พื้นฐานพระอภิธรรม ตอนที่ 884


    ข้อความนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบแก้ไข

    ตอนที่ ๘๘๔

    ที่มูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๖


    ผู้ฟัง ชื่อพิมลวรรณค่ะ คือกราบเรียนท่านอาจารย์นะคะ ที่ท่านอาจารย์บอกว่าปัญญาคือสิ่งที่ลงจริงนี่คือความจริงคือสิ่งที่ สิ่งที่ปรากฏที่เวลานี้สมมติดิชั้นกำลังเห็นอาจารย์กำลังสนทนาธรรมแล้วก็ความจริงที่เห็นว่าเป็นดอกไม้เป็นสิ่งต่างๆ แล้วคืออกุศลเนี่ยเกิดขึ้นคือสิ่งที่ปรากฏความจริงที่เราเห็นเนี่ยมันจะแทรกตัวอกุศลที่ อันนี้จะถูกต้อง อ่ะสมมติเวลานี้กำลังพูดอยู่กำลังดูอยู่กำลังฟังอยู่อกุศลเนี่ยจะไม่เกิดขึ้นถ้าเผื่อเรามีความจริงในสิ่งที่รากฎที่เห็นอยู่ ค่ะคนทราบว่าเดี๋ยวนี้จิตเกิดดับนับไม่ถ้วน จริงหรือเปล่าคะ หรือว่าแค่ไม่กี่ดวงไม่กี่ขนาดเห็นหนึ่งขณะได้ยินหนึ่งขนาดคิดหนึ่งขนาดหรือว่ามากกว่านั้นมากนับไม่ถ้วนเลยเพราะว่าเพียงแค่เห็นเท่านั้นนะคะ สิ่งที่ปรากฏประดับแล้วก่อนที่จะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นที่เห็นเป็นดอกไม้แต่ละดอกกลีบแต่ละกลีบเป็นใบไม้เป็นโต๊ะเป็น๙อี้เป็นคนต่างๆ เนี่ยแสดงว่าจิตเกิดดับเท่าไหร่คะใครจะนับได้นับไม่ถ้วนเลย เพราะฉะนั้นเรากำลังจะกราฟถึงจิตขนาดไหนนี่สำคัญที่สุดค่ะเพราะว่าเราเพียงแต่ประมวล และก็ร่วม และเลือกเลือก และก็เรียกเรียก เท่านั้นเองใช่ไหมคะแต่ความจริงแต่ละหนึ่งๆ เป็นความจริงที่ว่าเกิดดาบจนกระทั่งไม่ปรากฏเลยปรากฏเพียงนิมิตตะการเกิดดับของจิตที่กำลังเห็นขณะนี้ค่ะไม่ใช่หนึ่งคณะเลยนับไม่โทษ และสิ่งที่ปรากฏขณะนี้ก็เกิดดับนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นอยู่ในโลกของมิติ เพราะฉะนั้นการฟังธรรมะนี้ค่ะก็คือเริ่มที่จะฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงนะคะ แต่ละหนึ่งๆ จนกว่าจะรู้จริงๆ ว่าเป็นแต่ละไหนที่มารวมกันแล้วก็ทำให้เข้าใจยึดถือโดยนิมิตสัณฐานว่าเป็นคนนั้นคนนี้เช่นเห็นคนนี้นะคะ หรือว่ากำลังได้ยินเสียงนั้นเป็นต้นแต่ว่าตามความเป็นจริงแล้วก็คือว่าสภาพธรรมะได้ทาง เป็นสิ่งที่มีสินนวด มีชั่วคราวมีจริงๆ ไม่ใช่รึมีเพลิดเพลินขึ้นมีเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไปสืบต่อเร็วมากลงมาตลอดในสังสารวัฎจึงไม่รู้ไม่เข้าใจความหมายแม้แต่เกรง ขณะที่กำลังพอใจในสิ่งที่เห็น ความจริงพอใจในสิ่งที่ว่างเปล่า พระสิ่งนั้นดับแล้วไม่กลับมาอีก เป็นเด็กในทุกขนาดนะคะ แต่ต่อกันมากจนกระทั่งเหมือนกับว่ามีสิ่งหนึ่งสิ่งใดจริง ครับถ้าคุณ อาม่าเป็นเรื่องที่ละเอียดลึกซึ้งอย่างยิ่งจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อมีการฟังมีการศึกษาพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงก็อยากจะให้อาจารย์ผู้มีรายได้สนทนาในเรื่องนี้ครับว่าอกุศลเกิดขึ้นเป็นไปมากในชีวิตประจำวันครับ ความจริงนะคะ ก็คือธรรมะนั่นเอง เพราะว่าถ้าเราไม่ได้ยินได้ฟังพระธรรม อย่าลืมว่าปุถุชนหนาแน่นด้วยกิเลส มีความเห็นผิดเป็นต้น มีความไม่รู้ในธรรมะตามความเป็นจริงมีความติดข้องมีความขุ่นเคืองใจนี่คือชีวิตประจำวันนั่นเองถ้าเราไม่ได้ยินได้ฟังพระธรรมดูเหมือนว่าเป็นคนดีแต่ดีในยุคนี้นะคะ ต้องหมายถึงกุศลธรรม วิเชียรนางเงียบๆ ไม่ได้ทำใครเดือดร้อนดูเหมือนเป็นคนดี แต่อย่าลืมว่าธรรมะเป็นความจริง กุศล และธรรม ส่วนธรรมก็มี และธรรมะที่ไม่ใช่กุศล และธรรม และอกุศลธรรม นอกจากนั้นนี่คือสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงนั้นเอง และจากการตรัสรู้ว่าเราจะไม่รู้ความจริงว่าเป็นธรรมะทั้งหมด จนธรรมะเพราะว่าเป็นสิ่งที่ เปลี่ยนแปลงลักษณะไม่ได้ มีใครจะเปลี่ยนแข็งให้เป็นร่างก็ไม่ได้หรือจะเปลี่ยนสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เป็นเสียงก็ไม่ได้ ดิชั้นได้นะคะ เห็นเราจะเปลี่ยนให้เป็นได้ยินก็ไม่ได้นี่คือธรรมะที่หลากหลายที่ แต่สิ่งเหล่านี้นะคะ เกิดแล้วต้องดับไป เพราะว่าหาสาระไม่ได้ มีชั่วคราวแบบนี้ก็คือสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังจากพระทำผิดสั่งแสดงนะเออ ถ้าเราได้ยินได้ฟังพระธรรมความเห็นผิดอย่างดี ก็ย่อมจะยึดถือสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ว่าเที่ยงแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และที่สำคัญนะคะ ก็ยังไม่รู้ธรรมะที่มีจริงที่ปรากฏในขณะนี้คิดได้แต่คิดถูกหรือผิดพิศว่าจะยังมีความเห็นผิด เรายังคิดผิด และเป็นปัจจัยให้การกระทำทางกายทางวาจาก็ผิดไปด้วย อีกประเด็นหนึ่งต่อเนื่องครับอาจารย์ธิดารัตน์ครับขอกล่าวถึงความเป็นจริงของอกุศลธรรม คือกิเลสที่เกิดขึ้นเป็นไปในชีวิตประจำวันนะครับ ก็มีความตรงข้ามกับคณะอิฐที่เป็นกุศลอย่างสิ้นเชิงนะครับ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงความจริงของธรรมะที่เป็นอกุศลนะครับ อย่างเช่นโลหะโทสะโมหะ เอาหลักนี้ก่อนนะครับ ว่าโลพาร์กโทรศัพท์โมหะเมื่อเกิดขึ้นเมื่อใดนะครับ ก่อให้เกิดความพินาศทำให้จิตเสียหายไม่นำมาซึ่งประโยชน์เกื้อกูลได้เลยครับก็อยากให้ได้สนทนาเพิ่มเติมในส่วนนี้ว่าจริงๆ แล้วอกุศลเกิดขึ้นมาได้ครับไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลเลยแม้แต่น้อยครับ อ๋อลักษณะของอกุศลจิตนะคะ ไม่ว่าจะเป็นอกุศลประเภทใดก็ตามนะคะ มีพอร์ตเพราะว่าขณะที่เกิดขึ้นแล้วในราคาแล้วถ้ามีกำลังมากๆ สามารถเชิญล่วงทุจริตกรรมต่างๆ ในราคาให้ผลเป็นทุกข์ มีวิบากเป็นทุกข์นั่นเองจะสามารถทำให้เกิดในอบายภูมได้นะคะ เราก็ได้รับผลก็ลองคิดดูนะคะ ว่าทำไมถึงจะต้องมีการเห็นสิ่งที่ไม่น่าพอใจนะคะ ได้ยินเสียงที่ไม่น่าพอใจ ตั้งลิ้มรสหรือว่าได้กระทบสิ่งที่เป็นทุกข์เหล่าเนี้ยนะคะ ทางกาย เป็นผลของอกุศลกรรมที่เคยทำแล้วทั้งนั้นนะคะ อกุศลกรรมที่ทำสำเร็จแล้วทั้งนั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้มีวิบากที่ เป็นอกุศลวิบากทั้งหลายที่เกิดขึ้นแม่ปฏิสนธิจิตของสัตว์ที่เกิดในอบายภูมเลยนะคะ ก็เกิดเพราะ สอนแต่งปัจจัย ค่ะให้โทษอย่างมากเลยนะคะ การที่ว่าจะต้องไปเกิดในอบายมีภูมินะคะ เป็นสัตว์เป็นเปรตเป็น อสูรกายหรือว่าไปตกนรกเนี่ยนะคะ ได้รับทุกข์มาก จริงๆ ธรรมะด้วยนะคะ ก็ให้ผลตรงตัวขณะที่เจริญกุศลนะคะ กุศลจิตเกิดแล้วทำสำเร็จแล้วให้ผลก็เป็นวิบากที่เป็นผล ไมโครซอฟท์บาท ส่วนอกุศล ให้พรก็เป็นอกุศลวิบาก และในขณะนี้นะคะ การที่ได้ฟังธรรมะก็เป็นการอบรมเจริญกุศลในราคาที่จะทำให้หุ้น ขณะนี้เนี่ยนะคะ ปกติถึงแม้จะฟังธรรมะแล้วเนี่ยนะคะ ก็ลองสังเกตดูว่าอกุศลจิตในการเกิดขึ้นระหว่างการฟังมากขนาดไหนนะคะ แล้วก็สะสมสะสมเพิ่มเลยนะค่ะสะสมเพิ่มทุกขณะจิตที่อกุศลจิตเกิด ไม่ว่าจะเป็นความยินดีพอใจนะคะ เกิดแล้วสะสมเพิ่มที่จะเป็นปัจจัยให้มีลงภาพมูลจิตเหล่านั้นด้วยนะคะ เกิดขึ้นอีก ประวัติศาสตร์เมื่อเกิดขึ้นแล้วนะคะ สะสมเป็นอนุสัยที่ โหดฉุน การฟังธรรมะนะคะ เพราะจะทำให้รู้จักกิเลสหรือว่าอกุศลธรรมทั้งหลายเนี่ยนะคะ ที่เกิดขึ้นแล้วเพราะจะไป๕มไม่ให้อกุศลเกิดไม่ได้เลยมีเหตุมีปัจจัยก็เกิดแต่การสะสมความเข้าใจนะคะ ก็จะเป็นปัจจัยให้ เข้าใจลักษณะของอกุศลตามความเป็นจริง ทุกส่วนที่ได้ยินได้ฟังนะครับ ก็เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลคือความเข้าใจถูกเห็นถูกนั่นเองนะครับ เชิญคุณอรวรรณครับ อาจารย์คะก็สนใจสนทนากับอาจารย์ที่อาจารย์กล่าวว่าครึ่งครึ่งกลางกลางไม่ว่ารู้ครึ่งครึ่งกลางกลาง แล้วพอดีก็ยกตัวอย่างที่อาจารย์ พูดถึงเรื่องความเพียร เรียนสนทนากับอาจารย์ว่า อย่างไรดีว่ารู้จักความเพียรโดยที่ไม่ใช้ครึ่งครึ่งกลางกลางเพราะว่าในพระไตรปิฎกจะตัดมาว่าจงฟังรบความเพียรบุคคลล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียรหรืออะไรที่เกี่ยวกับความเพียรจะเยอะมากจะขอสนทนาอาจารย์จริงไหมคะ ชื่อสัตว์ จริงไหมที่ได้กว่าคนล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียรจริงไหม จริงค่ะ เพราะฉะนั้นไม่ใช่คำไม่จริงใช่ไหมคะ ครึ่งกันกลางหรือเปล่า หมายถึงถ้าเข้าใจเช่นนี้ก็ไม่ครึ่ง รู้จักว่าเพี้ยนไม่ใช่เราหรือเปล่า ซึ่งได้ยินว่าเพี้ยนครึ่งครึ่งกลางกลางไหมคะยังเป็นเรารึเปล่า ถ้าใช้คำหมายความว่า ถ้ามีเราไปเพี้ยนเนี่ยก็ไม่เข้าใจ ใช่ถามว่าความเพียรนี้นะคะ เพี้ยนแล้วก็ร่วมทุกข์ได้จริงไม่ใช่ไม้จริงแต่รู้ไหมว่าเพี้ยนไม่ใช่เรา ถ้าไม่ฟังก็ไม่รู้ค่ะเพราะชั้นครึ่งกลางกลางไหมคะแค่ได้ยิน และก็จริงด้วยไม่ใช่ไม่จริง เพราะฉะนั้นแถมมาตามเข้าใจโดยตลอด ที่มีลืมเลยนะคะ เป็นอนัตตาเนี่ยค่ะผู้ที่จะได้รับมรดกก็คือเข้าใจความเป็นอนัตตา เพราะว่าใครก็พูดสิ่งที่จริงได้นะคะ ขยันแล้วก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ถ้าไม่ดีเราก็จะเป็นอย่างนั้นนี่ก็พูดได้แต่มีใครที่จะบอกว่านานแบบไม่ใช่เราเลย มีปัจจัยเกิดขึ้นตามการสะสมบังคับบัญชาไม่ได้ทุกคนอยากดีไม่อยากเลวไม่อยากให้อกุศลเกิดไม่อยากทำชั่วแต่เกิดแล้วเพราะเหตุปัจจัยเพราะอะไร เข้าใจหรือเปล่าว่าขณะนั้นที่มีลักษณะนั้นแสดงความเป็นธรรมะแต่ละหนึ่งชัดเจนแต่ปัญญาไม่สามารถที่จะมีความเข้าใจพอที่จะรู้ว่านั่นไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นมรดกจริงๆ ก็คือการที่เข้าใจถูกต้องว่าเป็นธรรมะไม่ใช่เราเพราะว่าใครก็สอนได้ใช่ไหมค่ะให้ขยันหมั่นเพียรต่างๆ นานาแต่ว่าเป็นเราหรือว่าเป็นธรรมะครึ่งครึ่งกลางกลาง ไม่ใช่รู้โดยตลอด ถ้าสาขานั่นหมายความว่าถ้าจะคุยคุณสมบัติที่จะรับมรดกเนี่ยก็ต้องตั้งต้นว่าเป็นธรรมะแต่ละลักษณะรูปอะไรคะอ่านก็สามารถส่งการสรุป ว่าเป็นธรรมเป็นธาตุไม่ใช่ศาสนาทั้งหมดเลยคะยานะปัญญา รู้ความจริง อาจารย์คะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่ตั้งต้นวะ ไม่ใช่สัตว์ตัวตนบุคคลเป็นธรรมะแต่รักษายกตัวอย่างความเพียร ถ้าไม่เข้าใจก็จะไปมีตัวตนที่ไปเปลี่ยน ค่ะบางคนนะคะ ก็ศึกษาพระอภิธรรม ใช้คำว่าศึกษาพระอภิธรรม บอกได้วันศึกษาเรื่องจิตเรื่องเจตสิก ลูกจำนวนเท่าไหร่ แต่ก็ไปปฏิบัติธรรม ครึ่งครึ่งกลางกลางหรือเปล่า ถ้าใช่มั้ยเรียนนะคะ เรียน แต่ว่าไม่ได้เข้าใจเลยว่าทำไมอยู่ที่ไหน ความหมายของอภิธรรมคือลึกซึ้งอย่างยิ่งแม้กำลังเห็นก็ไม่รู้ค่ะว่าเนี่ยเป็นธรรมะอย่างไรไม่ใช่ตัวตนอย่างไรมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็หมดไปอย่างเร็วจนกระทั่งไม่เหลือก็ยังหลงคิดหลงคลองใจหลวงพ่อใจหลงโกรธทุกสิ่งทุกอย่างซึ่งหมดไปทุกขณะ ว่างเปล่า ภาพจิตไม่คิดไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น และคิดก็คิดได้สั้นมากคือชั่วขณะที่เกิดขึ้นคิดแล้วก็ดับไปนี่คือพระปัญญาคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงพระเห็นว่ามีผู้ที่สามารถที่จะเข้า แต่ถ้าไม่สามารถที่จะเข้าใจได้นะคะ ก็เหมือนบทเซนเซอร์เพิร์ทไม่ดี ไม่มีโอกาสที่จะได้มรดก อาจารย์คะก็เคยรู้จักคนที่ เหมือนกับว่าไปปฏิบัติเขาไม่ได้สอนปริยัติ เพราะฉะนั้นก็ฟังพระอาจารย์ฟังปริยัติจากท่านอาจารย์ และก็ถ้าจะให้บรรลุเร็วๆ หรือว่าเข้าใจอะไรเร็วก็ต้องไปปฏิบัติเสริมกันนั่นหมายความว่าฟังไม่เข้าใจว่าไม่มีตัวตนที่จะไปทำอะไร เพราะว่าจริงๆ แล้วกลางพอถามเขาเขาตอบว่าเป็นธรรมะไม่ใช่ตัวตนแต่พฤติกรรมหรือการกระทำ ไม่ใช่เข้าใจธรรมะ เพราะฉะนั้นคำจริงเลยค่ะเป็นคำอนุเคราะห์ คนที่เข้าใจผิดให้เข้าใจถูกคนที่ไม่ตรงให้เป็นผู้ที่ตรง เพราะว่าเป็นคำจริงปฏิเสธได้ไม่พิจารณาไตร่ตรองถูกหรือผิดไม่ใช่เป็นคำที่บังคับให้เชื่อหรือบอกให้ทำแต่ให้เกิดความเห็นถูกความเข้าใจถูกว่าจริงไหมสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง เพราะฉะนั้นผู้ฟังต้องไปต่อว่าถูกลองฟังไม่ใช่ความผิดของคนพูดคนโพสอะไรก็ได้นะคะ เขาเรียกว่าอาจารย์ อาจารย์พูดไรก็พูดไปแต่ผู้ฟังมีสิทธิ์ ที่จะรู้ว่าพูดผิดหรือพูดถูก เพราะฉันไม่มีความสำคัญค่ะว่าใครจะเป็นครูอาจารย์ใครจะเป็นลูกศิษย์หรือผู้ฟังอะไรก็ตามแต่นะคะ ความจริงเป็นความจริงคำจริงเป็นคำ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้สภาพธรรมะทรงแสดงว่าสิ่งที่มีจริงมีจริงจริงแต่เป็นอนัตตาคำนี่เปลี่ยนได้ไหม ใกล้จะเปลี่ยนมีความจริงอื่นจากนี้พอที่จะเปลี่ยนหรือ ถ้าจะขาดดูเหมือนอาจารย์ก็จะย้ำมากว่าเป็นทำเป็นขา และก็เป็นอนัตตาคือไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ใช่สัตว์ตัวตน มันก็ต้องพิจารณาว่าจริงหรือเปล่า คำนี้มาจากไหนใครเป็นคนแสดง ๖ ๔ตรงจัดรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือใครก็ไม่รู้ พูดอีกอย่างหนึ่ง เข้าใจก็จะชัดว่าขณะจิตต่อไปเนี่ยยังไม่ทราบเลยว่าอะไรจะเกิดขึ้นไม่รู้ว่าเป็นยังไงถ้าจะบอกว่าไหนลองทำความเพียรแม้กุศลเกิดสิว่าลองทำความเพียรให้กุศลเกิดซึ่งมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเช่นดังระหว่างเป็นอนัตตาค่ะไม่แพงว่าผู้นั้นเข้าใจความเป็นอ่ะ และในขณะที่กำลังเข้าใจ และไม่มีความเพียรเลยค่ะ วิริยเจตสิกเกิดแล้วไม่ต้องมีใครไปทำอะไรเลยค่ะใครจะไปทำเพี้ยนอีกก็ผิดอีกค่ะ เพราะฉะนั้นหนทางผิดดีมากนะคะ โดยเฉพาะอันตรายของการรู้ครึ่งครึ่งกลางกลาง เพราะฉะนั้นการที่จะแก้เรื่องครึ่งกลางได้ก็คือต้องฟังวาจาสัจจะรู้ความจริงที่ไม่เปลี่ยนขณะการเป็นอนัตตาจะเปลี่ยนเป็นอาการได้ยังไง แน่ใจค่ะช่วงนี้ถ้าจานก็จะถามคำนี้บ่อยมากว่า แล้วเราเป็นใคร ก็จะขอความอุราทาจารย์ว่า ถ้าจะเตือนให้รู้อะไรคะว่าถามบ่อยจังว่ะแล้วเราเป็นใคร เราเป็นผู้ที่สามารถเพียงได้ยินแล้วก็เข้าใจพระธรรมทะลุปุโปร่งโดยตลอดทรงจำคล่องปากหรือเปล่าไม่ค่ะ หมายความว่าเอาวิชาเยอะปัญญาน้อยก็ต้องฟังมากๆ ไม่ใช่ฟังนิดนึงแล้วก็จะให้สติระลึกอะไรเงี้ยก็เป็นไปไม่ได้แล้วก็ต้องรู้ว่าคำไหนเป็นคำของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าคำไหนไม่ใช่ทุกคำที่เป็นเรื่องติดข้องไม่ใช่คำของสัมมาสัมพุทธเจ้า ทุกคำที่เป็นไปเพื่อกันล่ะ เป็นคำสอนของพระสัมมาสัม แค่นี้พิสูจน์ได้มั้ย ทำไมชาติหน้าเร็วๆ หน่อยดีกว่าไปที่โน่นก็ได้ทีนี้ก็ได้จะได้สติเกิดมากๆ นั่นอะไรคะคำสอนให้ล่ะหรือว่าให้ติดขอให้ตองการผล เพราะความจริงอยู่เด๋วนี้ค่ะ นานไหมกว่าจะฝังเข้าใจว่าไม่ใช่เราที่เห็น ลักษณะที่เห็นมีจริงๆ กำลังเห็นด้วยมีปัจจัยเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย เมื่อวานนี้ทั้งวันนะคะ สำคัญไหมค่ะเมื่อวัน กำลังเป็นเมื่อวานนี้สำคัญมากแต่วันนี้หมดไม่เหลือเลยยังสำคัญไหม ก็ไม่แล้วค่ะถ้าใครยังสำคัญก็คือสำคัญในสิ่งที่ไม่มีแล้ว และไม่ใช่แต่เฉพาะเมื่อวานนี้นะคะ เดี๋ยวนี้ก็เป็นอย่างนี้ ถ้าจะค่ะนั่นหมายความว่าธรรมะได้เป็นสิ่งที่ลึกซึ้ง เพราะฉะนั้นผู้ฟังแบบ รับฟังยังไม่มากแล้วก็จะให้รู้เนี่ยรู้เร็วๆ ก็เป็นไปไม่ได้ ไม่รู้จักพระพุทธเจ้าแม่แล้วก็ไม่ได้มรดกด้วย กลับพระคุณแล้วครับโมทนา กราบเรียนถาม ท่านอาจารย์ให้ช่วยอธิบายอ่ะค่ะพอดี หนูอ่านเจอว่า จับคู่ภาษาทะโสตาภาสาทะ รักษ์กายาประสาทะชิวๆ ๕ภาษาถ้าขณะประสาท เป็นบ้านว่าง เรียนให้ท่านอาจารย์ช่วยอธิบายคำว่าบ้านว่าง ขอเชิญคุณอรรณพค่ะ ตาหูจมูกลิ้นไก่ใช่ไหมครับ เกิดระดับไหมครับ เกิดระดับ ตาที่เราคิดว่าเป็นของเราเนี่ยที่แท้แล้วคือจักขุประสาทรูปที่เกิดจากกรรมเกิดระดับหูจมูกลิ้นกายก็เหมือนกันอันนี้นัยหนึ่ง และอีกนัยหนึ่งเนี่ย เป็นทางที่จะ ให้จิตต่างๆ อาศัยเกิดใช่ไหมฮะเพราะมีตานี้จึงมีทางที่จะทำให้เกิดจิตต่างๆ จิตเกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มกระทบกับ๔แล้วก็มีการเห็นมีการรับรู้ต่อมีกุศลอกุศล เดี๋ยวกุศลก็เกิดต่างๆ ก็มีบางครั้งกุศลก็อาศัยต่างเกิดบางครั้งตาก็เป็นที่อาศัยของอาวุโส เปรียบเสมือนกับไหน ทางเดินในหนทางก็จะมีเรือนว่างบ้านร้างอยู่นะฮะ คนที่เดินทางสัญจรไปบ้านร้างนั้นบางทีก็เป็นที่อาศัยของคนดีบ้างบางทีพวกโจรก็ไปอยู่แล้วก็ไป โจรบุกเดี่ยวไป คนดีกองคาราวานอะไรมาก็มาพัก คนดีมากดีน้อยก็อาศัยบ้านนี้เป็นที่อาศัยเดียวไปแล้วโจรก็ไม่อยู่แต่ส่วนใหญ่โจร โจรเยอะกว่าฉันได้นะฮะตาหูจมูกลิ้นกายใจเนี่ยเป็นที่อาศัยของอกุศลจิตเกิดบ้างกุศลจิตเกิดบ้าง เหมือนเรือนว่า เดือนละ เดี๋ยวก็มีใครต่อใครมาใส่ เพราะฉะนั้นก็เป็นการเตือนให้เห็นว่า อัตภาพก็คือตาหูจมูกลิ้นไก่ เกิดแล้วดับว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน หรือไม่ใช่ของใคร แต่เป็นที่อาศัยให้กุศล และจิตเกิดหรืออกุศลจิตเกิด การสนทนาธรรมก็เป็นประโยชน์นะครับ เพื่อการที่จะเพิ่มความรู้ความเข้าใจในพระธรรมมากขึ้นจากการที่มีโอกาสได้ยินได้ฟังแล้วก็ได้มีโอกาสได้สนทนาวันนี้ก็เป็นโอกาสหนึ่งนะครับ ที่จะมีการร่วมสนทนาแม่ในเรื่องของศีลซึ่งบางท่านก็อาจจะเคย ได้ยินได้ฟังมาบ้างแล้วแต่ว่าเรื่องของศีลก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมากนะครับ แสดงโดยในญาติต่างๆ มากมาย ดังนั้นก็จะมีการร่วมสนทนาเพื่อความรู้ความเข้าใจถูกต้องนะครับ ในเรื่องของศีลนะครับ เพราะเห็นว่าเรารู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมะดังนั้น๔นะครับ ก็เป็นธรรมะแต่ว่าการที่จะมีความรู้ความเข้าใจว่าธรรมะอะไรที่เป็นซีน ในช่วงแรกนะครับ ก็จะกล่าวถึงข้อความนะครับ ในสัจธรรมประกาสินีอรรถกถาขุททกนิกายปฏิสัมภิทามัคซีรั่ไม่ย่านิเทศนะครับ ก็จะเป็นเบื้องต้นในการสนทนาในเรื่องของศีลซึ่งก็มีข้อความว่าท่านพระสารีบุตรแสดงว่า ศีลมีเท่าไรเพราะปกติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นในโลกท่านกล่าวว่าซีหลังก็คือกุศลเป็นศีลอกุศลก็เป็น๔อัพยากตะก็เป็นซีนในช่วงต้นที่กล่าวว่าเพราะปกติของสัตว์ทั้งหลาย เหล่านั้นๆ ในโลกท่านกล่าวว่าซีหลัง ครับในช่วงแรกนะครับ ก็ขอกราบเรียนถามพระอาจารย์นะครับ ว่าที่กล่าวว่าธรรมะคือสิ่งที่มีจริง และกล่าวถึงเรื่องของศีลว่าเป็นปกติของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นในโลกซึ่งขณะนี้นะครับ ก็มีธรรมะ และขณะนี้เป็น๔นะครับ การฟังธรรมะเพื่อเข้าใจ นะคะ แล้วก็เข้าใจสิ่งที่กำลังมีด้วยไม่ว่าจะพูดถึงโดยนัยแรกก็ตาม เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นเรื่องที่ละเอียดนะคะ เพราะเหตุว่าแม้อันจะสามารถสองจ้างส่ง สารีบุตรกูเรกล่าวถึง ภรรยาของ ชอบเป็นความละเอียดนะครับ สำหรับผู้ที่เริ่ม ที่จะ ความเข้าใจของเรานะคะ จะเป็นความละเอียดอย่างที่ท่านเหล่านั้นได้เข้าใจธรรมะเป็นไปไม่ได้แต่ก็สามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้นะคะ ในเมื่อรู้ว่าทุกอย่างที่มีจริงเนี่ยเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นศีลมีจริงหรือเปล่า ขอเชิญคุณวิชัยเป็นตัวแทนค่ะเส้นหมี่จริงหรือเปล่าคะมีจริงแน่นอนคะแต่ซีนคืออะไรเห็นไหมคะยังไม่ทันรู้ว่าศีลคืออะไรได้ยินแต่คำว่าสี และรู้ว่าทุกอย่างที่มีจริงเป็นธรรมะ เพราะฉะนั้นก็ซี่กอล์ฟ แต่ไม่พอเลยเห็นไหมคะที่จะเพียงรู้ว่าแม้ศีลก็เป็นธรรม เห็นว่ามีจริงๆ แต่เส้นถือ อะไรอะไรที่มีจริงนะคะ ไม่พ้นจากสภาพธรรมะที่เป็น๗ เป็นเจตสิก และเป็นรูป สำหรับจิต และเจตสิกด้วยค่ะก็เป็นธรรมะที่ที่เกิดขึ้นนะคะ เป็นทาสซึ่งไม่มีใครไปบังคับให้เกิดแต่เมื่อมีปัจจัยก็เกิดขึ้นนะคะ คำว่านามธาตุที่เกิดต้องเป็นธาตุรู้ค่ะหมายความว่า ถ้าไม่มีธาตุนี้อะไรอะไรก็ปรากฏไม่ได้เลยแต่เพราะเหตุว่ามีธาตุรู้นะคะ สิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ค่ะไม่ควรลืมที่จะเข้าใจว่าเพราะมีธาตุรู้ที่กำลังรู้นี่คือปกติหรือเปล่าคะ เพราะฉะนั้นศีลคือปกติต้องไม่ลืมเลยค่ะไม่ใช่ว่าเราไปพูดถึงสีที่ไม่มี เป็นสิ่งที่มีเป็นปกติเนี่ยเป็นสีแต่ว่าสีจะเป็นอะไรคะจิตเจตสิกโรค รูปเป็นซีนได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 193
    29 ม.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ