สนทนาธรรม ตอนที่ 104


    ตอนที่ ๑๐๔


    อ.อรรณพ ต้องค่อยๆ เข้าใจ และค่อยๆ ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมไปเรื่อยๆ จนถ้าจะรู้สภาพความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาจริงๆ ก็จะต้องเป็นปัญญาขั้นที่สูงขึ้นไปเป็นวิปัสนาญาณที่จะประจักษ์ความไม่เที่ยงในทุกเป็นอนัตตาจริงๆ

    ท่านอาจารย์ อ่านเรื่องแต่รู้ว่าเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าจะติดใจเรื่องราวอะไรทั้งหมดก็ยังรู้ว่าเป็นเพียงเรื่องจะไปติดตรงไหนจริงๆ ในเมื่อมันไม่มีลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรม

    ผู้ฟัง อ่านแล้วก็ร้องไห้ไปด้วยติดจนน้ำตาไหลครับ

    ท่านอาจารย์ แต่ว่ามีตัวอะไรล่ะคะที่ไปติดขณะนั้นติดตัวอะไร

    ผู้ฟัง ก็ติดเรื่องนะครับ

    ท่านอาจารย์ ไม่คะมีความพอใจมีความสนุกสนานได้ระหว่างที่ดูโทรทัศน์อ่านหนังสือพิมพ์โลภะเกิดได้แต่พูดถึงความติด หรือความยึดมั่นจริงๆ จะไปยึดในสิ่งที่ไม่มี หรือ ถ้าเห็นดอกไม้สวยชอบเห็นโต๊ะสวยชอบเห็นอะไรชอบมีปรมัตถ์ที่ชอบมีสิ่งที่เป็นปรมัตถธรรมที่ติดแต่ถ้าจะชื่อใครไปติดชื่อในเมื่อยิ่งรู้ว่าเป็นเรื่องราวทั้งหมดยึดอะไรจะไปยึดมั่นอะไรในสิ่งที่มันไม่มีหรือใครยังยึด โลกภะเกิดได้แต่ไม่ใช่การยึดก็ต้องยึดในสิ่งที่มี อย่างเราเห็นเราสุขเราทุกข์ หรือว่าเป็นปรมัตธรรมมีได้สำหรับที่จะเป็นขันธ์อุปาทานขันธ์แต่ว่าถ้าสิ่งนั้นไม่มี เราชอบชื่อเพราะๆ เราก็ชอบ และเราจะไปติดจะไปยึดในสิ่งที่ไม่มีนั้น หรือจริงๆ แล้วเรายึดอะไร เรายึดในปรมัตถธรรมแม้ว่าชื่อเรื่องราวต่างๆ ทำให้เกิดความยินดียินร้ายได้ก็จริงแต่ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำให้ไปติด หรือไปยึดมั่นเพราะว่าลักษณะจริงๆ ไม่มีที่จะให้ติด หรือจะให้ยึดมั่นได้ แต่ดิฉันก็ยังคิดถึงเรื่องของความหมายของอุปาทานขันธ์ ในอีกความหมาย หนึ่ง ซึ่งหมายความถึงขันธ์ที่เกิดจากอุปาทาน แต่อันนั้นก็คงจะยังไม่ต้องกล่าวถึง

    อ.นิภัทร คุณประสงค์ได้ยินคุณวีระพูดไหมครับ

    ผู้ฟัง คุณประสงค์ถ้าคุณประสงค์ในปรมัตถ์ไม่มี

    อ.นิภัทร ไม่ๆ ผมไม่ได้ถามลึกถึงขนาดนั้นครับพูดง่ายๆ ไม่ต้องเอาลึกถึงขนาดนั้นหรอกได้ยิน หรือเปล่าได้ยินเสียงคุณวีระพูดไหม

    ผู้ฟัง เมื่อมีเสียงมีปัจจัยมากระทบก็ได้ยิน

    อ.นิภัทร ได้ยินใช่ไหมครับได้ยินเพราะอะไร

    ผู้ฟัง ก็เพราะว่าเสียงเป็นปัจจัยมากระทบกับโสตประสาท

    อ. นิภัทร เพราะมีโสตประสาทใช่ใหม่ ทั้งๆ ที่เราไม่เห็นเราก็สันนิษฐานได้ว่าเรามีโสตประสาทเพราะเรายังได้ยินเสียงอยู่ ใช่ไหมตราบใดที่เรายังได้ยินเสียงอยู่ก็แสดงว่าเรามีโสตประสาท ถ้าเราไม่มีโสตประสาทเช่นคนหูหนวกไม่มีโสตประสาทเขาไม่ได้ยินตะโกนยังไงก็ไม่ได้ยิน

    ท่านอาจารย์ ขอเพิ่มเติมนิดหนึ่งคือเมื่อกี้นี้ก็ดี ที่บอกว่าไม่มีคุณประสงค์ไม่มีใครเพราะเหตุว่าถ้าเกิดมีแล้วเราจะไม่เข้าใจสภาพธรรมเราก็ไปคิดวุ่นวายด้วยคนนั้นคนนี้ แต่ถ้าคิดเพียงชั่วขณะที่มีการได้ยินเกิดขึ้น เฉพาะขณะที่มีการได้ยินเกิดขึ้นไม่มีเราไม่มีใครแต่มีสภาพที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นสภาพที่ได้ยินต้องมีปัจจัยไม่ใช่อยู่ดีๆ เกิดมาได้ ปัจจัยก็คือต้องมีเสียง ถ้าไม่มีเสียงจะได้ยินได้อย่างไรใช่ไหมคะแต่ปัจจัยเดียวไม่พอค่ะคือเพียงแต่มีเสียงเท่านั้น ไม่พอที่จะทำให้จิตได้ยินเกิดขึ้นต้องมีจิต ซึ่งก่อนที่จะได้ยินมี แต่ต้องมีทวารคือโสตประสาทรูปเป็นปัจจัยหนึ่ง ซึ่งกระทบกับเสียง ซึ่งถ้าเกิดใครไม่มีกรรมที่จะทำให้โสตประสาทรูปเกิดคือเป็นกลายเป็นคนหูหนวกทันที เสียงมีจิตอื่นมีแต่จิตได้ยินไม่มี

    เพราะฉะนั้นเราต้องเรียนเรื่องของจิตอย่างละเอียด โดยแตกย่อยเอาคนออกหมดเลยเวลานี้จะไม่พูดถึงคนถ้าพูดถึงได้ยินก็หมายความว่าสภาพได้ยินมีแล้วก็ก่อนที่จะศึกษาธรรมเราไม่เคยรู้เลยว่าได้ยินซึ่งได้ยินตั้งแต่เกิดมาก็เป็นของธรรมดาแต่ความจริงเพราะไม่รู้จึงเห็นว่าเป็นธรรมดา แต่ถ้ารู้แล้วจะต้องเข้าใจถึงว่าสภาพนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรมีเหตุปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับหมดทั้งตัวประสาทรูปทั้งจิตที่ได้ยินทั้งเสียงก็ดับด้วยจึงจะทำให้เราค่อยๆ เกิดปัญญาพิจารณาเห็นอนัตตาคือความไม่ใช่ตัวตนความไม่มีตัวตนถ้าจะพูดถึงสภาพธรรมก็ไม่มีคนจริงๆ ค่ะเราย้อนมาคิดถึงสภาพปรมัตถธรรมจริงๆ แล้วเมื่อเช้านี้ก็รู้สึกว่าจะมาถึง ปรมัตถธรรมแล้วก็อภิธรรมวิเสสลักษณะ และสามัญญลักษณะสภาวะลักษณะไม่ทราบมีใครลืมบ้างหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง เมื่อคิดอย่างนั้นนะความคิดมีจริงความคิดอย่างนั้นเป็นเรื่องของโลภะ และทิฏฐิ โลภะ และทิฏฐิเป็นปรมัตถธรรม และควรจะศึกษาสิ่งที่มีจริงในขณะนั้นเพื่อที่จะได้ศึกษาความแตกต่างกันระหว่างบัญญัติธรรม และปรมัตถธรรม

    ผู้ฟัง สรุปคือการศึกษาที่จะเปรียบเทียบระหว่างบัญญัติกับระหว่างปรมัตถธรรมการที่จะศึกษาสภาพความเป็นจริงเช่นเรื่องของจิต และเรื่องของเจตสิกคือเรื่องของโลภะเรื่องของทิฏฐินี้ยังน่าจะดีกว่าที่จะไปพิจารณาถึงเรื่องที่ไม่สามารถจะคิด

    ท่านอาจารย์ คิดว่าที่คุณโรเบิร์ตกล่าวเมื่อกี้นี้สอดคล้องกับเรื่องเมื่อเช้านี้ที่เราพูดถึงคือเรื่องของปรมัตถธรรมกับบัญญัติธรรมคือสำหรับคุณโรเบิร์ตมีความรู้สึกว่าขณะใดก็ตามที่มีความคิดแม้ว่าความคิดนั้นจะวิจิตรพิศดารมากอย่างใครจะขี่ช้างบินหรือว่ามีพระเจ้าก็คิดได้จะคิดว่ามีพระเจ้าหรือจะคิดวิจิตรยังไงก็คิดได้แต่ขณะนั้นเป็นโอกาสที่จะได้พิสูจน์ความจริงว่าขณะนั้นอะไรที่จริงใช่ไหมคะเพราะเหตุว่าตอนแรกคุณโรเบิร์ตก็ถามว่าที่คนนั้นสนใจเรื่องพระเจ้าเพราะทั้งๆ ที่เป็นคนไทยแต่หลังจากที่เขานับถือศาสนาคริสต์แล้วเขาก็เป็นห่วงเป็นใยคุณโรเบิร์ตเวลาที่ทราบว่าคุณโรเบิร์ตนับถือพุทธก็พยายามที่จะช่วยทุกอย่างที่จะให้คุณโรเบิร์ตสนใจในพระเจ้าแต่ในขณะเดียวกันคุณโรเบิร์ตก็อธิบายให้เขาฟังถึงความต่างกันของปรมัตถธรรมกับบัญญัติว่าบัญญัติเป็นเรื่องของความคิดสิ่งที่มีจริงๆ ขณะนั้นคือความคิดอย่างเวลาที่จะมีความเห็น ในเรื่องใดก็ตามก็ต้องมีโลภะความพอใจในความคิดเห็นนั้น และถ้าเป็นความติดข้องในสิ่งที่ไม่มีจริง ก็ยังเป็นทิฏฐิคือความเห็นผิดด้วย

    เพราะฉะนั้นขณะใดก็ตามขณะที่ความคิดใดๆ เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นความคิดเรื่องศาสนาเรื่องความเห็นต่างๆ หรือว่าจะคิดวิจิตรแบบขี่ช้างบินอะไรก็ตามแต่ขณะนั้นเป็นขณะวาระที่จะรู้ว่าอะไรจริง เพราะเหตุว่าสิ่งที่จริงในขณะนั้นคือจิตซึ่งมีความติดข้องในความคิดนั้นแหละถ้าเป็นเรื่องของความเห็นผิดด้วยก็มีทิฏฐิคือความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ไม่จำเป็นที่จะต้องไปว่า หรือว่าคิดถึงศาสนาอื่นเปรียบเทียบ หรืออะไรอย่างนั้นแต่ธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า อะไรเป็นสิ่งที่มีจริง

    วันนี้ขอทบทวนสำหรับคนที่ใหม่มากคือว่าอาจจะเพิ่งมาเป็นวันแรกก็ได้ทราบว่ามีหลายท่านเหมือนกันแล้วก็ถ้าใครมีปัญหาอะไรจะถามก็ขอเชิญภายหลัง แต่ว่าตอนนี้ขอทบทวนสำหรับคนที่ไม่รู้อะไรเลย คนเก่าคงลำบากหน่อยใช่ไหมคะเพราะว่าจะต้องฟังซ้ำ แต่ว่าขอทบทวนจริงๆ ค่ะให้เข้าใจเพราะเหตุว่าธรรมเป็นเรื่องที่เราจะศึกษาแบบเผินๆ ก็ได้ หรือว่าจะศึกษาแบบลึกๆ ให้เข้าใจชัดๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ ขอถามบ้างสำหรับความคิดเห็นที่จะมีเช่นเวลาที่เราจะศึกษาอะไรก็ตามนะคะ ก่อนอื่นถ้าจะให้เราเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ ดิฉันคิดว่าคงจะต้องเริ่มจากคำว่าคืออะไรอย่างที่เรากำลังฟังเดี๋ยวนี้เรากำลังฟังพระธรรม หรือว่าศึกษาพระพุทธศาสนา เพียงเท่านี้สำหรับคนที่ใหม่มาก ก็ควรที่จะมีคำถามว่าพระพุทธศาสนาคืออะไรดูเหมือนกับเป็นคำที่ไม่ยากเลย แต่ขอเชิญคุณนิภัทรให้ความหมายของคำว่าพุทธะกับศาสนาด้วยคะจากภาษาบาลี

    อ. นิภัทร พุทธะก็แปลว่าผู้รู้ตามศัพท์แปลว่าผู้รู้หรือผู้ตรัสรู้ ศาสนาก็แปลว่าคำสั่งสอน รวมเป็นพุทธศาสนาแปลก็แปลว่าคำสั่งสอนของผู้รู้ หรือของผู้ตรัสรู้แล้วคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง

    ท่านอาจารย์ พุทธะเป็นภาษาบาลีนะคะ ศาสนาเป็นภาษาบาลีด้วยหรือหรือเปล่าคะ

    อ.นิภัทร เป็นภาษาบาลีครับ

    ท่านอาจารย์ ใช้ตรงตัวว่าศาสนา หรือว่ามีคำอื่นอีก

    อ. นิภัทร ภาษาบาลีมีคำ ว่าศาสนเป็นนักปรุงโดยมากก็เป็นศาสนังที่ใช้ว่าคำสั่งสอนเช่น เอตังพุทธานศาสะนังในโอวาทะปาติโมกข์ลงท้ายว่าเอตังพุทธานศาสนังแปลว่านี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือของท่านผู้รู้ทั้งหลาย

    ท่านอาจารย์ โดยมากภาษาไทยเราจะใช้คำภาษาบาลีซึ่งไม่มีคำประกอบข้างหน้าข้างหลังเลยใช่ไหมคะเราใช้โดดๆ แล้วก็ตามความคิดของเราด้วยอย่างคำว่าพุทธศาสนาต้นคำจริงๆ จะเป็นศาสนังหรือจะเป็นอะไรเราก็ไม่ทราบนอกจากเป็นผู้รู้แต่ให้ทราบว่า เป็นคำสอนของผู้รู้ คือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าถ้าเราไม่มีการศึกษาเราไม่รู้ใช่ไหมคะ หรือว่ามีใครรู้ ถ้าไม่ศึกษาคำสอนนี้เลยจะมีใครรู้ไหมก็ต้องแสดงว่าเมื่อเป็นคำสอนของผู้รู้ผู้ที่ยังไม่ได้ศึกษาเลยทั้งหมดต้องเป็นผู้ไม่รู้ มีใครคิดบ้างไหมคะว่าเป็นผู้ที่ไม่รู้ก่อนได้ฟังพระธรรมหรือว่าเมื่อฟังพระธรรมแล้ว ถึงจะรู้ว่าตัวเองไม่รู้

    อ.นิภัทร เรื่องฟังธรรมท่านอาจารย์ครับฟังกันมาชั่วปู่ย่าตายายฟังกันมา แต่ว่าฟังกันแล้วฟังกันอีกฟังกันมาเท่าไหร่ๆ ก็ไม่ปรากฏว่าได้ความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนา ผมก็มานึกตอนนี้ว่า น่าจะมีสาเหตุมาจากผู้แสดง

    ท่านอาจารย์ ขอโทษค่ะหมายความว่าเราจะใช้ความหมายของคำว่าผู้รู้ว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าคำว่าพุทธแปลว่าผู้รู้ คือธรรมเราจะไม่คิดก็ได้ยอมรับไปเฉยๆ ว่าผู้รู้แต่ถ้าเราจะคิดว่าถ้าอย่างนั้นหมายความว่าผู้อื่นไม่รู้นอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่เป็นผู้รู้จึงได้ใช้คำว่าพุทธะสำหรับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หมายความว่าก่อนศึกษาธรรม หรือก่อนฟังพระธรรมเราไม่มีความรู้ เพราะเหตุว่าเราไม่ใช่พุทธะแต่ว่าเมื่อเราได้ฟังคำสอนแล้วเราถึงจะรู้ว่าเราไม่รู้ เพราะฉะนั้นคำถามซึ่งอยากจะถามนิดหนึ่งคือว่าถ้าอย่างงั้นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้ารู้อะไร เมื่อคราวก่อนฟังกันไปแล้วนะคะ ๖ ชั่วโมงก็คงพอจะทบทวนได้จากคำถามที่ว่าถ้าอย่างนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้อะไรที่เราใช้พระนามว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสนาของผู้รู้เป็นคำสอนของผู้รู้ อยากจะให้ทุกคนมีส่วนในการที่จะคิดแล้วก็ตอบค่ะว่ารู้อะไรพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้ารู้อะไร

    ผู้ฟัง สภาวธรรมตามความเป็นจริงค่ะ

    ท่านอาจารย์ นี่สำหรับคนที่ฟังแล้วนะคะ ทีนี้คนที่ยังไม่เคยฟังเลยอนุบาลจริงๆ ใหม่จริงๆ ถ้าถามว่าถ้าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าทรงรู้อะไร จะมีคำตอบไหมคะ

    ผู้ฟัง รู้สิ่งที่มีจริงในโลกนี้

    ท่านอาจารย์ อันนี้ก็หมายความว่าทราบแล้วใช่ไหมคะคือเคยฟังมาบ้างแล้วทีนี้ถ้าไม่เคยฟังเลยค่ะก็คำตอบไม่ผิดนี้เลยสักคนนะคะ ถูกแต่ว่าถูกเพราะว่าเธอคิดหรือว่าเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วแต่ทีนี้ถ้าจะตอบสำหรับคนที่พุทธะแปลว่าผู้รู้ ผู้อื่นต้อง ไม่รู้เพราะเหตุว่าผู้อื่นไม่ใช่พุทธะ เพราะฉะนั้นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลยค่ะทรงรู้อะไร

    ผู้ฟัง รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงค่ะ

    ท่านอาจารย์ คำตอบไม่เหมือนกันทุกคนเลยนะคะ คือรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงต้องหมายความว่าเคยได้ยินได้ฟังคำว่าสภาพต้องเคยได้ยินได้ฟังคำว่าธรรมต้องเคยได้ยินตามความเป็นจริงด้วย สำหรับคนใหม่ๆ ที่ ไม่เคยฟังเลยแล้วก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้คนอื่นไม่รู้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทรงรู้อะไร เชิญค่ะ

    ผู้ฟัง สอนอริยสัจธรรมค่ะ

    ท่านอาจารย์ ต้องเคยได้ยินคำว่าอริยสัจธรรมใช่ไหมคะถึงได้ตอบอย่างนี้แต่ถ้าไม่เคยได้ยินเลย จะตอบว่าไงคะ แน่นอนหมายความว่าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ เพียงเท่านี้เราจะเห็นเลยว่าคนอื่นๆ ทั้งหมด ไม่รู้สิ่งที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้นี่คือความเป็นพุทธะหมายความว่าทรงเป็นผู้รู้นอกจากนั้นภาษาบาลียังแปลเป็นอย่างอื่นขยายความได้ใช่ไหมคะนอกจากคำว่าผู้รู้สำหรับพุทธะผู้ตื่น

    อ.สมพร ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน

    ท่านอาจารย์ ๓ คำแสดงให้เห็นว่าเราเริ่มที่จะเข้าใจว่าพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้รู้ซึ่งบุคคลอื่นทั้งหมดไม่รู้ในสิ่งที่พระองค์รู้ แล้วก็เป็นผู้ตื่น แม้แต่ศัพท์ในภาษาบาลีเราก็ควรจะได้เข้าใจความหมายว่าทำไมใช้คำนี้ทำไมใช้คำว่าผู้รู้แล้วยังใช้คำว่าพูดตื่นอีกหมายความว่าทุกคนขณะที่ไม่ได้ฟังพระธรรมเลยไม่ได้ตื่น หรือว่าตื่นคะ

    อ.นิภัทร ก็ต้องถือว่าหลับสิครับ

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องถือว่าหลับนะคะ เพราะเหตุว่าทำไมว่าหลับล่ะค่ะก็น่าจะมีคำถามต่อๆ ไปเรื่อยๆ

    อ.นิภัทร เพราะว่ายังไม่ตื่น

    ท่านอาจารย์ ที่ว่าหลับอยู่เพราะว่าทุกคนถึงแม้ว่าจะเหมือนกับว่าเราเข้าใจว่าขณะนี้เราตื่นอยู่แต่ความจริงแล้วเหมือนหลับเพราะเหตุว่าเหมือนฝัน ที่ว่าเหมือนฝันก็เพราะเหตุว่าเราคิดว่าในฝันเรามีอะไรตั้งหลายอย่าง ใช่ไหมคะในฝันมีทุกอย่างมีเพื่อนมีบ้านมีสถานที่ต่างๆ มีสิ่งนั้นสิ่งนี้เหมือนที่เรากำลังคิดเดี๋ยวนี้ว่าเรามีทุกอย่างแต่นี่แสดงว่าไม่ใช่ผู้ตื่น ยังเป็นผู้หลับเพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงว่าทุกอย่างในชีวิตขณะนี้ไม่ต่างกับฝันเพราะเหตุว่าเวลาฝัน และตื่นขึ้นไม่มีอะไรเหลือเลยใช่ไหมคะที่ฝันเมื่อคืนนี้ใครจะฝันว่าอะไรก็ตามแต่เรารู้ว่าเพียงฝันค่ะจริงๆ แล้วไม่มี ฉันใดขณะนี้ผู้ตื่นก็รู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังมีในขณะนี้ไม่ต่างกับความฝันเลยเพราะเหตุว่ามีเพียงชั่วขณะสั้นๆ แล้วก็หมดไป

    มีใครคิดว่ามีอะไรที่ยั่งยืนบ้างนี่คือธรรมที่เราจะต้องค่อยๆ คิดค่อยๆ พิจารณาเพื่อที่จะได้เข้าใจคำสอนที่ลึกกว่านี้อีก แต่ว่าต้องเริ่มจากการที่จะเข้าใจว่าคำที่เราใช้อยู่แม้แต่คำว่าพุทธะเราก็จะต้องเข้าใจจริงๆ ว่าต่างกับ ผู้อื่นทั้งหมดซึ่งนอกจากจะเป็นผู้รู้ก็ยังเป็นผู้ตื่นเพราะเหตุว่ารู้ความจริงว่าทุกอย่างไม่เที่ยงมีชั่วขณะที่ปรากฏแล้วหมดไปพิสูจน์ได้ไหมคะ ใครจะพิสูจน์ความจริงข้อนี้บ้างว่าทุกอย่างที่ปรากฏเพียงชั่วขณะสั้นๆ แล้วหมดไป แล้วไม่เหลือเลย เชิญค่ะ

    ผู้ฟัง อันนี้ตามที่เข้าใจว่าพิสูจน์ได้เพราะว่าเราเห็น และได้ยินพร้อมกัน ทีนี้เราฟังว่าขณะหนึ่งเราก็พิสูจน์ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้

    ท่านอาจารย์ สำหรับคนที่ยังไม่ได้ศึกษาว่าไม่พร้อมนะคะ แต่ทุกคนก็มีความสุขบ้างมีความทุกข์บ้างมีความโกรธบ้างมีความพอใจบ้างซึ่งเป็นชีวิตประจำวันซึ่งทุกคนเห็นว่าไม่เที่ยงเลย ทุกอย่างมีชั่วขณะที่ปรากฏแล้วก็หมดไป แต่การหมดไปผู้ที่รู้ความจริงรู้ว่าหมดเลยไม่กลับมาอีกเลยจึงจะเป็นผู้ตื่น แต่ถ้าเรายังฝังใจ หรือยังจำไว้ หรือยังคิดว่าสิ่งนั้นยังมีอยู่ก็ยังไม่ใช่ผู้ที่ตื่น เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่าตื่นก็ต้องรู้ด้วยค่ะว่าจริงๆ แล้วทุกชีวิตในโลกนี้เหมือนหลับแล้วก็ฝัน ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้รู้ที่ทรงแสดงความจริงว่าที่จริงแล้วสภาพธรรมจริงๆ เป็นอย่างไร คือมีแต่สิ่งที่ปรากฏเพียงชั่วขณะที่ปรากฏแล้วหมดไป ที่เราเคยได้ยินจนชินหู อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ชาวพุทธทุกคนก็คงจะคุ้นเคยกับคำนี้ อนิจจังคือไม่เที่ยง ทุกขังสภาพที่ไม่เที่ยงเกิดแล้วดับไปไม่ใช่ความสุขจริงๆ หรือว่าไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเห็นว่าเป็นสุข อะไรก็ตามที่ปรากฏเพียงนิดเดียวแล้วหมดๆ เลยจริงๆ ไม่ใช่สภาพธรรมที่จะถือ หรือจะเห็นว่าเป็นสิ่งที่เป็นความสุขจริงๆ ได้ และนอกจากนั้นก็คือไม่ใช่ตัวตน ซึ่งนี่ต้องเป็นผู้ที่ตื่นจึงจะมีความเห็นต่างกับผู้ที่ยังไม่ตื่น เพราะว่าผู้ที่ยังไม่ตื่นก็มีความเป็นเรามีความเป็นตัวตนตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ผู้ที่ตื่นแล้วก็เห็นความจริงว่าสภาพธรรมทั้งหมดที่เกิดปรากฏนั้นสั้นมากแล้วก็เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วย มีอีกคำ หนึ่ง ค่ะคือคำว่าผู้เบิกบานมีใครพอจะให้ความหมายอันนี้ได้ไหมคะ เคยเบิกบานไหมคะในชีวิต

    ผู้ฟัง อันนั้นไปเบิกบานในโลภะครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าคำทุกคำมีความหมาย อย่างเราอาจจะบอกว่าเราเคยสดชื่นรื่นเริงเบิกบานสนุกสนานเป็นเด็กถึงเดี๋ยวนี้ก็อาจจะยังเบิกบานอยู่มีการหัวเราะมีการสนุกสนาน แต่ให้ทราบว่าเบิกบานอย่างนั้นไม่ใช่เบิกบานจริงๆ เพราะเหตุว่ายังเป็นทาสของความต้องการความเบิกบานชนิดนั้นอยู่ เวลาที่เราได้สิ่งที่เราพอใจอยากได้ พอได้มาแล้วก็ดีใจเบิกบาน ขณะนั้นคิดว่าเบิกบานแต่ความจริงแล้วขณะนั้นไม่ได้เบิกบานเลยเพราะเห็นว่ายังเป็นทาสของสิ่งที่ต้องการอยู่ ไม่ใช่ผู้ที่เบิกบานเลยจริงๆ จนกว่าจะเป็นผู้ที่รู้เป็นผู้ที่เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงเมื่อไหร่ เมื่อเห็นความจริงแล้วก็ละความไม่รู้ในสภาพธรรมจนกระทั่งสามารถที่จะเป็นผู้ที่เบิกบานอย่างแท้จริงคือไม่เป็นทาสของอะไรทั้งสิ้น คือไม่มีความต้องการในการที่จะได้สิ่ง หนึ่ง สิ่งใด หรือว่าต้องการที่จะรื่นเริงแบบเบิกบานที่เคยเบิกบานมาแล้วก็รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วขณะนั้นหลงว่าเบิกบานแต่ความจริงแล้วเป็นทาสของความต้องการ เมื่อได้มาจึงคิดว่าเบิกบานแล้ว

    ก็จะเห็นได้ว่าเรื่องของธรรมเป็นเรื่องที่ถ้าเราจะคิดพิจารณาจริงๆ แต่ละคำก็จะทำให้เราเข้าใจความหมายของพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาของผู้ที่เป็นผู้รู้เป็นผู้ที่ตื่นเป็นผู้ที่เบิกบานแล้วก็รู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ด้วย เพราะเหตุว่าถ้ายังรู้เหมือนที่คนอื่นรู้ก็ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ต้องรู้ในสิ่งที่คนอื่นไม่รู้ และเมื่อรู้แล้วก็ได้ทรงแสดงธรรมให้คนอื่นที่ยังหลับยังไม่เบิกบาน หรือว่ายังไม่ตื่น ได้ค่อยๆ รู้ความจริงขึ้น ก็คงจะเห็นด้วยนะคะ กับพระธรรมที่เปรียบเสมือนหงายของที่คว่ำ แสดงให้เห็นว่าก่อนที่จะมีการฟังพระธรรม คว่ำหมดทุกอย่าง แม้แต่สภาพธรรมที่กำลังมีอยู่ในขณะนี้ก็ไม่หงายคือไม่ปรากฏออกมาให้เห็นว่าสิ่งนั้นคืออะไร เพราะว่าทุกอย่างถ้าคว่ำไว้ และเราจะมองเห็นได้ไหมคะว่ามีอะไรอยู่ที่นั่นแม้แต่นาฬิกาคว่ำไว้ก็ไม่เห็นอะไรถ้วยจานลายดอกไม้อะไรๆ ก็ไม่เห็นหมด ทุกอย่างที่คว่ำไว้ก็ทำให้เราไม่สามารถที่จะรู้ความจริงได้ แต่พระธรรมที่ทรงแสดงสิ่งที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันทั้งหมดสามารถที่จะเข้าใจสภาพธรรมนั้นตามความเป็นจริงได้



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    22 พ.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ