สนทนาธรรม ตอนที่ 118
ตอนที่ ๑๑๘
ผู้ฟัง จะมีเจตสิกอะไรเกิดขึ้นก็แล้วแต่ เมื่อตัวจิตก็เป็นประธานก็เลยยกอำนาจให้จิตหมดเลย เช่นอำมาตย์ราชบริพารมีความสามารถในการสู้รบเก่งกาจยังไงก็แล้วแต่เมื่อมีการพูดถึงพระราชาเมืองนั้นก็จะพูดถึงความสามารถของพระราชาทั้งหมด ก็ยกให้จิตเป็นใหญ่เป็นประธานมีกถาว่า มโนปุพพังคมาธัมมา จิตเป็นสภาพที่ถึงก่อนเป็นใหญ่เป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุด สันธานปัจจุปัฏฐาน เกิดขึ้นสืบเนื่องติดต่อกันเป็นผลปรากฏแม้ขณะที่หลับสนิทอารมณ์ไม่ปรากฏกับเราแต่ว่าอารมณ์ปรากฏกับจิตขณะนั้นมีจิตเพราะว่ายังไม่ตายจิตจะต้องรู้อารมณ์แต่อารมณ์นั้นไม่ใช่อารมณ์ที่จะปรากฏในปัจจุบันโลกปัจจุบันนี้เป็นอารมณ์ที่เรียกว่ากัมมนิมิตอารมณ์ในชาติก่อนจึงไม่ปรากฏกับเราแต่ขณะนั้นก็มีจิต
จิตจะต้องเกิดดับสืบต่อกันตลอดเวลามีอำนาจของปัจจัยอย่าง หนึ่ง เรียกว่าอนันตรปัจจัยหรือว่าสมันตรปัจจัยเป็นปัจจัยที่สามารถที่จะทำให้จิตเมื่อดับไปแล้วจะมีความสามารถทำให้จิตดวงใหม่เกิดขึ้นทันทีไม่มีระหว่างคั่นเลยจนกว่าจะเป็นจิตดวงสุดท้ายของพระอรหันต์ก็คือจุติจิตจึงจะไม่มีการสืบต่ออีก โดยสภาพของทั่วๆ ไปแล้วจิตจะต้องมีการเกิดสืบเนื่องติดต่อกันตลอดเวลาไม่มีช่วงเวลาว่างเลยยกเว้นถ้าเกิดเข้านิโรธสมาบัติหรือว่าเป็นอสัญญสัตตาพรหมก็จะมีช่องว่างจิตหยุดเกิดไปชั่วขณะ ๗ วัน หรือว่าชั่ว ๕๐๐ มหากัปก็แล้วแต่ถ้าหมดอำนาจปัจจัยในการที่จะทำให้จิตระงับยับยั้งจิตก็ย่อมเกิดสืบต่อทันที หลังจากออกจากนิโรธสมาบัติจิตก็เกิดขึ้นทันที
สำหรับในภูมิที่มีขันธ์ ๕ เมื่อเช้าพูดกันถึงเรื่องว่าจิตจะต้องเกิดที่รูปในภูมิที่มีขันธ์ ๕ จิตจะพรากจากรูปไม่ได้ เพราะฉะนั้นจิตจะต้องมีรูปเป็นเหตุใกล้ให้เกิดด้วยแล้วก็มีนามธรรมก็คือเจตสิกนามรูปจะเป็นเหตุใกล้ให้เกิดจิต นามในที่นี้หมายถึงเจตสิก เพราะฉะนั้นถ้าจิตไม่มีเจตสิกเกิดขึ้นเมื่อไหร่จิตเกิดขึ้นไม่ได้จะต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยแน่นอน และในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ก็จะต้องมีรูปด้วย
ผู้ฟัง ขอเรียนถามค่ะลักษณะของจิตข้อที่ ๓ จิตเกิดดับสืบต่อเนื่องกันมาเป็นจิตคนละดวงหรือจิตดวงเดียวกันแล้วดับไปแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ เพราะว่าสงสัยที่จะสืบเนื่องต่อสันดานกันต่อทอดกันได้ยังไงถ้าเป็นจิตคนละดวงค่ะ
ท่านอาจารย์ คนละดวงไม่ใช่ดวงเก่าเหมือนไฟเกิดจากเชื้อไฟใดดับแล้วไฟไหม้ก็เกิดจากเชื้อใหม่ไม่ใช่ไปอาศัยเชื้อเก่าเกิด
ผู้ฟัง เข้าใจเหมือนไฟกระพริบๆ ก็ดวงเก่า
ท่านอาจารย์ กระพริบก็ไม่ใช่เก่า เราดูเหมือนกับว่าจะเป็นเหมือนเดิม หรือเก่าแต่ความจริงไม่ใช่เลย อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นแล้วก็ดับเกิดแล้วดับทันทีเมื่อทำกิจการงานของเขาเป็นอายุที่สั้นมาก
ผู้ฟัง แล้วจะสืบทอดสันดานอะไรกันสืบทอดกันยังไงคะ
ท่านอาจารย์ เพราะว่าถ้าจิตขณะนี้ดวงนี้ดับเป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิดเพราะจิตขณะนี้เป็นปัจจัย และก็ดวงต่อไปก็เกิดเพราะการสืบต่อจากดวงนี้ก็มีทุกอย่างของสภาพธรรมที่สืบทอดจากดวงก่อนหรือขณะก่อนไปสู่ขณะใหม่ซึ่งจิตเป็นนามธรรมรู้ยากมองยากกว่าจะสืบทอดยังไงไม่มีที่เก็บลักษณะของเจตสิกหรือกรรมต่างๆ เลยเพราะว่าถ้าพูดโดยนัยของรูปพอจะมองออกว่าที่เก็บก็คงจะต้องเป็นห้องหรือว่าเป็นสิ่งที่มีที่พอ แต่นามธรรมลองคิดดูว่าทำไมคนเราช่างคิดวิจิตรต่างกันเหลือเกินทั้งๆ ที่เป็นจิตคือจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์เหมือนกันหมด แต่ลักษณะของจิตของแต่ละบุคคลซึ่งสืบทอดต่างกันมากทำให้คนนี้มีอัธยาศัยอย่างนี้พูดอย่างนี้คิดอย่างนี้ทำอย่างนี้ซึ่งอีกคนหนึ่งจะพูดอย่างนั้นจะคิดอย่างนั้นจะทำอย่างนั้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีการเกิดดับสืบทอดมาจากขณะหนึ่งสู่อีกขณะหนึ่งซึ่งแสนนานมาแล้ว กว่าจะปรุงแต่งเป็นจิตแต่ละขณะซึ่งเกิดในขณะนี้ และแต่ละขณะก็ดับไปเลยอย่างจิตขณะก่อนเกิดแล้วดับแล้ว ในข้อความในอรรถกถามีว่าไม่พบกันเลยจิต ๒ ขณะนี่คือขณะหนึ่งก็ดับไปหมดไปเลยแล้วจะเป็นปัจจัยขณะต่อไปเกิดขึ้น
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นไม่มีสภาพธรรมอะไรที่เป็นของเก่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปทันทีเกิดที่ไหนก็ดับที่นั้นด้วย จุติจิตในมนุษย์โลกถ้าเราตายจุติจิตดับ ปฏิสนธิเกิดในเทวโลกถ้าผลของบุญให้ผลก็ไม่ใช่จิตดวงเก่าลอยไปเกิดในเทวโลกแต่ว่ามีกรรมที่ทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดในเทวโลกทันทีไม่ต้องอาศัยกาลเวลาไม่ต้องอาศัยระยะทางเดินทางด้วย เทวโลกกับมนุษย์โลกนี่ไกลกันมากแต่ว่าจิตไม่ต้องอาศัยเวลาไม่ต้องอาศัยระยะทางกรรมเขาจัดสรรให้ส่วนจิตเกิดในร่างกายนี้ก็ดับในร่างกายนี้ไม่ได้เกิดไปในร่างกายใหม่เกิดที่ไหนดับที่นั่น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจคำว่าจิตเป็นสภาพรู้อารมณ์เมื่อจิตเกิดเราต้องมีอารมณ์อย่างหนึ่ง อย่างใดไม่ต้องไปเจาะจงว่าต้องเป็นสีเป็นเสียงเป็นกลิ่นเป็นรสเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ เพราะฉะนั้นจะเป็นอะไรก็แล้วแต่เมื่อจิตเกิดต้องมีอารมณ์ที่จิตกำลังรู้ แต่ว่าเวลาที่พูดถึงสีเสียงกลิ่นรสสัมผัสซึ่งคนมักจะชอบถามว่าอะไรเกิดก่อนไม่ทราบทำไมถึงจะไปรู้ตอนเกิดก่อนหรือยังไงในเมื่อขณะนี้สภาพนั้นกำลังปรากฏก็ศึกษาให้รู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรมรูปธรรมก่อน
ผู้ฟัง คือก็พยายามทำความเข้าใจว่าถ้าเรารู้เกิดเราจะได้รู้ดับได้
ท่านอาจารย์ ก่อนนั้นก็ต้องเข้าใจว่าขณะที่เสียงยังไม่กระทบกับโสตประสาทรูปจิตเกิดหรือเปล่า ทุกคนคิดเองแล้วก็จะเป็นความเข้าใจของตัวเองนะคะ
ผู้ฟัง อาจารย์คะจิตมีตั้งหลายดวงอาจารย์จะถามถึงจิตดวงไหนล่ะค่ะ
ท่านอาจารย์ ไม่ได้ถามดวงไหนค่ะเพียงแต่ตั้งคำถามลอยๆ ว่าขณะที่เสียงยังไม่เกิดขึ้นกระทบกับโสตประสาทรูปจิตเกิดหรือเปล่า
ผู้ฟัง เกิดค่ะ
ท่านอาจารย์ ต้องเกิดจะไม่เกิดได้ยังไงเพียงแต่ว่าจิตได้ยินยังไม่เกิด แต่จิตอื่นต้องมีต้องเกิดดับสืบต่อตั้งแต่เกิดจนตายจะขาดจิตไม่ได้เลยเพื่อที่จะให้ความเข้าใจๆ จริงๆ ว่าจิตเป็นสภาพรู้เมื่อจิตขณะหนึ่งเกิดแล้วดับไปก็เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิดสืบต่อ และจิตทุกดวงไม่ขาดเลยสักดวงเดียวต้องรู้อารมณ์จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์ เพราะฉะนั้นเรายังไม่กล่าวถึงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้นก็ได้เพียงแต่ว่าเมื่อจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และสิ่งที่ถูกรู้นั้นคืออารมณ์
คือถ้าเข้าใจธรรมโดยชัดเจนตั้งแต่ต้นเป็นลำดับจะทำให้ไม่สงสัย และก็มีความมั่นคงด้วย และการศึกษาก็ค่อยๆ ก้าวไปตามลำดับแต่ว่าต้องมีพื้นฐานที่มั่นคงว่าจิตเป็นสภาพรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ และจิตก็เกิดดับสืบต่อตั้งแต่ปฏิสนธิจนกระทั่งถึงขณะสุดท้ายของชาตินี้คือจุติจิตดับหลังจากนั้นจิตเกิดอีกหรือเปล่าคะ
ผู้ฟัง ยังไงนะครับ ๆ จุติหลังจากจุติอะไรนะครับ
ท่านอาจารย์ ที่เราเรียกว่าตายคือจุติจิตเกิดแล้วดับทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิงจะกลับมาเป็นคนนี้ไม่ได้อีกเลยตายๆ จริงๆ แต่ว่าหลังจากที่จุดติจิตดับแล้วจิตเกิดอีกหรือเปล่า
ผู้ฟัง เกิดครับ
ท่านอาจารย์ โดยอะไรทำไมเกิดได้
ผู้ฟัง โดยกรรม
ท่านอาจารย์ อนันตรปัจจัยค่ะเมื่อกี้นี้เรากล่าวถึงคือถ้าได้เราได้ยินคำอะไรขอให้เราเข้าใจคำนั้นชัดเจน จิต และเจตสิกเป็นอนันตรปัจจัยคือทันทีที่ดับสามารถเป็นสภาพธรรมที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นเว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น ขอถามคุณชวลาว่าหลังจากที่จุติจิตดับไปแล้วจิตเกิดโดยอะไรคะ เคยได้ยินมาแล้วตั้งแต่เช้าจนถึงเดี๋ยวนี้ได้ยินคำว่าอนันตรปัจจัยหมายความถึงจิต และเจตสิกเป็นสภาพที่อัศจรรย์เป็นนามธรรม หรือเป็นนามธาตุที่ประหลาดอัศจรรย์วิจิตรจริงๆ ทั้งๆ ที่เรามองไม่เห็นเลยสามารถที่จะกระทำสิ่งต่างๆ วิจิตรได้พร้อมกันนั้นก็คือว่าจิตเองทันทีที่เกิดอย่างรวดเร็ว และก็ดับไปอย่างรวดเร็วแต่ก็เป็นปัจจัยให้จิตขณะต่อไปเกิดขึ้นจิตทุกดวงเป็นอนันตรปัจจัยทันทีที่ดับก็ทำให้จิตขณะต่อไปเกิดเว้นจุติจิตของพระอรหันต์ เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าเวลาที่จุติจิตเกิดแล้วดับจะมีจิตเกิดต่อไปไหมถ้าไม่ใช่พระอรหันต์ก็ต้องมีจิตอื่นเกิดแต่ถ้าไม่ใช่พระอรหันต์จุติจิตก็เป็นอนันตรปัจจัยทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อ
ผู้ฟัง อะไรเป็นปัจจัยให้จิตอยู่ได้ครับ
ท่านอาจารย์ ชีวิตตินดริยเจตสิกต่อไปก็จะต้องมีสภาพธรรมซึ่งจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่าอะไรทำให้จิตเกิด และจิตเกิดแล้วอะไรทำให้ดำรงอยู่
ผู้ฟัง คือตอนฟังเข้ามาผมเข้าใจผมเชื่อว่าจิตเกิดดับ แต่ผมอยากทราบว่าในห้องนี้มีใครเคยรู้ไหมว่าตอนไหนดับตอนไหนเกิด
ท่านอาจารย์ ทำไมถึงเอาคนอื่น
ผู้ฟัง เอาในห้องนี้
ท่านอาจารย์ ทำไมต้องเอาคนอื่นไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเอาคนอื่น
ผู้ฟัง คือผมเพียงแต่รู้โดยที่ว่าผมฟังผู้พูดหรือผู้ที่อยู่ในห้องนี้หลายๆ คนพูดว่าจิตดับผมเชื่อแต่ผมเองไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นยังไง
ท่านอาจารย์ คนอื่นรู้หรือเปล่า เพราะฉะนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปสนใจในคนอื่นการศึกษาทั้งหมดจริงๆ แล้วทุกคนอยู่ในโลกของตัวเองจริงๆ ไม่มีคนอื่นนอกจากคิด จิตเกิดขึ้นคิดถึงสิ่งที่ปรากฏเป็นสัตว์เป็นบุคคลเป็นตัวตนต่างๆ แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นชั่วขณะจิตหนึ่งซึ่งเกิดแล้วก็ดับๆ สืบต่อกันไปทำให้มีความคิดต่างๆ
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นผมพูดว่าผมรู้ว่าจิตผมเกิดดับผมพูดเกินไปไหมครับ
ท่านอาจารย์ เข้าใจตามที่ได้ศึกษาซึ่งทุกคนก็ยอมรับว่าศึกษาจากผู้ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งทรงตรัสรู้สิ่งซึ่งยากที่จะรู้ได้แต่จะรู้ได้เมื่ออบรมเจริญปัญญาถึงวาระที่จะประจักษ์แจ้งลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงก็สามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้เพราะเหตุว่าเป็นสัจธรรมเป็นสิ่งที่จริงก็ต้องพิสูจน์ได้ค่ะ
ผู้ฟัง อยากเรียนถามอาจารย์ค่ะเพราะดิฉันยังจะแยกจิตกับเจตสิกไม่ได้
ผู้ฟัง สภาพรู้แยกออกเป็น ๒ อย่างก็คือจิต และเจตสิกจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์เท่านั้น เพราะฉะนั้นขณะที่เห็นตัวที่เป็นใหญ่ในการรู้สีก็คือจิตเห็นสาริณีเรียกว่าจักขุวิญญาณ จะรู้สีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะจิตจะเป็นใหญ่ในการรู้ ส่วนการที่จะโลภโกรธหลงหรือจะจำหรือว่ามีความสุขความทุกข์กับอารมณ์นั้นๆ อันนี้เป็นหน้าที่เป็นกิจของเจตสิกๆ หมายถึงสภาพรู้อีกอย่างหนึ่งซึ่งมีการรู้หลากออกไปจากจิตเป็นการรู้คนละลักษณะกัน ก็คือถ้าเป็นโลภะมูลจิตรู้อารมณ์นั้นเท่านั้นเช่นมีสีเป็นอารมณ์โลภะเขาก็รู้สีแต่ตัวที่ติดข้องหรือเพลิดเพลินในสีนั้นก็คือตัวโลภะเจตสิก เพราะฉะนั้นโลภะเจตสิกเขาประกอบกับจิตเขาจึงชื่อว่าเจตสิกๆ หมายถึงธรรมชาติที่เกิดกับจิตประกอบในจิต
ท่านอาจารย์ พิสูจน์เลยฟังมาแล้วขณะนี้มีอะไรบ้างคะเดี๋ยวนี้ค่ะ ตอบได้ไหมคะมีอะไรบ้างเดี๋ยวนี้
ผู้ฟัง เดี๋ยวนี้ของอาจารย์หมายถึงอะไรคะ
ท่านอาจารย์ คือเรื่องจริงธรรมนี่เป็นเรื่องจริงเลยค่ะอะไรที่เป็นจริงเราค่อยๆ คิดพิจารณาว่าถ้าถามว่าขณะนี้มีอะไรบ้างจะได้มาถึงปรมัตถธรรม ๓ อย่างคือจิตเจตสิกรูป แต่ยังไม่ต้องไปคิดเรื่องจิตเจตสิกรูปเพียงแต่ว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้มีอะไรบ้าง มีจริงๆ สิ่งที่มีจริงๆ ในขณะนี้ค่ะมีอะไรบ้างคะ ยกตัวอย่าง
ผู้ฟัง มีคนใช่ไหมคะ
ท่านอาจารย์ ทำไมว่ามีคนคะ
ผู้ฟัง มีตัวรู้ว่ามีคนค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะเห็นหรือยังไงคะ ที่ว่ามีคนเพราะเห็น หรืออะไรอยู่เฉยๆ แล้วเราบอกว่ามีคนเพราะอะไรคะที่ว่ามีคน เพราะอะไรจึงว่ามีคน
ผู้ฟัง ก็คงจะเพราะเห็น
ท่านอาจารย์ เห็นนะคะเพราะฉะนั้นเห็นมีจริงถูกไหมคะเห็นเป็นปรมัตถธรรมอะไรเป็นจิต หรือเป็นเจตสิก หรือเป็นรูป ที่ว่ายังไม่ค่อยทราบความต่างกันของจิตกับเจตสิกรูป เห็นเป็นจิต หรือเป็นเจตสิก
ผู้ฟัง ในความรู้สึกของดิฉันเห็นก็จะต้องเป็นตัวรู้ หนึ่งแล้วก็เป็นรูป หนึ่ง ถึงได้เห็นแต่เจตสิก
ท่านอาจารย์ อันนี้ต้องแยกเป็นแต่ละชนิดเดียวนะคะ คือถ้าเป็นนามธรรมก็เป็นนามธรรมถ้าเป็นรูปธรรมก็เป็นรูปธรรมถ้าเป็นจิตก็คือจิตไม่ใช่เจตสิกถ้าเป็นเจตสิกก็เป็นเจตสิกไม่ใช่จิต ต้องตรงแล้วก็ชัด เพราะฉะนั้นขณะนี้บอกว่าเห็นคนจริงๆ แล้วมีเห็นแน่นอนใช่ไหมคะแล้วเห็นไม่ใช่สภาพที่ไม่รู้อะไรเลย เพราะเวลาที่เราใช้คำว่าเห็นคำว่ารู้ที่นี่ไม่ได้หมายความว่าปัญญารู้สิ่งที่มีด้วยความถูกต้องตามความเป็นจริงของสิ่งนั้นแต่หมายความว่าเป็นสภาพหรือธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดแล้วจะต้องรู้สิ่ง หนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ เช่นเสียงถ้าไม่มีจิตได้ยินถึงแม้ว่าจะมีเสียงในป่าก็ไม่มีสภาพที่รู้เสียงนั้นแต่เสียงนั้นก็มีจะกล่าวว่าเสียงนั้นไม่มีไม่ได้แต่ขณะใดที่เสียงปรากฏต่างกันแล้วใช่ไหมคะ เสียงมีขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแต่ไม่ปรากฏได้เพราะเหตุว่าไม่มีสภาพที่ไปรู้เสียงนั้น
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราใช้คำว่ารู้ต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ถูกรู้คู่กันไปจะมีแต่สภาพรู้อย่างเดียวไม่ได้ สภาพที่รู้เป็นนามธรรมเพราะสามารถที่จะได้ยินเสียง สภาพรู้คือได้ยินเสียงมีลักษณะของเสียงรู้ในลักษณะอาการของเสียงรู้ในสภาพของเสียงๆ ต่างกันไหมคะ
ผู้ฟัง เสียงต่างกันค่ะ
ท่านอาจารย์ เสียงต่างกันสภาพที่รู้เสียงที่ต่างกันจึงกล่าวว่าเสียงต่างกันถ้าไม่มีสภาพรู้ก็ไม่สามารถที่จะรู้ว่าเสียงต่างกันได้ใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการที่สามารถจะรู้แจ้งลักษณะต่างๆ ของอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเล็กเสียงแหลมเสียงทุ้มเสียงระฆังเสียงเครื่องดนตรีนานาชนิด จิตเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่เป็นอารมณ์ที่กำลังถูกรู้ได้ นี่คือลักษณะของจิตๆ ไม่มีหน้าที่อื่นเลยทั้งสิ้นนอกจากเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์คือสิ่งที่ถูกรู้ที่กำลังปรากฏ พอจะเข้าใจไหมคะลักษณะของจิต
ผู้ฟัง พอสรุปได้ว่าจิตคือตัวรู้ตัวเดียวกันหรือเปล่าคะ
ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ถ้าใช้คำว่าสภาพธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีภาวะลักษณะของตนคือภาวะที่ต้องรู้ไม่ว่าจิตเกิดขึ้นขณะไหนที่ใดทั้งสิ้น ให้ทราบว่าธรรมเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น และจากการที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้เป็นการรู้แจ้งสภาพธรรมจริงๆ ว่าจิตไม่ใช่เจตสิก จิตเป็นสภาพธรรมหรือเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นธาตุที่เกิดขึ้นแล้วก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏ ทางตาคือจิตเห็นขณะนี้ที่กำลังเห็นเป็นจิตรูปเห็นไม่ได้เลยทางหูจิตได้ยินเสียงจิตสามารถที่จะรู้เสียงไม่มีใครมองเห็นเสียงเลยแต่จิตสามารถได้ยินเสียง
นี่คือลักษณะของสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ ขณะที่กลิ่นปรากฏจิตสามารถที่จะได้กลิ่นทั้งๆ ที่กลิ่นไม่มีรูปร่างเลย รสไม่ว่าจะอยู่ในข้าวหรือจะอยู่ในอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดก็ตามจิตเป็นสภาพที่สามารถจะลิ้มรสรู้รสที่กำลังปรากฏทางกายที่กระทบสัมผัสจิตก็สามารถที่จะรู้ลักษณะที่อ่อน หรือแข็ง หรือเย็น หรือร้อน หรือตึง หรือไหว เพราะฉะนั้นจิตสามารถที่จะเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาได้ยินเสียงที่ปรากฏทางหูได้กลิ่นทางจมูกลิ้มรสทางลิ้นรู้สิ่งที่กระทบสัมผัสกาย นอกจากนั้นจิตยังคิดนึกด้วยเป็นสภาพที่รู้ทางใจเพราะเหตุว่าขณะที่คิดไม่เห็นไม่ได้ยินไม่ได้กลิ่นไม่ลิ้มรสไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัสแต่ทุกคนไม่ขาดจิต
เพราะฉะนั้นก็มีจิตนาๆ ชนิดหลายประเภทตั้งแต่เกิดจนตายมากมายในอดีตแสนโกรธกัปมาแล้วแม้ชาตินี้ และต่อไปชาติหน้าก็จะต้องมีธาตุรู้เกิดเพราะเหตุปัจจัย และก็รู้อย่างเดียวนี้ไม่ต่างกันเลย เพราะฉะนั้นประมวล แล้วลักษณะของจิตทั้งหมดแม้ว่าจะมากมายอย่างไรก็ตามก็ทรงจะเป็นประเภทได้ ๘๙ ประเภท หรือว่าที่ภาษาไทยเราโบราณเราก็มีโต๊ะ หนึ่ง ตัวเก้าอี้ หนึ่ง ตัวขนม สอง ชิ้น เพราะฉะนั้นก็จิตใช้คำว่าดวง ทั้งๆ ที่ไม่มีรูปร่างเลยแต่เรียกให้รู้ว่าหมายความถึงประเภทของจิตพอจะเข้าใจลักษณะของจิต เพราะฉะนั้นเวลาที่ต้นไม้เกิดอะไรเกิด
ผู้ฟัง รูป
ท่านอาจารย์ เวลาที่คนเกิดอะไรเกิด
ผู้ฟัง จิตเจตสิกรูป
ท่านอาจารย์ เวลาที่นกเกิดอะไรเกิด
ผู้ฟัง จิตเจตสิกรูป
ท่านอาจารย์ เวลาภูเขาไฟระเบิดอะไรเกิด
ผู้ฟัง รูป
ท่านอาจารย์ เวลาที่พายุเกิดอะไรเกิด
ผู้ฟัง รูป
ท่านอาจารย์ เวลาที่น้ำไหลอะไรเกิด ก็ไม่ยากเลยใช่ไหมคะจิตเจตสิกรูปในชีวิตของเราตลอด
ผู้ฟัง ยังไม่ชัดเจตสิกอีกค่ะ
ท่านอาจารย์ ยังเหลือเจตสิกอีกใช่ไหมคะแต่ถ้าเข้าใจจิตแล้วจะเข้าใจเจตสิกได้ในเมื่อรู้ว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของอารมณ์ที่ปรากฏเท่านั้น เดี๋ยวนี้รู้สึกยังไงบ้างคะมีความรู้สึกอะไรบ้างหรือเปล่า
ผู้ฟัง รู้สึกคะ
ท่านอาจารย์ รู้สึกอะไรรู้สึกยังไง
ผู้ฟัง รู้สึกเป็นคนใหม่
ท่านอาจารย์ แล้วเวลาที่รู้สึกว่าเป็นคนใหม่รู้สึกยังไง
ผู้ฟัง ก็รู้สึกแปลกๆ หน่อยค่ะไม่เหมือนปรกติ
ท่านอาจารย์ ที่แปลกๆ รู้สึกยังไงคะที่ว่าแปลกๆ
ผู้ฟัง อาจจะตื่นเต้นนิดหน่อย
ท่านอาจารย์ ตื่นเต้นแบบดีใจหรือว่าไม่สบายใจ ของจริงๆ ที่มีในวันนี้อย่างหนึ่งที่มีแน่นอนคือความรู้สึกใช่ไหมคะ และพอถามบอกว่ามีความรู้สึกอะไรก็บอกว่าความรู้สึกแปลกๆ
ผู้ฟัง ตื่นเต้นอาจจะตื่นเต้น
ท่านอาจารย์ ตื่นเต้นสบายใจหรือไม่สบายใจเวลาตื่นเต้น
ผู้ฟัง น่าจะไม่ชอบ
ท่านอาจารย์ ไม่ชอบใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นมีความรู้สึกที่ไม่สบายใจ และต่างกับความรู้สึกที่สบายใจ ความรู้สึกที่สบายใจมีจริงๆ ไหมคะ
ผู้ฟัง มีค่ะ
ท่านอาจารย์ ความรู้สึกที่ไม่สบายใจมีจริงๆ ไหมคะ
ผู้ฟัง มีค่ะ
ท่านอาจารย์ ความรู้สึกเฉยๆ ไม่สุขไม่ทุกข์มีจริงๆ ไหมคะ
ผู้ฟัง มีค่ะ
ท่านอาจารย์ นี่คือเจตสิกเกิดกับจิตเกิดในจิตไม่แยกจากจิตเลยเกิดพร้อมจิตดับพร้อมจิตรู้อารมณ์เดียวกับจิต นี่คือลักษณะของเจตสิก
ผู้ฟัง คล้ายๆ เวทนาใช่ไหมคะ
ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีเป็นเวทนาเจตสิกแต่ภาษาไทยไม่ใช่สงสารมากๆ แต่หมายความว่าเป็นความรู้สึกซึ่งมี ๕ อย่าง ความรู้สึกดีใจเป็นสุขใจอย่าง หนึ่งภาษาบาลีใช้คำว่าโสมนัสเวทนา ฝ่ายตรงกันข้ามคือทุกข์ใจโทมนัสเวทนามีบ่อยไหมคะ
ผู้ฟัง ก็แล้วแต่ปัจจัย
ท่านอาจารย์ บ่อยไหมคะ
ผู้ฟัง จะว่าบ่อยก็ไม่บ่อยค่ะ
ท่านอาจารย์ ก็เป็นคนที่ดีนะคะ โชคดีแล้วมีทุกข์กายไหมคะ
ผู้ฟัง มีค่ะ
ท่านอาจารย์ อะไรคะทุกข์กาย
ผู้ฟัง อาจจะโรคภัยไข้เจ็บค่ะ
ท่านอาจารย์ ปวดเจ็บเมื่อยคันทุกอย่างนะคะ สุขกายมีไหมคะ
ผู้ฟัง มีค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นได้ ๔ เวทนา แล้วใช่ไหมคะหรืออีกอย่างหนึ่ง คืออทุกขมสุขเวทนาได้แก่ความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์ที่เราใช้คำว่าอุเบกขาหรือเฉยๆ เพราะฉะนั้นเวทนาทั้งหมดในแสนโกฏกัปมาแล้วหรือข้างหน้าหรือแม้ในชาตินี้ก็จะมีเพียง ๕ อย่างแล้วแต่ระดับว่าจะมากน้อยต่างกัน เพราะฉะนั้นเวทนาความรู้สึกเป็นเจตสิกหนึ่งใน ๕๒ ชนิด
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120