สนทนาธรรม ตอนที่ 115


    ตอนที่ ๑๑๕


    ผู้ฟัง อาจารย์คะขอเรียนถามนะคะ ว่าปัญญานี้จะเกิดขึ้นเองได้ไหมคะโดยที่ไม่ต้องเรียนแล้วก็ปัญญาที่จะเกิดขึ้นจากการทำสมาธิเหมือนอย่างที่เมื่อกี้ที่มีผู้ถามมาได้ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ปัญญารู้อะไรค่ะคุณหมอมธุรส

    ผู้ฟัง ปัญญาก็ต้องรู้ถ้าในหลักธรรมก็ต้องรู้สภาพธรรมให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้อะไรเป็นสภาพธรรม

    ผู้ฟัง จริงๆ แล้วก็มีแค่นามกับรูปค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ และอยู่ดีๆ จะเกิดขึ้นมาได้ไหมคะปัญญาจะประจักษ์การเกิดดับได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะมีอยู่ทางเดียวคือต้องศึกษาโดยการฟังหรือว่าเรียนแค่นั้น

    ท่านอาจารย์ นี่ก็คือคำตอบนะคะ

    ผู้ฟัง แล้วก็ข้อที่สองก็คือปัญญาจะเกิดจากการทำสมาธิได้ไหมคะเพราะว่าได้ยินอยู่ทั่วๆ ไปแม้กระทั่งเมื่อกี้นี้ก็มีท่านผู้ถามผู้หนึ่งถามขึ้นมา

    ท่านอาจารย์ คือไม่ได้ศึกษาธรรมโดยละเอียด แม้แต่คำว่าวิสุทธิมรรค แบ่งออกเป็นนิเทศ ๓ นิเทศ คือศีลนิเทศ สมาธินิเทศ ปัญญานิเทศ แล้วเคยมีคนที่เพียงได้ยินชื่อวิสุทธิมรรคก็สรรเสริญเลยนะคะ หนังสือเล่มนี้ดีมาก เหมือนกับผู้พูดได้เข้าใจทั้งหมดในวิสุทธิมรรคซึ่งถ้าเข้าใจวิสุทธิมรรคหมดหมายความว่าเข้าใจพระไตรปิฎก หรืออรรถกถา หรือนามธรรมรูปธรรมปรมัตถธรรมหมดเลยด้วยความคิดว่าเป็นสิ่งที่ง่าย เพราะฉะนั้นต้องเป็นเรื่องละเอียดแม้แต่สีละนิเทศก็แสดงเรื่องของกุศลศีล หรือศีลที่จะทำให้ถึงความบริสุทธิ์สมาธินิเทศก็แสดงเรื่องของสัมมาสมาธิทั้งนั้นไม่ได้แสดงเรื่องของมิจฉาสมาธิ ปัญญานิเทศก็แสดงเรื่องของขันธ์เรื่องของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    ถ้าเราศึกษาเผินๆ พอบอกว่าสมาธิเป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา เราจะไม่รู้เลยเราตามไปเลยนั่งทำสมาธิเพราะว่าบรรทัดนี้บอกว่าอย่างนี้แต่ลืมว่าในพระไตรปิฏกนั้นมีทั้งกุศลศีลอกุศลศีล มีทั้งสัมมาสมาธิ และมิจฉาสมาธิ เราต้องรู้เลยค่ะว่าที่กล่าวอย่างนี้ไม่ได้มุ่งหมายว่ามิจฉาสมาธิทำให้เกิดปัญญา ต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องตั้งแต่เบื้องต้นโดยละเอียด สมาธิก็ได้แก่เอกัคคตาเจตสิก ๑ ใน ๗ ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกดวง มีทั้งขณิกสมาธิชั่วขณะหรือสมาธิที่เพิ่มขึ้นก็เป็นเรื่องของการที่จะศึกษาโดยละเอียดโดยที่ว่าเราไม่ได้รีบร้อนจะไปประจักษ์การเกิดดับของนามธรรม และรูปธรรม ถ้าเป็นโดยลักษณะนั้นคือโลภะ อยู่ดีๆ มีอะไรปัญญาแค่ไหนระดับไหนจะไปประจักษ์การเกิดดับของนามธรรม และรูปธรรม เขาบอกเราก็วิ่งตามไปแต่ไปไหนไม่รู้เพราะว่าไม่ใช่ปัญญาที่รู้ความจริงของสภาพธรรมในขณะนี้ หนทางเดียวได้แสดงไว้แล้วคือมหาสติปัฎฐาน ในพระอภิธรรมจะมีข้อความที่บอกว่าไม่ใช่ผัสสะปัฏฐาน ไม่ใช่เจตนาปัฏฐาน ไม่ใช่สมาธิปัฏฐานไม่ใช่สัญญาปัฏฐานแต่เป็นสติปัฎฐาน เพราะฉะนั้นก็ต้องรู้ลักษณะของสติเจตสิกซึ่งมีหลายระดับ ทั้งหมดเป็นเรื่องของความรู้ ไม่ใช่เป็นเรื่องไม่รู้ๆ แล้วก็ไปนั่งทำๆ แล้วก็คิดว่าประจักษ์การเกิดดับ

    ผู้ฟัง เรื่องอื่นมีอีกมากมายนักแต่พระธรรมนี้เป็นทางตรงมีอยู่ทางเดียวทางตรงที่เราจะละกิเลส กิเลสมีรอบตัวเราอยู่แล้วมากมายอยู่แล้วเวลาของเราน้อยนิดเดียว เพราะฉะนั้นขอให้เริ่มต้นเลยขอกราบท่านอาจารย์

    ท่านอาจารย์ เดือนนึงก็ผ่านไป และก็การศึกษาพระธรรม ไม่ทราบว่าระหว่างเดือนหนึ่งที่ผ่านไปมีใครที่จะจำได้แล้วก็ระลึกรู้ว่าธรรมไม่ได้อยู่ที่อื่นนี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ การศึกษาพระธรรมอย่าคิดว่าธรรมอยู่ในหนังสืออยู่ในตำราแล้วก็เป็นแต่เพียงเรื่องราวของธรรมแต่ต้องจำไม่ลืมเลยจริงๆ ค่ะว่าธรรมคือขณะนี้ เดือนหนึ่งผ่านไปเราอาจจะไม่ได้ระลึกเลยว่าแท้ที่จริงแล้วที่เราศึกษาธรรม ไม่ใช่ศึกษาเรื่องราวในหนังสือแต่ว่าศึกษาสิ่งที่กำลังปรากฏ และตลอดเดือนที่ผ่านมาทุกวันทุกนาทีแม้ในขณะนี้ก็มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจให้ถูกต้องจริงๆ ค่ะว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวที่เราได้ยินได้ฟังมาก็เพื่อที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถจะเข้าใจได้โดยง่ายเลยทั้งๆ ที่เราได้ยินได้ฟังมาว่าธรรมมีอยู่สองอย่างเท่านั้น โดยประเภทใหญ่ๆ ที่ต่างกัน ก็คือสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง และสภาพธรรมที่เป็นรูปธรรมอย่างหนึ่ง ต้องเข้าใจว่าแม้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้ที่กำลังเห็นก็สามารถที่จะฟังให้เข้าใจขึ้นว่าขณะนี้ที่กำลังเห็นก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริงเป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้หรือเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งต้องเกิดขึ้นถ้าไม่เกิดขึ้นในขณะนี้เห็นในขณะนี้จะมีไม่ได้เลย

    เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าขณะนี้จะมีสภาพธรรมอะไรปรากฏทางตาคือเห็นทางหูกำลังได้ยินทางใจกำลังคิดนึกเป็นสภาพธรรมที่ล้วนแต่ต้องเกิดขึ้น คือธรรมแม้ว่าจะได้ยินได้ฟังบ่อยๆ แล้วก็ดูว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดว่าเมื่อสิ่งใดปรากฏสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้น แต่ขณะนี้จริงๆ เราเคยรู้ความเกิดขึ้นของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้หรือเปล่า อย่างทางตาสิ่งที่กำลังปรากฏต้องเกิดขึ้นทางหูเสียงที่กำลังได้ยินต้องเกิดขึ้นแม้จิตที่ได้ยินก็ต้องเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่ามีสภาพธรรมที่กำลังเกิด และสิ่งใดที่เกิดขึ้นก็ตามสิ่งนั้นไม่มั่นคงไม่ยั่งยืนสิ่งนั้นอาศัยเหตุปัจจัยเกิดแล้วต้องดับที่จะไม่ดับไม่มีเลย แต่เราก็ไม่สามารถที่จะรู้ความเกิดขึ้น และดับไปของธรรมเพียงฟังเรื่องราวของธรรมเท่านั้น ก็แสดงว่าต้องมีปัญญาหลายระดับขั้นจริงๆ ซึ่งจะข้ามขั้นไม่ได้ไม่มีใครสามารถจะไปประจักษ์การเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมในขณะนี้ถ้าปัญญาไม่ได้อบรมตั้งแต่ขั้นฟังเข้าใจเรื่องของธรรมที่กำลังมี

    ในคราวก่อนเราก็ได้พูดเรื่องของสภาพธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงเกิดขึ้น และดับไปมีลักษณะที่ต่างกันเป็นสองประเภทคือนามธรรมกับรูปธรรม และไม่ว่าเราจะได้ยินได้ฟังเรื่องราวธรรมในพระไตรปิฎกไม่ว่าจะเป็นในพระวินัยพระสูตร หรือพระอภิธรรมก็ตามก็เป็นเรื่องของจิตเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมรูปเป็นรูปธรรม และนิพพานเป็นนามธรรม ซึ่งเราก็จะต้องค่อยๆ ศึกษาให้เข้าใจซึ่งสภาพธรรมเหล่านั้นกำลังมีอยู่ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการฟังพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะตรัสรู้ และทรงแสดง ไม่มีสัตว์โลกได้ที่สามารถจะเข้าใจถูกต้องในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏซึ่งแท้ที่จริงก็กำลังเกิดดับอยู่ในขณะนี้

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอวิชชามากมายสักแค่ไหน ที่นี้ต่อไปถ้ามีคนถามว่าอวิชชาคืออะไรซึ่งโดยศัพท์ทุกคนที่เรียนมาก็ทราบ อวิชชาหมายความถึงความไม่รู้ๆ อะไรขณะนี้มีสภาพธรรมกำลังปรากฏแต่ละคนจะรู้จักอวิชชาว่าไม่รู้ความจริงว่าเป็นสภาพธรรมที่กำลังเกิด และดับ อวิชชาไม่ได้อยู่ในหนังสือขณะนี้กำลังเห็นกำลังเกิดดับไม่รู้ในความเกิดขึ้น และดับไปของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นเมื่อสภาพธรรมเป็นสิ่งที่รู้ยากต้องอาศัยความตั้งใจจริงๆ ในการฟังเพื่อประโยชน์คือการเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏซึ่งแม้ว่าเป็นแต่เพียงนามธรรม และรูปธรรมแต่ก็ต้องฟังแล้วฟังอีกบ่อยๆ จนกว่าจะรู้สภาพที่แท้จริงของนามธรรม และรูปธรรม จึงจะมีความเห็นถูกต้องในพระธรรมที่ทรงแสดง

    ตอนนี้ขอให้ทุกคนลืมเรื่องอื่นหมด และก็สนใจว่ามีลักษณะของนามธรรมจริงๆ มีลักษณะของรูปธรรมจริงๆ ไม่ต้องคิดถึงตัวตนเลยคือไม่ต้องคิดถึงว่าเรากำลังนั่งอยู่ที่ไหนในห้องไหนแล้วก็เห็นอะไรแต่ให้ทราบว่าขณะนี้มีนามธรรม และรูปธรรมแล้วสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอย่างไรเพราะเหตุว่านามธรรมเป็นธาตุรู้นามธรรมไม่ใช่รูปธรรมเลยทั้งสิ้น ไม่มีรูปธรรมใดๆ เจือปนอยู่ในลักษณะของธาตุรู้ ถ้าพูดถึงคำว่าธาตุทุกคนจะรู้ได้เลยว่าเป็นสิ่งที่มีทรงไว้ซึ่งสภาพลักษณะของสิ่งนั้นใครก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อมีธาตุซึ่งเป็นรูปที่เราเคยรู้จักแต่ธาตุซึ่งเป็นนามก็มี และเราไม่เคยรู้จักเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้ ให้ทราบความจริงว่านามธาตุมีรูปธาตุจึงได้ปรากฏเพราะเหตุว่าถ้ามีแต่เพียงรูปธรรมมีเสียงแต่ไม่มีการได้ยินเสียงนั้นก็ไม่ปรากฏ มีสีสันวรรณะมีรสมีกลิ่นแต่ว่าถ้า ไม่มีสภาพธรรมที่รู้กลิ่นรู้รสหรือว่ารู้ว่าสีสันวรรณะกำลังปรากฏทางตาสีสันวรรณะก็ดีกลิ่นก็ดีรสก็ดีก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้ค่อยๆ พิจารณาตามไปเพื่อที่จะได้เข้าใจให้ถูกต้องว่านำมาธาตุนั้นมี และก็เป็นสภาพรู้ และเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ และรู้เพียงที่ละหนึ่งอย่างที่ปรากฏ

    เมื่อมีสภาพรู้ซึ่งเป็นจิต และเจตสิกก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ๆ จะเห็นได้ว่าจิตเป็นสภาพที่สามารถที่จะรู้ได้ทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถูกจิตรู้ ไม่เว้นอะไรเลยสามารถที่จะรู้ได้แล้วแต่ว่าบุคคลนั้นมีจิตประเภทใด ถ้าไม่มีจิตที่สามารถที่จะรู้นิพพานๆ ก็ไม่ปรากฏพระเหตุว่าจิตนั้นไม่เกิดขึ้น ธรรมดาๆ ในชีวิตประจำวันทุกคนก็มีจิตธรรมดาๆ ระดับต่ำสุดคือระดับที่เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา ได้ยินเสียงที่กำลังได้ยินในขณะนี้บางขณะก็ได้กลิ่นบางขณะก็ลิ้มรสบางขณะก็รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสบางขณะก็คิดนึก นี่เป็นสิ่งสามัญประจำไม่ว่าจะเป็นคนเป็นสัตว์ก็รู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้เท่านั้นไม่สามารถที่จะรู้สิ่งที่ประณีตมากกว่านี้ได้ เพราะฉะนั้นต้องมีการอบรมเจริญปัญญาที่จะรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงเพื่อให้รู้ว่าธาตุรู้เป็นธาตุรู้ เมื่อเป็นธาตุรู้ก็คือว่า ไม่ใช่ใคร ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่ตัวตนแต่เป็นธาตุชนิด หนึ่งซึ่งเกิดขึ้น และก็ดับไปทีละหนึ่งขณะนี่เป็นเรื่องของนามธรรม

    ส่วนเรื่องรูปธรรมนั้นก็ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นไม่สามารถที่จะรู้อะไรเลย เช่นกลิ่น มีเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแต่กลิ่นก็ไม่สามารถจะรู้อะไรรสมีเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแต่รสก็ไม่สามารถที่จะรู้อะไร นี่คือลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม และรูปธรรม ตอนนี้ไม่ทราบก็ยังมีข้อสงสัยไหมคะในเรื่องนามธรรมรูปธรรม รูปธรรมไม่จำเป็นต้องมองเห็นค่ะสิ่งใดก็ตามซึ่งเกิดขึ้น และไม่รู้อะไรสิ่งนั้นเป็นรูปธรรม และสิ่งใดซึ่งเกิดขึ้นเป็นสภาพรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้สภาพรู้นั้นมี สองอย่างคือจิตกับเจตสิกแต่เราจะเรียกย่อตอนนี้ว่า นามธรรมเท่านั้นเพราะว่าเราจะต้องค่อยๆ เรียนไปตามลำดับ

    รูปธรรมถึงแม้ว่าไม่ใช่สภาพรู้แต่ว่าเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ความเกี่ยวข้องของนามธรรมกับรูปธรรมก็คือว่ารูปมีจริง และนามธรรมเป็นธาตุรู้ เพราะฉะนั้นนามธรรมก็รู้รูปที่ปรากฏให้รู้โดยอาศัยปัจจัยเช่นจักขุประสาทที่ตรงกลางตามีรูปชนิดหนึ่งซึ่งสามารถจะกระทบกับสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แล้วนามธรรมก็เกิดขึ้นเห็นสิ่งนั้น นี่คือความเป็นปัจจัยของขณะจิตหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นแม้ว่านามธรรมเป็นนามธรรมรูปธรรมเป็นรูปธรรมแต่นามธรรมนั่นเองเป็นสภาพที่รู้รูปธรรม ถ้าไม่มีธาตุรู้ก็ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องโศกไม่ต้องคิดไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวลไม่ต้องเดือดร้อนด้วยประการต่างๆ แต่เพราะเหตุว่านามธรรมเป็นธาตุรู้ซึ่งเป็นจิต และก็ยังมีเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมหลายๆ ชนิดซึ่งเกิดด้วยบางเจตสิกก็เป็นสภาพที่ดีบางเจตสิกก็ไม่ใช่สภาพที่ดี เพราะฉะนั้นขณะได้เจตสิกที่ดีเกิดกับจิตขณะนั้นก็เป็นกุศลจิต ถ้าขณะใดเจตสิกที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับจิตขณะนั้นก็เป็นอกุศลจิต

    แสดงให้เห็นว่าถ้าเราย่อยชีวิตของเรา ให้ละเอียดเป็นถึงหนึ่งขณะจิต เราจะต้องศึกษา และจะทราบได้ว่าไม่มีเราทุกอย่างเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยแล้วก็ดับไป แต่ให้ทราบว่าแม้นามธรรมเป็นธาตุรู้รูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้แต่ก็เกี่ยวข้องกันโดยรูปเป็นอารมณ์หรือเป็นสิ่งซึ่งนามรู้ประการที่หนึ่ง ขณะนี้ทุกคนที่เห็นกำลังเห็นรูปที่ได้ยินคือได้ยินรูปถ้าได้กลิ่นก็ได้กลิ่นรูปลิ้นรสก็ลิ้มรสรูปกระทบสัมผัสก็กระทบสัมผัสรูปคิดนึกก็คิดนึกเรื่องของรูปที่ปรากฏทางตาทางหูทางจมูกทางลิ้นทางกายนั่นเอง

    เพราะฉะนั้นมีใครที่คิดว่าจะไม่รู้รูปได้บ้างไหมคะ เกิดมาแล้วเป็นธาตุรู้เกิดขึ้น และก็มีรูปปรากฏ เพราะฉะนั้นธาตุรู้ก็คือรู้รูปแล้วก็ยังติดข้องในรูปที่ปรากฏด้วย นี่แสดงให้เห็นว่าชีวิตแต่ละขณะของเรา ไม่พ้นจากนามธรรม และรูปธรรมเพราะยังมีความติดข้องต้องการ ในนามธรรม ในรูปธรรมนั่นเอง อันนี้ก็คงจะไปถึงขันธ์ ๕ คราวที่แล้วที่เราเคยกล่าวถึงไปแล้วนะคะเพราะฉะนั้นก็คงจะไม่ต้องทบทวนถ้าใครยังไม่รู้เรื่องขันธ์ ๕ ก็สนใจที่จะรู้ก็ค้นคว้าอ่านได้ในหนังสือนะคะ ซึ่งก็ไม่พ้นจากลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม หรือจิตเจตสิกรูป ขณะนี้ที่กำลังเห็นจิตอยู่ที่ไหนคะคุณมีรังค่ะ

    ผู้ฟัง จิตคือสภาพรู้

    ท่านอาจารย์ จิตคือสภาพรู้รูปไม่รู้อะไรเลย และขณะนี้จิตกำลังรู้รูปคือกำลังเห็น จิตที่เห็นอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง อยู่ที่จักขุ

    ท่านอาจารย์ เกิดที่จักขุประสาทรูปแล้วดับ ไม่ใช่ไม่ดับ เพราะฉะนั้นความเกี่ยวข้องระหว่างนามธรรมกับรูปธรรมอีกประการหนึ่งก็คือว่าในภูมิมีขันธ์ ๕ จิตเจตสิกซึ่งเป็นนามธรรมต้องเกิดที่รูปทุกขณะทุกครั้งที่จิตเกิดจะเกิดนอกรูปไม่ได้เลย แม้ว่านามธาตุ ไม่ใช่รูปธาตุแต่ว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ คือมีทั้งจิตเจตสิกรูป จิตเจตสิกต้องเกิดที่รูปแต่ว่าบางภูมิซึ่งพ้นจากรูป ไม่มีความติดข้องในรูปสามารถที่จะมีแต่นามธรรมเกิดโดยที่ไม่มีรูปเกิดแล้วก็ไม่รู้รูปด้วยนั้นคืออรูปพรหมภูมิ ที่กล่าวตอนนี้ก็เพื่อที่จะให้เห็นความแยกขาดจากกันจริงๆ ของนามธรรมกับรูปธรรมว่านามธรรมคือจิตเจตสิกสามารถที่จะเกิดได้แม้ไม่มีรูปเป็นที่เกิดแต่ว่านอกจาก ๔ ภูมินี้แล้วนอกจากอรูปพรหมภูมิแล้วจิตเจตสิกต้องเกิดที่รูป

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่ทุกคนเห็นก็ให้ทราบว่ามีจิตที่เป็นจักขุวิญญาณจิต เกิดขึ้นที่จักขุประสาทรูปเกิดตรงนั้นจริงๆ เห็นสิ่งที่กำลังปรากฏแล้วดับ ขณะที่กำลังได้ยินเสียงจิตก็ต้องเกิดที่รูปจะไปเกิดนอกรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่เกิดของจิตได้ยินก็คือโสตประสาทรูปเกิดที่โสตประสาทรูปแล้วก็ได้ยินแล้วก็ดับ จิตเห็นจิตได้ยินจิตได้กลิ่นจิตลิ้มรสจิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย ๕ ทาง ๕ ทวารเกิดที่ปราสาทรูป ๕ รวมเป็นจิตประเภทหนึ่งมี ๑๐ ดวงเกิดที่ประสาทรูป ๕ นอกจากนั้นแล้วจิตทุกดวงเกิดที่หทยวัตถุ ต้องมีรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิตตั้งแต่ขณะแรกที่ปฏิสนธิเกิดขึ้นในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ถ้าเป็นในภูมิที่ไม่มีรูปในอรูปพรหมจิตเจตสิกเกิดโดยที่ไม่ต้องมีรูปเป็นอารมณ์แล้วก็ไม่ได้อาศัยรูปเกิดด้วยแต่ว่าในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ขณะแรกที่จิตเกิดกรรมทำให้หทยวัตถุรูปเกิดขึ้นด้วยโดยหทยวัตถุรูปนั้นเป็นที่เกิดของจิต แสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องกันอย่างที่หยาบๆ พอที่จะเข้าใจได้ว่านามธรรมเป็นนามธรรมรูปธรรมเป็นรูปธรรม แต่อาศัยกันโดยนามธรรมเกิดที่รูปธรรม และจิตเจตสิกก็รู้รูปธรรมด้วยเป็นอารมณ์ เพราะฉะนั้นรูปเป็นอารมณ์ประการหนึ่ง และรูปเป็นที่เกิดของจิตตั้งแต่เกิดจนตาย นี่คือที่เรียกว่าตัวเรา หรือว่าชีวิตของเราแต่แท้ที่จริงก็คือเป็นนามธรรม และรูปธรรมนั่นเองสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ได้ไหมคะ ฟังแล้วสามารถที่จะรู้ความจริงอย่างนี้ได้ไหมคะ คุณวีระ

    ผู้ฟัง รู้ได้ครับ

    ท่านอาจารย์ รู้ ได้เมื่อไหร่คะ

    ผู้ฟัง รู้ได้เมื่อสติระลึกครับ

    ท่านอาจารย์ ทันทีหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง ทันทีครับ

    ท่านอาจารย์ รู้ได้ทันที

    ผู้ฟัง ครับผมฟังแล้วเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ฟังแล้วเข้าใจแต่จะรู้ลักษณะแท้จริงของนามธรรมซึ่งแยกขาดจากรูปธรรมโดยธาตุรู้ปรากฏซึ่งไม่มีรูปธรรมเจือปนเลย

    ผู้ฟัง ขณะนั้นก็ต้องเป็นเป็นวิปัสสนาญาณ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสติเกิดระลึกจากการที่ได้ฟังเข้าใจ แล้วค่อยๆ ศึกษาลักษณะของสภาพธรรมที่เราฟังจนกว่าลักษณะนั้นจะปรากฏตรงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการฟังก็เป็นระดับขั้นหนึ่ง ของการที่จะทำให้สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่ไม่ต้องรีบร้อนหรือไม่ต้องเร่งรัดว่าวันนี้อยากจะปฏิบัติพรุ่งนี้อยากจะปฏิบัติอยากจะรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เพราะเหตุว่าต้องค่อยๆ อบรมเจริญความรู้ความเข้าใจขึ้น แล้วก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมไม่ใช่ตัวตนซึ่งจะไปเร่งรัดแต่สามารถที่จะรู้ได้ในวันหนึ่งเพราะว่าความจริงเป็นอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น นามธรรมเป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรมเมื่อนามธรรมเป็นอย่างนั้นปัญญาก็สามารถที่จะรู้ลักษณะที่แท้จริงของนามธรรมได้ แต่ต้องอาศัยการอบรมมากทีเดียว เพราะฉะนั้นให้เห็นอวิชชาว่ามากสักแค่ไหนตามความเป็นจริงก่อนอื่นที่จะละอวิชชาก็ต้องรู้ว่าวิชาคืออะไรไม่รู้อะไรในขณะไหน ไม่รู้ลักษณะของนามธรรมในขณะที่กำลังเห็นในขณะนี้นี่คืออวิชชาไม่รู้ลักษณะของนามธรรมซึ่งเป็นธาตุที่ได้ยินในขณะที่เสียงกำลังปรากฏนี่คืออวิชชา เพราะฉะนั้นเมื่อสติเกิดก็ค่อยๆ ระลึกศึกษาไม่ใช่ศึกษาหนังสือหรือเรื่องราวแต่ศึกษาลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏจนกว่าจะค่อยๆ รู้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นเพราะว่าเคยฟังเข้าใจแต่ว่าเมื่อสภาพธรรมกำลังปรากฏอย่างนี้ตามธรรมดาอย่างนี้ และไม่สามารถที่จะรู้อย่างนี้ได้ก็จะต้องอาศัยสติซึ่งจะเกิดทีละเล็กทีละน้อยแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น

    ไม่ทราบว่าคนใหม่จริงๆ วันนี้เท่าที่ได้ฟังมาแล้ว ไม่ทราบว่ายังสงสัยอะไรตอนไหนที่อยากจะให้เพิ่มเติมบ้างไหมคะเท่าที่ได้รับฟังมาแล้ว เพราะว่าอยากจะให้ทุกคนเข้าใจไปพร้อมๆ กันจริงๆ คือคนเก่าก็จะได้ความแยบคายละเอียดลออที่จะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะรู้ลักษณะของสภาพธรรมด้วย และคนใหม่ก็จะได้ตั้งต้นเลย

    ผู้ฟัง ที่ไม่สงสัยก็อาจจะเป็นเพราะว่าไม่รู้ก็ยังอยากจะได้ฟังที่ขยายความออกไปอีกค่ะ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    24 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ