สนทนาธรรม ตอนที่ 099
ตอนที่ ๙๙
ท่านอาจารย์ คือเรื่องธรรมนี่ไม่ใช่เราพยายามไปเค้นเอาตัวอย่างมา แล้วก็ไปคิดแล้วก็จัดลงช่องลงไป ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าโลภะมีไหม ถ้ามีก็ให้รู้เพียงแค่นี้ก่อนพอใจไหม หรือว่าอยากจะรู้ให้มากกว่านั้นอีก ถ้าอยากจะรู้ให้มากกว่านั้นอีกรู้เพียงชื่อหรือว่าจะรู้ตัวจริง
ผู้ฟัง ตอนนี้อยากรู้ตัวจริงค่ะ
ท่านอาจารย์ อยากรู้ตัวจริงต้องสติสัมปชัญญะเกิดระลึกทันทีเพราะว่าสภาพธรรมนั้นเกิดแล้วดับเลย เกิดแล้วดับเลยตลอด เพราะฉะนั้นขณะใดที่ไม่ใช่สติสัมปชัญญะไม่มีทางที่จะรู้จักตัวจริง แต่ก่อนที่จะรู้จักตัวจริงอย่างที่ว่านี้ คืออยากรู้จักตัวจริงจนกระทั่งรู้ว่า ขณะนั้นเป็นสสังขาริกหรืออสังขาริกก็ให้ทราบว่า กว่าจะรู้ว่าเป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม ยากไหมยังไม่ต้องไปถึงชื่อ หรือว่าลักษณะที่ต่างกัน เพียงแค่สภาพของนามธรรม และรูปธรรมที่ต่างกันนั้นรู้ก่อน รู้ก่อนแล้วสภาพธรรมที่เป็นโลภะเขาก็เกิดตามธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นสสังขาริกอสังขาริกก็คือตัวเขา แต่ว่ายังไม่รู้จักเพราะเหตุว่ายังไม่รู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมหรือรูปธรรม เวลานี้รู้ชื่อ ต่อเมื่อใดรู้ลักษณะของนามธรรมจริงๆ ลักษณะของจิตซึ่งต่างกับเจตสิกจะรู้เลย จิตตานุปัสนาสติปัฏฐานไม่ใช่เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เพราะเหตุว่าต้องเป็นเรื่องของจิตทั้งหมด แล้วถ้าจะรู้ตัวจริงถึงอย่างนั้นไม่ใช่เพียงชื่อ ก็จะต้องมีสติสัมปชัญญะที่รู้สภาพของจิต และรู้ว่าจิตขณะนั้นเป็นความติดข้องระดับไหน
ผู้ฟัง ก็ถ้าหากว่าเป็นลักษณะของการที่เราทำโดยอัตโนมัติเลย นั่นก็คือติดข้องมากแล้ว
ท่านอาจารย์ เกิดอยู่เป็นประจำ
ผู้ฟัง ทำอยู่เป็นประจำ เกิดอยู่เป็นประจำค่ะ อันนั้นก็เป็นลักษณะของอสังขาริก ตอนนี้พอพูดถึงสสังขาริกจะต้องมีจิตกำลังอ่อนนี่นะคะ ถ้าวันไหนเราตื่นขึ้นมาแล้วเราก็ไม่ทำเลย ล้างหน้าก็ไม่ล้าง แปรงฟันก็ไม่แปรง
ท่านอาจารย์ ก็ยังไม่ค่อยอยากจะเอาชื่อมาใส่กับสภาพธรรมว่าต้องเป็นอย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนั้นถ้าอย่างงั้นตัวอย่างไม่มีวันจบ จากตื่นขึ้นมาล้างหน้าไม่ล้างหน้า จากตอนที่กำลังป่วยไข้ และตื่นขึ้นมา แล้วตอนที่หายป่วยไข้แล้วเป็นยังไง และก็อีกนานาประการเลย มานั่งวิเคราะห์มานั่งคิด ซึ่งไม่ใช่การที่จะรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม คิดเท่าไหร่ก็พยายามไปเสาะหาชื่อเท่านั้นเอง ไม่ใช่รู้ตัวจริง หากจะกล่าวว่ารู้ตัวจริงไม่ได้ เพียงเสาะหาชื่อว่าจะเอาชื่ออะไรมาใส่กับขณะนี้ขณะนั้นเท่านั้น
ผู้ฟัง คือเมื่อสักครู่นี้ เราพูดถึงว่าสสังขาริกนี่จะต้องมีการชักชวน เพราะกำลังอ่อนใช่ไหมคะ ก็เลยมาพิจารณาดูว่าตอนที่เราไม่อยากจะล้างหน้าแปรงฟันนี่ ก็ไม่มีใครมาชักชวนอะไรเรา
ท่านอาจารย์ ไม่อยากนี่เป็นโลภะหรือเป็นโทสะ
ผู้ฟัง ไม่อยากนี่เป็นโทสะคือก็ไม่ใช่เป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ความติดข้อง
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นตรงระดับไหนนะคะ ที่จะเรียกว่า ...
ท่านอาจารย์ ไม่เรียกเลย จะเรียกอะไรก็ตามแต่ขอให้รู้สภาพธรรม ไม่อย่างนั้นคุณพรรทิภาจะหาชื่อไปใส่หมดเลยทุกสถานการณ์ คือการศึกษาธรรมนี่ต้องเป็นขั้นๆ ความเข้าใจของเราตั้งแต่ขั้นต้นนี้ลืมไม่ได้ เหมือนเราเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ความรู้ประถมปีที่ ๑ เราก็ไปใช้ประถมปีที่ ๒ จนกระทั่งถึงมหาวิทยาลัยปริญญาโทปริญญาเอก เราก็ต้องเอาความรู้ตั้งแต่ประถมที่ ๑ นั้นมา หรือเราจะอ่านตำหรับตำราอะไร เราเรียนภาษานั้น เราก็เรียนตัวกอไก่ขอไข่ไปจนในที่สุดเราจะไปอ่านอะไรเราก็อ่านได้ แต่เราต้องเข้าใจพื้นฐานที่เป็นเบื้องต้น แล้วก็ลืมไม่ได้ แล้วก็เปลี่ยนไม่ได้ด้วย คือกรรมได้แก่เจตนาเจตสิก
ท่านอาจารย์ กรรมได้แก่จิตหรือเปล่า จิตเป็นกรรมหรือเปล่า
ผู้ฟัง ไม่ใช่กรรม
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่กรรม อะไรเป็นกรรม คือคำถามนี่เรื่องเก่า แต่ถามซ้ำเพื่อความแน่ใจเท่านั้นเอง อาจจะถามเปลี่ยนอะไรไปอีกหลายคำถาม แต่เรื่องเก่านั่นเอง แต่ว่าให้เข้าใจให้ไม่ลืม ว่าเจตนาเจตสิกเป็นกรรม และกรรมได้แก่เจตนาเจตสิก จักขุวิญญาณเห็นจิตเห็นเป็นกรรมหรือเปล่า ใครจะตอบก็ได้ค่ะ
ผู้ฟัง จิตเห็นไม่เป็นกรรมครับ
ท่านอาจารย์ เพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะว่าไม่ใช่เจตสิกครับ
ท่านอาจารย์ และก็ไม่ใช่เจตนาเจตสิกด้วย ถ้าเรายื่นคำอย่างนี้แน่นอน ใครจะมาบอกอย่างไรก็เปลี่ยนไม่ได้ ไม่ว่าสัญญาเจตสิกเป็นกรรมใช่ไหม ก็ไม่ใช่ จิตได้ยินเป็นกรรมใช่ไหม ก็ไม่ใช่ เพราะว่าสภาพธรรมที่เป็นกรรมจริงๆ นั้นได้แก่เจตนาเจตสิก ทีนี้เจตสิกทั้งหมดนี้มี ๕๒ ประเภท และก็ใน ๕๒ ประเภทนี้แบ่งเป็น อัญญสมานาเจตสิกคือหมวดใหญ่ๆ ได้แก่สภาพธรรมที่เกิดกับจิตได้ทุกชาติ เป็นกุศลก็ได้ อกุศลก็ได้ วิบากก็ได้ กิริยาก็ได้ อัญญสมานาเจตสิกทั้งหมดนั้นมี ๑๓ ดวงก็แบ่งออกเป็น ๒ ส่วนอีก คือเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก หมายความว่าเจตสิก ๗ ดวง ต้องเกิดกับจิตทุกดวง จะขาดเจตสิกดวงหนึ่งดวงใดไม่ได้ ไม่ว่าเป็นจิตขณะใดทั้งสิ้น ขึ้นชื่อว่าจิตแล้วอย่างน้อยที่สุดก็ต้องมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ดวง ซึ่งเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิก เราแตกย่อยออกมา และในสัพพจิตตสาธารณเจตสิกนั้นมีเจตนาเจตสิกเกิดด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจว่าเจตนาเป็นกรรม เพราะฉะนั้นจิตทุกดวงมีสภาพธรรมที่เป็นกรรมไหมคะ
ผู้ฟัง มีครับผม
ท่านอาจารย์ มีเพราะอะไร
ผู้ฟัง เพราะเป็นเจตนาเป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกที่เกิดร่วมด้วยกับจิตทุกดวง
ท่านอาจารย์ มีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย เพราะฉะนั้นในจิตทุกดวงนั้นจะต้องมีสภาพธรรมที่เป็นตัวกรรม ที่เป็นผู้กระทำหรือว่าเป็นสภาพธรรมที่จงใจ สัญญาเจตสิกจำ ไม่ใช่เจตนาเจตสิก ไม่มีการจงใจขวนขวายที่จะกระทำสิ่งใดเลยทั้งสิ้น เป็นสภาพที่จำ เพราะฉะนั้นในบรรดาสัพพจิตตสาธารณเจตสิก ๗ ดวงนี้เราต้องรู้จักแต่ละดวงว่าเป็นแต่ละชนิด คือเจตนาเจตสิกไม่ใช่สัญญาเจตสิก ไม่ใช่ผัสสะเจตสิก ไม่ใช่เวทนาเจตสิก แต่เป็นสภาพธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพธรรมที่ขวนขวายจงใจตั้งใจกระทำ ถ้าเราไม่กล่าวถึงเจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง แต่กล่าวเฉพาะที่เป็นกุศลอกุศลนี่เราอาจจะเห็นได้ชัด เช่น กุศลเจตนามีความคิดที่จะช่วยเหลือคนอื่นที่จะสงเคราะห์ ที่จะช่วยให้เขาเกิดความรู้ความเข้าใจธรรม หรืออะไรก็ได้ ขณะนั้นเราจะเห็นสภาพของความจงใจหรือความตั้งใจที่เป็นกุศล อย่างบางคนคิดที่จะใส่บาตร เป็นการกระทำใช่ไหม เป็นสภาพของเจตนาซึ่งมีความจงใจในขณะนั้นที่จะกระทำสิ่งนั้น
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าเจตนาเจตสิกนั่นเองเป็นกรรม กล่าวโดยเจาะจง แต่ว่าเมื่อกล่าวโดยรวมบางขณะก็พูดว่ากุศลจิตอกุศลจิต เพราะเหตุว่าขณะนั้นก็มีเจตนาเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ถ้ากล่าวโดยเจาะจงแล้วละก็เจตนาเจตสิกเท่านั้นที่เป็นกรรม ซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกดวงแล้วแต่สภาพของจิต เช่น เจตนาที่เป็นกุศลพอจะเห็นได้ มีการบริจาคดวงตาบ้าง หรืออะไรบ้างก็แล้วแต่ที่เป็นกุศลทั้งหมด ให้ทราบว่าขณะนั้นเป็นเพราะเจตนาเจตสิก มีความจงใจตั้งใจขวนขวายที่จะกระทำอย่างนั้น คือเป็นตัวกระทำ แล้วก็ถ้าเป็นอกุศลก็เห็นได้ มีการเบียดเบียนแม้ด้วยคำพูด บางทีคำพูดสั้นๆ นิดเดียวแต่คน นั้นรู้เลยว่าตั้งใจจงใจที่จะเบียดเบียนคนฟัง มีไหมคะ
ผู้ฟัง มีครับ
ท่านอาจารย์ อย่างกล่าวคำว่า บ้า คำเดียวอย่างนี้ มีจิตที่เป็นอกุศล แล้วก็มีความจงใจที่จะเบียดเบียนด้วย ไม่รู้ตัวเลยว่าขณะนั้นมีสภาพธรรมที่จงใจที่จะกล่าวคำนั้นที่จะเบียดเบียนคนอื่น เพราะว่าอยู่ดีๆ นี้ใครจะอยากฟังใช่ไหม เพราะฉะนั้นเป็นสภาพของจิตซึ่งแสดงให้เห็นว่าขณะนั้นได้แก่สภาพธรรมอะไร ได้แก่ จิต หรือได้แก่สัญญาเจตสิก หรือได้แก่ผัสสเจตสิก หรือได้แก่วิริยเจตสิก หรืออะไร แต่ให้ทราบว่าขณะนั้นต้องเป็นกรรมที่เป็นเจตนา ความจงใจ ความตั้งใจ ความขวนขวาย เพราะฉะนั้นก่อนอื่น ก่อนที่จะไปไกลถึงอกุศล และการกุศลกรรม ทวารไหนอย่างไร ก็ขอให้เข้าใจตัวจริงที่เป็นกรรม ได้แก่ เจตนาเจตสิกก่อน เจตนาเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง เรายังไม่กล่าวถึงสหชาตะ หรือว่านานักขณิกกัมมะ แต่กล่าวถึงสภาพของเจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง ที่นี่ในจิตทุกดวง แล้วแต่ประเภทว่าจิตนั้นประกอบด้วยเจตสิกมากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยที่สุด ๗ ซึ่งมีเจตนาเจตสิกอยู่ด้วย แสดงให้เห็นว่าถึงแม้ว่าเป็นวิบากจิต ขณะนั้นก็มีเจตนาเจตสิกที่เป็นธรรมที่ขวนขวายในการกระทำ
แม้แต่ขณะที่กำลังเห็นก็มีเจตนาเจตสิก ซึ่งจิตนี้เป็นเพียงสภาพที่รู้เป็นใหญ่เป็นประธาน คือรู้เท่านั้นเองไม่ได้ทำหน้าที่อะไรเลยทั้งสิ้น เอาเจตสิกทุกชนิดออกหมด เหลือจิตซึ่งเป็นแต่เพียงสภาพที่รู้แจ้ง ไม่ต้องทำอะไรเลย รู้อารมณ์ที่กำลังปรากฏคือเห็นชัดเจนในลักษณะของอารมณ์ แต่ไม่ใช่ปัญญาที่รู้ว่าสภาพนั้นไม่ใช่ตัวตนอย่างไร เพราะฉะนั้นเรื่องของจิตนั้นต้องเข้าใจจริงๆ ว่าความหมายของมนินทรีย์หรือว่าอธิบดีก็ตามแต่ ที่เป็นใหญ่เป็นประธานก็เพราะเหตุว่าเป็นสภาพที่รู้แจ้งในอารมณ์ที่ปรากฏเท่านั้น พอถึงเจตนาเจตสิกเป็นสภาพที่จงใจ เอาเฉพาะ ๗ ก่อน เจตสิก ๗ ดวงในจิตขณะหนึ่งนี้ใครเป็นตัวกระทำ เหมือนกับคนที่อาจจะสร้างบ้าน สมมติอย่างตึกหลังนี้ต้องมีแบบ ต้องมีคนคิด ต้องมีอะไรทุกอย่าง แต่ว่าใครเป็นคนกระทำ อาจจะเป็น กรรมกรคนที่วางอิฐวางปูน ขุดดินทำอะไรต่างๆ นี่คือตัวกระทำ เพราะฉะนั้นตัวกระทำจริงๆ ในจิตแต่ละขณะคือ เจตนาเจตสิก เป็นผู้กระทำอยู่คนเดียวคือ ขวนขวายที่จะเป็นอภิสังขารที่จะทำให้เกิดผลข้างหน้า แต่ว่าสภาพเจตสิกอื่นเขาก็เกิดร่วมกันไปทำกิจของเขาไป
ต้องเข้าใจลักษณะของกรรม หรือเจตนาก่อนว่าเกิดได้แม้แต่กับจิตที่เป็นวิบาก เพราะเหตุว่าทำให้กิจเห็นนั้นสำเร็จลง พร้อมทั้งเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมกัน มีเจตนา เหมือนกับผู้ที่เป็นผู้กระทำ ขวนขวายให้สภาพธรรมทั้งหลายกระทำกิจของตนสำเร็จลงไป แต่ละครั้งๆ นี่คือสหชาตกัมมปัจจัย ซึ่งถ้าแปลโดยศัพท์ ชาตะแปลว่าเกิด สหะ ก็แปลว่าร่วมกันพร้อมกัน เพราะฉะนั้นถ้าหมายความถึงเจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตทุกดวง ต้องเกิดร่วมกับจิตต้องเกิดร่วมกับเจตสิกอื่น เพราะฉะนั้นเจตนาเจตสิก เป็นสหชาตกัมมปัจจัยของจิต และเจตสิกอื่นๆ ที่เกิดร่วมกันฉันใด จิตก็เป็นสหชาตปัจจัยแต่ไม่ใช้คำว่ากัมมะ จิตเป็นสหชาตปัจจัยของจิตอื่นๆ ที่เกิดร่วม ผัสสะ ก็เป็นสหชาตปัจจัยคือเกิดพร้อมกันกับจิต และเจตสิกอื่น แต่พอถึงเจตนาเจตสิกเป็นสหชาตกัมมปัจจัย เป็นตัวกระทำซึ่งเกิดร่วมกับเจตสิกอื่นๆ และจิตซึ่งเกิดร่วมกัน นี่ก็ให้เข้าใจลักษณะของกรรมว่าได้แก่เจตนาเจตสิกก่อน อันนี้คือสหชาตชาติอะไร กุศล อกุศล วิบาก กิริยา เจตนานั้นเมื่อเกิดรวมกันก็เป็นสหชาตกัมมปัจจัย
ที่ถามว่าแล้วมีผลไหม ผลก็คือว่าถ้าเรายกสภาพธรรมหนึ่งขึ้นเป็นปัจจัย สภาพธรรมอื่นเป็น ปัจจยุบัน คือ ปัจจัยกับอุปันนะ แปลว่าเกิดหมายความว่าสภาพธรรมอื่นที่เกิดเพราะปัจจัยนั้นเป็นปัจจยุบัน เพราะฉะนั้นจิตเป็นปัจจัย เจตสิกเป็นผล คือเป็นปัจจยุบัน เจตนาเจตสิกเป็นปัจจัย จิต และเจตสิกอื่นๆ เป็นปัจจยุบันคือ หมายความถึงธรรมที่เป็นเหตุ เพราะฉะนั้นธรรมอื่นก็เป็นผลในขณะที่เกิดร่วมกัน ต้องมีเมื่อมีปัจจัยซึ่งเป็นเหตุต้องมีปัจจยุบบันซึ่งเป็นผล ถ้าจะศึกษาเรื่องปัจจัยก็ต้องเข้าใจว่าสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยต้องกล่าวถึงปัจจยุบันคู่กันไปด้วย เพราะเหตุว่าจะมีแต่เหตุไม่มีผลไม่ได้ เพราะฉะนั้นสำหรับสหชาตกัมมปัจจัย ก็มีจิต และเจตสิกอื่นๆ เป็นปัจจยุบันธรรม ชั่วขณะจิตเดียว อาศัยกัน และกันเกิดขึ้น แล้วแต่ว่าจะยกอะไรเป็นปัจจัย อะไรที่เป็นปัจจยุบันก็เกิดร่วมกันในขณะนั้น โดยเป็นสหชาตปัจจัย อันนี้พอเข้าใจ เข้าใจผลคืออย่างนี้ ผลคือในขณะเดียวกันพร้อมกันให้ผลไม่ต่างขณะ จึงชื่อว่าสหชาตปัจจัย
แต่ทีนี้กรรมเนี่ยไม่ได้มีแต่เฉพาะว่าเกิดแล้วดับแล้วไม่มีผลอะไรซื้อต่อไป แต่เจตนาเจตสิกซึ่งเกิดกับจิตซึ่งสะสม และก็กระทำกรรม หรือว่าเป็นกุศลอกุศลจิต ซึ่งจะให้ผลต่างขณะกับขณะที่เกิด เช่นกรรมทำแล้วผลยังไม่เกิดทันที แต่จะเกิดในภายหลังเพราะกรรมที่ได้กระทำแล้วเพราะเจตนานั้น เพราะฉะนั้นเจตนาที่ทำให้เกิดผลในภายหลังนี้ชื่อ นานักขณิกกัมมะ ขณะที่ยังไม่ให้ผลต่างขณะ ขณะนั้นเป็นสหชาตกัมมปัจจัย แต่ขณะใดที่ให้ผลต่างขณะ กรรมนั้นเป็นนานักขณิกกัมมปัจจัย ก็คือตัวกรรมซึ่งทำให้วิบากเกิด เพราะฉะนั้นจะใช้คำว่าอภิสังขารก็ได้สำหรับเจตนาเจตสิก
เพราะว่าจุดประสงค์ของการฟังธรรมนี้เพื่อความเข้าใจจริงๆ จะไม่ใช้เพื่อจุดประสงค์อย่างอื่นเลย เพราะฉะนั้นถ้าจะเป็นแบบในการบรรยาย หรือว่าเป็นพิธีรีตอง ทำให้เราไม่มีโอกาสที่จะซักถามแล้วก็สิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ เพราะฉะนั้นเดือนหนึ่งที่คุณหญิงท่านให้เป็นสถานที่สนทนาธรรมนี้ ก็เพื่อที่จะให้พวกเราที่ฟังกันมามากหลายปีได้มีโอกาสพบกัน และก็มีอะไรที่ยังไม่เข้าใจสงสัยก็จะได้ซักถามกันจริงๆ ให้หมดความข้องใจ เพราะเหตุว่าถ้ายังคงติดข้องอยู่ในความรู้ของเราก็จะไม่ก้าวหน้าต่อไป ก็ขอย้อนไปที่คุณประธานนิดหนึ่งว่า แทนที่จะเป็นเรื่องสงสัย เป็นเรื่องความเข้าใจขึ้นนั้นจะดีกว่าไหม ไม่ต้องไปนั่งคิดสงสัยนั่นสงสัยนี่ แต่สิ่งใดก็ตามที่เราไม่รู้แล้วเราฟัง แล้วเราพิจารณาแล้วเราก็ค่อยๆ เข้าใจขึ้น
เมื่อกี้นี้คุยกับผู้ที่มาใหม่สองท่าน มีท่านหนึ่งท่านบอกว่า ท่านอยากถึงนิพพานอย่างนี้เป็นโลภะไหม ก็เลยบอกท่านว่าแน่นอนที่สุด ไม่เป็นไม่ได้เป็นแน่ๆ เพราะเหตุว่าเรื่องอยากไม่ใช่เรื่องรู้ เพราะฉะนั้นเราได้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ พอใครบอกว่านิพพานแล้วเราก็เพ้อฝัน เพราะว่าเราไม่เข้าใจจริงๆ ในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏเพียงแต่ตื่นเต้น ถ้าผู้มีพระภาคตรัสเรื่องนิพพานมาก และก็พระผู้มีพระภาคก็ปรินิพพาน และก็ตรัสรู้อริยสัจ ๔ ซึ่งก็มีนิพพานด้วย เพราะฉะนั้นก็ทำให้เรานั้นมุ่งไปที่นิพพานโดยที่ลืมว่าไม่ใช่เราที่จะถึง แต่ต้องเป็นปัญญา เพราะฉะนั้นปัญญานี้มีหรือยัง เพราะว่าบางคนบอกว่าให้ใช้สติให้ใช้ปัญญา เอาที่ไหนมาใช้ในเมื่อไม่มี ไม่มีเลย แล้วก็บอกว่าให้ใช้สติให้ใช้ปัญญา โดยที่ยังไม่ทราบด้วยว่าปัญญานั้นคืออะไร เมื่อยังตอบไม่ได้ว่าปัญญาคืออะไร ปัญญารู้อะไร แล้วจะเอาปัญญาอะไรมาทำหน้าที่ของปัญญา เพราะเหตุว่าเรานี้ไม่มีหน้าที่ที่จะทำหน้าที่ของปัญญา เพราะว่าเราเป็นความเห็นผิด แต่ว่าสภาพธรรมทุกอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วก็ทรงลักษณะของสภาพธรรมนั้นไว้ โดยที่ไม่เปลี่ยนแปลง อย่างโลภะเป็นสภาพที่ติดข้อง วันหนึ่งเกิดเท่าไหร่เขาก็ทำหน้าที่ติด แต่เขาไม่สามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรมได้
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าที่เราไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง เพราะเราติดในสิ่งที่เราเห็น หรือว่าเพียงแต่คำว่านิพพานนี้เราก็ติดเสียแล้ว อยากจะได้เสียแล้ว เพราะฉะนั้นด้วยวิธีติดนั้นไม่มีทางที่จะไปถึงเลย แต่ด้วยการที่ค่อยๆ เข้าใจขึ้นว่า สภาพธรรมแต่ละอย่างทำหน้าที่ของสภาพธรรมนั้นๆ ถ้าไม่ใช่ปัญญาแล้ว อะไรก็จะไปทำหน้าที่ของปัญญาไม่ได้ สติก็ทำหน้าที่ของปัญญาไม่ได้ ความไม่โลภอโลภเจตสิกก็ทำหน้าที่ของปัญญาไม่ได้ ความไม่โกรธอโทสเจตสิกก็ทำหน้าที่ของปัญญาไม่ได้ เพราะฉะนั้นสภาพธรรมแต่ละอย่างนั้นเป็นธรรมที่ไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจขึ้นเป็นหนทางที่ถูก ยังไม่หมดเรื่องของความสงสัย เรื่องของความไม่รู้ในสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่มีโอกาสจะค่อยๆ เข้าใจถูกขึ้น ซึ่งนี่เป็นหนทางที่จะทำให้ประจักษ์แจ้งอริยสัจ ๔ ทั้ง ๔ ซึ่งก็จะมีนิพพานด้วย แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย และก็อยากถึงนิพพานนั่นก็เป็นอันว่าล้มเหลว เป็นไปไม่ได้
เพราะฉะนั้นธรรมนั้นไม่ใช่เรื่องต้องการ และไม่ใช่เรื่องติดแล้วไม่ใช่เรื่องอยาก แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนนั้นตรงต่อตัวเองตามความเป็นจริง เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดที่ตัว จะไปรู้ธรรมที่คนอื่นได้ไหม คนนั้นกำลังคิดอะไร คนนั้นกำลังโลภ คนนั้นยังผูกโกรธ คนนั้นริษยา เป็นไปไม่ได้เลย แต่ว่าสภาพธรรมที่มีที่ตัว มีจริงๆ แล้วก็ปัญญาสามารถที่จะรู้ความจริงของธรรมนั้นได้ เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเข้าใจขึ้น ว่าขณะใดที่เราสามารถจะเข้าใจสภาพธรรมขึ้น แม้จากการฟัง แต่ละครั้งๆ ก็จะทำให้เราสามารถที่จะรู้จักตัวธรรมจริงๆ นี้เป็นการอบรมเจริญปัญญา ถ้าโดยวิธีอื่นนั้นไม่ใช่ปัญญาแน่นอน เพราะเหตุว่าไม่สามารถจะรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงได้
เพราะฉะนั้นหลายคนที่สนใจเรื่องการปฏิบัติ และก็คิดว่าต้องมาเรียนพระอภิธรรมเพื่อที่จะได้ช่วยการปฏิบัติ ไปคิดว่าจะต้องมีการปฏิบัติ แต่ว่าการปฏิบัตินี้คงจะยากมาก เพราะฉะนั้นก็มาเรียนพระอภิธรรมเพื่อที่จะได้ไปช่วยการปฏิบัติ คิดอย่างนี้ก็ยังไม่ถูก เพราะเหตุว่ายังไม่เข้าใจจริงๆ เลยว่าไม่ใช่เราปฏิบัติ เราปฎิบัติได้เช่นไร ขณะนี้เห็นเป็นจิตที่ทำกิจเห็น ไม่ใช่เราปฏิบัติ ขณะนี้มีการได้ยิน เป็นจิตที่กำลังทำกิจได้ยิน ไม่ใช่เราไปปฏิบัติกิจได้ยิน หรือว่าไม่ใช่เราไปทำหน้าที่เห็น แต่ว่าจิตเห็น จิตทำหน้าที่ของจิต คือเห็น รู้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา มีสิ่งที่กำลังปรากฏให้จิตเห็น นั่นคือกิจของจิต และจิตได้ยินก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะไม่มีเราที่ไปปฏิบัติเลยต้องเข้าใจให้ถูกต้อง คือต้องสะสางความเห็นผิดความเข้าใจผิดทั้งหมด จนกระทั่งมีสัจจญาณความมั่นคงในการอบรมเจริญอริยสัจมรรคมีองค์ ๘ เพื่อที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม มิฉะนั้นจะไม่ใช่หนทางที่เป็นมรรคมีองค์ ๘ เพราะเหตุว่าเป็นเราทำ แล้วก็จะมีความเป็นตัวตนอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นขณะนี้ค่ะที่ฟัง แต่ละครั้ง แต่ละวัน และเข้าใจขึ้น นั่นคือการอบรมซึ่งเป็นภาวนา
ถ้าไม่มีความเข้าใจจากขั้นการฟัง อย่างไรๆ ก็จะชื่อว่าภาวนาไม่ได้เลย ต่อให้ไปนั่งหลับตา ๑๐ วัน ๒๐ วัน หรือว่าจะไปอยู่ที่ไหนอย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องจากขั้นการฟัง ขณะนั้นก็ไม่ใช่การอบรม แต่ว่าเป็นความเห็นผิด และก็เป็นความต้องการ ซึ่งก็จะตรงกับเรื่องที่เรากำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ คือเรื่องของโลภมูลจิตที่เกิดร่วมกับความเห็นผิด ซึ่งความเห็นผิดนั้นเวลาที่เกิดขึ้นอย่างนี้คนที่เห็นผิดจะไม่รู้เลย ไม่มีทางรู้ว่าขณะนั้นเป็นความเห็นผิด แต่ต้องเป็นปัญญาที่เห็นสภาพธรรมถูกต้องตามความเป็นจริงว่า ขณะที่เห็นผิดก็คือว่าไม่ตรงกับความจริงของสภาพธรรม ไม่ทราบมีใครสงสัยว่าอยากจะถามอะไรตอนนี้บ้าง หรือเปล่าคะ
ผู้ฟัง โลภมูลจิตต่างกันโดยเวทนา โดยสัมปยุต วิปยุต และโดยอสังขาริก สสังขาริก ถามว่าอสังขาริกจิตหมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง อสังขาริกจิตหมายความว่า เป็นจิตที่มีกำลังโดยที่ไม่ต้องอาศัยการชักจูงครับ
ผู้ฟัง สสังขาริกหมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง เป็นสภาพที่ต้องอาศัยการชักจูง จิตที่มีกำลังอ่อน
ผู้ฟัง ค่ะคือสภาพจิตที่เกิดขึ้นโดยที่ไม่ต้องอาศัยการชักจูง เพราะว่ามีกำลังอ่อนนะคะ บางขณะเมื่อได้รับคำบอกกล่าวในรูปแบบต่างๆ เช่นการโฆษณา แล้วเข้าร่วมกิจกรรมทันที ถามว่าสภาพจิตขณะนั้นเป็นจิตที่มีกำลังหรือไม่มีกำลัง
ผู้ฟัง เป็นสภาพจิตที่ไม่มีกำลัง
ผู้ฟัง เข้าร่วมทันทีนะคะ
ท่านอาจารย์ มีนี้ใครเห็นด้วยบ้างคะ มีใครเห็นด้วยบ้าง
ผู้ฟังอื่นๆ เห็นด้วยกับคุณประธานค่ะ/ครับ
ท่านอาจารย์ มีใครไม่เห็นด้วยบ้างคะ
ผู้ฟัง เรียนเชิญอาจารย์ค่ะ
ท่านอาจารย์ ที่จริงพูดถึงเรื่องมีกำลังกับไม่มีกำลัง เป็นที่น่าสงสัยจริงๆ ว่าเอาอะไรมาวัด ว่ามีกำลังหรือไม่มีกำลัง
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120