชื้อที่จะทำให้ผลเกิดขึ้น เพราะว่าขณะนั้นถ้ากล่าวถึงว่ายังมีกิเลสอยู่จึงเป็นกรรม ไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตาม แต่ว่าต่างประเภทโดยที่ว่า เมื่อยังมีกิเลสอยู่ ทำให้เกิดอกุศลกรรมก็ได้ หรือว่าเมื่อยังมีกิเลสอยู่ แม้เป็นโสภณธรรมแต่ยังทำให้เกิดผล เพราะฉะนั้นจึงเป็นกุศลกรรม

    ด้วยเหตุนี้โสภณธรรมก็มี ๒ ฝ่าย คือโสภณธรรมที่เป็นเหตุ คือเป็นกุศลเหตุ หรือกุศลธรรม และโสภณธรรมซึ่งไม่ใช่เหตุที่จะให้เกิดผลจึงเป็นกิริยา แม้ว่าเป็นโสภณธรรมเหมือนเดิม เช่นหิริก็ยังคงเป็นหิริ โอตตัปปะก็ยังคงเป็นโอตตัปปะ อโลภะก็ยังอโลภะ แต่ว่าตราบใดที่ยังมีกิเลส โสภณธรรมเหล่านั้นก็เป็นปัจจัยให้เกิดผลได้

    ผู้ฟัง คำถามเกี่ยวกับเรื่องของมาร ยังไม่ชัดเจนในเรื่องของบัญญัติ ไม่เข้าใจว่าบัญญัติจะเป็นมารด้วยหรือไม่ ท่านแสดงเทวบุตรมารไว้ด้วย

    ท่านอาจารย์ บัญญัติมีจริงๆ หรือว่าถ้าไม่มีปรมัตถธรรม บัญญัติก็ไม่มี

    ผู้ฟัง ถ้าไม่มีปรมัตธรรม บัญญัติก็มีไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีปรมัตถ์ธรรมแล้วจะยังมีบัญญัติหรือไม่

    ผู้ฟัง ไม่มีปรมัตถธรรม บัญญัติก็ไม่มี แต่ว่าเมื่อมีปรมัตถธรรมก็มีการที่จะบัญญัติว่า แม้ว่าจะเป็นเทพซึ่งเป็นการเกิดจากกุศลกรรมให้ผล ก็ยังมีบัญญัติเรียกว่าเทวบุตรมารจากปรมัตถ์ธรรมที่ไม่ดีใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ แต่ก็ต้องมีปรมัตถ์

    ผู้ฟัง หมายถึงว่ามีอกุศลธรรมที่เกิดขึ้น

    ท่านอาจารย์ อกุศลจิตเกิดเมื่อไหร่ก็เป็นมาร

    อ.คำปั่น กราบเรียนถามท่านอาจารย์เกี่ยวกับความละเอียดระหว่างสังขารธรรมกับสังขตธรรม ซึ่งเมื่อกล่าวโดยศัพท์แล้ว สังขารธรรม หมายถึงธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ส่วนสังขตธรรม หมายถึงธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เกิดแล้ว

    ท่านอาจารย์ ข้อสำคัญที่ไม่ควรลืม ก็คือไม่ลืมว่าการฟังธรรม ไม่ใช่เพื่อเข้าใจคำ แต่ว่าจริงๆ แล้วก็คือเพื่อเข้าใจความจริงของสภาพธรรม คือสิ่งที่มีจริงๆ ภาษาไหนจะใช้คำอะไร แต่ถ้าพูดถูกกับสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ให้คนที่ใช้ภาษานั้นสามารถที่จะเข้าใจได้ จุดประสงค์ก็คือเพื่อเข้าใจธรรมจริงๆ

    ด้วยเหตุนี้การที่บางท่านจะติดข้องอยู่ที่บางคำ คิดจนกระทั่ง คิดไม่ออกก็ได้ใช่ไหม เช่นสังขารธรรม แล้วคิดถึงอนุสัย คิดถึงอะไร แล้วก็แล้วจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ จะเป็นอย่างนี้หรือไม่ แต่ว่าตามความเป็นจริง คือทั้งหมดเพื่อเข้าใจธรรมแม้แต่คำเดียว หรือสองคำ เช่นสังขารธรรมกับสังขตธรรม ก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งเข้าใจได้ แต่ต้องคิดแล้วก็ไตร่ตรองว่าสิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ถูกต้องหรือไม่ เมื่อคืนนี้หลับสนิท มีอะไรบ้างหรือไม่ ไม่มี แล้วเมื่อวานนี้ทั้งวันก่อนจะหลับสนิทหายไปไหน ไม่เหลือเลยใช่หรือไม่ขณะที่กำลังหลับสนิท ไม่มี แต่แม้แต่สิ่งที่เกิดแล้วดับแล้วในขณะนี้ หรือเมื่อวานนี้ก็ตาม แม้ว่าเกิดแล้วดับแล้ว แต่กุศลอกุศล ก็สะสมสืบต่ออยู่ในจิตขณะต่อไป เป็นปัจจัยที่จะทำให้มีเมื่อมีการเห็นการได้ยิน เรื่องราวต่างๆ ของสิ่งที่ปรากฏ แม้เรื่องเมื่อวานนี้ก็ยังคิดถึง ทั้งๆ ที่สภาพธรรมเมื่อวานนี้ก็ดับหมดไปแล้ว เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจสังขารธรรมก็คือว่า ขณะนี้มีสภาพธรรมปรากฎเพราะเกิดขึ้น ถ้าไม่มีปัจจัย สภาพธรรมใดๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้เลย นี้เป็นสิ่งที่แน่นอน เป็นความลึกซึ้งที่จะรู้ว่าแม้แต่ขณะนี้สภาพธรรมเกิดแล้ว เพราะมีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว แล้วก็ดับแล้วด้วย แต่ว่าสภาพธรรมที่เกิดแล้วจะไม่มีปัจจัยไม่ได้เลย

    ด้วยเหตุนี้แม้แต่เพียงคำเดียว สภาพธรรมเดียวที่จะรู้จริงๆ ก็ต้องไตร่ตรองให้เข้าใจ ไม่เผินที่จะเข้าใจ แต่ไม่ใช่เพียงจำคำสองคำว่าสังขารธรรมหรือสังขตธรรม แต่ให้ทราบว่าขณะนี้ อะไรกำลังปรากฏ เกิดแล้วต้องมีปัจจัย เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีปัจจัยสภาพนี้เกิดไม่ได้ และสภาพธรรมที่มีจริงๆ คือจิต เจตสิก รูป เพราะฉะนั้นปัจจัยก็ไม่พ้นจากจิต เจตสิก รูปนั่นเองซึ่งเป็นปัจจัย แต่ว่าความละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่ง ว่าขณะนี้แม้เพียงหนึ่งขณะที่เกิด มีปัจจัยอะไรบ้าง ผู้ที่ทรงตรัสรู้ความจริง ทรงแสดงไว้โดยละเอียดโดยประการทั้งปวง แต่ผู้ที่เริ่มฟังแล้วก็มีสภาพธรรมกำลังปรากฏ ที่จะให้เข้าใจจริงๆ ว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเป็นธรรม ฟังได้ รู้เรื่อง เข้าใจ แต่ความเห็นยังไม่ได้เห็นอย่างนั้น คือยังไม่เห็นว่าขณะนี้เห็นเป็นธรรม ได้ยินก็เป็นธรรม ทั้งๆ ที่ก็เห็น แล้วก็ได้ยินก็ยังไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะเห็นความไม่รู้ว่ามากมายมหาศาลประมาณไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้กว่าจะเข้าใจสิ่งที่ไม่เคยรู้ ก็ต้องค่อยๆ เข้าใจขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนี้เห็นเกิดแล้วเป็นสังขตธรรมใช่หรือไม่ เพราะเหตุว่าปรุงแต่งแล้วเกิด โดยต้องมีจักขุปสาท มีสิ่งที่สามารถกระทบจักขุปสาท เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏซึ่งยังไม่ดับ นี่คือสังขตธรรม ดับแล้วใช่หรือไม่ เกิดแล้วดับแล้วทั้งนั้น เพราะฉะนั้นจิตเห็นเป็นสังขารธรรมหรือไม่ ถ้าช่างคิดไตร่ตรองก็จะได้ความเข้าใจขึ้น ที่ทรงแสดงว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยง แทนที่จะพูดถึงว่า สิ่งที่เกิดแล้วดับใช่ไหม แต่ก็ความหมายเดียวกัน คือว่าถ้ามีปัจจัย แล้วจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรือ เมื่อมีปัจจัยก็เป็นปัจจัยให้มีสิ่งที่เกิดขึ้น และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ดับไปด้วย

    เพราะฉะนั้นไม่ว่าสภาพธรรมใดก็ตามที่ปรากฏ เกิดแล้วปรุงแต่งแล้ว จึงเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นเป็นสังขตธรรม ซึ่งแม้สภาพธรรมที่เกิดแล้วนั้นก็เป็นสังขารธรรมด้วย จะแยกกันได้หรือไม่ เพราะว่าเกิดเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นแม้เกิดแล้วก็ยังเป็นสังขารธรรมด้วย เพราะว่าอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น

    ด้วยเหตุนี้การฟังธรรมเพื่อให้เข้าใจความละเอียด แม้แต่ว่ารู้จักคำว่าสังขารทั้งหลาย หมายความถึงสภาพธรรมใดๆ ทั้งหมด ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นสภาพที่สามารถจะรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่นเห็น ได้ยิน คิดนึก เป็นต้น หรือสภาพซึ่งไม่สามารถจะรู้อะไรเลย เช่นเสียง กลิ่น เป็นต้น ทั้งหมดเป็นสภาพธรรมที่ปรากฏเพราะเกิด เพราะมีปัจจัย เพราะฉะนั้นสภาพธรรมใดเดี๋ยวนี้เกิดแล้วเพราะปัจจัยปรุงแต่งแล้ว แต่ที่ยังไม่ได้เกิดอีกมากหรือไม่ เพราะปัจจัยสะสมไว้มาก เมื่อวานนี้ก็มีโลภะเท่าไหร่ มีโทสะเท่าไหร่ สะสมสืบต่อทั้งวันพร้อมที่จะเกิดโลภะอีก โทสะอีก ซึ่งเป็นสังขารธรรมทั้งนั้น ที่จะปรุงแต่งให้สภาพธรรมที่เกิดเพราะปรุงแต่งแล้ว เฉพาะที่เกิด เป็นสังขตธรรม แต่ก็เป็นสังขารธรรมด้วย เพราะต้องอาศัยกัน และกันเกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของธรรมซึ่งละเอียด ลึกซึ้งแต่ก็เป็นความจริง การฟังให้เข้าใจเพื่อละความไม่รู้ ถ้ารู้จริงๆ ละความต้องการด้วยใช่หรือไม่ เพราะว่าถ้าศึกษาไม่ดี อยากจะเข้าใจธรรมให้ตรงกับที่ได้ฟัง เมื่อไหร่จะรู้อย่างนี้ เมื่อไหร่จะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมซึ่งกำลังเกิดดับ นั่นคือไม่ได้เข้าใจธรรม ขณะใดที่อยากไม่รู้ว่าเป็นอนัตตา สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามที่จะเกิดขึ้น ต้องมีปัจจัยปรุงแต่ง แม้ขณะนี้ เมื่อวานนี้ก็สะสมสังขารไว้มากมาย ใช่หรือไม่ เกิดแล้วดับแล้วก็สืบต่อ โลภะ โทสะ เรื่องราวต่างๆ ที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง ความเดือดร้อนใจต่างๆ ก็มีสะสมมาแล้ว พร้อมที่ว่าขณะนี้เกิดอะไรขึ้น ก็คือสังขตธรรมปรุงแต่งแล้ว

    ขณะนี้เดือดร้อนใจหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่เดือดร้อนใจ เพราะแม้มีสังขารธรรม แต่ก็ยังไม่ใช่สังขตธรรม ต่อเมื่อใดเกิดขึ้น ความเดือดร้อนนั้นก็ปรุงแต่งแล้วให้เกิดเป็นความขุ่นเคืองใจ นี่คือธรรม ความละเอียดที่จะได้เห็นพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญพระบารมีตรัสรู้ความจริงให้คนอื่นได้เข้าใจความจริงถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของการเข้าใจ ไม่ใช่ได้ยินคำแปล แล้วก็จำความหมาย แต่ไม่รู้ความเป็นสังขารธรรม และสังขตธรรม

    อ.กุลวิไล ท่านอาจารย์กล่าวถึงการสะสม เพราะว่าสภาพธรรมเหล่านี้มีการสะสมสืบต่อ เพราะฉะนั้นการเป็นไปในชีวิตประจำวัน ล้วนแต่เป็นสภาพธรรมที่เป็นสังขารธรรม เพราะว่ามีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิดขึ้น และขณะนี้เองที่กำลังปรากฏ เป็นสังขตธรรมด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดแล้ว และต้องดับไป

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็แสดงถึงการเกิดดับ สังขตธรรมทั้งหมด มีปัจจัยปรุงแต่งเกิดแล้วก็ดับ

    อ.กุลวิไล เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสังขตธรรมหรือไม่ ถ้าศึกษาแล้วต้องทราบว่าขณะนี้ต้องมีธรรมที่กำลังปรากฏ มีการเห็นหรือไม่ หรือได้ยิน ก็แล้วแต่ว่าธรรมจะปรากฏกับผู้ใด แต่สิ่งเหล่านี้เกิดแล้ว เพราะว่ามีปัจจัยนั่นเอง และสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสังขารธรรมด้วย เพราะถ้าไม่มีปัจจัย สิ่งเหล่านี้เกิดไม่ได้ และสิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องดับไป นี่คือสภาพธรรมที่เป็นสังขารธรรม และเป็นสังขตธรรม

    อ.ธิดารัตน์ เป็นคำที่อธิบายให้เข้าใจถึงสภาพธรรมขณะนี้ ว่าสภาพธรรมขณะนี้จะต้องเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นเองโดยไม่มีปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ส่วนความหมายของคำว่าสังขตธรรมก็เหมือนกับเกิดแล้ว สำเร็จแล้ว ด้วยปัจจัยต่างๆ เกิดแล้วดับไปทันที เป็นคำอธิบายเพื่อให้เข้าใจสภาพธรรมที่ปรากฏมากขึ้นเท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะการมาฟังที่นี่ หรือฟังจากเทป หรือฟังจากวิทยุ ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ยินชื่อสังขารธรรม หรือสังขตธรรมนับไม่ถ้วนเลย ผมพยายามที่จะจำความหมาย และจำว่าเป็นอะไร จึงไม่เข้าใจว่า ธรรมทั้งหลายมีปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมาได้อย่างไร เป็นอนัตตาได้อย่างไร ชีวิตประจำวันที่ผ่านมาของผมได้ศึกษาธรรมโดยไม่มีความเข้าใจอะไรเลย แม้แต่คำว่าสังขตธรรม ผมก็เข้าใจได้แค่นั้น วันนี้จึงเป็นโอกาสดีแล้วที่จะได้มาฟังว่า ที่ผ่านมาโดยตลอด ผมฟังอะไรผิดไปหรือไม่ ฟังเพื่อจำชื่อเท่านั้น แล้วผมก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าสังขารธรรมเป็นอย่างไรในชีวิตประจำวัน

    ท่านอาจารย์ แม้แต่เดี๋ยวนี้ ติดคำหรือไม่ คนไทยพูดภาษาไทย แล้วธรรมก็มีจริงๆ จะเข้าใจธรรมก็ด้วยภาษาไทย ถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้ธรรมปรากฏ เพราะเกิดแล้ว


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 183
    10 ก.พ. 2567