สนทนาธรรม ตอนที่ 112


    ตอนที่ ๑๑๒


    ท่านอาจารย์ การศึกษาธรรม ไม่ใช้รู้ชื่อหรือจำชื่อแต่เข้าใจจนกระทั่งซึมซาบจนกระทั่งสติสามารถที่จะระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถ์แล้วเห็น และเข้าใจในสภาพที่เป็นปรมัตถ์ว่าเป็นปรมัตถ์นี่คือจุดประสงค์ของการศึกษาธรรมซึ่งเป็นสัทีธรรม/เป็นธรรมที่จะถึงความสงบจากกิเลสจากความไม่รู้ ถ้าพระผู้มีพระภาคไม่ทรงตรัสรู้ไม่ทรงแสดงเราจะไม่มีวันที่จะเข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่มีโอกาสที่จะได้ฟัง ควรที่จะมีความตั้งใจฟังอุปมาเหมือนกับหยอดน้ำมันไขข้อของราชสีห์ลงในหลอดทองที่แสนเล็กลองคิดดูนะคะ สิ่งที่ได้ยินทางหูกว่าจะค่อยๆ ไตร่ตรองพิจารณาจนกระทั่งถึงใจหมายความว่าเข้าใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าฟังเผินๆ หรือว่าบางคนก็อาจจะคุยกันกลายเป็นว่าเรื่องที่คุยสำคัญกว่าพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคได้ทรงแสดงถึง ๔๕ พรรษา จากการที่ได้ทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัปหลังจากที่ทรงได้รับพยากรณ์จากผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าทีปังกร ไม่นับก่อนๆ นั้น แสดงให้เห็นว่าโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ไม่ใช่ว่าใครก็มีโอกาสแต่ต้องเป็นผู้ที่ได้สะสมปัจจัยในอดีตมาแล้วจึงสามารถที่จะมีโอกาสที่จะได้ยินได้ฟัง แต่ว่าการได้ยินได้ฟังก็ไม่เท่ากับผู้ที่มีศรัทธาที่ได้สะสมมาแล้วพร้อมกับปัญญาที่จะเห็นคุณค่าของพระธรรมจริงๆ ว่าแต่ละคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสแสดงเป็นสิ่งซึ่งคนอื่นแสดงไม่ได้ ถ้าไม่มีการศึกษาจริงๆ แล้วไม่ว่าจะเป็นนักปราชญ์มีความสามารถทุกคนยกย่องสักเท่าไรก็ตามแต่ว่าเขาไม่สามารถจะรู้ความจริงที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงซึ่งเป็นสัจธรรม

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าศรัทธาของคนในครั้งก่อนก็จะต่างกันมากกับคนในครั้งนี้ เพราะว่าคนในครั้งก่อนเพียงได้ยินคำว่าพุทโธความปลาบปลื้มปิติที่ได้มีผู้ที่รู้แจ้งอริยสัจธรรมซึ่งอริยสัจธรรมเป็นสิ่งซึ่งมีอยู่แต่ไม่รู้จนกว่าจะได้ฟังพระธรรม สัจธรรม ธรรมสิ่งที่มีจริงพระผู้มีพระภาคไม่ได้ทรงแสดงสิ่งซึ่งไม่มีจริงให้เราไปทำสิ่งที่ไม่มีจริงให้เกิดขึ้นแล้วหลงพอใจในสิ่งที่เราทำให้เกิดขึ้น แต่ว่าธรรมเป็นสิ่งที่กำลังมีกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นการฟังพระธรรมตั้งใจเหมือนกับหยอดน้ำมันไขข้อของราชสีห์ซึ่งหายากลงในหลอดทองที่แสนเล็ก แล้วก็ไม่ต้องไปจำเรื่องจำนวนฟังก่อนให้เข้าใจจริงๆ แม้แต่ภาษาที่ใช้ก็ไม่ต้องกังวล เพราะบางคนบอกว่าไม่รู้ภาษาบาลีพอฟังภาษาบาลีแล้วไม่เข้าใจเลย อย่าไปคิดอย่างนั้นค่ะเพราะว่าธรรมไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอะไรเลยก็เป็นธรรมเช่นแข็งมีจริง ใครที่มีกายประสาทกระทบต้องรู้จักสภาพนั้นโดยที่ว่าไม่จำเป็นต้องใช้คำว่าแข็งหรือจะเปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่นก็ได้

    เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ว่าภาษานั้นมาทีหลัง ขอให้เราเข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ในขณะนี้ต้องในขณะนี้ด้วย เพราะว่าชีวิตดำรงอยู่ทีละหนึ่งขณะจิต ขณะจิตใดที่ผ่านไปแล้วจะไม่กลับมาอีกเลยเมื่อกี้ใครอยู่ข้างนอกห้องกำลังจะก้าวเข้ามาในห้องก็จะเห็นได้ว่าไม่ใช่ขณะก่อนนั้นที่อยู่นอกห้องหรือแต่ละก้าวแต่ละขณะก็จะเห็นได้ว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย ความจริงซึ่งเป็นสัจธรรมกำลังปรากฏเฉพาะหน้าเป็นสิ่งซึ่งจะต้องฟัง และก็จะต้องสร้างด้วยว่าสิ่งที่กำลังปรากฏเฉพาะหน้าจริงๆ ในขณะนี้เป็นสภาพธรรมสองอย่างที่มีลักษณะที่ต่างกัน ตอนนี้ทุกคนลืมตัวเองนะคะ กำลังฟังเรื่องสภาพธรรมสองอย่างซึ่งมีจริงๆ ถ้าไม่เห็นด้วยก็คัดค้าน สภาพธรรมสองอย่างที่ว่านี้ก็คือว่าสภาพธรรมอย่าง หนึ่ง ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น มีไหมค่ะสภาพธรรมนี้คุณหมอศรีพธูเธอช่วยยกตัวอย่างสิคะสภาพธรรมอะไรซึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น

    ผู้ฟัง เช่นเสียงค่ะ

    ท่านอาจารย์ เสียงไม่รู้อะไรเลยแต่เสียงมีมองเห็นเสียงไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็นแต่เสียงมีจริงไหมคะ

    ผู้ฟัง มีจริงค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเมื่อเสียงมีจริงเป็นธรรมเป็นสัจธรรมไหมคะ

    ผู้ฟัง เป็นสัจธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นสัจธรรมแต่ยังไม่ถึงอริยสัจธรรมจนกว่าผู้นั้นจะได้รู้แจ้งสภาพธรรมจริงๆ ของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้ เรื่องรูปธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ยากสภาพธรรมใดๆ ทั้งสิ้นซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ภาษาไทยคำว่ารูปธรรมที่เราใช้กันในยุคนี้ต่างกับความหมายในภาษาบาลี นี่เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องเข้าใจว่าถ้าศึกษาธรรมแล้วต้องเข้าใจความหมายในภาษาธรรมอย่าปนกับภาษาไทยซึ่งเราเคยใช้ เพราะฉะนั้นสำหรับคำว่าสิ่งที่มีจริง และไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้นเป็นธรรมอย่าง หนึ่ง ซึ่งพระผู้มีพระภาคทรงบัญญัติใช้คำภาษาบาลีว่ารูปธรรม ภาษาบาลีถ้าใช้คำเดียวอาจารย์จะให้เป็นรูปังหรือรูปะคะ

    อ.สมพร ภาษาบาลีต้องเป็นรูปังครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราพูดถึงคำนี้ว่ารูปะหมายความว่าเราใช้ภาษาไทยแต่ถ้าใช้ภาษาบาลีต้องเป็นรูปัง เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยซึ่งเมื่อได้ศึกษาธรรมแล้วก็ควรจะมีความรู้เท่าที่จะมีได้แม้งูๆ ปลาๆ เล็กๆ น้อยๆ แต่ว่าถ้าเราไม่ใช้ผิดก็คงจะไม่เป็นโทษในเรื่องของภาษาก็ให้ทราบว่ารูปะหรือรูปังเป็นภาษาบาลีนั้นหมายความถึงสภาพธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ ต่อไปก็คงจะมีความหมายของรูปะหรือรูปังอีกหลายอย่าง แต่ว่าอย่างที่กว้างที่สุดซึ่งไม่ผิดเลยก็คือว่าเป็นสภาพธรรมซึ่งไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้นนอกจากนั้นแล้วก็ยังมีสภาพธรรมอื่นอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสภาพที่รู้ ภาษาบาลีใช้คำว่านามะ อันนี้ถ้าออกเสียงคำเดียวเป็นอะไรคะอาจารย์ภาษาบาลี

    อ.สมพร ก็นามะใช้เป็นภาษาไทยเป็นนามัง

    ท่านอาจารย์ นามังด้วยเหรอคะ รูปัง กับ นามัง อันนี้ก็ต่างกับคำภาษาไทยที่เราใช้ นาม หมายถึงชื่อแต่ว่า นามัง ในภาษาบาลีหมายความถึง สภาพรู้ หรือธาตุรู้ หรือกว้างที่สุดก็คือว่าอะไรก็ตามที่ไม่ใช่รูปเป็นนามธรรมทั้งหมด อย่างนี้ก็ไม่ยากใช่ไหมคะ มีแต่ สอง อย่าง สอง อย่างเท่านั้นที่จะรู้ในขณะนี้ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราไม่นึกถึงตัวเราเลยมีสภาพธรรม สอง อย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม บนสวรรค์ในนรกหรือที่อื่นใดทั้งสิ้นเมื่อสภาพธรรมใดมีสภาพนั้นต้องเป็นอย่าง หนึ่ง อย่างใดใน สอง อย่างคือถ้าเป็นรูปธรรมก็ไม่ใช่นามธรรมถ้าเป็นนามธรรมก็ไม่ใช่รูปธรรม นามธรรมจะเป็นรูปธรรมไม่ได้ และก็รูปธรรมก็จะเป็นนามธรรมไม่ได้นามธรรมต้องเป็นนามธรรมล้วนๆ ไม่มีรูปธรรมใดเข้าไปเกี่ยวข้องเลย รูปธรรมก็เป็นรูปธรรมจริงๆ คือไม่ใช่สภาพรู้ นี่คือสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังแล้วก็ต้องเข้าใจจริงๆ ว่ามีสภาพธรรม สอง อย่างไม่ว่าจะอยู่ที่นี่หรือที่ไหน หรือแสนไกลออกไป

    ทีนี้ย้อนกลับมาที่ตัว ซึ่งขณะนี้ทุกคนก็รู้จักว่ามีตัวของแต่ละคนๆ ถ้าเราพูดถึงธรรม สอง อย่าง นามธรรมกับรูปธรรม ที่ตัวมีสภาพธรรม สอง อย่างนี้หรือเปล่าคะ มีนะคะ มีมากกว่า สอง อย่างนี้หรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง ไม่มากค่ะมี สองอย่างเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ถึงจะเป็นอะไรๆ ก็จับมาลงใน สอง อย่างคือ หนึ่ง ใน สอง เพราะว่าที่ตัวนี่แข็ง กระทบสัมผัสตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าลักษณะที่แข็งเป็นสภาพที่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะไปกระทบสัมผัสสิ่งซึ่งเราเคยยึดถือว่าเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้เป็นขันน้ำเป็นถ้วยเป็นจานเป็นอะไรก็ตามวิทยุโทรทัศน์ทั้งหมดมีลักษณะที่แข็ง สภาพที่แข็ง ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะฉะนั้นเป็นอะไรคะ

    ผู้ฟัง เป็นรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ เป็นรูปธรรม เรื่องรูปธรรมแน่ๆ อยู่แล้ว แข็งเย็นหวานเปรี้ยวเค็มเผ็ดเสียงกลิ่นรสพวกนี้ไม่ใช่สภาพรู้เลยก็เป็นรูปธรรมนอกเหนือจากนั้นพอจะกล่าวได้ไหมคะในชีวิตประจำวันว่าเป็นนามธรรม ในสิ่งที่กำลังปรากฏอย่างเห็นกับได้ยิน เวลาที่มีเสียงปรากฏถ้า ไม่มีสภาพที่ได้ยินเสียงๆ จะปรากฎได้ไหมคะแม้ว่าเสียงมีจริง แต่ว่าถ้ามีไม่มีสภาพที่รู้เสียงๆ ก็ปรากฏไม่ได้ เพราะฉะนั้นขณะที่เสียงปรากฏเสียงไม่ปรากฏกับคนตายเสียงปรากฏกับคนเป็น เสียงปรากฏกับสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสภาพที่รู้ หรือได้ยินเสียง

    เราก็จะมาพูดถึงสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้ค่ะพูดแล้วพูดอีกพูดอีกพูดแล้วเพราะว่าถึงจะพูดสักเท่าไหร่ก็ไม่ได้ประจักษ์ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมโดยความเป็นอนัตตาจริงๆ จนกว่าความเข้าใจจะเพิ่มขึ้นด้วยรากฐานที่มั่นคงที่รู้ว่าสภาพธรรมใดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงไม่มีเปลี่ยนแปลง นามธรรมก็เป็นนามธรรม รูปธรรมก็เป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าที่คนที่สัตว์สภาพเห็นเป็นนามธรรมเพราะว่ากำลังรู้ว่ามีสิ่ง หนึ่ง สิ่งใดที่ปรากฏทางตา สภาพที่ได้ยินเป็นนามธรรมเพราะรู้ว่ามีเสียงกำลังปรากฏ ขณะที่กำลังดีใจนามธรรม หรือรูปธรรมคะ นามธรรมรีบตอบโดยคล่องแคล่วเพราะว่าเข้าใจอยู่แล้วสภาพใดที่ไม่ใช่รูปสภาพนั้นที่มีอยู่จริงๆ ในชีวิตประจำวันนั้นเป็นนามธรรม เรื่องนามธรรม และรูปธรรมก็คงจะผ่านไปได้นะคะ หรือยังไม่ได้คะ

    ผู้ฟัง มีท่านมาถามก่อนจะถึงเวลาถามว่าเป็นไข้ตัวร้อนเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม

    ท่านอาจารย์ ใครจะเป็นผู้ตอบถ้าไม่ใช่คนที่ถาม

    ผู้ฟัง ตอบได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ ตอบได้ว่าร้อน

    ผู้ฟัง ในขณะที่ร้อนก็จะรูปธรรม

    ท่านอาจารย์ ในขณะที่ร้อนขณะนั้นจริงๆ แล้วไม่ใช่ตัวเรา เป็นสภาพที่ร้อนถ้าพูดถึงธรรมที่มีจริงๆ ไม่ว่าร้อนจะอยู่ที่ไหนนอกตัวหรือในตัวสภาพที่ร้อนเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจากลักษณะที่ร้อน เพราะฉะนั้นขณะนั้นถ้าไม่มีการรู้ว่ามีเราแต่ว่ามีลักษณะที่กำลังรู้ร้อน ถูกไหมคะเวลาที่ร้อนปรากฏมีลักษณะที่รู้ร้อนสภาพที่ร้อนไม่ใช่สภาพที่รู้ร้อน แต่ขณะนั้นกำลังมีลักษณะที่รู้ และก็มีร้อนกำลังปรากฏให้รู้ด้วย เพราะฉะนั้นก็หนีสภาพธรรม สองอย่างไม่พ้นคือสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่รู้อะไรเลยก็ได้แก่ลักษณะที่ร้อน และในขณะนั้นก็มีสภาพที่กำลังรู้ร้อนด้วยซึ่งเกิดขึ้นขณะนั้นจะรู้อย่างอื่นไม่ได้เลยเป็นลักษณะสภาพที่รู้ร้อนที่กำลังปรากฏเท่านั้นในขณะนั้น ขณะที่กำลังรู้ร้อนเห็นไหมคะ

    ผู้ฟัง ขณะที่รู้ร้อนไม่เห็นค่ะ

    ท่านอาจารย์ ไม่เห็นขณะนั้นต้องมีร้อนอย่างเดียวที่ปรากฏขณะที่กำลังเห็นรู้ร้อนด้วย หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ไม่รู้

    ท่านอาจารย์ ไม่รู้ แสดงว่าเราสามารถที่จะพิจารณา และเข้าใจได้ ในความต่างกันของนามธรรมกับรูปธรรมคือรูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้แต่นามธรรมเป็นสภาพที่รู้ เมื่อเป็นสภาพที่รู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ด้วยเสมอไปจะมีแต่ลักษณะที่รู้โดยไม่มีสิ่งที่ถูกรู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอเพิ่มอีกคำหนึ่งอย่างสภาพที่รู้ร้อนลักษณะที่รู้เป็นจิต เพราะว่าเราอาจจะรู้มาตั้งแต่เกิดหรือว่าได้ยินได้ฟังใครพูดเรื่องจิตใจว่ามีแล้วก็มีจริงๆ แต่ยังไม่สามารถที่จะรู้แน่ลงไปว่าจิตมีลักษณะอย่างไรแต่เดี๋ยวนี้ทราบแล้วนะคะ ว่าจิตเป็นสภาพรู้สิ่ง หนึ่ง สิ่งใดที่กำลังปรากฏที่จิตกำลังรู้ เช่นขณะที่กำลังรู้ร้อน จิตไม่ได้รู้อย่างอื่นเลยแต่จิตกำลังรู้ลักษณะร้อนที่ปรากฏ เพราะฉะนั้นจิตเป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้ร้อนเป็นอารมณ์ หรืออารัมมณะ หรืออารัมภณะของจิตที่กำลังรู้ ถ้าเป็นภาษาไทยก็หมายความว่าสิ่งที่ถูกจิตรู้ คำว่าอารมณ์ หรืออารัมมณะ เพราะฉะนั้นจะต่างกับความหมายที่เราเคยใช้ในภาษไทย ขอความกรุณาอาจารย์ช่วยให้ความหมายของคำว่าอารัมมณะกับอารัมภณะค่ะ

    อ.สมพร อารัมมณะนั่นมุ่งถึงความยินดีนะครับ อารัมมณะเป็นชื่อเป็นที่มาของความยินดีเรียกว่าอารมณ์ ตัวจิตนั้นไปยินดีในสิ่งนั้นก็เลยเรียกว่าสิ่งนั้นเป็นอารมณ์ อารัมภณะถ้าจะว่าโดยไวพจน์ก็เป็นประเภทเดียวกันแต่ท่านขยายความว่าเป็นที่ยึดเหนี่ยวของจิต จิตที่จะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีเครื่องยึดเหนี่ยวมีเหตุมีปัจจัยจึงเกิดขึ้น อารัมภณะซึ่งเปรียบเหมือนอย่างคนแก่ถือไม้เท้าคนแก่จะลุกขึ้นได้ก็ต้องอาศัยไม้เท้า คนแก่นั้นก็เปรียบเหมือนจิตที่จะเกิดขึ้นเมื่อมีไม้เท้าจึงลุกขึ้นยืนได้ก็มีความหมายโดยย่อเท่านี้ครับ

    ท่านอาจารย์ นี่ก็แสดงสภาพธรรมซึ่งต้องอาศัยกัน และกันจึงเกิดขึ้นได้ ไม่มีสภาพธรรมสักอย่างเดียวซึ่งจะเกิดโดยไม่ต้องอาศัยสิ่งหนึ่งสิ่งใด และก็เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่าตลอดชีวิตของเราซึ่งเราเห็นเราได้ยินเรารู้ร้อนรู้หนาวไม่เคยรู้ความจริงของสภาพธรรมเลยจนกว่าจะได้ฟังว่าแท้ที่จริงแล้วมีนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ และก็รูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ สำหรับนามธรรมที่เราจะกล่าวถึงอันดับแรกก็คือจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ที่กำลังปรากฏสำหรับคำว่าอารมณ์ อารัมมณะ หรืออารัมภณะคงไม่มีใครสงสัยอีกแล้วใช่ไหมคะว่าหมายความถึงอะไร หรือมีค่ะ

    ผู้ฟัง ผมขออนุญาตครับในส่วนของเรื่องคำศัพท์ตรงนี้ผมยังไม่คุ้นเพิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้เองครับแต่สิ่งที่อยากจะเรียนถามท่านก็คือว่าจากการที่รู้ว่ามีนามกับมีรูป การที่ทำให้เรารู้สึกว่าขณะนี้เกิดความร้อนเป็นสำหรับบางคนอาจจะร้อนกว่าบางคน สาเหตุนั้นเป็นการสั่งสมจากอะไรครับ

    ท่านอาจารย์ เหตุปัจจัยทั้งหมดค่ะแม้เสียงที่พูดก็ยังต่างกันทุกอย่างที่ปรากฏลักษณะต่างกันนะคะ เพราะว่าปัจจัยสิ่งที่ทำให้เกิดนั้นต่างกันเครื่องดนตรีนานาชนิดแม้ว่าจะเป็นประเภทเดียวกันแต่ไม้หรือวัตถุที่ทำต่างกันเสียงก็ต่างกันได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมีลักษณะที่ต่างกันใครรู้คะ

    ผู้ฟัง ตัวเราก็เป็นผู้รู้นะครับ

    ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วเป็นสภาพรู้คือจิตเรากำลังพูดถึงสิ่งที่มีจริงภาษาบาลีใช้คำว่าจิตตัง ภาษาไทยใช้จิตหรือจิตตะแต่ภาษาบาลีแล้วก็ค่อยๆ รู้ไปจิตตัง รูปัง นามัง เป็นสภาพรู้ หรือเป็นธาตุรู้ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่ปรากฏซึ่งต่างๆ กันไม่ว่าสิ่งที่ปรากฏจะวิจิตรต่างกันอย่างไรก็ตามไม่พ้นการรู้แจ้งของจิตซึ่งเกิดขึ้นแล้วกำลังรู้สิ่งนั้น บางคนดูเพชรเก่งถ้าไม่มีลักษณะที่ต่างกันจะรู้ได้ไหมคะว่าปลอม หรือจริงลักษณะที่ต่างมองเผินๆ อาจจะไม่รู้เลยแต่ว่าจิตสามารถที่จะรู้ความต่างทุกอย่าง โดยสภาพจริงๆ จิตเป็นอินทริยะหรืออินทรีย์เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งสิ่ง หนึ่ง สิ่งใดก็ตามที่กำลังปรากฏสามารถที่จะเห็นความละเอียดลออด้วยความต่างกันของสิ่งที่ปรากฏได้ เพราะฉะนั้นต่อไปถ้าศึกษาเราจะพบคำหลายคำซึ่งแสดงลักษณะที่ต่างๆ กันของสภาพธรรมเช่นคำว่าอินทริยะภาษาไทยใช้คำว่าอินทรีย์สภาพที่เป็นใหญ่ๆ จริงๆ

    ในเรื่องของการที่จะรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ไม่มีสภาพธรรมใดเป็นใหญ่เกินจิตแม้ในขณะนี้เองถ้าลักษณะของจิตปรากฏจะเป็นสภาพ หรือธาตุรู้อย่างเดียวเป็นธาตุรู้แล้วก็มีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะเหตุว่าเมื่อมีสภาพที่รู้ก็ต้องมีสิ่งที่ปรากฏให้รู้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ปรากฏให้รู้อย่าปนกับความหมายภาษาไทยเพราะว่าภาษาบาลีหมายถึงสภาพนั้นเป็นอารัมมณะหรืออารัมภณะของจิตเป็นปัจจัย หนึ่ง ซึ่งถ้าไม่มีอารมณ์จิตก็จะเกิดขึ้นรู้ไม่ได้ ขณะจิตเดียวลองคิดดูถึงความรวดเร็ว เพราะว่าชีวิตของทุกคนดูเสมือนยาวนานมากนะคะ แต่ว่าแท้ที่จริงแล้วก็ดำรงอยู่เพียงชั่วขณะจิต หนึ่ง เท่านั้น ถ้าขณะจิตนั้นดับแล้วไม่มีขณะจิตต่อไปเกิดหมดแล้วใช่ไหมคะแต่เป็นสิ่งซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะเหตุว่าถ้ารู้สภาพของจิตจะทราบได้เลยว่าซึ่งแม้จิตเป็นนามธรรมไม่มีใครมองเห็นเลยแต่สามารถที่จะรู้ หรือเข้าใจลักษณะของสภาพรู้ได้เพราะว่าขณะนี้กำลังรู้สิ่ง หนึ่ง สิ่งใดทางตาบ้างคือเห็นทางหูกำลังได้ยินทางจมูกอาจจะได้กลิ่นเมื่อเช้านี้ดอกแก้วหอมมากเพียงแต่ยืนที่ประตูก็มีปัจจัยที่จะให้จิตได้กลิ่นเกิดขึ้น แล้วบางคนก็กำลังรับประทานอาหารกาแฟบ้างอะไรบ้างก็มีจิตที่ลิ้มรสคิดดูนะคะ สิ่งที่อยู่ในน้ำธรรมดาๆ แต่พอจิตลิ้มแล้วเป็นรสพิเศษคือรสกาแฟสามารถที่จะมีอยู่ในน้ำ หรือว่าในรสนั้นแต่จิตก็สามารถที่จะลิ้มรสสิ่งนั้นได้แสดงให้เห็นถึงสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ซึ่งมีจริงๆ แต่ไม่เคยมีใครที่จะรู้เลยเพราะเหตุว่า ไม่มีใครอื่นใดนอกจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะตรัสรู้สภาพความจริงนี้โดยอาศัยการบำเพ็ญพระบารมีพร้อมที่จะได้รู้แจ้ง

    เพราะฉะนั้นข้อกล่าวนิดหนึ่งถึงการถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ บางทีบางอย่างเราจะใช้คำว่าหญ้าปากคอกคือคล้ายๆ กับว่าอยู่ใกล้แสนใกล้แต่ความจริงเราเข้าใจสิ่งนั้นจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าถามจริงๆ การถึงของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันทั้งๆ ที่วันนี้เชื่อแน่ว่าทุกคนตื่นมาคงจะกราบพระสวดมนต์ฟังธรรมได้ยินคำว่านะโมตัสสะหรือว่าพุทธังสรณังคัจฉามิก็ได้ยินนะคะ แต่เราถึงจริงๆ หรือเปล่า ถ้าถึงจริงๆ เราจะเพียงกราบเท่านั้นแสดงความนอบน้อมเคารพ หรือว่าในขณะที่กราบถึงด้วยการที่รับพระองค์เป็นผู้ที่จะให้เราประพฤติปฏิบัติตาม หมายความว่าเป็นผู้ที่ยอมรับคำสอนทั้งหมด ของพระองค์ โดยการถึงพระองค์เป็นที่พึ่ง เพราะว่าพระองค์ไม่ได้มาพึ่งด้วยการให้เงินให้ทอง หรือให้อะไรเราใช่ไหมคะ หรือไปเที่ยว หรือสนุกสนานแต่ว่า เป็นที่พึ่งโดยการที่ให้สิ่งซึ่งคนอื่นไม่ได้ให้คือปัญญาที่จะให้เข้าใจสภาพธรรมตามความเป็นจริง

    เพราะฉะนั้นการถึงพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสรณะคือการยอมรับที่จะให้พระองค์เป็นผู้ที่เราเป็นผู้ที่ถึงคำสอนของพระองค์ที่จะประพฤติปฏิบัติตามไม่ใช่กราบเฉยๆ วันนี้กราบอย่างนี้ หรือเปล่า หรือวันก่อนกราบนับถือนอบน้อมแต่ว่าถ้ากราบ และเพิ่มการที่ยอมรับพระองค์ว่าเป็นผู้ที่เราจะน้อมประพฤติปฏิบัติตามทุกอย่างที่ทรงแสดง กุศลของเราจะเพิ่มขึ้นเพราะว่าเราผ่านการฟังธรรมจากพระวิหารเชตวัน หรือที่อื่นๆ มาแล้วนะคะ ๒๕๐๐ กว่าปี หรือว่าชาติก่อนๆ ก็อาจจะเคยได้ยินได้ฟังธรรมมาก่อนแล้ว แต่ว่าความรู้ของเราแค่ไหน มากพอที่จะเข้าใจความละเอียดของแม้แต่การที่จะมีพระผู้มีพระภาคเป็นสรณะโดยการที่เพิ่มความมั่นคงขึ้นที่จะเป็นผู้ที่อ่อนน้อม และก็พร้อมที่จะประพฤติปฏิบัติตามเพราะว่าสอนให้ทุกคนได้หมดจดจากกิเลสด้วยการเป็นผู้ที่ดีขึ้นๆ แต่ถ้าเรารู้จักตัวเราเองจะรู้ได้เลยว่าดีขึ้นแค่ไหนมากแค่ไหน และตั้งแต่ฟังพระธรรมมาหรือว่าเพียงแต่จำตัวเลขได้จำจำนวนใดเท่านั้นเองแต่ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    7 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ