สนทนาธรรม ตอนที่ 083


    ตอนที่ ๘๓


    ท่านอาจารย์ เพื่อเป็นการทบทวนว่าเท่าที่ฟังมาทั้งหมด ความเข้าใจปรมัตถธรรมมีอะไรบ้าง อยากจะให้คนที่เข้าใจแล้ว หรือฟังมาก่อนตั้งเป็นคำถามเรื่องของปรมัตถธรรมให้คนที่อาจจะยังไม่เคยฟังเลย คือคนที่ฟังแล้วช่วยตอบ คนอื่นจะได้ฟังด้วยเพราะว่าอยู่ดีๆ จะให้สติปัฏฐานเกิดเป็นไปไม่ได้ หรือว่าจะไปพูดถึงเรื่องสติปัฏฐานขั้นเจริญแล้วก็ยังไม่ถึงขั้นต้นๆ ที่จะต้องเริ่มรู้ว่าปรมัตถธรรม หรือสภาพธรรมในขณะนี้เป็นอะไร เพราะฉะนั้นต้องการคำถามที่จะให้มีคนตอบ โดยที่คนถามต้องตอบได้ด้วยถ้าคนตอบไม่ได้ มีใครไหมจะได้ฟังด้วยเรื่องนี้ ขออาสาสมัคร

    ผู้ถาม ใครจะตอบก็ได้ใช่ไหมครับ ถามว่าปรมัตถ์ธรรมมีอยู่เท่าไหร่ครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าตอบไม่ได้ก็ยังไม่ต้องตอบ ถามเรื่องสติปัฎฐาน

    ผู้ตอบ ปรมัตถธรรมเท่าที่ผมศึกษามี ๔ ครับ มี จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    ผู้ถาม นิพพาน นี้เป็นปรมัตธรรมที่อยู่ในขันธ์ใดครับ

    ผู้ตอบ สภาพนิพพานไม่ใช่ขันธ์ครับ เป็นขันธวิมุตครับ

    ผู้ถาม สภาพนิพพานนี้เป็นธรรมใน ๓ หมวด คืออะไรครับ

    ท่านอาจารย์ ต้องบอกว่า ๓ หมวดคืออะไร แล้วก็ถามว่านิพพานอยู่ในหมวดไหน

    ผู้ถาม ครับธรรม ๓ หมวดคือ กุศลธรรม อกุศลธรรม และอัพยากตธรรม ถามว่านิพพานนี้อยู่ในสภาพธรรมใดครับ

    ผู้ตอบ อัพยากตธรรมครับ

    ท่านอาจารย์ เก่ง

    ผู้ถาม เพราะอะไรครับ

    ผู้ตอบ เพราะไม่มี ไม่มีก็ทั้งกุศล และอกุศล

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล ทั้งสองอย่าง ทวนคำถามอีกนิดหนึ่ง คนใหม่จะได้ทราบว่า เวลาที่กล่าวถึงธรรมนี้กล่าวได้หลายนัย กล่าวโดยนัยของนามธรรมก็ได้ รูปธรรมก็ได้ หรือจะกล่าวโดยนัยของกุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรมก็ได้สำหรับกุศลธรรมก็ทราบแล้ว อกุศลธรรมก็ทราบแล้ว เพราะฉะนั้นต้องทราบเพิ่มเติมคืออัพยากตธรรม ได้แก่ ธรรมทุกอย่างที่ไม่ใช่กุศล และอกุศล

    ผู้ถาม ครับคำถามที่ถามไปสักครู่นี้ก็คือว่า นิพพานเป็นธรรมประเภทไหนใน ๓ ก็คือทั้งหมวดที่เป็นกุศลธรรม หมวดที่เป็นอกุศลธรรม และหมวดที่เป็นอัพยากตธรรม หรือว่าเป็นอัพยากตธรรมเพราะไม่ใช่หมวดกุศล และอกุศล

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่ใช่กุศล อกุศล

    ผู้ถาม เพราะไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล ครับ ถามว่าปรมัตถธรรมที่กล่าวมาทั้ง ๔ นี้ ปรมัตถ์ธรรมใดที่เป็นสภาพไม่รู้ครับ

    ผู้ตอบ รูปธรรมครับ

    ผู้ถาม แน่ใจหรือครับ

    ผู้ตอบ แน่ครับ

    ผู้ถาม ไม่มีสภาพอื่นใดนอกเหนือจากรูปธรรมหรือครับ

    ผู้ตอบ ไม่แน่ใจครับ

    ผู้ถาม นิพพานคืออะไรครับ

    ผู้ตอบ นิพพานคือสภาพที่ไม่เกิดดับ

    ผู้ถาม สภาพไม่เกิดดับนี่ใช่จิตหรือเปล่าครับ

    ผู้ตอบไม่ใช่จิต เพราะพ้นจากจิต เจตสิก รูป

    ผู้ถาม นิพพานก็ไม่ใช่รูปใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นนิพพานนี่มองเห็นไหมครับ

    ผู้ตอบ นิพพานมองไม่เห็นนะครับ แต่ว่ารู้ได้ทางมโนทวาร

    ผู้ถาม ทีนี้ถ้านิพพานนี่ถูกรู้ได้ทางมโนทวาร นิพพานรู้มโนทวารได้ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นจิตเจตสิกเท่านั้น ในปรมัตถ์ธรรม ๔ เราแยกแล้วว่าปรมัตถธรรมมี ๔ คำว่าปรมัตถธรรมนั้นหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของเขา เช่น จิตเป็นสภาพรู้อารมณ์เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ เจตสิกก็เป็นนามธรรมที่รู้อารมณ์เดียวกับจิต อาศัยจิตเกิดพร้อมจิต และรูปไม่ใช่สภาพรู้ และนิพพานไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก ไม่ใช่รูป เพราะฉะนั้นไม่ว่าคำถามจะมาโดยรูปใด เป็นการพิสูจน์ที่จะให้เราได้ไตร่ตรองว่าเราเข้าใจในลักษณะของปรมัตถ์ธรรม ๔ ถูกต้องแค่ไหน คุณวีระช่วยถามทวนอีกครั้งหนึ่ง

    ผู้ถาม นิพพานรู้

    ผู้ตอบ คงตอบว่าไม่รู้ครับ

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ เพราะฉะนั้นปรมัตถธรรมอะไรบ้างที่ไม่รู้อารมณ์ ปรมัตถธรรมอะไรบ้างที่ไม่รู้อารมณ์

    ผู้ตอบ ก็มีนิพพานครับ

    ท่านอาจารย์ กับอะไร

    ผู้ตอบ รูปครับ

    ท่านอาจารย์ คือลืมไม่ได้เลยเรื่องของการศึกษาธรรมอย่างนี้ เข้าใจแล้วไม่ลืมว่า ๔ อย่างนี้ต้องเข้าใจจริงๆ ว่ารูปไม่รู้อารมณ์ นิพพานไม่รู้อารมณ์

    ผู้ถาม ครับตกลงตอบถูกแล้วนะครับ ในปรมัตถธรรรม ทั้ง ๔ นี้ ปรมัตถธรรมใดเป็นนามธรรมบ้างครับขอซ้ำอีกที

    ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรม ๔ ปรมัตถธรรมใดเป็นนามธรรมบ้าง

    ผู้ตอบ จิต เจตสิกเป็นนามธรรม

    ผู้ถาม แน่ใจหรือครับ

    ผู้ตอบ แน่ใจครับ

    ท่านอาจารย์ ยังเหลืออะไรอีก

    ผู้ตอบ จิต เจตสิก นิพพานครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนี้แล้วคงจะไม่ลืม และคงไม่ต้องจดใช่ไหม ถ้าจำได้ จะมีเหตุผลอธิบายไหมว่าทำไม จิต เจตสิก นิพพานเป็นนามธรรม ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวจะเป็นเพียงการจำ ไม่ใช่เป็นการเข้าใจ พอที่จะตอบขยายความนิดหนึ่งได้ไหมว่าทำไมจิต เจตสิก นิพพานเป็นนามธรรม

    ผู้ตอบ เพราะเป็นสภาพที่รู้อารมณ์

    ท่านอาจารย์ นิพพานไม่รู้ แต่นิพพานเป็นนามธรรม

    ผู้ตอบ นิพพานเป็นนามธรรมใช่ ทำไมถึงเป็นนามธรรมหรือครับ

    ท่านอาจารย์ พอที่จะให้เหตุผลที่จะจำได้ต่อไป โดยที่ไม่ต้องท่องไม่ต้องจดแต่ว่าปรมัตถธรรม ๔ นี้เป็นนามธรรม ๓ อย่างคือ จิต เจตสิก กับนิพพานเป็นนามธรรม แต่ควรจะมีเหตุผลสักนิดหนึ่งว่าทำไมเป็น จะได้ไม่ลืม

    ผู้ถาม อันนี้คนถามก็ตอบไม่ได้ครับ

    ท่านอาจารย์ มีใครยกมือไหม

    ผู้ถาม ขอเชิญคุณณรงค์ดีกว่าครับ

    ผู้ฟัง ผมไม่มั่นใจว่าจะถูกหรือเปล่านะครับ แต่ว่าเท่าที่ผมพอจำได้ที่ได้ฟังท่านอาจารย์ ก็นามธรรมในปรมัตถธรรม ๔ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จะมีรูป รูปเท่านั้นนะครับ ที่เป็นรูปธรรม ที่เหลือจะเป็นนามธรรม ที่นิพพานเป็นนามธรรมเพราะว่าไม่ใช่รูปธรรม

    ท่านอาจารย์ ตอบง่ายๆ ใช่ไหม ง่ายดีใช่ไหมก็มีสภาพธรรมสองอย่าง คือนามธรรมกับรูปธรรม สองอย่างเท่านั้นไม่มีเกินกว่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อรูปธรรมเป็นรูปธรรมอย่างอื่นเป็นนามธรรม

    ผู้ถาม ตกลงคำถามต่อไปแล้วกันนะครับ ปรมัตถ์ธรรมที่มี ๔ ก็เป็น เป็นรูปธรรม และเป็นนามธรรม ส่วนนามธรรมนั้นมี ๓ ก็คือ จิต เจตสิก และนิพพาน ทีนี้ปรมัตถธรรมใน ๔ ปรมัตถธรรมใดที่จัดเข้าในขันธ์ ๕ บ้างครับ

    ท่านอาจารย์ ต้องจัดเข้าหรือเป็น

    ผู้ถาม ในปรมัตถธรรม ๔ ปรมัตถ์จะทำใดเป็นขันธ์ ๕ บ้างครับ

    ผู้ตอบ ก็จิต เจตสิก รูป

    ผู้ถาม จิต เจตสิก รูป นามธรรมซึ่งเป็นขันธ์ นามธรรมแบ่งออกเป็นขันธ์ใดได้บ้างครับ

    ผู้ตอบ มีรูปขันธ์ ๑ นามขันธ์ ๔ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

    ผู้ถาม ผมขอเน้นอีกทีว่านามธรรมใด ที่เป็นขันธ์บ้าง ไม่นับรูปนะครับ

    ท่านอาจารย์ คำถามอาจจะขาดคำว่าปรมัตถธรรมไป ก็เลยไม่ทราบว่าจะใช้คำตอบอันไหน เพราะว่าปรมัตถธรรมอะไรที่เป็นขันธ์อะไรอย่างนั้น หรือว่าปรมัตธรรมที่เป็นขันธ์มีกี่ปรมัตถ์

    ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่าเราหิวอย่างนี้ อะไรคือเป็นผู้ที่หิว จิตหิวหรือว่าร่างกายหิวคะ

    ท่านอาจารย์ ถ้าฟังแล้ว เพื่อเข้าใจให้ถูกต้องในสิ่งที่ได้ฟัง ฟังแล้วก็พิจารณาให้เข้าใจให้ถูกต้องว่าที่หิว โต๊ะเก้าอี้หิวไม่ได้แน่นอน แต่สภาพหิวมีจริงๆ ไม่หิวเมื่อไหร่ ไม่ใช่หิวตรงตาเห็น ไม่ใช่หิวตรงหูได้ยิน แต่เป็นลักษณะของส่วนของกาย ที่ไม่สบายที่เป็นทุกข์เกิดขึ้น สภาพที่หิว ถามเองตอบเองสิเป็นอะไร

    ผู้ฟัง เป็นจิตค่ะ ขณะที่เจ็บสมมติว่าเจ็บขาเจ็บเท้า หรืออะไรก็ได้ค่ะ ปวดท้องปวดหัวจิตก็จะรู้ว่าขณะนี้เจ็บที่นี่ อย่างนี้จะเรียกว่าอะไรคะ ก็จิตรู้ใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ขณะที่เจ็บจริงๆ มีจริงๆ ใช่ไหมเป็นสภาพที่มีจริง ทีนี้ปรมัตถ์ธรรมนี้มี ๔ อย่าง ทวนอีกนิดได้ไหมเดี๋ยวจะลืมอะไรบ้าง

    ผู้ฟัง จิต เจตสิก รูป นิพพาน

    ท่านอาจารย์ อันนี้คงไม่ลืม ทีนี้ปรมัตถธรรม ๔ นี่เป็นนามธรรมเท่าไหร่

    ผู้ฟัง ปรมัตถธรรม ๔ ไม่ทราบเลยค่ะ

    ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนี้เราก็ต้องทวนกันอีก เพราะว่าเพิ่งพูดเมื่อกี้นี้เอง ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ฟังค่ะ แต่จำไม่ได้

    ท่านอาจารย์ นี่คือฟังให้เข้าใจ อย่าไปคิดว่าจะจำอย่างเดียว ถ้าเข้าใจแล้วก็รู้เลยต้องรู้ลักษณะของปรมัตถธรรมทั้ง ๔ ที่ต่างกัน ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องต่างเป็นปรมัตถธรรม ๔ แต่ที่ต่างเป็น ๔ เพราะ ๔ อย่างนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกัน ขอให้คิดถึงคนใหม่จริงๆ เพราะฉะนั้นคำถามใดๆ ก็ตาม ถ้าจะเป็นการทบทวนไปในตัวที่จะช่วยให้คนใหม่ได้เข้าใจด้วย เพราะว่าเท่าที่ฟัง เรื่องจิตนี่มีปัญหาแล้ว คือว่ายังไม่เข้าใจจริงๆ เพียงแต่จำๆ มาว่าจิตนี่เป็นสภาพรู้เป็นลักษณะรู้ หรือเป็นธาตุรู้ คือพูดตามได้ทุกอย่าง ถ้าบอกว่าเป็นอาการรู้ลักษณะรู้ สภาพรู้ ธาตุรู้ แต่ยังเป็นความจำอยู่ เพราะฉะนั้นความเข้าใจ นั้นคงจะต้องประกอบคู่กันไปด้วย คาดว่าถ้าจิตยังไม่แม่น หรือว่ายังไม่เข้าใจ อารมณ์คืออะไรถ้าถามคนใหม่จริงๆ นี่จะได้คำตอบอีกอย่างหนึ่ง ขอเชิญตอบจะได้แสดงให้เห็นว่าเราต้องช้าหน่อย เราต้องช่วยเหลือผู้ฟังใหม่ด้วย

    ผู้ฟัง อารมณ์ใช่ไหมคะ ในขณะที่จะเกิดโทสะหงุดหงิดอย่างนี้เรียกว่าอารมณ์ใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ เคยได้ยินคำว่าอารมณ์ไหมคะ

    ผู้ฟัง อารมณ์ก็คืออาจจะเป็นความหงุดหงิด ไม่สบายใจโมโหอย่างนี้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ อันนี้ไม่ถูกต้อง

    ผู้ฟัง ไม่ใช่อารมณ์ ใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ค่ะ ทีนี้เข้าใจจิตแน่นอนหรือยังว่าเป็นสภาพรู้

    ผู้ฟัง สภาพรู้ ก็สมมติว่าหิวอย่างนี้นะคะ ถ้าหิวเป็นจิต

    ท่านอาจารย์ อะไรก็ตามที่รู้เป็นจิต กลับมาที่จิตอีกครั้งหนึ่ง ให้แน่ใจว่าเวลานี้มีจิตไหม นั่งอยู่ที่นี่มีจิตไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้มีจิตอะไร

    ผู้ฟัง ขณะนี้มีจิตอยากจะถามว่า จิตอยู่ที่ไหนคะ

    ท่านอาจารย์ นี่ถูกต้อง เป็นจิตชนิดหนึ่ง แล้วมีจิตอื่นอีกไหม

    ผู้ฟัง จิตอื่นที่ไม่ใช่อยากไม่มีค่ะ เพราะมีแต่อยากอย่างเดียว

    ท่านอาจารย์ นี่แสดงว่ายังไม่เข้าใจจิต เพราะฉะนั้นเราจะไปพูดเรื่องพระโสดาบัน หรืออะไรๆ ก็คงจะไม่ได้ ขอให้ย้อนมาที่ให้เข้าใจจริงๆ ว่าจิตนี้คืออะไร เพื่อที่จะได้เข้าใจคำว่าอารมณ์ด้วย มีใครจะช่วยบ้างไหมคะตอนนี้ จิตกับอารมณ์

    ผู้ฟัง จิตหรือครับ จิตเป็นสภาพรู้ จิตเป็นสภาพรู้นะครับ แต่จิตก็ต้องรู้อารมณ์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้จิตรู้จึงเป็นอารมณ์ของจิตนะครับ จิตรู้อารมณ์ได้ทั้งหมด ๖ ทางนะครับ มีทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ

    ท่านอาจารย์ พูดอย่างนี้เข้าใจคำว่าอารมณ์ไหม หรือยังฟังไม่ทัน เอาใหม่ช้าๆ เข้าใจไหมคะ อารมณ์

    ผู้ฟัง จำได้แต่ไม่เข้าใจค่ะ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ค่ะ จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจ ว่าอารมณ์คืออะไร จุดประสงค์คือเพื่อให้เข้าใจว่าอารมณ์คืออะไร ก่อนอื่นก่อนที่จะรู้ว่าทางไหนทั้งสิ้น ให้เข้าใจว่าอารมณ์คืออะไร

    ผู้ฟัง อารมณ์คือสภาพธรรมที่กำลังปรากฏนะครับ ทีนี้ก็เพื่อว่าจะให้เข้าใจอารมณ์จริงๆ เราก็ต้องรู้ว่าสมมติว่าเราอย่างที่ท่านเคยอาจารย์เคยอธิบาย ถ้าหลับไปเราจะมีรู้อะไรไหมครับ

    ผู้ฟัง ก็ได้ยินพูดค่ะ เสียงทุกคนที่พูด

    อ. สมพร สิ่งที่จิตรู้นั้นเป็นอารมณ์ จิตรู้อะไรหรือครับ รู้สี ก็มีสีเป็นอารมณ์ เอาสั้นๆ เลย สิ่งที่จิตรู้อย่างนั้น อย่างนั้นเป็นอารมณ์ จิตรู้สีใช่ไหม สีก็เป็นอารมณ์ รู้เสียงก็มีเสียงเป็นอารมณ์ สิ่งใดที่จิตรู้สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ คือโดยมากชาวบ้านมักจะพูดถึงว่า มีอารมณ์คือขณะที่กำลังมีความโกรธ รำคาญใจไม่สบาย นั่นไม่ถูก ก็หมายความว่าสิ่งใดที่จิตรู้สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ เป็นอารมณ์ของจิต จิตต้องเป็นธรรมชาติรู้อารมณ์อย่างเดียว แต่ว่าจิตรู้จะรู้อะไรได้ก็ต้องรู้อารมณ์เท่านั้น ไม่มีลักษณะอย่างอื่นเลย ถ้าไม่สบายนั่นก็เป็นเวทนา เป็นสุขก็เวทนา เป็นทุกข์ก็เวทนา ดีใจนั่นก็เป็นเวทนาไม่ใช่จิต เป็นหน้าที่ของเวทนา

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกลับมาที่อารมณ์อีกครั้งหนึ่งให้แน่นอน คือจิตเป็นสภาพรู้อารมณ์เป็นสิ่งที่ถูกจิตรู้ ถ้ามีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้ จิตเกิดขณะใดต้องรู้อย่างหนึ่งอย่างใด เพราะฉะนั้นจะต้องมีสิ่งที่ถูกจิตรู้เสมอคู่กัน จะมีจิตที่เกิดขึ้นรู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจะมีจิตโดยไม่มีอารมณ์ไม่ได้เลย อันนี้เข้าใจหรือยัง

    ผู้ฟัง จะมีจิตโดยไม่มีอารมณ์ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ เพราะจิตเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าใช้คำเต็มก็ถือว่า จิตเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่ถูกรู้นั้นเรียกว่าอารมณ์ หรืออารัมณะ อารัมภณะในภาษาบาลี สั้นว่าอารมณ์อันนี้ต้องแน่นอน ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เป็นต้นไปที่จะไม่เปลี่ยนความเข้าใจเป็นอย่างอื่น เพราะว่าธรรมเป็นอย่างไรเป็นอย่างนั้นตลอดหมดทั้ง ๓ ปิฎก ถ้าเจอคำว่า อารัมมณะ อารัมภณะ หรืออารมณ์ในภาษาไทยหมายความว่า เป็นสิ่งที่จิตกำลังรู้ เมื่อจิตเกิดต้องทำหน้าที่รู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่จิตกำลังรู้ด้วยต้องใช้คำว่า กำลังรู้ สิ่งนั้นเป็นอารมณ์ของจิตที่มีในขณะนั้น ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหมือนกับสิ่งซึ่งรวมกันเป็นก้อนเป็นแท่ง แต่ถ้าแยกออกเป็นชั่วขณะสั้นที่สุดที่ทำหน้าที่แต่ละอย่าง ก็จะเห็นได้ว่าแต่ละโลกนั้นไม่ปนกัน เพราะฉะนั้นก็จะต้องเข้าใจว่าถ้าจะเข้าใจคำว่าจิตกับอารมณ์จริงๆ ก็หมายความว่าขณะนี้กำลังมีจิตกับอารมณ์ แต่ละทางๆ ถ้าเป็นทางตาเห็นขณะนี้จิตเห็น มีสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้เป็นอารมณ์ ถ้าทางหูก็จิตได้ยินมีเสียงเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามที่จิตเกิดขึ้นต้องมีอารมณ์ทุกครั้ง คงจะไม่สับสนเรื่องจิตอารมณ์อีกแล้วใช่ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจนะคะ คราวหน้าถามก็คือตอบอย่างนี้

    อ. สมพร คราวนี้ก็ถามต่ออีกนิดหนึ่งว่าจิตอยู่ที่ไหนครับ

    ผู้ฟัง จิตอยู่ที่รู้อารมณ์ค่ะ

    อ. สมพร อันนั้นคือจิตเกิดขึ้นนะครับ อยู่ที่ไหน จิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ผู้ฟัง จิตเกิดขึ้นที่เห็นค่ะ ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น ที่ได้ลิ้มรส

    ท่านอาจารย์ อันนี้คงจะปนกัน อันนี้แสดงลักษณะของจิต ไม่ใช่แสดงว่าที่อาจารย์ถามว่าจิตอยู่ที่ไหน ไม่ได้ถามว่าจิตคืออะไร เมื่อไหร่ แต่ถามว่าจิตอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง จิตอยู่ที่อารมณ์ค่ะ

    ท่านอาจารย์ อยู่ที่อารมณ์ไม่ได้ค่ะ จิตรู้อารมณ์ไม่ใช่อยู่ที่อารมณ์ จิตนี่ต้องแยก ตอบได้ไหมที่อาจารย์ถาม อาสาสมัครจะตอบไหม

    ผู้ฟัง ตอบแทนให้นะครับ จิตก็เกิดที่สมมติว่าเป็นจิตที่จิตเห็นทางตา ก็ต้องเกิดที่จักขุปสาทหรือตานะครับ ไม่ได้ไม่ได้อยู่ที่อารมณ์

    อ. สมพร คำถามมีสองอย่างนะครับ จิตอยู่ที่ไหนจิตเกิดขึ้นอย่างไร จิตเกิดขึ้นได้อย่างไร

    ผู้ฟัง จิตอยู่ที่ไหนใช่ไหมครับ จิตไม่มีที่อยู่นะครับ เกิดจากเหตุปัจจัยครับ แล้วก็ที่ที่เกิดของจิตก็มีอยู่ ที่จักขุปสาทที่ตา โสตปสาทที่หู คานปสาทที่จมูก แล้วก็ชิวหาปสาทที่ลิ้น และกายปสาทที่กาย แล้วก็จิตเกิดที่ใจก็เกิดที่หัตถวัตถุ จิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าโดยนัยของพระสูตร อาจจะใช้คำซึ่งทำให้เหมือนกับว่ามีที่อยู่ของจิต แต่จริงๆ แล้ว ใช้คำว่าวัตถุคือที่เกิดของจิต ไม่ใช่ที่อยู่ของจิต เพราะว่าจิตไม่ถาวรไม่ใช่ว่าจะอยู่ประจำเหมือนอย่างกับว่าเราอยู่บ้าน หรืออะไรอย่างนั้น แต่ว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตต้องเกิดพร้อมกับรูป และอาศัยรูปเกิดขึ้น ตั้งแต่ปฏิสนธิขณะคือ ขณะที่เกิดกรรมทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดพร้อมกับรูป ซึ่งเรียกว่ากัมมชรูป เพราะฉะนั้นจะเป็นรูปสุนัขรูปแมวข้างหน้าที่เติบโตขึ้น ก็ต้องมาจากขณะปฏิสนธิซึ่งเป็นขณะที่เล็กมากแล้วแต่ว่ากรรมจะจำแนกรูปนั้นให้เป็นรูปของมนุษย์ หรือว่ารูปของเทพ หรือรูปของสัตว์ใดๆ ก็ตาม แต่ให้ทราบว่าในขณะปฏิสนธิ มีกัมมชรูปกลุ่มหนึ่งกลาปหนึ่ง ซึ่งเป็นที่เกิดของจิต เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่ารูปก็ดับ ไม่ใช่ไม่ดับ รูปเองก็ไม่เที่ยง จิตก็ไม่เที่ยง เพียงแต่ว่ามีปัจจัยที่จะให้เกิดพร้อมกันในขณะปฏิสนธิ อาศัยกัน และกันเกิดขึ้น แล้วจิตที่ปฏิสนธิเป็นปฏิสนธิจิตนี้ดับทันทีที่เกิด แต่รูปซึ่งเกิดพร้อมปฏิสนธิจิต จะตั้งอยู่ และดับเมื่อจิตเกิดดับแล้ว ๑๗ ขณะ นี่แสดงให้เห็นว่ารูปดับช้ากว่าจิต แต่รูปก็ดับ เพราะฉะนั้นรูปไม่ใช่ที่อยู่ แต่ว่าเป็นที่เกิดของจิต เวลาที่มีปัจจัยที่จะทำให้จิตใดเกิดขึ้น เราจะต้องรู้ด้วยว่าจิตนั้นรู้อารมณ์อะไร จิตนั้นเกิดที่ไหนคือวัตถุ คือรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิตในภูมิที่มีขันธ์ ๕ นั้นรูปใดเป็นวัตถุที่เกิดของจิต เข้าใจไหมคะ

    อ. สมพร คือเป็นความจริงเพราะว่าโดยนัยของพระอภิธรรมแล้วจิตไม่ได้มีอยู่ ถ้ามีอยู่จิตก็เที่ยงเป็นของเที่ยง จิตนั้นอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น เมื่อไม่มีปัจจัยจิตเกิดขึ้นไม่ได้ เช่นเราหลับตานี่ครับ จิตเห็นอยู่ที่ไหน จิตเป็นของมีอยู่แต่ว่าได้ปัจจัยจึงเกิดขึ้น ถ้าหากว่าจิตมีอยู่จริงๆ นะครับ จิตก็เป็นของเที่ยงเพราะจิตเกิดขึ้นแล้วจิตดับ ไม่ได้อยู่เลยนะครับ จะที่ไหนก็แล้วแต่ ที่ตา ที่หู ที่จมูก ที่ลิ้น ที่กาย ที่ใจ จิตเกิดแล้วจิตก็ดับ ไม่อยู่ เราจะว่าจิตอยู่ได้อย่างไร แต่จิตอาศัยเกิดอย่างที่อาจารย์ว่า อาศัยเกิด เกิดที่ตาก็เพราะว่าอาศัยเกิด อาศัยปัจจัย มีตาพร้อมด้วยปัจจัย ๔ อย่าง จิตเห็นจึงเกิดขึ้นที่หูก็เหมือนกันอาศัยปัจจัยเกิด จิตไม่ได้อยู่ประจำถ้ามีอยู่ประจำก็เป็นของเที่ยง ไม่เกิดไม่ดับอันนี้เกิดดับ จะว่าจิตอยู่ก็ไม่ได้แต่อาศัยเกิดนั้นพูดได้

    ผู้ฟัง ผมสงสัยว่าแล้วทำไมสุภัททะปริพาชกทำไมไม่ติดตามพระพุทธเจ้าไปไปเรื่อยๆ แต่ว่าปลีกตัวไประลึกศึกษา ผมอยากทราบจากท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ข้อสำคัญที่สุด สิ่งที่มีจริงที่กำลังปรากฏที่จะรู้ได้จริงๆ ว่าไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตน นั้นไม่ใช่เพียงฟังเรื่อง อันนี้เราเข้าใจแล้วใช่ไหม แต่จะต้องเป็นขณะที่มีการระลึกรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ นี่แน่นอนนี่เป็นหนทางเดียวที่ปัญญาจะคมกล้า เจริญเติบโตจนกระทั่งสามารถที่จะละการยึดถือสภาพธรรมตามที่เคยได้ยินได้ฟังเดี๋ยวนี้ เพราะว่าถึงจะได้ยินได้ฟังเดี๋ยวนี้ ๒๐ ปี ก็ยังคงเป็นเราอยู่นั่นเอง ถ้าขณะนั้นสติไม่เกิด ไม่ระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่ปัญหามี มีอยู่ว่าสติไม่ระลึก เพราะว่าการฟัง หรือการเข้าใจสภาพธรรมไม่พอ ถ้าเรารู้ว่าต้องเป็นหนทางเดียว คือสติปัฏฐานเกิด คำว่าสติปัฏฐานที่เราใช้คำว่าสติปัฏฐาน ไม่ใช่สติขั้นทาน ไม่ใช่สติขั้นศีล ไม่ใช่สติขั้นฟังแล้วเข้าใจ หรือว่าคิดพิจารณาแล้วเข้าใจ แต่เป็นสติที่กำลังระลึกรู้ลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นปัญหาเริ่มแรกก็คือว่าแม้ว่าจะรู้อย่างนี้ว่าสติปัฏฐานคืออย่างนี้แต่สติปัฏฐานไม่เกิด ถ้าเราบังคับสติปัฏฐานไม่ได้


    นิพพานคืออะไร

    ความเข้าใจปรมัตถธรรม

    จิตไม่มีอารมณ์ไม่ได้



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    22 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ