สนทนาธรรม ตอนที่ 107
ตอนที่ ๑๐๗
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้อยู่ที่ว่าไม่ว่าสิ่งใดที่ผ่านหูผ่านตา ถ้าเราคิดพิจารณาก็จะทำให้เราเกิดความเข้าใจ ถ้าฟังไม่มีสติก็คือว่านึกไปเป็นอกุศลเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่เข้าใจเลย แต่ขณะใดที่ฟังแล้วเข้าใจขณะนั้นแม้ไม่รู้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงว่าประกอบด้วยโสภณธรรม ธรรมฝ่ายดีนั้นมากที่เกิดร่วมกันในขณะนั้น มีทั้งสติมีทั้งศรัทธา มีอโลภะ มีอโทสะ อกุศลใดๆ เกิดร่วมไม่ได้เลยในขณะที่ฟัง และเข้าใจ มีสติขั้นฟัง แต่สติขึ้นฟังนั้นฟังแค่นี้เข้าใจแค่นี้ น้อยแค่นี้ ต้องรับทราบด้วยว่าน้อยแค่นี้เอง ๔๕ พรรษาที่ทรงแสดง แล้วเราฟังแค่นี้จะให้ปัญญาของเรามากมายมหาศาลหมดความสงสัยทันทีที่ได้ฟังนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ หรือแม้แต่สติปัฏฐานหรือการปฏิบัติธรรมใดๆ ยังไม่ต้องคิดถึงเพราะเหตุว่าไม่ใช่เรื่องเราจะทำ แต่เป็นเรื่องการอบรมของสติจากขั้นฟัง พอฟังแล้วเข้าใจขึ้นสติเพิ่มขึ้นแล้วจากฟัง พอฟังเข้าใจขึ้นอีกสติ และปัญญาก็เพิ่มขึ้นอีก จนกว่าจะถึงขณะที่ปรุงแต่งให้เป็นสติปัฏฐานระลึกลักษณะตัวจริงของธรรมคือนามธรรม และรูปธรรม แล้วก็ปัญญายังจะต้องอบรมจนกว่าจะรู้ชัดขึ้น จนกว่าจะถึงการประจักษ์แจ้ง
เพราะฉะนั้นจะมาถามว่าดูอย่างไรทำอย่างไรนั้นไม่ใช่เรื่องทำอย่างไรหรือดูอย่างไร แต่เป็นเรื่องฟังแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้น แล้วก็ไม่ต้องถามว่าทำไมกิเลสยังไม่หมด หรือไม่ต้องถามว่าทำไมความสงสัยยังอยู่ จะมายังสงสัยอยู่ก็ยังอยู่เพราะเหตุว่าฟังแค่นี้จะหายสงสัยได้อย่างไร
ผู้ฟัง ก็เข้าใจขึ้นนี้ก็จะศึกษาพิจารณาด้วย
ท่านอาจารย์ ทีนี้พอเข้าใจขึ้นนิดหนึ่งก็ยังไม่พอค่ะ ต้องเข้าใจมากกว่านี้จะทำอย่างไร จะเอาตอนเข้าใจมากกว่านี้จะทำอย่างไรอีกใช่ไหม ก็ไม่ใช่เรื่องเร่งรัดเลย เป็นเรื่องที่ความจริงคือแค่ไหนแค่นั้น แค่เข้าใจแค่นี้เดี๋ยวนี้คือแค่นี้ ฟังต่อไปอีกเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก นี่คือภาวนาอบรมเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก คือรู้ความจริงว่าเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกแล้ว แล้วก็จนกว่าจะเข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้ความสงสัยค่อยๆ ลดลง
ผู้ฟัง ขอถามอาจารย์ครับ ขณะนี้หลายคนยังเห็นว่าเป็นเก้าอี้ คราวนี้ขณะไหนเมื่อไหร่จึงจะไม่เห็นเป็นเก้าอี้ครับ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ไม่เห็นแต่หมายความว่ารู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม ขณะนี้เป็นเราแน่นอนที่เห็นเก้าอี้ ถามอย่างไรก็ต้อง เราเห็นเก้าอี้ นี้แน่นอนที่สุด แต่เมื่อไหร่สภาพของนามธรรมปรากฏ ลักษณะที่เป็นนามธรรมขณะนั้นไม่มีเรา ต้องมีลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏ ประกาศ เปิดเผยแสดงตนในลักษณะที่ไม่ใช่เรา ให้ประจักษ์แจ้ง ไม่ใช่เราไปนึกเอาเองวันนี้ไม่ใช่เรา ฟังเท่าไรก็พยายามไปนั่งท่องคิดเอาว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่อย่างนั้น นี่คือขั้นความเข้าใจในเรื่องสภาพธรรมว่าฟังแล้วรู้ว่าเป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมสองอย่างในโลกนี้ จะไปสมมติเรียกว่าสัตว์ เรียกช้าง เรียกนก เรียกโต๊ะ เรียกเก้าอี้อะไรก็เรียกไป แต่ว่าความจริงแล้วมีธรรมสองอย่างคือนามธรรม และรูปธรรม และเมื่อไรที่สภาพของนามธรรมปรากฏ โดยไม่ใช่เป็นเราที่กำลังรู้ ขณะนั้นก็จะรู้ความจริงของสภาพธรรมได้
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นหลักความเข้าใจก็คือ ถ้าทางตาจะไม่มีทางที่จะเป็นเก้าอี้ได้ นอกจากสภาพธรรมที่ปรากฏจนกว่าจะอบรมปัญญาที่จะเห็นความเป็นจริง ซึ่งขณะเริ่มต้นก็คือจะต้องเป็นขณะที่สติปัฏฐานเกิด จนกว่าจะเห็นจริงๆ ก็ตอนที่เป็นวิปัสสนาญาณ
ท่านอาจารย์ จะเห็นได้ว่าทำธรรมมีหลายระดับขั้น ขั้นที่เห็นแล้วไม่รู้ นั่นคือไม่รู้จริงๆ แต่ขณะที่ไม่รู้มีความจำคือสัญญาเจตสิกเกิดร่วมกับจิต อันนี้ก็ก้าวไปไกลซึ่งความจริงวันนี้ตั้งใจจะให้ช้าที่สุดเลย คือให้ทุกคนเข้าใจเรื่องนามธรรม รูปธรรม เรื่องปรมัตถธรรมเสียก่อน และก็ต่อไปก็จะได้ไม่มีปัญหา ยังไม่อยากจะให้เลยไปกว่านั้น แต่ก็มาก็ได้ คือขณะที่เห็นมีสัญญาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นจำเลยทันทีที่เห็น มีสภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งซึ่งจำ เรายังไม่ใส่ชื่อว่าเจตสิก ไม่ใส่ชื่อว่าสัญญา อะไรก็ได้ แต่สภาพจำนั้นมี ไม่ว่าเห็นอะไร ได้ยินอะไร ได้กลิ่นอะไร ลิ้มรสอะไร รู้อะไรก็ตาม จะมีสภาพที่จำสิ่งนั้นทันที แต่ว่าจำผิด จำคลาดเคลื่อนจากความจริงซึ่งใช้คำว่าวิปลาส หรือวิปลาสคือจำผิด คือพอเห็นแล้วไม่ได้จำถูกต้องเลยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ นั่นต้องเกิดกับปัญญา ต้องเกิดจากความเข้าใจ ต้องเกิดพร้อมสติ ต้องเกิด จากการที่ค่อยๆ พิจารณาแล้วค่อยๆ รู้ขึ้น แต่ถ้าตราบใดสภาพธรรมเหล่านั้นยังไม่มีเวลาเห็นทีไรสัญญาเจตสิกก็จะจำทันที แต่ว่าจำคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง คือจำรูปร่างสัณฐาน แล้วก็มีความเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดคือเป็นโต๊ะ เป็นคน เป็น เก้าอี้ ถ้าไม่มีสภาพที่จำ จะรู้ไหมว่าสิ่งที่เห็นนี้เป็นอะไร ถ้าไม่มีสภาพที่จำ
ผู้ฟัง ครับ มันก็เป็นไปไม่ได้
ท่านอาจารย์ เป็นไปไม่ได้แต่ถ้ามีสภาพที่จำ แต่ว่าจำวิปลาสเรียกว่าสัญญาวิปลาส เพราะฉะนั้นก็จำคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง คือความเป็นจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏแล้วก็หมด แต่เมื่อไม่รู้ก็จำว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด และจำอย่างนี้ตลอดเรื่อยมาในสังสารวัฏ แม้แต่ขณะที่กำลังฟังอย่างนี้ สัญญาความจำซึ่งเคยจำไว้เนิ่นนานนั้นก็ไม่ได้หมดไปจากเพียงแค่ฟังนิดเดียว และใช้เห็นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาลบสัญญาวิปลาสเก่าๆ นั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเห็นความเหนียวแน่นของสัญญาวิปลาศซึ่งจำคลาดเคลื่อนมาตลอด ว่าสิ่งที่เห็นเป็นคนนั้นเป็นสิ่งนี้ แต่ถ้าคิดถึงสภาพของนามธรรมหนึ่งขณะ ซึ่งเกิดขึ้นเห็นเท่านั้นจะเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ แต่เพราะเหตุว่ามีสัญญาความจำก็ทำให้เราจำคลาดเคลื่อน แต่เวลานี้กำลังจำใหม่ ใช่ไหม กำลังเริ่มอบรมสัญญาใหม่ คือแทนที่จะเป็นอัตสัญญาก็เริ่มเข้าใจว่า ไม่มีหรอกเรา แต่มีปรมัตถธรรม มีสภาพธรรมเพราะเหตุว่าถ้าไม่มีสภาพธรรมอะไรๆ ก็ไม่มี เราก็ไม่มี โต๊ะเก้าอี้ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี เพราะฉะนั้นขณะนี้สัญญาของเรากำลังจำใหม่จากการฟัง ว่าไม่มีตัวตน แต่มีปรมัตถธรรม แล้วก็ขอให้รักษาสัญญาอันนี้ไว้ อย่าลืมแล้วก็ทำให้สัญญาอันนี้เจริญขึ้น มากขึ้น มั่นคงขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นจริงตามลำดับขั้นจากการฟังไปเรื่อยๆ
ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์นะคะ เมื่อสักครู่นี้ที่คุณเผชิญมาเรียนถามเกี่ยวกับเรื่องสภาพรู้ ท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวถึงบอกว่าตานี่ไม่เห็นอะไรนะ ตาไม่เห็นอะไร
ท่านอาจารย์ ถูกไหมคะ
ผู้ฟัง ถูกค่ะแต่โดยคนทั่วๆ ไปก็จะพูดว่าตานี่เห็นก็เห็นด้วยตา เพราะฉะนั้นตรงนี้
ท่านอาจารย์ เห็นด้วยตานี่ถูกแต่ไม่ใช่ว่าตาเห็น
ผู้ฟัง จิตเห็น เพราะฉะนั้นก็เห็นด้วยตา
ท่านอาจารย์ ค่ะถ้าไม่มีตาจิตเห็นก็เกิดไม่ได้ แต่ตาไม่เห็นด้วย
ผู้ฟัง ตา นี้เป็นเครื่องมือ ด้วยคำว่าด้วยนี่แปลว่าเครื่องมือ
ท่านอาจารย์ เพราะว่าถ้าไม่มีตาแล้วอย่างไรเห็นจิตเห็นก็เกิดไม่ได้ แต่ตาไม่ได้เห็นอะไรเลย ตาเห็นไม่ได้
ผู้ฟัง เห็นถ้าทั่วไปเขาพูดบอกว่าตาไม่เห็นนี่งงค่ะ
ท่านอาจารย์ ตาเป็นอะไรคะ
ผู้ฟัง ตาเป็นรูปค่ะ
ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม
ผู้ฟัง ก็กราบขอบพระคุณค่ะ กราบเรียนถามอีกข้อหนึ่งที่ท่านอาจารย์สักครู่นี้บอกว่า ฟังเข้าใจถึงจะเป็นกุศล ถ้าฟังไม่เข้าใจไม่เป็นกุศลหรือคะ
ท่านอาจารย์ แน่นอนค่ะ ฟังแล้วก็คิดเรื่องอื่นก็ได้ แล้วก็ไม่เข้าใจก็เป็นความสงสัยความไม่รู้ก็เป็นกุศลไม่ได้
ผู้ฟัง อาจารย์ขอเรียนถามว่าสมองนี้เป็นรูปธรรม นี่อันนี้ก็อยากจะเรียนถามว่า คนเราก็ต้องใช้สมองนะคะเพราะฉะนั้นอาจารย์ช่วยกรุณาให้ความกระจ่างว่า ที่เขาพูดว่าคนเราใช้สมองเนี่ย สมองคิด สมองอะไรต่างๆ เนี่ยนะฮะ แต่สมองเป็นรูปซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ อันนี้ อันนี้ขอความกระจ่างฮะ
ท่านอาจารย์ แค่คนเราก็ไม่มีแล้วไม่ใช่หรือคะ เราไม่มีก็มีปรมัตถธรรม แล้วจะใช้สมองอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวค่ะเราพูดถึงเรื่องราว แต่ถ้าเราย่อยออกมาเป็น หนึ่งขณะจิต นี่ค่ะที่จะสามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรมได้ เพราะเหตุว่าชีวิตนี่ไม่ได้เกิดรวมกันทีเดียว ๕, ๖ ขณะจิตเลยจิตเกิดขึ้น สภาพรู้ในขณะเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะซึ่งหนึ่งขณะนั้นเร็วมาก เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เรากล่าวถึงไม่ว่าจะในหนังสือพิมพ์ เรื่องชีวิตของคนนั้นคนนี้ก็ตามเป็นเรื่องราวของสภาพปรมัตถธรรมซึ่งเกิด และดับไปอย่างรวดเร็ว แต่ความทรงจำไม่ทิ้งไปเลย ยังจำไว้ทั้งหมดตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เกิด แล้วก็โตขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรบ้าง นี้เป็นเรื่องความจำปรมัตถธรรมซึ่งเกิดแล้วดับแล้วทั้งหมด แต่สัญญาความจำเป็นสัญญาวิปลาสคือจำว่าเป็นตัวตนที่เที่ยงที่ยั่งยืนไม่ได้คิดไปเลยว่าเกิดแล้วก็ดับไป เพราะฉะนั้นก็มีเรื่องราวต่างๆ เหตุการณ์ต่างๆ แต่ถ้าย่อยลงไปจริงๆ ที่จะรู้ว่าไม่มีอะไรเลยนอกจากปรมัตถธรรมก็ต้องเป็นเพียงขณะที่สภาพธรรมนั้นกำลังปรากฏทีละอย่างไม่ใช่เรื่องราวอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นเรื่องราวเมื่อไหร่ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นสัญญาที่จำเรื่องอยู่ในโลกของสมมติสัจจะมาโดยตลอด เป็นเรื่องของสมอง เป็นเรื่องของคน เป็นเรื่องต้นไม้ เป็นเรื่องอะไร จนกว่าจะได้เข้าใจว่าที่จริงแล้ว ปรมัตถธรรมเท่านั้นที่เป็นจริงมีจริง และก็เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป
ผู้ฟัง คือยังหลงทางอยู่นิดหนึ่งว่าสมองนี่เขาคิดเลข คิดเลขคิดอะไรต่ออะไรได้ทุกอย่างใช่ไหมคะ นี่ทางโลกแล้ว พูดทางโลกก่อนนะคะ ทีนี้โดยปรมัตถแล้วสมองนั่นคือรูป สมองทำงานอย่างไรคะ
ท่านอาจารย์ เราไม่ได้พูดลอยๆ ว่าชื่อสมองทำงานอะไร แต่เราจะดูว่าสมองนี่คืออะไร แล้วกระทบสัมผัสได้ไหม เห็นได้ไหม ดมกลิ่นได้ไหม ชิมได้ไหม จะรู้จักสมองจริงๆ ก็รู้ได้ ๕ ทางใช่ไหมคะ ทางตาต้องเห็น ถ้าไม่เห็นเราจะพูดถึงสมองได้อย่างไร ทางกายเราต้องกระทบสัมผัส เราถึงจะรู้ว่าขณะนี้เรากำลังสัมผัสสิ่งที่เรียกว่าสมอง ดมก็ได้ กลิ่นสมองก็ต้องไม่เหมือนกลิ่นอื่น รสสมองก็ต้องไม่เหมือนรสอื่น
ผู้ฟัง ทีนี้พอไปถึงคิดนึกก็ไปถึงทางใจ
ท่านอาจารย์ นี่เรากำลังจะรู้จักสมองไงคะ รู้จักสมองก่อนแล้วเราถึงจะอธิบาย หรือว่าใช้อะไรได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ เพราะฉะนั้นเวลาที่พูดถึงธรรมเราพูดถึงสิ่งที่มีจริงซึ่งเปลี่ยนไม่ได้ ใครจะไปเปลี่ยนแปลงสภาพธรรมนั้นไม่ได้เลย สมมติเรียกสมองสมมติได้จะเปลี่ยนชื่อสมองให้เป็นชื่ออื่นก็ได้ แต่ลักษณะที่แท้จริงของสภาพธรรมที่เรามาเรียกว่าสมองนี้คืออะไร ต้องรู้ความจริงอันนี้ เราต้องรู้สัจจธรรมอันนี้ มิฉะนั้นก็เรารู้เรื่องราว และก็เรื่องราวจริงเท็จต่างๆ แต่ว่าไม่รู้จักตัวจริงของสิ่งที่เราเรียกว่าสมอง และเราจะมาถามว่าสมองทำอะไรได้ สมองคิดอะไรได้ ในเมื่อเรายังไม่รู้จักสมอง เพราะฉะนั้นก่อนอื่นต้องรู้จักว่าสมองคืออะไรก่อน
ผู้ฟัง สมองก็เป็นรูปธรรมซึ่งเป็นรูปธรรม ซึ่งเขาทำอะไรไม่ได้เลย แหมมันก็ค้านกับทางโลกนะคะ อาจารย์
ท่านอาจารย์ โลกจะว่าอย่างไรก็ตามแต่นี่คือพุทธะ ผู้ที่รู้ความจริงของสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้
ผู้ฟัง เชิญคุณหมอค่ะ
ผู้ฟัง คือสมองนี่เป็นเป็นรูป แต่ทีนี้ธาตุรู้อาการรู้หรือการคิด การรู้มันเป็นส่วนที่พ้นสมองมาแล้วพ้นรูปออกมาแล้ว ชื่อสมองเป็นรูปนะครับ แต่การคิดนี่คิดจากสมอง แต่ว่าเมื่อสภาพคิดคือเป็นสภาพรู้ ธาตุรู้ อาการรู้ หมายความว่ามันพ้นจากรูปนี้มาแล้ว อาการรู้ธาตุรู้ส่วนที่เป็นอาการรู้เป็นนามธรรมเป็นคนละส่วนกับสมอง
ผู้ฟัง ที่ว่าอาการรู้ธาตุรู้ รู้ทางไหน หรือทั้ง ๖ ทวาร
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อน ขอนิดหนึ่งค่ะ คือเราไปทีละนิดๆ ทีละประโยคของคุณหมอก็ได้ ไม่ว่าเราจะได้ยินได้ฟังอะไร คุณหมอบอกว่าคิดจากสมองหรืออาศัยสมองเป็นเครื่องคิดนะคะ
ผู้ฟัง อาศัยรูปเป็นเครื่องคิดนะครับ แต่ว่าอาการรู้มันพ้นสมองมาแล้ว
ท่านอาจารย์ ตอนที่เกิดมาใหม่ๆ อะไรเกิดขณะแรกที่เกิดในโลกนี้ที่ว่าคนเกิดนั้น อะไรเกิด
ผู้ฟัง เกิดใหม่หรือครับ ก็รูปแรกที่เกิดในโลก ก็รูปเกิดแล้วมีนามธรรม
ท่านอาจารย์ ต้องมีนามธรรมกับรูปธรรมสองอย่าง ใช่ไหมโดยปรมัตถ์ถ้าเราจะแยกอีกนิดหนึ่ง ถ้าใครไปอ่านหนังสือ หรือว่ายังไม่ได้อ่านวันนี้ไปอ่านเสียก็จะได้ทราบว่าจิตเจตสิกรูปเกิดที่ว่าสัตว์เกิด บุคคลเกิด ตอนเกิดมีสมองหรือเปล่า
ผู้ฟัง ยังไม่มี
ท่านอาจารย์ ยังไม่มี คิดหรือเปล่า
ผู้ฟัง ยังไม่คิด โลภะค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทางวิทยาศาสตร์นี้อย่าได้เทียบกับสัมมาสัมพุทธะ ไม่มีทางเลย เรียนจากความทรงจำเรื่องราวของปรมัตถธรรม โดยไม่รู้จักตัวจริงของปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นวิชาไหนแน่ซึ่งเป็นวิชาจริงๆ ซึ่งคนอื่นไม่รู้ สัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้รู้สิ่งที่คนอื่นไม่รู้ หมอรู้ได้เรื่องราวความทรงจำ เรื่องพยาธิ เรื่องสมอง เรื่องหัวใจเรื่องอะไรต่างๆ เป็นเรื่องราวของปรมัตถธรรมซึ่งจำไว้ แต่ว่าสภาพธรรมจริงๆ มีนามธรรมกับรูปธรรมเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะเปรียบเทียบวิชาการต่างๆ เราจะเห็นได้ว่าอะไรจริงกว่า อย่างเวลาที่เกิดขณะแรกคือจิตเจตสิกรูปเกิด จิตเจตสิกที่ทำกิจปฏิสนธิขณะเดียวดับแล้ว รูปขนาดนั้นก็มี ๓ กลาป สำหรับในภูมิมนุษย์ซึ่งก็ยังจะไม่ขอกล่าวถึงแต่ไม่ใช่สมอง ไม่มีสมอง แล้วจะกล่าวว่าเราคิดเพราะสมอง ใช้สมองคิดหรืออะไรไม่ได้ นี่เราหมายความว่าเรารู้จักเรื่องราวทรงจำของคนสมัยนี้ซึ่งไม่ใช่พุทธะ
ผู้ฟัง แต่เวลาเราเจ็บป่วยเกี่ยวกับสมองนะครับ ความคิดมันหมดไป
ท่านอาจารย์ ก็เรื่องราวอีกนะคะ
ผู้ฟัง ทีนี้ผมคิดว่า สมองเป็นรูป เป็นรูปนะครับ แต่ว่าเมื่อคิดออกมาแล้วนี่สภาพรู้อาการรู้ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งเป็นนามธรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนทั้งโลกกี่ร้อยกี่พันแสนปีมาแล้วก็ตาม เป็นโลกของตัวตน ซึ่งตัวตนนี้ต้องมีสมอง ต้องมีหัวใจ ต้องมีอวัยวะส่วนต่างๆ แต่ถ้าเป็นผู้รู้ ขณะจิตหนึ่ง ซึ่งเกิดเป็นธาตุรู้มีสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นสิ่งอื่นไม่มี เพราะฉะนั้นขณะนี้ หมอทุกคนนั้นจะจำได้ว่ามีหัวใจมีปอดมีตับมีอะไรทั้งหมด หรือคนที่ไม่ใช่หมอก็จำได้ ทุกคนกำลังนั่งอยู่มีทุกสิ่งทุกอย่าง แต่อย่าลืมนะคะ ว่านี่คือจำ แต่ปรมัตถธรรมเกิดแล้วดับแล้วเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นสภาพธรรมจริงๆ ใน หนึ่งขณะนี้ ไม่มีสมอง ไม่มีเลือด ไม่มีปอด ไม่มีตับ ไม่มีอะไรเลย ขณะที่กำลังเห็นนี้มีอายตนะ หรือสิ่งที่ประชุมกันคือสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แล้วก็จักขุปสาทแล้วก็มีจิตเห็นเท่านั้น หมดเลยค่ะนี่คือไม่ใช่ตัวตน แต่ถ้ายังมีปอด มีตับ มีหัวใจ มีวิชาการอย่างอื่นอยู่นะคะ นั่นคืออัตสัญญาทั้งหมดซึ่งไม่ใช่ความจริง แต่ความจริงแล้วชั่วขณะที่ตาเห็น ไม่มีเสียงปรากฏ ไม่มีอะไรเลยทั้งสิ้น ปอด ตับหัวใจ ฟันก็ไม่มี สมองก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี เพราะมีเพียงสิ่งที่ปรากฏเท่านั้นจริงๆ เพราะว่าอะไร เพราะว่าหัวใจก็เกิดดับเร็วมาก สิ่งใดที่ไม่ปรากฏสิ่งนั้นเกิดแล้วดับแล้วทั้งหมด แต่จำไว้ จำไว้ตลอดเลยว่ามี เพราะฉะนั้นกว่าจะทำลายอัตสัญญาความเป็นตัวตนได้ ก็ต้องรู้ความจริงว่าไม่มีอะไรจริงๆ นอกจากนามธรรมรูปธรรม และนามธรรมนั้นต่อไปจะย่อยละเอียดจนกระทั่งว่าจิตขณะหนึ่งเกิดขึ้นรู้อะไร ขณะต่อไปรู้อะไร ขณะต่อไปรู้อะไร ตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะฉะนั้นจะไม่มีเรื่องราวอย่างที่วิชาการทั้งหลายมี เพราะว่าเรื่องราว หรือวิชาการทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นเพราะความจำ ปรมัตถธรรมเท่านั้น แต่ไม่ใช่รู้จักปรมัตถธรรม
ผู้ฟัง แล้วที่อาจารย์สุรีย์ถามนี่ความคิดนี้อะไรคิดนะครับ
ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นขณะหนึ่ง ขณะนั้นไม่เห็น ขณะนั้นไม่ได้ยิน เป็นจิตที่คิด และก็ดับ
ผู้ฟัง เกิดที่ไหนคะอาจารย์
ท่านอาจารย์ รูปในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ต้องมีรูปซึ่งเป็นที่เกิดของจิต ถ้าหมอเรียนหมอก็ทราบใช่ไหมคะ
ผู้ฟัง ก็เรียกว่าหทยวัตถุ ใช่ไหมครับ ที่หัวใจ
ท่านอาจารย์ ค่ะอยู่ที่รูปใดก็ตามที่เป็นที่เกิดของจิต
ผู้ฟัง ที่นี้ต่อไปถ้าเผื่อมีการเปลี่ยนหัวใจ เราตัดหัวใจออกไป แล้วเอาหัวใจเทียมใส่ อันนี้เคยมีคำถามก็เคยได้ยิน หทยวัตถุที่อยู่ที่ไหน
ท่านอาจารย์ ค่ะเห็นว่าทุกคนคิดว่าทุกคนมีรูปทีนานเหลือเกิน หัวใจเก่าดวงเดียวไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกิด
ผู้ฟัง จะเกิดดับที่ไหน หทยวัตถุนี้ครับ
ท่านอาจารย์ หทยวัตถุมีอะไรเป็นสมุฏฐาน
ผู้ฟัง ก็มีกรรม
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นกรรมเป็นสมุฏฐานให้รูปเกิดขึ้น เป็นที่เกิดของจิตไหนจิตนั้นเกิดที่หทยวัตถุนั้น ถ้าตราบใดคนนั้นยังไม่ตายต้องมีการที่เป็นปัจจัยทำให้หทยวัตถุรูปเกิด
ผู้ฟัง จิตเกิดที่สมองได้มั้ยครับ
ผู้ฟัง จิตเกิดที่สมองได้ไหม ถ้าเผื่อทางแพทย์จะตอบอย่างนั้นนะครับ แต่ถ้าทางธรรมก็บอกว่าเกิดที่หทยวัตถุ หรือทางที่เรียกว่าปสาทรูป ทางทวาร
ท่านอาจารย์ หรือรูปอื่น เพราะว่ารูปที่เกิดของจิตมี ๖ รูป
ผู้ฟัง ทีนี้สมองจะเป็นที่เกิดของจิตบ้างได้ไหม
ผู้ฟัง สมองจะเป็นที่เกิดของจิตได้ ที่ถามทางไหนทางธรรมหรือทางแพทย์
ผู้ฟัง ทางธรรมครับ
ผู้ฟัง ทางธรรมใช่ไหมครับ ทางธรรมก็ตอบไม่ได้
ท่านอาจารย์ ได้สิคะ ต้องตอบได้ไหม ทางธรรมต้องตอบได้ทุกอย่าง
ผู้ฟัง ทางธรรมจิตเกิดที่สมองได้ไหมหรือครับ
ท่านอาจารย์ ทางธรรมต้องตอบได้ทุกอย่าง ตอบได้แต่ไม่ได้หมายความว่านี่คือคำตอบว่าจิตเกิดที่สมองหรืออะไร แต่ทางธรรมนี้ตอบได้ทุกอย่าง
ผู้ฟัง ทางธรรมก็บอกว่าเกิดที่หทัยวัตถุ ๑
ท่านอาจารย์ มีกี่วัตถุหรือคะที่เกิดของจิต
ผู้ฟัง มีที่ตานะครับ จักขุ ที่โสต คานะ ชิวหา กาย และหทยวัตถุ ก็ ๖ อย่างถูกไหมครับ
ผู้ฟัง ถามอันนี้แล้วคำตอบจะเป็นอย่างไร
ผู้ฟัง สมองนี้ สมองก็มีกายวัตถุด้วย ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ ใช้คำว่ากายปสาทรูปค่ะ
ผู้ฟัง กายปสาทรูปไม่ได้คิด สมองคิด
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นไม่มีวิตกเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นสมองเป็นที่เกิดของจิตก็คิดไม่ได้ครับ
ผู้ฟัง สมองนี่มันวิจิตรกว่านั้นนะครับ
ท่านอาจารย์ ถ้าหมอนับว่าเป็นรูปแล้วหมอจะเอานามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยไม่ได้เลยค่ะ รูปคือรูปนามคือนามปนกันไม่ได้ ทางการแพทย์คือการจำเรื่องราวของปรมัตถธรรมแต่ไม่ประจักษ์แจ้งตัวจริงของปรมัตถธรรมแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นกรอบได้เลยค่ะวิชาการทุกวิชาการ เป็นเรื่องราวความจำปรมัตถธรรมแต่ไม่รู้จักตัวจริงของปรมัตถธรรม แต่จำเรื่องราวของปรมัตถธรรมเป็นสาขาวิชาการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชีววิทยาเป็นอะไรๆ ก็ตามแต่
ผู้ฟัง มีแพทย์หลายท่าน อันนี้ไม่ทราบจะมีความเห็นอย่างไรนะครับ ขอเชิญด้วย
ผู้ฟัง ทีนี้คือตัวเองก็เคยสงสัย ก็เคยลองเปรียบเทียบนะคะ แต่ว่าจริงๆ แล้วสมองนี่ถ้าพูดทางธรรมนี้ก็ต้องเป็นรูปอย่างเดียว แต่ก็สงสัยว่าทำไมทางแพทย์ สมองก็เกี่ยวกับความจำ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสัญญาเจตสิก แล้วก็ปัญญาเจตสิกนี่เกี่ยวอะไรกับสมองนะคะ สำหรับจริงๆ สมองเป็นรูปแต่ว่าเจตสิกเป็นธรรม เป็นนามธรรมหมดเลย แล้วก็คนที่ไม่มีสมองนี่ก็คิดเลขไม่ได้ พูดก็ไม่ได้
ท่านอาจารย์ คนไม่มีสมองมีหรือ
ผู้ฟัง แบบว่าสมองที่ที่หมดสภาพไปแล้วนะคะ แต่เขายังหายใจ ได้หัวใจเต้น เขาก็พูดไม่ได้คิดก็ไม่ได้ ไม่จำอะไร ก็ไม่ทราบว่าเขาคิดอะไร
ท่านอาจารย์ ทำไมว่าเขาคิดไม่ได้
ผู้ฟัง เขาคิดได้นะคะ อาจารย์ แต่ว่าเขาก็จะจำใครก็ไม่ได้ พูดก็ไม่ได้ ก็เลยไม่ทราบว่ามันจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร คิดไปคิดมาก็เลยเลิกคิดไป รู้สึกว่ามันจะเปรียบเทียบไม่ได้ค่ะ แต่สมองต้องเป็นรูป
ท่านอาจารย์ ข้อสำคัญสมองเกิดดับหรือเปล่า
ผู้ฟัง สมองต้องเกิดดับ
ท่านอาจารย์ เร็วมากด้วยไม่ยั่งยืนไม่ใช่เป็นก้อนเป็นแท่งที่ถาวรอย่างที่เราคิด ทุกอย่างในโลกของเราเป็นโลกที่ยืนยาวนานมาก แม้แต่สมองก็ยืนยาวนาน หัวใจก็ยืนยาวนาน แต่ตามความเป็นจริงรูปเกิดดับเร็วมากแค่ไหน ถ้าคิดเปรียบเทียบว่ารูปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ และ ๑๗ ขณะนี้เร็วแค่ไหนคะ ระหว่างเห็นกับได้ยินนั้นเกิน ๑๗ ขณะแล้วรูปดับแล้ว เพราะฉะนั้นสมองที่เราจำไว้เป็นก้อนยั่งยืน สมองของเรา หัวใจของเรา แท้ที่จริงก็คือรูป ซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่ และก็เกิดดับตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงธาตุต่างๆ ซึ่งธาตุได้รูปได้เป็นที่เกิดของจิตขณะนั้นจึงจะเป็นวัตถุ
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120