สนทนาธรรม ตอนที่ 108


    ตอนที่ ๑๐๘


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสมองที่เราจำไว้ว่าเป็นก้อนยั่งยืน สมองของเรา หัวใจของเรา แท้ที่จริงก็คือรูป ซึ่งมีอากาศธาตุแทรกคั่นอยู่แล้วก็เกิดดับตลอดเวลา เพราะฉะนั้นก็เป็นเพียงธาตุต่างๆ ซึ่งธาตุใดรูปใดเป็นที่เกิดของจิต ขณะนั้นจึงจะเป็นวัตถุ และรูปใดก็ตามขณะนี้กำลังเกิดดับเร็วมากตลอด รูปใดที่ไม่ปรากฏรู้ได้เลยรูปนั้นต้องเกิดแล้วดับแล้ว ไม่ใช่ไม่เกิด เกิดแล้วดับแล้วแต่ไม่ปรากฏ ที่ว่าเกิดแล้วดับแล้วก็เพราะเหตุว่ามีปัจจัยที่จะให้รูปนั้นเกิด เมื่อมีปัจจัยที่จะให้รูปนั้นเกิดทันทีที่เกิดก็ดับไป เป็นของใหม่อยู่ตลอดเวลา

    ผู้ฟัง อาจารย์คะแล้วอย่างหทยวัตถุ หทยรูปนี้ไม่ปรากฏใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ เวลานี้ปรากฏหรือเปล่าคะ ทุกอย่างพิสูจน์ได้

    ผู้ฟัง รู้สึกว่ามันเหมือนกับไม่มีตัวตน

    ท่านอาจารย์ ไม่มีตัวตนหมายความอย่างไร ก็ทุกอย่างก็ไม่ใช่ตัวตนอยู่แล้ว

    ผู้ฟัง เป็นสิ่งซึ่งเราเรียกขึ้น แต่ไม่มี แต่ไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ ปรมัตถธรรมไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ สิ่งที่มีจริงๆ เป็นปรมัตถธรรมจะเห็นได้หรือเห็นไม่ได้ก็เป็นปรมัตถธรรม

    ผู้ฟัง อย่างเสียงนี้เราก็สัมผัสได้โดยหูใช่ไหมคะ โสตปสาทแต่ว่าไม่เห็น แต่ถ้าหทยวัตถุนี้เราไม่สามารถจะสัมผัสได้ด้วยวิถีทางใดเลย

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรคะทราบไหม

    ผู้ฟัง คิดว่าเป็นเพราะว่าปัญญา

    ท่านอาจารย์ เพราะเป็นสุขุมรูป

    ผู้ฟัง เป็นรูปซึ่งละเอียดมองไม่เห็น

    ท่านอาจารย์ รูปก็ยังจำแนกออกไปอีกค่ะ รูปที่ปรากฏในชีวิตประจำวันจริงๆ เพียง ๗ รูป เพราะฉะนั้นถึงรูปอื่นมีไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ก็ไม่ปรากฏเหมือนอย่าง ๗ รูปนี้ ถ้าไม่มีรูปเลยมีแต่เสียงได้ไหมคะ ไม่มีรูปใดๆ เลยทั้งสิ้นมีแต่เสียงอย่างเดียวได้ไหม

    ผู้ฟัง เสียงเป็นรูปนี่คะ

    ท่านอาจารย์ เสียงเป็นรูป แต่ว่าถ้าจะเข้าใจเพิ่มเติม คือสภาพธรรมทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นมาโดดเดี่ยวอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีสภาพธรรมอื่นซึ่งเป็นปัจจัยอาศัยกัน และกันเกิดขึ้นพร้อมกัน เพราะฉะนั้นนามธรรมที่ว่าเป็นสภาพรู้ด้วยก็มี ๒ อย่างคือจิตกับเจตสิก จะมีแต่จิตอย่างเดียวโดยไม่มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้ หรือจะมีแต่เฉพาะเจตสิกเกิดโดยไม่มีจิตเกิดร่วมด้วยก็ไม่ได้ฉันใด รูปที่ปรากฏเกิดขึ้นจะไม่มีเพียงรูปๆ เดียว แต่จะมีรูปที่รวมกันเกิดพร้อมกันอย่างน้อยที่สุด ๘ รูป ใน ๘ รูปมีรูปที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ๔ รูป ชื่อว่ามหาภูติรูป ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นสี จะเป็นกลิ่น จะเป็นรส จะเป็นโอชา จะเป็นเสียง จะเป็นรูปอื่นใดก็ต้องอาศัยเกิดกับรูป ๔ รูปนี้ แต่ว่าเวลาที่กลิ่นปรากฏเพราะกระทบกับจมูก ต้องเป็นรูปที่กระทบจมูกเท่านั้นกระทบอย่างอื่นไม่ได้ เป็นปัจจัยให้จิตเกิดขึ้นได้กลิ่นหรือรู้กลิ่นนั้น แล้วก็ดับแต่ไม่ได้หมายความว่าเวลาที่กลิ่นปรากฏกระทบจมูกนั้นไม่มีรูปอื่นเกิดด้วย ต้องมีอย่างน้อยที่สุด ๘ รูปฉันใด เสียงก็ต้องอาศัยมหาภูติรูป ถ้าเสียงดับมหาภูติรูปไม่ดับได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เกิดพร้อมกันดับพร้อมกัน

    ผู้ฟัง สงสัยเรื่องการเกิดดับค่ะว่าเกิดเร็วอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ต้องสงสัยแน่นอน เพราะว่าเรามีสัญญาวิปลาสคือเราไม่เห็นเป็นแต่เพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา เราเห็นเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดเที่ยง นอกจากสัญญาวิปลาสที่เป็นอัตตา หมายความว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด แล้วยังเห็นว่าเที่ยงด้วย อย่างคุณปริศนาบอกว่าปีก่อน โต๊ะตัวนี้ก็เป็นอย่างนี้ พอปีนี้โต๊ะตัวนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้อีก นี่คือสัญญาวิปลาสคือเห็นว่าเที่ยง จิตเห็นนี้ก็คนละขณะ นี่แน่นอนแม้แต่รูปที่ปรากฏนี้ก็คนละรูป มีการเกิดดับจริงๆ ถ้ามิฉะนั้นแล้วจะทำลายความเห็นว่าเป็นตัวตนไม่ได้เลยถ้าไม่ประจักษ์ความจริงอันนี้ ก็อย่างที่ว่าที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้ ที่ว่าเวลากระทบโต๊ะเราไม่เคยคิดเลยว่านี่โต๊ะ หรือว่าสิ่งที่แข็งนี้เกิด เราไม่เคยคิดใช่ไหม เราคิดว่ามีแข็งอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงถ้าแข็งไม่เกิดขณะกระทบ ลักษณะแข็งนี้จะไม่มีให้ปรากฏได้เลยใช่ไหม นี่ตามหลักทั่วไปที่เราพอจะเข้าใจได้ว่าเวลาที่กระทบแล้วมีแข็งปรากฏ แสดงว่าแข็งกำลังเกิดจึงได้ปรากฏ ต้องเกิดในขณะที่ปรากฏ ต้องมีอยู่ในขณะนั้น ไม่ใช่ว่าไม่มี เพราะจริงๆ แล้วมันจะหมดไปเมื่อไหร่ก็ได้ใช่ไหม ทุกอย่างเสื่อมไปสูญไปสลายไป แต่ที่ยังมีอยู่ปรากฏอยู่เพราะเกิดจริงๆ แล้วขณะนั้นเกิดแล้วดับด้วย

    ผู้ฟัง หมายความว่าจิตรู้ต้องเข้ามาเกี่ยวด้วยใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ มิได้ค่ะอะไรก็ตามซึ่งเป็นรูปธรรม ในป่าในเขาที่ไหนก็ตามแต่ อายุของรูปทุกรูปไม่สามารถจะวัดได้ว่าเกิดดับเร็วแค่ไหนถ้าไม่อาศัยจิตซึ่งเกิดดับเร็วกว่า เพราะฉะนั้นที่เราจะรู้ว่ารูปที่เราคิดว่าทางวิทยาศาสตร์ทางแพทย์บอกว่า ๗ วัน ๑ วัน หรืออะไรก็ตามแต่ที่ดับไป ตามความเป็นจริงแล้วอาศัยจิตวัด จึงจะรู้ว่ารูปนั้นดับเร็วกว่านั้นมาก เพราะเหตุว่าเพียงจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะเท่านั้นรูปที่เกิดดับแล้ว จะเร็วสักแค่ไหน นี่คือการที่จะรู้ว่าไม่ใช่ตัวตนเพราะว่าต้องประจักษ์การเกิดดับ

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นถ้าจะสรุปว่า ถ้าจะประจักษ์การเกิดดับจริงๆ นี้ก็คงจะต้องเจริญสติอย่างเดียว

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ถูกต้อง ต้องอบรมตั้งแต่ขั้นฟังเรื่องราวของสภาพธรรมจนกระทั่งสติจากการฟังมีความสมบูรณ์เพิ่มขึ้น ฟังแล้วเข้าใจขึ้นอบรมขึ้นเป็นสติปัฏฐาน ทำให้มีการระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรม ไม่ใช่ว่าเราจะไปปฏิบัติ แต่ต้องอาศัยการอบรมจากความเข้าใจจริงๆ จากขั้นการฟัง เป็นปัจจัยให้มีการระลึกรู้ลักษณะที่กำลังเป็นอยู่เดี๋ยวนี้ ซึ่งกว่าจะรู้ถึงการเกิดดับนั้นต้องรู้ความต่างกันของนามธรรม และรูปธรรมก่อน โดยแยกขาดจากกันจริงๆ

    ผู้ฟัง ทุกรูปนี้นะคะ อาจารย์ ต้องมีสี กลิ่น รส โอชะ ด้วยใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ทุกกลุ่ม

    ผู้ฟัง ทั้งนี้อย่างไม้ จะมีโอชะหรือเปล่าคะ

    ท่านอาจารย์ มีค่ะ ชิมดู ปลวกกินได้ หินจระเข้กินได้ นกกระจอกก็กินได้

    ผู้ฟัง แต่มันก็กินเข้าไปแล้วก็ไม่ทำให้เกิดซึ่ง

    ท่านอาจารย์ อยู่ได้ค่ะ อยู่ได้ทีเดียวไม่ตาย

    ผู้ฟัง หินนี่นะคะ อาจารย์

    ท่านอาจารย์ กินเข้าไปแล้วก็อยู่ได้สำหรับสัตว์บางประเภทบางชนิด

    ผู้ฟัง ที่จะมีแต่บัญญัติแต่ว่าไม่มีสภาวะ

    ท่านอาจารย์ ไม่มีสภาวะได้แต่ไม่ใช่ว่าไม่มีสภาวะเลย ถ้าไม่มีสภาวะเลยนี่ไม่ได้ เพราะว่าต้องมีคนที่กำลังคิดเรื่องนั้น

    ผู้ฟัง ไม่ใช่สิครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็มีเจตสิกที่กำลังรู้บัญญัติ

    ผู้ฟัง ที่เมื่อเช้าที่เราพูดกันว่า มีชื่อใช่ไหมฮะ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนะคะ หมอคะเอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะ บัญญัตินี้อยู่ที่ไหน คำถามของเราก็คือ คืออะไร หรือไม่ก็อยู่ที่ไหนนะคะเพราะฉะนั้นบัญญัติอยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง บัญญัติ บางทีเราก็ใช้เรียกสภาวธรรมที่มีจริง บางทีเราก็พูดกันขึ้นมาโดยไม่มีสภาวธรรมก็ได้

    ท่านอาจารย์ ทีนี้บัญญัติจริงๆ นี้อยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง ไม่เข้าใจคำถามอาจารย์ อยู่ที่ไหนนี่ บัญญัติก็เป็นสมมติ

    ท่านอาจารย์ นั่นสิคะ อยู่ที่ไหน

    ผู้ฟัง อยู่ที่ไหน ก็ก็ว่าเราพูดขึ้น

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่พูดขึ้นจะมีบัญญัติไหม

    ผู้ฟัง เราก็พูดขึ้นมา มันก็บัญญัติ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่พูดขึ้นจะมีไหม

    ผู้ฟัง ถ้าไม่พูดขึ้นมันก็ไม่มี แต่ที่นี้เป็นตัวหนังสือก็ได้นี่ครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ ก็เหมือนกันใครเห็นตัวหนังสือ

    ผู้ฟัง ทีนี้เมื่อเช้าเราพูดกันนี่ก็พูดถึงชื่อนะครับ อาจารย์ ชื่อที่เป็นบัญญัติ

    ท่านอาจารย์ ทุกคนเห็นไหมคะ บัญญัติอยู่ตรงไหน

    ผู้ฟัง ผมช่วยตอบครับ บัญญัติอยู่ตรงคิดเมื่อไหร่ มีบัญญัติตรงนั้น

    ท่านอาจารย์ นี้แน่นอนที่สุด

    ผู้ฟัง ทีนี้เราคิดขึ้นมาเฉยๆ โดยไม่มีสภาวะรองรับได้ไหมครับ

    ผู้ฟัง ไม่ได้ครับ

    ผู้ฟังไม่ได้เหรอครับ

    ผู้ฟัง อย่างสโนไวท์ก็จินตนาการเรื่องของคนใช่ไหมฮะ แล้วคนก็จะต้องมีรูปขันธ์

    ผู้ฟัง ก็เป็นก็อยู่ในจินตนาการนั่นเองนะฮะ มันก็จะคิดอะไรก็ได้

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าไม่มีสภาพรู้ แล้วจะมีคิดได้อย่างไร

    ผู้ฟัง ทีนี้มันมันเดี๋ยวก่อนฮะ ไม่มีสภาพรู้จะคิดยังไง ถูกแล้ว อันนี้อันนี้จะไม่เกี่ยวกับถามคำถามมั้งครับอาจารย์ รู้สึกจะเกี่ยวไหมครับอาจารย์ คือที่ผมสงสัยก็คือว่า บัญญัตินี่จะต้องมีสภาวะสภาวะที่เราใช้เรียกบัญญัตินั้นรองรับ

    ท่านอาจารย์ เอาบัญญัติคืออะไรก่อน

    ผู้ฟัง บัญญัติอย่างที่คุณสันติตอบนั้นนะครับ ก็คือเราคิด เราคิดคำขึ้น

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ปรมัตถธรรม อันนี้ต้องเข้าใจให้ชัดเจนว่าบัญญัติไม่ใช่ปรมัตถธรรม ปรมัตถธรรมเป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ส่วนบัญญัติเป็นความคิดเรื่องราวของปรมัตถ์ก็ได้แต่ว่าต้องเป็นจิตที่คิด ถ้าไม่คิดบัญญัติก็ไม่มี

    ผู้ฟัง อย่างผมไปคิดอะไรต่ออะไรก็ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่คิดก็ไม่มีไม่มีเรื่องราว โดยมากคิดเป็นเรื่องราวใช่ไหมคะ อย่างเราเห็นตัวหนังสือนี่เราก็อ่าน เพราะว่าเรากำลังคิด

    ผู้ฟัง ครับบางทีเราไม่เห็นอะไรแต่เราคิดอะไรต่ออะไรในอวกาศ ซึ่งเราไม่เห็นอะไรมีหรือไม่มีก็ไม่ทราบ

    ท่านอาจารย์ ก็ได้ค่ะ นั่นคือคิด ถ้าไม่มีคิดก็ไม่มีบัญญัติ

    ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์ครับ เวลาที่สติปัฎฐานเกิดรู้ลักษณะของธรรม เช่น ทางตารู้สภาพที่เป็นนาม เมื่ออบรมสติปัฏฐานเจริญขึ้นก็จะเริ่มค่อยๆ เข้าใจว่าการเห็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง แล้วก็สิ่งที่ถูกเห็นคืออารมณ์นี่ก็เป็นภาพธรรมอย่างหนึ่ง มีความเข้าใจมากขึ้นเรื่อยๆ เราก็สามารถที่จะรู้ความเป็นปัจจัยซึ่งกัน และกันด้วย คราวนี้เวลาที่จิตคิดนึกถึงบัญญัติ สติปัฏฐานสามารถเกิดขึ้นได้รู้สภาพธรรมที่คิด เมื่ออบรมสติมากขึ้นก็สามารถที่จะรู้ได้ว่ามีอารมณ์เป็นปัจจัย ซึ่งอารมณ์นั้นเป็นบัญญัติ เพราะเช่นนั้นในช่วงนี้จะเป็นสติปัฏฐานได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นสติปัฏฐานขณะใดต้องมีปรมัตถธรรมเป็นอารมณ์ คือรู้เลยว่าเรื่องทั้งหลายนี่ไม่จริงสักนิดเดียวมีแต่จิตเท่านั้นที่คิด

    ผู้ฟัง แต่ก็ต้องเป็นปัญญาระดับหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ ต้องเห็นแล้วว่าความจริงว่า แท้ที่จริงเรื่องที่เราหลงยึดถือเป็นจริงเป็นจังมาตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย แท้ที่จริงก็เพราะคิดเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นจะรู้ลักษณะของสภาพนามธรรมที่คิด

    ผู้ฟัง ขณะนั้นเรียกว่าสติปัฏฐานไม่ได้ แต่ว่าจะต้องรู้ความจริงว่าอารมณ์ขณะนั้นว่าไม่ใช่สภาพธรรม

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่รู้อารมณ์ ที่เป็นบัญญัติ แต่ขณะนั้นจิตที่กำลังคิดรู้ในลักษณะอาการที่คิดว่าเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ในลักษณะอาการของธาตุรู้ซึ่งกำลังคิด

    ผู้ฟัง แต่ถ้าประจักษ์ความเป็นปัจจัยก็จะต้องรู้ว่ามีอารมณ์เป็นปัจจัย

    ท่านอาจารย์ประจักษ์ความเป็นปัจจัย ปัจจัยนั้นต้องเป็นปรมัตถธรรม เพราะเหตุว่ากำลังรู้ปรมัตถธรรม อย่างจิตที่คิดนี้ก็รู้เลยว่าเกิดขึ้นเพราะสัญญาความจำ รู้ปัจจัยของสภาพปรมัตถธรรมที่เกิด

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นประจักษ์ความเป็นปัจจัยขณะนั้น ก็คงจะต้องไม่ใช่อารมณ์ที่เป็นปัจจัยเป็นปัจจัยอื่นๆ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่การคิดเรื่องราว แต่เป็นการรู้ว่าปรมัตถธรรมนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะว่าทุกวันนี้ที่เราคิดเราไม่รู้ว่า เราคิดเพราะความจำ ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไรทั้งสิ้น คิดถึงคนหนึ่งซึ่งเราพบเมื่อ ๑๐ ปีก่อน จำแล้วเรื่องราวของคนนั้นอยู่ในความจำแล้วทั้งหมด ทำให้มีการคิดถึงคนนั้น ชื่ออะไร ทำอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร นั่นคือการจำ ถ้าไม่มีความจำก็ไม่มีปัจจัยที่จะให้คิด เพราะฉะนั้นในขณะที่สภาพคิดปรากฎก็รู้เลยว่าสภาพคิดนี้ต่างกับเห็น เพราะว่าเห็นไม่ได้มีสัญญาความจำแบบเรื่องราว เหมือนอย่างขณะที่กำลังคิดเป็นเรื่องเป็นราว แต่ว่ามีอารมณ์ที่ปรากฏเป็นปัจจัย ส่วนสภาพที่ได้ยินเสียงก็มีเสียงเป็นปัจจัยให้จิตนี้เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เสียงแล้ว จิตนี้จะเกิดขึ้นคือจิตได้ยินจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยต้องเป็นจิตอื่น แต่เพราะเสียงนี้ต่างหากเป็นปัจจัยทำให้จิตนี้เกิดได้ยินเสียงนั้น เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นปัจจัยอันหนึ่ง แล้วเวลาที่เกิดจะคิดนึกเรื่องราวต่างๆ ก็รู้เลยค่ะ ไร้สาระทั้งหมดเพราะเพียงจิตคิดด้วยความจำเท่านั้น เรื่องอะไรก็ไม่มี คนก็ไม่มี สัตว์ก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี แต่คิดอย่างนี้เพราะจำ ก็เห็นความจริงว่าเป็นสภาพของจิตชั่วขณะหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นคิดแล้วก็หมดไป

    เราฟังธรรมทั้งหมด ได้ยินแต่ละคำแล้วก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้นแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเข้าใจทั้งหมดจริงๆ ถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจธรรมที่กำลังได้ฟังเดี๋ยวนี้ เพียงคำว่าธรรมนี้ค่ะถึงความเป็นพระอรหันต์ได้ถ้าเข้าใจจริงๆ เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการที่จะพูดทบทวน ไม่ได้ให้ทุกคนรีบไปเร็วๆ ได้เยอะๆ และบางคนก็บอกว่ามาหลายครั้งก็ไม่เห็นได้อะไรอีก หรือว่าได้น้อยไป ไม่ใช่เรื่องน้อยเรื่องมากค่ะแต่เรื่องเข้าใจ เพราะฉะนั้นขณะนี้มีสภาพธรรมที่กำลังปรากฏให้เข้าใจ ฟังแค่นี้ ไตร่ตรองคิด และถ้าเข้าใจจริงๆ ก็ถึงความเป็นพระอรหันต์ได้แน่นอน แสดงให้เห็นว่าแม้สภาพธรรมกำลังปรากฏจริงๆ ความเข้าใจทุกคนขณะนี้ เป็นผู้ที่ตรงต่อตัวเองว่าเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแค่ไหน คนที่ไม่เคยฟังเลย รับรองได้ไม่ทราบเลยว่าขณะนี้อะไรกำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก่อนอื่นขอให้ทราบว่าการศึกษาพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงเป็นภาษาบาลี เพราะฉะนั้นจะมีคำใหม่ๆ หลายคำ ซึ่งความหมายนั้นไม่ตรงตามที่เราเคยเข้าใจมาก่อน เพราะฉะนั้นขณะที่ฟังแล้วขอให้ตั้งใจฟังให้เข้าใจคำ และความหมายของสิ่งที่กำลังมี แล้วก็ไม่ต้องมาเกี่ยวโยงกับภาษาไทย หรือว่าเวลาที่เราเคยรู้ความหมายในภาษาไทย แต่พอเข้าใจความหมายอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นความหมายของสภาพธรรม จะเห็นได้ว่าภาษาไทยนั้นใช้คำไม่ตรงกับความหมายในภาษาบาลี

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ให้ทราบว่าคนที่ไม่เคยฟังพระธรรมเลยจะไม่รู้ว่าขณะนี้อะไรกำลังปรากฏ หรือรู้แล้วคะ ธรรมเป็นเรื่องไตร่ตรอง พิจารณา สนทนา เพื่อความเข้าใจจริงๆ ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏเพราะอะไรที่ใช้คำว่าสภาพธรรมกำลังปรากฏเพราะว่าสิ่งที่มีจริงๆ ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงนั้นเป็นสภาวะ หรือเป็นธรรม ซึ่งมีลักษณะจริงๆ เช่นทางตานี้ ขณะนี้กำลังเห็น เห็นมีไหมคะ มีจริงเป็นธรรม มีสภาวะลักษณะคือ เห็นรู้ว่าสิ่งที่ปรากฏทางตาขณะนี้ มีสภาพอย่างนี้ที่กำลังปรากฏให้เห็น นี่คือสิ่งที่มีจริง ทางหูกำลังได้ยินเสียงเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นธรรม มีสภาวะของตน คือเสียงเป็นสภาพที่มีจริงเป็นธรรมอย่างหนึ่ง และได้ยินก็เป็นสิ่งที่มีจริงก็เป็นสภาวะอย่าง หนึ่ง เพราะเหตุว่าเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นในชีวิตประจำวันตั้งแต่เกิดจนตายนั้น ถ้าเราจะแบ่งธรรมออกเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ จะมีสภาพธรรม ๒ อย่าง นี่คือการทบทวนในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังคิดนึก ว่าสภาพธรรม ๒ อย่าง ต่างกันโดยสิ้นเชิง คือสภาพธรรมอย่างหนึ่ง ไม่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้แต่มี เช่น เสียง เสียงไม่ได้ยิน เสียงไม่คิดนึก เสียงไม่สุข เสียงไม่ทุกข์ แต่เสียงเป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งมีจริง

    ผู้ฟัง ขอถามหน่อยนะคะ ญาณสัมปยุตกับญาณวิปปยุต ดิฉันยังไม่ค่อยเข้าใจดี

    ท่านอาจารย์ ขณะใดที่กำลังฟัง และเข้าใจ ขณะนั้นเป็นสภาพรู้สภาพเข้าใจ เป็นธรรมชนิดหนึ่ง

    ผู้ฟัง เป็นสัมปยุตหรือวิปยุตคะ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวค่ะ ไม่เอาชื่อเลยค่ะ วันนี้ไม่ต้องใช้ชื่อ เอาชื่อออกไปก่อน ถ้าเอาชื่อมาปนนั้นจะทำให้ไม่เข้าใจ เพราะเหตุว่าไม่เข้าใจว่าสัมปยุตคืออะไร วิปยุตคืออะไร แต่เราจะไม่เอาชื่อเข้ามาในวันนี้แต่จะกล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ให้เข้าใจ แล้วชื่อจะตามมาทีหลัง ขณะนี้เรากำลังพูดถึงสภาพธรรม ๒ อย่างให้ทุกคนพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือเปล่า คือมีสภาพธรรมที่ต่างกันเป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้อย่างหนึ่ง และรูปธรรมซึ่งไม่ใช่สภาพรู้ นี่คือฟังธรรม ค่อยๆ ฟังค่อยๆ ตามไปแล้วค่อยๆ พิสูจน์ให้เข้าใจจริงๆ ถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ นอกจากนามธรรม และรูปธรรม ถ้าเข้าใจอย่างนี้จริงๆ ประจักษ์แจ้งจริงๆ เป็นพระอริยบุคคลเป็นพระโสดาบัน แล้วก็มีการที่จะเจริญปัญญาต่อไปถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นนี่คือการตั้งต้น ตั้งต้นให้เข้าใจสิ่งที่มีจริงๆ ให้เข้าใจจริงๆ โดยที่ว่าในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ กำลังได้ยินเดี๋ยวนี้ แม้ว่ายังไม่ประจักษ์ในลักษณะซึ่งเป็นสภาพรู้ แต่ก็เริ่มเข้าใจว่ามีสภาพรู้ ซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่านามธรรม กับสิ่งซึ่งไม่รู้อะไรเลยซึ่งภาษาบาลีใช้คำว่ารูปธรรม นี่ก็แสดงเห็นถึงคำที่ใช้ในภาษาไทยซึ่งต่างกับภาษาบาลี อย่างเราบอกว่านามคนไทยก็นึกถึงชื่อก่อนที่จะรู้ว่าเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ คิดถึงแต่เชื่ออย่างเดียวใช่ไหมคะถ้าใช้คำว่านาม แต่ว่าความจริงแล้วละก็นามในภาษาบาลีหมายความถึงสภาพที่น้อมไปสู่สิ่งที่ปรากฏ หรือรู้สิ่งที่ปรากฏ

    เพราะฉะนั้นขณะนี้ตั้งแต่เกิดมานั้นมีสิ่งที่ปรากฏในชีวิตตลอดเวลา สิ่งที่ปรากฏในชีวิตนั้นปรากฏทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางกายบ้าง ทางใจบ้าง และสิ่งที่ปรากฏที่มีจริงทั้งหมดจะไม่พ้นจากนามธรรม และรูปธรรม ถ้าสิ่งใดเป็นนามธรรมสิ่งนั้นไม่ใช่รูปธรรม ถ้าสิ่งใดเป็นรูปธรรมสิ่งนั้นไม่ใช่นามธรรม มีใครจดหรือเปล่าคะตอนนี้ ไม่ต้องจดได้ไหมคะ ขอให้ฟังให้เข้าใจจริงๆ ไม่ต้องจดเลย ถ้าเข้าใจจริงๆ แล้ว ผ่านนามธรรมที่ไหนความเข้าใจนั้นจะกว้างแล้วก็จะลึกตามสิ่งที่ได้ฟัง เพราะเหตุว่าหนังสือจะมีคำว่านามธรรมมีคำว่ารูปธรรมแต่ไม่มีคำอธิบายที่กว้างพอที่จะทำให้เราเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นเราก็อ่านว่าเราเข้าใจแล้วนามธรรมรูปธรรม ๑๐ ครั้งก็มีเพียงเท่านั้นเอง แต่ถ้าเราฟังเข้าใจจริงๆ ความเข้าใจของเราจะมาถึงขณะนี้ที่กำลังเห็น ขณะที่กำลังได้ยิน ขณะที่กำลังได้กลิ่น ขณะที่กำลังลิ้มรส ขณะที่กำลังกระทบสัมผัส ขณะที่กำลังคิดนึก เพราะฉะนั้นขอให้เป็นความเข้าใจก่อน ชื่อง่ายมาก นามธรรมกับรูปธรรม แต่ต้องเข้าใจให้ถูกว่า รูปธรรมไม่ใช่รูปธรรมในภาษาไทยที่ใช้กันในยุคนี้ ทำอะไรให้เป็นรูปธรรมหรือว่าเรื่องนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่ค่ะต้องเข้าใจว่าภาษาไทยจะใช้อย่างไรเป็นเรื่องของภาษาไทย แต่ว่าทางธรรมแล้วหมายความถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ ถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมที่มีจริงๆ นั้นไม่ต้องเรียกชื่อได้ไหมคะ ลองซ้อมคิดเพราะว่าธรรมนั้นเป็นเรื่องคิด เรื่องไตร่ตรอง แล้วก็เป็นความเข้าใจถูกของตัวเองจริงๆ คุณชมเชยค่ะ สิ่งที่มีจริงธรรมที่มีจริงๆ นั้นไม่ต้องเรียกชื่อได้ไหมคะ

    ผู้ฟัง ได้ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เช่น ยกตัวอย่างค่ะ

    ผู้ฟัง อย่างเช่น จิตเห็นค่ะ

    ท่านอาจารย์ ยังไม่มีคำว่าจิตค่ะ อย่างเช่น ขณะนี้มี ๒ อย่างนามธรรมกับรูปธรรม ยังไม่มีจิตเห็น ยังไม่มีอะไร ยกตัวอย่างค่ะว่าสภาพธรรมที่มีจริงๆ ไม่เรียกชื่อก็ได้ สภาพธรรมนั้นก็มีเช่น

    ผู้ฟัง แข็ง

    ท่านอาจารย์ แข็งมีไหมคะ ไม่เรียกชื่อได้ไหมคะ แข็งก็ยังคงเป็นแข็ง นั่นคือสภาพธรรมซึ่งเป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม คุณสุพรรณีคะ

    ผู้ฟัง แข็งเป็นปรมัตถธรรมค่ะ

    ท่านอาจารย์ เป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง รูปนะคะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะเป็นรูป อะไรอีก ขอให้คนที่มาใหม่ยกตัวอย่างค่ะ

    ผู้ฟัง ที่ว่าเป็นรูปนี้เพราะอะไรครับ

    ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้บอกว่าไงคะสภาพธรรมมี ๒ อย่างซึ่งต่างกันโดยสิ้นเชิง ใช้คำว่าโดยสิ้นเชิง ไม่เกี่ยวข้องกันเลย เช่น นามธรรมเป็นสภาพรู้ ไม่มีลักษณะของรูปใดๆ เจือปนเลย แล้วก็รูปธรรมไม่ใช่สภาพรู้มีลักษณะปรากฏให้รู้ได้ แต่ลักษณะของรูปธรรมนั้นไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลย นี่คือคำจำกัดความ หรือความหมายของธรรมซึ่งมีเพียง ๒ อย่างเท่านั้นค่ะ และกำลังขอตัวอย่างว่าถ้าเข้าใจอย่างนี้ อะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม ก่อนที่จะถึงนามธรรม



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    15 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ