พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 687


    ตอนที่ ๖๘๗

    ณ สำนักงานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๓


    ท่านอาจารย์ รอบรู้ในเห็นหรือยัง ฟังแล้วเข้าใจหรือยังว่าเห็นเป็นธรรม หรือฟังแล้วรู้ชื่อเรียกชื่อว่าขณะนี้เห็นเป็นธรรม แต่ยังไม่ได้เข้าถึงอรรถคือลักษณะจริงๆ ของเห็นว่า เห็นขณะนี้มีแน่นอนแต่ไม่มีรูปร่างใดๆ ที่จะพาให้เห็นเป็นสีดำ สีเขียว สีแดง หรือเป็นกลิ่น เป็นรสต่างๆ เพราะว่าเป็นเพียงธาตุซึ่งไม่มีรูปใดๆ เจือปนทั้งสิ้น ไม่มีสี เสียง กลิ่น รสใดๆ ในจิตหรือในธาตุรู้ แต่ขณะนี้กำลังมีธาตุที่กำลังเห็น

    เพราะฉะนั้นเห็นขณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แต่ถ้าไม่มีธาตุที่เกิดขึ้นเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ก็ปรากฏไม่ได้ นี่คือธรรม รอบรู้หรือยัง ถ้ายังไม่รอบรู้ ปฏิปัตติคือการถึงเฉพาะลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏด้วยปัญญาความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริงตรงตามที่ได้ฟังก็เกิดขึ้นไม่ได้

    จิตเห็น กำลังเห็น ประกอบด้วยเจตสิกกี่ประเภทจำได้ใช่ไหม บอกได้ครบทั้ง ๗ เจตสิก แต่กำลังเข้าใจเห็นขณะนี้หรือไม่ว่า เป็นธรรมซึ่งกำลังทำกิจเห็นเกิดขึ้นทำหน้าที่เห็น แล้วก็พ้นหน้าที่เห็น ก็เป็นหน้าที่ของจิตขณะต่อไปเกิดขึ้นทำกิจของจิตนั้นๆ

    นี่คือการศึกษาจนกระทั่งรอบรู้ ไม่ต้องห่วงเรื่องปฏิปัตติ เพราะเหตุว่าต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องรอบรู้จริงๆ และก็มีสัญญาความจำที่มั่นคงด้วยว่า ขณะนี้เป็นธรรมที่กำลังเกิด และทำกิจหน้าที่ของธรรมนั้นๆ

    อ.กุลวิไล ความสันโดษที่ท่านแสดงเอาไว้ว่าเป็นมงคล กล่าวถึงความพอใจในสิ่งที่มี หรือสิ่งที่ได้ จะเป็นความดีอย่างไร

    ท่านอาจารย์ มงคลคือเหตุที่จะนำไปสู่ความเจริญทางด้านจิตใจทางคุณธรรม เพราะฉะนั้นทุกข้อของมงคลสูตรก็เพื่อการละอกุศล ละสิ่งที่ไม่ดีแล้วก็อบรมเจริญสิ่งที่ดีเพิ่มขึ้น เพราะว่าสิ่งที่ดีจะไม่นำความทุกข์มาให้ ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ไม่ดีที่ไม่สามารถที่จะนำความสุขใดๆ มาให้ได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ต้องทราบว่าสิ่งที่ไม่ดีที่เป็นเหตุใหญ่ก็คือโลภะ โทสะ โมหะ

    เหตุใดจึงกล่าวถึงโลภะ โทสะ โมหะ เพราะเหตุว่าเป็นชีวิตประจำวัน สำหรับคนที่ยังไม่มีปัญญาที่สามารถที่จะละอกุศลใดๆ ได้ บางครั้งกุศลเกิดจริงตามการสะสม แต่ส่วนใหญ่เมื่อสะสมอกุศลซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีมามาก ในชีวิตประจำวันลองดูว่าขณะที่เป็นมงคลนั้นมากกว่าหรือน้อยกว่าขณะที่ไม่ใช่มงคล เพราะว่ามงคลต้องเป็นไปเพื่อการละอกุศล หรือละกิเลส ลองคิดดูว่าโลภะความติดข้องนี้ดีไหม แต่กำลังมีโลภะ ดีไหม สนุกไหม

    อ.กุลวิไล ไม่ดี ติดข้องอยู่ก็สนุก

    ท่านอาจารย์ ชอบให้สนุก หรือว่าไม่อยากสนุก

    อ.กุลวิไล ส่วนใหญ่ก็ต้องชอบความสนุก

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกคนปฏิเสธไม่ได้ ชอบโลภะแต่ไม่ชอบชื่อโลภะ พอใครบอกว่าคนนี้มีโลภะ ไม่ชอบใช่ไหม แต่จะอยู่โดยไม่มีโลภะต้องเป็นพระอรหันต์ ตราบใดที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์ก็ต้องรู้ตามความเป็นจริง ยังเป็นผู้ที่หนาแน่นด้วยกิเลสสะสมมามากมายมหาศาล กาลเวลาที่ยาวนานมากไม่สามารถที่จะประมาณได้ว่าอกุศลมีมากแค่ไหน

    เพราะฉะนั้นการฟังธรรมให้มีความเข้าใจเพื่อที่จะละอกุศลนี้เป็นทางเดียวแต่ก็น้อยมากถ้าไม่มีกำลังพอ ด้วยเหตุนี้จึงเห็นประโยชน์เห็นคุณของความดีของกุศลว่าเป็นสิ่งเดียวซึ่งถ้าค่อยๆ สะสม ค่อยๆ เพิ่มขึ้นก็สามารถที่จะละทางฝ่ายอกุศลได้

    เพราะฉะนั้นทุกคนมีโลภะใช่ไหม ตามกำลังของการสะสม แม้ว่าจะเป็นพี่น้องมิตรสหายก็มองเห็นโลภะได้ว่าใครมีโลภะระดับไหน แสดงออกมาทางกาย หรือว่าทางวาจาก็เป็นทางออกของโลภะ เพราะว่าถ้าอยู่ในใจก็ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ได้แต่เพราะเหตุว่ามีกาย วาจาจึงทำให้รู้ได้ว่ามีโลภะระดับไหน

    ด้วยเหตุนี้พระธรรมทั้งหมดนำไปสู่การดับโลภะ แต่ดับทันทีไม่ได้ การดับน้อยลงทีละเล็กทีละน้อยก็ต้องด้วยปัญญาจริงๆ เพราะฉะนั้นสันโดษไม่ได้หมายความว่าไม่มีโลภะ เพราะเหตุว่ามีหลายระดับขั้นใช่ไหม ตามกำลังของโลภะ ถ้าคนที่ไม่สันโดษเพราะเหตุว่าไม่พอใจในสิ่งที่มีแล้ว คิดถึงสิ่งยังไม่มีเมื่อไร ขณะนั้นก็เป็นโลภะ สันโดษไหม ยังไม่ได้มา ยังไม่มี แต่ก็อยากแล้ว จะมากหรือจะน้อยก็ตามกำลัง

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นกำลังของโลภะแม้แต่เพียงคิด คิดด้วยโลภะหรือไม่ คิดอยากได้ คิดดูว่ายังไม่ได้ก็อยากได้ใช่ไหม แล้วเวลาที่อยากได้นี้โดยสุจริตหรือทุจริตก็เป็นเครื่องวัดโลภะ วัดกำลังของกิเลสได้ว่ากิเลสนี้มากน้อยแค่ไหน ด้วยเหตุนี้กว่าจะหมดสิ้นโลภะ อวิชชา หรือกิเลสใดๆ ทั้งหมด ความเจริญขึ้นของปัญญาก็ทำให้ทางฝ่ายธรรมที่เป็นกุศลเจริญขึ้น ค่อยๆ เจริญขึ้นตามลำดับ

    ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ตรงก็คือผู้ที่รู้ว่ายังมีทั้งอวิชชาความไม่รู้ และโลภะซึ่งเป็นเหตุให้เกิดโทสะความขุ่นเคืองซึ่งเป็นแกนของอกุศลกรรมทั้งหลายทางกาย วาจา ที่ทำให้เกิดปัญหา เพราะว่ากุศลไม่ทำให้เกิดปัญหาใดๆ เลยทั้งสิ้น แต่อกุศลทั้งหมดเป็นปัจจัยทำให้เกิดปัญหา ทั้งปัญญาตั้งแต่เล็กจนถึงปัญหาที่ใหญ่ได้นั้นเพราะอกุศล

    ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ฟังพระธรรมจึงเป็นผู้ที่รู้จักตนเอง ไม่ได้ไปคิดว่ากำลังฟังธรรมนี้ไม่มีโลภะ ไม่มีความไม่รู้ แต่รู้แล้วเริ่มเห็นโทษของธรรมที่เป็นอกุศล ถ้าไม่มีความไม่รู้ หรือความไม่รู้นั้นน้อยลงอกุศลก็ต้องน้อยลง แต่คนที่มีอกุศลมากๆ เพราะว่าเขาไม่รู้อะไรจริงๆ ไม่รู้ว่าเป็นธรรม ไม่รู้ว่าอะไรดี ไม่รู้ว่าอะไรไม่ดี เพราะฉะนั้นอกุศลก็เพิ่มพูนมากขึ้น

    ด้วยเหตุนี้ได้ยินคำว่า “สันโดษ” ไม่ได้หมายความว่าหมดโลภะแล้ว แต่ว่าเห็นโทษของโลภะ เพราะเหตุว่าบางคนนี้ไม่ได้เข้าใจธรรมแต่กล่าวว่าเข้าใจธรรม สันโดษหรือไม่

    อ.กุลวิไล ไม่สันโดษ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น มีสันโดษแม้ในธรรมด้วย ในปริยัติ ในปฏิบัติ และในอธิคม ปริยัติคือการศึกษาธรรม อธิคมคือการบรรลุธรรม เพราะฉะนั้นถ้าไม่สันโดษเราก็จะเห็นได้จากอกุศลซึ่งเกิดแล้วมีแล้วในใจปรุงแต่งให้เกิดกายวาจาต่างๆ ได้ ด้วยเหตุนี้ถ้าจะกล่าวถึงทางโลกธรรมดา สันโดษก็คือว่าผู้ยังมีโลภะอยู่แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามกำลังของโลภะที่จะทำให้คนอื่นเดือดร้อน เพราะเหตุว่าพอใจในสิ่งที่มีอยู่ กับพอใจในสิ่งที่สามารถจะมีได้ นี่ก็ต่างกันแล้วใช่ไหม และพอใจในสิ่งซึ่งไม่สามารถจะมีได้ยิ่งกว่านั้นอีก

    ด้วยเหตุนี้ก็จะเห็นได้ว่าเราเป็นบุคคลประเภทไหน แต่ว่าในกาลไหนด้วย เพราะว่าถ้ากุศลไม่เกิด มาแล้วอกุศลกองใหญ่ระงับไม่ได้เกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย แต่ประโยชน์มีได้เมื่อมีความเห็นถูกว่าขณะนั้นเป็นธรรมซึ่งเกิดแล้วตามเหตุตามปัจจัย

    เพราะฉะนั้นการที่จะละคลายธรรมไม่ใช่โดยไม่รู้แล้วก็ไปบังคับ จะไม่พบปะใคร จะไม่ไปสังคม จะอยู่คนเดียว จะฟังธรรมอย่างเดียวเป็นสิ่งซึ่งด้วยโลภะหรือไม่ ด้วยความเป็นเราหรือไม่ ด้วยความต้องการให้เราเป็นคนดีอย่างนั้นอย่างนี้หรือไม่ คือยังมีความไม่รู้ และยังมีความติดข้องอยู่

    ด้วยเหตุนี้ธรรมจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดมากในแต่ละคำ ถ้าไม่พูดถึงสันโดษในปริยัติ สันโดษในอธิคมคือการรู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง ก็คือชีวิตประจำวันเราก็สามารถที่จะรู้ได้ว่า เดี๋ยวนี้เรามีอะไร และเราพอใจในสิ่งที่เรามีแล้วและมีอยู่หรือไม่ ลองคิดดูยากหรือง่าย เพราะมักจะคิดถึงสิ่งอื่น สิ่งที่มีแล้วธรรมดา มีแล้วจะต้องการอะไร แต่ต้องการสิ่งที่ยังไม่มีใช่ไหม

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่ามีความต้องการในสิ่งที่ไม่มีขณะใด ก็เป็นการเตือนให้รู้ว่าขณะนั้นเป็นความปรารถนาหรือเป็นความอยาก ถ้ามีกำลังเพิ่มขึ้นก็จะมีการกระทำซึ่งไม่เสมอเป็นปกติในชีวิตประจำวันคือเป็นอกุศลกรรมเกิดขึ้น ไม่ใช่สมโลภะ

    สมโลภะคือโลภะธรรมดาเป็นปกติ ชอบอาหารอร่อยไม่ได้ทำทุจริตกรรม ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนด้วย แต่ถ้ากล่าววาจาติเตียนคนทำ มาแล้วใช่ไหม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอย่างยิ่งซึ่งเกี่ยวเนื่องกันไปจากขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่งแล้วก็สะสมเพิ่มขึ้นทั้งฝ่ายกุศล และอกุศล

    ด้วยเหตุนี้สันโดษตามลำดับขั้น ถ้าสันโดษจริงๆ มากขึ้นคือในสิ่งที่มีแล้ว แต่ก็มีคนเอามาให้อีกใช่ไหม ไม่ชอบได้ไหม ชอบแล้ว มีใครบ้างไม่ชอบสิ่งที่น่าพอใจ แม้ไม่ได้ซื้อหาแต่ก็มีคนเอามาให้ ขณะนั้นก็มีความพอใจเกิดขึ้นแน่ๆ ใช่ไหม เป็นสิ่งที่ถูกใจชอบ ทำผิดอะไรหรือไม่ ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยใช่ไหม แต่ขณะนั้นต้องเป็นผู้ที่ตรงว่ามีโลภะ แต่โลภะในสิ่งที่มีแล้ว คือในสิ่งได้แล้วไม่ใช่ในสิ่งที่เราไปแสวงหาด้วยความปรารถนาว่าชอบมากขนาดไหน บางทีชอบแล้วไม่ลืมยังคิดต่อไปอีกสองสามวัน ยังคิดต่อไปอีกจนกว่าจะได้สิ่งนั้นมา สันโดษหรือไม่

    ถ้าไม่ได้เป็นไปในทางอกุศลกรรมก็เป็นในสิ่งที่สามารถจะมีได้ ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของความจริงซึ่งต้องเป็นตามความจริงอย่างนั้น นี่ก็คือทางโลกธรรมดาซึ่งไม่มีใครไม่มีโลภะ ไม่ว่าจะมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปรากฏให้เห็น

    ละเอียดยิ่งกว่านั้นก็คือก็ว่าติดข้องแล้วในสิ่งที่ปรากฏเพราะอวิชชา เพราะความไม่รู้ จะบอกว่าไม่ติดข้องในสิ่งนั้นไม่ได้ แต่ว่าเป็นความติดข้องอย่างอ่อน อย่างเร็ว ไม่ปรากฏลักษณะของความติดข้อง ซึ่งถ้ามีความติดข้องในสิ่งนั้นทับถมเพิ่มขึ้นอาการของความติดข้องนั้นก็ปรากฏให้รู้ได้ แล้วตอนนี้ก็มีปัญญาพอที่จะรู้สันโดษของตนเองใช่ไหมว่าสันโดษในอะไร และระดับไหน

    อ.กุลวิไล ผู้ถามว่า ถ้าฟังเข้าใจว่าไม่มีเรา มีแต่สภาพธรรมแต่ละขณะ แต่ละทาง จนสติเกิดระลึกรู้ลักษณะตามความเป็นจริง เมื่อปัญญาเจริญขึ้น กุศลธรรมทั้งหลายย่อมเจริญขึ้นไปตามลำดับ พระสูตรมงคลสูตรที่ได้ยินได้ฟังก็จะค่อยเกื้อกูลให้ปัญญาเจริญขึ้น เจริญขึ้นไปเรื่อยๆ อย่างนั้นใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เฉพาะแต่มงคลสูตร คำใดก็ตามที่ทำให้เข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ก็ทำให้ปัญญาเจริญขึ้นได้

    อ.กุลวิไล การศึกษาธรรมมีประโยชน์ต่อชีวิตอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ทุกคนเกิดแล้วก็ตาย แล้วก็ไม่มีใครรู้ด้วยว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไร วันไหน เพราะฉะนั้นเกิดมาแล้วมีอะไรที่เที่ยงที่ยั่งยืนที่เป็นของใครอย่างแท้จริง ขณะนี้ทุกคนรู้สึกว่ามีเรา ร่างกายของเรา แข็งแรงดี กำลังนั่งอยู่ที่นี่ จะเดินก็ได้ จะพูดก็ได้ จะไปไหนทำอะไรก็ได้หมดเพราะมีจิตที่เกิดแล้วดับ แล้วก็เกิดดับอย่างไม่สิ้นสุด

    ต่อเมื่อใดถ้ารูปร่างกายในขณะนี้ปราศจากจิต เป็นอย่างไร ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างเดียว คิดว่าจะไปไหนก็ไปไม่ได้ จะรับประทานอาหาร หรือทำอะไร ก็ไม่มี เหมือนท่อนไม้ ซึ่งไม่มีแม้แต่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ต่อจากนั้นก็เน่าเฟะ เหม็น เขียว คล้ำ พอง บวม ก็แล้วแต่ สิ่งที่มีอยู่ขณะนี้เป็นอย่างนี้เดี๋ยวนี้แล้วก็เวลาที่ปราศจากจิตเป็นอย่างไร

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้อะไรที่เคยชอบเคยพอใจเคยยึดถือว่าเป็นเรา หรือว่าเป็นของเรา แท้ที่จริงแล้วก็ไม่ใช่ของใครเลยสักคนเดียว เป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่เกิดขึ้นเป็นไปแล้วก็ต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน สิ่งที่มีชีวิตที่มีจิต รูป ร่างกายซึ่งเกิดเพราะกรรม เกิดเพราะจิต อุตุ อาหารพวกนี้ ไม่เหมือนอย่างต้นไม้ใบหญ้าที่เกิดแล้วตายก็ไม่มีกลิ่นที่น่ารังเกียจเท่ากับซากศพ รูปร่างลักษณะของต้นไม้ที่เกิดแล้วก็ตายไปก็ไม่ได้น่ารังเกียจเท่ากับรูปร่างกายของคนซึ่งปราศจากชีวิต

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าเกิดมาแล้วก็มีความต้องการแล้วก็มีความพอใจด้วยความไม่รู้ในสิ่งซึ่งวันหนึ่งก็ต้องเป็นอย่างนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่เป็น แต่จะเป็นเมื่อไร แล้วก็เลือกไม่ได้ด้วยว่าเมื่อจากโลกนี้ไปแล้วไม่รู้ว่าต้องเกิดอีก แต่จะเกิดเป็นอะไรก็แล้วแต่การกระทำคือกรรมที่ได้กระทำไว้แล้ว ไม่มีใครสามารถที่จะเลือกได้ เหมือนอย่างกับมาจากไหนก็ไม่รู้ใช่ไหม มาเกิดแล้วในโลกนี้ จากโลกนี้แล้วจะไปไหนก็ไม่รู้

    เพราะฉะนั้นก็อยู่ในโลกด้วยความไม่รู้ ด้วยความหลง ด้วยความติดข้อง ด้วยความยึดถือ เพราะฉะนั้นผลจะเป็นอย่างไร คือส่วนใหญ่จะไม่คิดถึงผลข้างหน้า แต่จะมีชีวิตอยู่ และคิดถึงเฉพาะวันหนึ่งๆ พรุ่งนี้ เดือนนี้เท่านั้น แต่ลืมว่าธรรมเป็นธรรม ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร

    ขณะแรกที่จิตเป็นสภาพธรรมเกิดเป็นธาตุรู้ และก็มีรูปธรรมเกิดด้วยไม่ได้เลือกว่าจะมาเป็นอย่างนี้ จะเป็นคนอย่างนี้ รูปร่างหน้าตาอย่างนี้ ผิวพรรณอย่างนี้ ก็ไม่ได้เลือก แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็เป็นจิตอีกระดับหนึ่งซึ่งเกิดเพราะอกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ก็ไม่ได้เลือกว่าจะเป็นช้าง หรือจะเป็นมด หรือจะเป็นผีเสื้อ หรือจะเป็นงู หรือจะเป็นกระต่าย ไม่มีใครสามารถที่จะเป็นเราที่จะบังคับ หรือทำอะไรได้ทั้งสิ้น

    เพราะฉะนั้นก็มีชีวิตอยู่ไปวันหนึ่งๆ ตามการสะสม และก็ตามกรรมที่กระทำแล้วที่ให้ผล ทำให้เกิดมาแล้วทุกคนต้องเห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ลิ้มรส รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ทั้งวันก็วนเวียนอยู่ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ คือสิ่งที่กระทบสัมผัสกายที่มีลักษณะที่เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หรือตึง ไหว โดยไม่รู้ว่าติดข้องแล้ว และก็เป็นทาสของสิ่งที่ปรากฏทุกวันไม่สามารถที่จะพ้นไปได้ ไม่เป็นอิสระ เป็นไปตามกำลังของโลภะบ้าง โทสะบ้างตามความไม่รู้

    เพราะฉะนั้นเกิดมาก็เป็นอย่างนี้ และก็เป็นอย่างนี้มาแล้วด้วย และต่อไปก็จะเป็นอย่างนี้อีก ไม่เบื่อ ใช่ไหม มีคนหนึ่งเขาก็บอกว่าพอฟังว่าตายแล้วเกิด ก็ดีใจ เพราะว่าจะได้เปลี่ยนใหม่เสียที คือว่าเบื่อเหลือเกินแล้วโลกนี้เรื่องนี้เรื่องเก่าอย่างนี้ ใหม่ๆ ก็คงจะดีกว่า แต่ว่าดีกว่า หรือไม่ดีกว่า ใครจะรู้ว่าจะเกิดที่ไหน

    เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจเรื่องเหตุกับผล สำหรับผู้ที่ต้องการความจริง แต่สำหรับคนที่ไม่ได้สะสมมาที่จะรู้ความจริงเขาก็คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะรู้ความจริง แต่ว่าถ้าไม่รู้ความจริงแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ทุกคนหวังสุข แต่ทุกวันนี้สุขหรือไม่ ถ้ายังสุขอยู่สุขนั้นมาจากไหน ผลที่ได้รับที่ยังไม่ใช่การเจ็บไข้ได้ป่วย การไม่ได้ถูกนินทาว่าร้าย หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้มาจากไหน ต้องมาจากเหตุดีที่ได้กระทำแล้วแต่เหตุไม่ดีที่ได้กระทำแล้วก็ต้องมีผล

    เพราะฉะนั้นวันไหนป่วยไข้ วันไหนได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ได้กลิ่นที่ไม่น่าพอใจ ก็รู้ได้ว่าถึงเวลาที่จะต้องเป็นอย่างนั้น เพราะเกิดแล้วเป็นอย่างนั้นแล้วไม่เป็นอย่างอื่น เพราะฉะนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลที่สะสมมาว่าจะเห็นประโยชน์ของการที่เกิดมาแล้วรู้ความจริงของชีวิต หรือว่าเกิดมาแล้วก็เป็นเราชั่วขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และก็ไม่รู้ด้วยว่าจากโลกนี้ไปแล้วนี้ ที่ว่าเป็นเราจริงๆ เนี่ยเป็นอย่างไร

    อีกประการหนึ่งวิชาความรู้ทั้งหมดมีประโยชน์หรือไม่ ต้องเป็นประโยชน์ตามสมควรแก่ความรู้นั้นๆ แต่ความรู้เรื่องชีวิตเป็นความรู้ที่ประเสริฐสุดเพราะว่าเป็นการรู้ความจริง เพราะถ้าไม่มีสภาพธรรมที่มีจริง ชีวิตก็มีไม่ได้

    อ.กุลวิไล และความรู้ในชีวิตก็คือความรู้ความจริงที่มีในขณะนี้เองเป็นปัญญาที่จะสะสมไป และเป็นอริยทรัพย์ด้วย เงินทองที่เราหาได้ในชาตินี้เอาไปไม่ได้ แต่สิ่งที่สะสมไปได้ก็คือความดี หรือความไม่ดีนั่นเอง

    มีคำถามว่า “สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ใดๆ ในเรื่องธรรมเลย แต่เริ่มสนใจศึกษาธรรมควรจะเริ่มต้นอย่างไร”

    ท่านอาจารย์ ก็ฟังเดี๋ยวนี้ ก็เริ่มเดี๋ยวนี้

    อ.กุลวิไล ต้องเริ่มจากการฟังเดี๋ยวนี้

    ท่านอาจารย์ คิดเองไม่ได้ ใช่ไหม

    อ.กุลวิไล คิดเองไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ที่ฟังธรรมแล้วคิดต่อด้วย

    ท่านอาจารย์ ก็รู้ว่า คิดต่อ ถูกหรือผิดที่คิดต่อ

    อ.กุลวิไล แล้วเราจะได้สาระจากพระธรรมอย่างไรสำหรับผู้เริ่มต้นศึกษาธรรม

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วก็เข้าใจสิ่งที่ฟัง ไตร่ตรองว่าเป็นความจริงหรือไม่ และก็เป็นความเข้าใจของตัวเองไม่ใช่เพียงฟังแล้วไม่รู้เรื่องก็จำแล้วก็พูดถึงชื่อนั้น

    อ.กุลวิไล บางครั้งฟังแล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งนี้คือธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงเพราะว่ามีผู้แสดงมากมาย

    ท่านอาจารย์ ยังไม่ต้องคิดถึงชื่อ ใดๆ ทั้งสิ้นว่าใครพูด แต่คำที่พูดที่ได้ยินเป็นคำจริง หรือไม่ พูดถึงสิ่งที่มีจริง หรือไม่มี แล้วก็มาพูดๆ ๆ ๆ โดยที่สิ่งนั้นไม่มี ใช่ไหม อย่างขณะนี้ มีเห็นหรือไม่

    อ.กุลวิไล มี

    ท่านอาจารย์ พูดเรื่องเห็น พูดเรื่องจริงหรือไม่ มีจริงๆ หรือไม่ สามารถที่จะเข้าใจได้ไหมว่าใครก็บังคับเห็นให้เกิดขึ้นไม่ได้เลยสักคนเพราะเป็นธรรม

    สิ่งหนึ่งสิ่งใดก็ตามขณะนี้ปรากฏเพราะเกิดแล้วโดยไม่มีใครไปทำให้เกิดได้ แต่จะต้องมีปัจจัยที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นใครจะพูดก็จริง ใช่ไหม และต่อไปเมี่อเข้าใจมากขึ้นก็จะรู้ว่าใครรู้

    อ.กุลวิไล เพราะว่าพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการอบรมปัญญา ถ้าผู้นั้นไม่ได้สะสมมาในการที่จะฟังพระธรรม

    ท่านอาจารย์ สนใจฟังความจริงหรือไม่เท่านั้น ไม่ต้องใช้คำว่าอะไรทั้งสิ้น มีเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังมากมายตั้งแต่เช้ามาก็หลายเรื่อง แต่ว่าเรื่องจริงของสิ่งที่มีจริงๆ เดี๋ยวนี้สนใจที่จะฟังหรือไม่ ถ้าไม่สนใจใครก็จะไปบังคับให้สนใจไม่ได้

    อ.กุลวิไล ผู้ถามถามต่อว่า “ขอคำอธิบายความไม่สันโดษในกุศลธรรม”


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 183
    15 พ.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ