สนทนาธรรม ตอนที่ 100
ตอนที่ ๑๐๐
ท่านอาจารย์ ที่จริงพอพูดถึงเรื่องมีกำลังกับไม่มีกำลัง เป็นที่น่าสงสัยจริงๆ ว่าเอาอะไรมาวัดว่ามีกำลังหรือไม่มีกำลัง เพราะเหตุว่าข้อความมี ลักษณะของโลภมูลจิตที่ต่างกัน ไม่อย่างนั้นไม่ทรงแสดงก็แสดงแต่ว่าโลภมูลจิตอย่างเดียวใช่ไหมคะ อยากจะแสดงว่ามีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ไม่มีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย ก็ยังพอจะเข้าใจได้บางครั้งเป็นโลภะที่ติดข้องในความเห็นผิด และบางครั้งก็ไม่ติดข้อง แต่พอมาถึงอสังขาริกสสังขาริกชักสงสัยว่า นี้จะเอาอะไรเป็นเครื่องวัดเรื่องกำลังหรือไม่มีกำลัง เพราะฉะนั้นมีคำถามที่คนถามเมื่อครั้งก่อน ไม่ทราบว่าจะลืมไปหรือยัง แต่ว่ายังไม่ได้เฉลยหรือว่ายังไม่ได้พูดกันละเอียด คือถามว่าอย่างเราตื่นขึ้นมาธรรมดาๆ แล้วเราก็ไปเข้าห้องน้ำ ทำอะไรของเราทุกอย่างนั้นเป็นจิตที่มีกำลังหรือเปล่า ดูเหมือนกับว่าไม่มีกำลังอะไรเลย แต่เราคิดสิว่ามีหรือไม่มี คิดให้ละเอียด จิตเกิดขึ้นทำกิจการงาน มีความติดข้อง มีความต้องการ ไม่ได้มีใครมาโฆษณาชักชวนให้เราไปเข้าห้องน้ำใช่ไหม แต่ว่าเป็นอุปนิสัยปัจจัยที่ทำจนชิน และบางคนก็ไม่เข้าไม่ได้เดือดร้อนต้องทานยาถ่าย หรืออะไรอย่างนี้ ก็แสดงให้เห็นว่าเขามีความต้องการมากแค่ไหน
เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าโลภะเป็นความติดข้อง แล้วก็ขณะที่เราทำทุกอย่างเป็นปกติในชีวิตประจำวันดูเสมือนว่า เป็นจิตที่ไม่มีกำลังเลย แต่ความจริงกำลังที่นี่ไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นโลภะอย่างแรงให้เรารู้สึกว่ามีกำลัง ไม่ต้องถึงโลภะอย่างแรงเพียงแต่ว่าเป็นขณะจิตซึ่งเกิดขึ้นทำทุกอย่าง ขณะนั้นเราจะไม่รู้เลยว่ามีความต้องการ ถ้าไม่มีความต้องการไม่ทำ แล้วก็ไม่ต้องอาศัยใครมาบอกมาชักจูง เป็นปกติแล้วลองไม่ทำสิเดือดร้อน ใช่ไหม อย่างเรื่องเข้าห้องน้ำแปรงฟันด้วยอะไรทุกอย่าง และทุกคนก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นจะต้องทำ เพราะฉะนั้นขณะนั้นต้องเป็นโลภมูลจิตอสังขาริก แต่ว่าเราไม่ต้องไปคิดถึงว่าต้องมีกำลังอย่างมากมายมหาศาล อย่างเวลาที่เราต้องการอะไร แล้วก็คิดขณะนั้นมีความต้องการมาก เราก็เห็นว่าขณะนั้นมีกำลัง กำลังในที่นี่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น แต่หมายความว่ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นเป็นอย่างนั้น โดยที่ไม่ต้องลังเล ไม่ต้องชักจูง ไม่ต้องอาศัยการชักจูงใดๆ ทั้งสิ้น
ทีนี้มาถึงคำว่าชักจูงอีกก็เหมือนกัน เวลาที่ได้ยินโฆษณาทำไมไปคิดว่าเขาชักจูง จิตได้ยินเกิดใช่หรือเปล่า ได้ยินแล้วชอบหรือไม่ชอบทันที ไม่ลังเลเลย เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่าขณะนั้นเป็นอสังขาริก แต่ถ้าเราไม่สนใจ แล้วก็ภายหลังก็มีคนอาจจะชักจูงหว่านล้อม จนในที่สุดเราก็ค่อยๆ เอนเอียงไปทีละนิด ซึ่งข้อความในอรรถกถานี้ท่านจะอธิบายยกตัวอย่างความเห็นว่าแต่เดิมเราก็ไม่มีความเห็นผิด แต่ว่าอยู่กันไปอยู่กันมาใกล้ชิดกัน ก็อาศัยรับฟังความคิดเห็นนั้นๆ จนกระทั่งในที่สุดเราก็โน้มเอี้ยงคล้อยตาม มีความเห็นผิดอย่างนั้นได้ หรือแม้แต่ในเรื่องของไม่ใช่เป็นเรื่องของความเห็น แม้แต่ขณะนี้ก็เป็นเรื่องของการเมืองการเลือกตั้ง ที่ยกตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะออกนอกจากธรรม แต่ให้เห็นความโน้มเอียงว่าถ้าใครอยู่กับใครนี้ เดิมก็ไม่มีความเห็นอย่างนั้นแต่ว่าพอฟังบ่อยๆ ใกล้ชิดมากๆ ก็ชักจะคล้อยหรือว่าเห็นตามไปได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่าขณะนั้น เป็นโลภมูลจิตที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการชักจูงเป็นสสังขาริก
เพราะฉะนั้นก็ให้ทราบความหมายว่าจริงๆ หมายความอย่างนี้ หมายความถึงสภาพจิตซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง ถ้าเกิดขึ้นเองตามลำพังก็หมายความว่า ไม่ต้องอาศัยการชักจูง แต่ถ้ามีการลังเล หรือว่าการต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ ชักจูง ขณะนั้นก็เป็นสสังขาริก เพราะฉะนั้นโดยนัยของฝ่ายกุศลธรรม เช่น รูปาวจรจิตก็ดี อรูปาวจรจิตก็ดี โลกุตตรจิตก็ดี จะเกิดเองเหมือนอย่างนี้ไม่ได้ จะต้องมีมหากุศลหรือมหากิริยาจิตเกิดก่อน เพราะฉะนั้นแม้ว่าจะไม่ได้แสดงโดยนัยของกามาวจรจิต ถ้าใช้คำเพียงสสังขาริก หรืออสังขาริกเท่านั้น แล้วเราต้องเข้าใจความหมาบโดยหมายความเฉพาะเวลาที่จิตนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองตามลำพัง จึงเป็นสสังขาริก คือเราจะไม่ไปติดที่คำ ถ้าใครศึกษาธรรม และติดที่คำจะยุ่งยากจะลำบาก เพราะเหตุว่าในที่แห่งนี้ทรงแสดงว่าอย่างนี้ ในที่แห่งนั้นจะทรงแสดงว่าอย่างนั้น เพราะเหตุว่าเป็นเพียงเรื่องของภาษา อย่างภาษาไทยนี้เราเข้าใจ แต่พอไปถึงภาษาบาลีซึ่งเราไม่มีความรู้ เราต้องอาศัยหลายๆ ที่ เพราะเหตุว่าแม้ว่าจะมีรากศัพท์ แม้ว่าจะมีความหมาย แต่ตรงนั้นเฉพาะตรงนั้นๆ หมายความว่าอย่างไร ก็ยังเป็นเรื่องที่ทรงแสดงไว้โดยละเอียดมากด้วย
ผู้ฟัง ทีนี้ที่ผมสงสัยก็คือว่า เราจะตัดสินกันว่าอันนี้เป็นอะไรนี่เพื่อประโยชน์ในทางไหนนะครับ อย่างเช่นว่าเพื่อประโยชน์ในทางวิชาการ ว่าอันนี้เป็นอสังขาริกหรือสสังขาริก หรือว่าอันนี้จะได้ประโยชน์แก่ทางด้านการปฏิบัติ คือถ้าเผื่อว่ามีการชักจูง หรือไม่ชักจูง อันนี้จะมีผลเกิดขึ้นได้ประโยชน์แก่ตัวเองอย่างไร ผมก็ยังสงสัยอยู่ครับ
ท่านอาจารย์ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่กำลังจะพูดถึงเหมือนกัน เพราะเหตุว่าเรื่องของคำ หรือเรื่องของชื่อ อย่างสสังขาริกหรืออสังขาริกก็ดี มีปรากฏในพระไตรปิฎกเพื่ออะไร เพื่อแสดงให้เห็นความละเอียดของโลภะ ว่าโลภะหรือความติดข้องนั้นมีหลายระดับ ถ้ากล่าวถึงโลภมูลจิต คือจิตที่มีโลภเจตสิก สภาพที่ติดข้องเกิดร่วมด้วยก็ยังต่างกัน คือว่าเกิดร่วมกับอุเบกขาก็มี เกิดร่วมกับโสมนัสก็มี อันนี้ก็พอจะเห็นได้ แต่ก็ยังละเอียดกว่านั้นอีกว่า ระดับของโลภมูลจิตที่เกิดก็ยังต่างกัน เป็นประเภทที่เกิดโดยไม่อาศัยการชักจูง กับเกิดโดยอาศัยการชักจูง ทีนี้ก็มีปัญหาที่ว่าแล้วจะได้ประโยชน์อะไรถ้ารู้อย่างนี้ ประโยชน์จากการฟังก็คือว่าให้ทราบว่า โลภมูลจิตนั้นละเอียด ถ้าเราไม่ตามความละเอียดเราก็จะไม่เข้าใจ ก็คิดว่ามีแต่โลภะแต่ว่าโดยที่สภาพธรรมที่เกิดมาแต่ละขณะ นี้อาศัยเหตุปัจจัยทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นแม้แต่ขณะที่เป็นโลภมูลจิตที่อาศัยการชักจูง หรือว่ามีกำลังอ่อนก็ตามเกิดขึ้นจะมีเจตสิกอื่นเกิดร่วมด้วย ซึ่งเวลาที่เป็นโลภมูลจิต และก็เป็นอสังขาริกคือไม่อาศัยการชักจูงนั้นจะขาดเจตสิก ๒ ดวงคือ ถีนมิทธเจตสิกเกิดร่วมด้วยไม่ได้
อันนี้ก็แสดงให้เห็นว่า เรื่องของสภาพธรรมมีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ถ้าเราเอาชื่อออกหมด เอาออกหมดเลย ก็จะเป็นธรรมตามที่ทรงแสดง แต่เวลาที่จะแสดงต้องมีคำสำหรับที่จะแสดงความต่าง เพราะฉะนั้นก็ทรงแสดงโดยพยัญชนะหลากหลาย ให้เราสามารถที่จะเข้าใจได้ว่าที่ชีวิตจริงของเรานี้เป็นอย่างนี้ แต่ว่าสำหรับเรื่องของการที่เราจะมานั่งวินิจฉัย หรือจะใช้อีกคำหนึ่งว่าเอาเป็นเอาตาย ว่าเป็นอะไรกันแน่ เป็นอสังขาริกหรือเป็นสสังขาริก ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเหตุว่าเราไม่สามารถที่จะไปวินิจฉัยจิตซึ่งเกิดดับเร็วมาก เพียงแต่ว่าเรามีความเข้าใจถูกว่าโลกมูลจิตนั้นมีละเอียด และก็หลายอย่าง ถ้าเราจะเข้าใจเพียงสั้นๆ แบบเป็นโลภมูลจิตเท่านั้นก็ยังอยาบ เรียกว่าเราจะเข้าใจว่าโลภมูลจิตมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วย กับไม่มีความเห็นผิดร่วมด้วย ก็เป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถึงว่าแม้อื่นซึ่งต่างกันก็ยังมี คือด้วยความที่เป็นสภาพของโลภะซึ่งไม่ต้องอาศัยการชักจูง หรือว่าเป็นสภาพจิตที่มีกำลังอ่อน เพราะฉะนั้นก็จะมีเจตสิกที่เป็นความท้อแท้บ้าง ความหดหู่บ้าง เกิดร่วมด้วยในขณะใด แต่ให้ทราบว่าขณะนั้นไม่ใช่โลภะแต่เป็นเจตสิกอีกต่างชนิด ซึ่งเกิดร่วมกันเพื่อไม่ยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตน
ยิ่งฟังละเอียดมากเท่าไหร่ กำลังง่วงเหงาหาวนอนก็เป็นธรรม ก็ไม่ใช่เรา และเป็นจิตประเภทไหน อันนี้ก็จะทำให้เราสามารถที่จะทรงจำสิ่งที่ได้ยินได้ฟัง จากชาติหนึ่งไปอีกชาติหนึ่ง เพราะเหตุว่าใครก็ตามที่ตั้งเข็มไว้ว่า จะบรรลุนิพพานในชาตินี้ อย่างนี้นั้นไม่ถึง คนไหนที่คิดอย่างนั้นแล้วไม่ถึง แต่คนที่อบรมเจริญเหตุไปเรื่อยๆ แม้ไม่คิดอย่างนั้นก็มีโอกาสจะถึงได้ แต่ถ้ามีความคิดหรือหวัง ก็แสดงว่าผู้นั้นไม่ได้เข้าใจเหตุ ว่าการที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมจากเหตุอะไร ไม่ใช่จากความหวัง ไม่ใช่จากความต้องการ แต่เป็นการอบรมเจริญปัญญารู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าปัญญาจะสมบูรณ์ ถึงขั้นที่จะประจักษ์ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม แล้วไม่ใช่ประจักษ์ขั้นเดียวด้วย จะต้องมีปัญญาที่สมบูรณ์ขึ้นตามลำดับ ก็เห็นว่าการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนนั้นเหนียวแน่นแล้วก็หนา และลึกมาก เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าการฟังของเรานั้นไม่ได้สูญหาย แต่ว่าจะสะสมสืบต่อจากจิตขณะหนึ่งไปอีกขณะหนึ่ง เพราะเห็นว่าจิตเกิดดับเร็วมาก และทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นกุศลก็ตาม อกุศลก็ตาม ก็ไม่ได้อยู่นอกจิต แต่ว่าสะสมสืบต่อ
เพราะฉะนั้นเวลาที่เราฟังมาหลายๆ ปี แล้วเราก็พิจารณามากขึ้น ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เรามีความรู้จริงๆ ว่าสภาพธรรมเป็นธรรมแต่ละอย่าง แล้วก็เป็นอนัตตา เพราะฉะนั้นถึงจะพูดเรื่อง อสังขาริกหรือสสังขาริกนั้นเป็นส่วนประกอบที่จะให้เห็นความเป็นอนัตตาเท่านั้น แต่ว่าจริงๆ แล้วก็คือว่า เราไม่ต้องไปหมกมุ่นครุ่นคิดเอาเป็นเอาตายกับอสังขาริกสสังขาริก แต่ให้ทราบว่าธรรมเป็นเรื่องชีวิตประจำวันจริงๆ แล้วก็ทรงใช้คำบัญญัติ เพื่อให้เราสามารถมีปัญญาที่ละเอียด จนกระทั่งอาจจะเป็นใครก็ได้ ที่สะสมมาแล้ว ที่สามารถจะประจักษ์ลักษณะที่เป็นจริงอย่างนั้นได้ แต่ว่าขึ้นอยู่กับการสะสมของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นต้องมีการสะสมไปเรื่อยๆ จากการฟัง แต่ละขณะจิตแต่ละภพแต่ละชาติทีเดียว
ผู้ฟัง ผมยังสงสัยอยู่นิดนะครับ ก็เพิ่งได้ฟัง แต่ผมมีความสนใจในทางที่อยากจะศึกษาธรรมมามาก ถึงขนาดขอย้ายมาที่กรุงเทพ ก็ทราบว่าที่ไหนมีที่น่าสนใจ ก็จะอยากจะไปศึกษา อยากจะไปเรียนเพราะอ่านอย่างเดียวนะครับ ไม่เข้าใจ อยากจะไปฟังอยากจะไปถามบ้าง ทีนี้พอมีใครชวนผมก็มาทันที อันนี้ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นสสังขาริก หรืออสังขาริก
ท่านอาจารย์ เรื่องไม่ทราบไม่อยากให้คนอื่นบอก แต่อยากจะให้คิดเองว่าที่ย้ายมาจากสุโขทัยนั้นใครบอกหรือเปล่า
ผู้ฟัง บอกว่าไงครับ
ท่านอาจารย์ บอกให้ย้ายหรือเปล่า
ผู้ฟัง ขอย้ายเองหรือว่าตั้งใจ
ผู้ฟัง ตั้งใจมาครับ ตั้งใจมาเพื่อจะมาศึกษา
ท่านอาจารย์ อสังขาริกหรือสสังขาริก
ผู้ฟัง ตั้งใจก็อสังขาริกครับ
ท่านอาจารย์ แล้วก็เวลาที่ใครบอกว่ามีธรรมที่ไหน มาฟังเป็นสสังขาริกหรืออสังขาริก
ผู้ฟัง อันนี้มันยังก้ำกึ่งนะครับ คือใจอยากจะมาครับแต่ยังไม่มีใคร ...
ท่านอาจารย์ แน่นอน แสดงให้เห็นว่าเราเอาเรื่องกำลัง สภาพธรรมที่มีกำลัง ถ้ามีกำลังก็ต้องเป็นอสังขาริก ไม่มีการลังเล
ผู้ฟัง แต่มันมีชื่อหน่อยคือเขาชักชวน
ท่านอาจารย์ ไม่ต้องไปคิดถึงว่าคนอื่นจะชักจูง รู้เองแต่ว่าของเรานี้เป็นจิตที่มีกำลัง ใครก็เปลี่ยนแปลงจิตของเราไม่ได้ หรือถ้าคุณวิเชียรตั้งใจว่าจะมา และมีคนเขาบอกอย่าไปเลย วันนี้มีอะไรดีๆ ที่อื่นหรืออะไรอย่างนี้ คุณวิเชียรก็ไป ไม่มา แต่นี่ยังมีความตั้งใจจริงๆ เป็นสภาพจิตที่มีกำลังที่จะมา ใครก็ขัดขวางไม่ได้ อย่างนั้นก็ต้องเป็นอสังขาริก
ผู้ฟัง ครับ ทีนี้ในธรรมที่บอกว่าต้องมีโดยมีการชักชวน
ท่านอาจารย์ อันนั้นเป็นภาษา
ผู้ฟัง เป็นภาษานะครับ ไม่ต้องไปคำนึงถึงภาษามากนักนะครับ
ท่านอาจารย์ ภาษา ก็คือว่าแสดงว่ามีจิตสองระดับ ถึงแม้ว่าจะเป็นโลภะด้วยกันก็เป็นโลภะที่สะสมมามีกำลังที่จะเกิดของเขา กับสภาพจิตที่ลังเล หรือว่ามีการชักจูงแต่ไม่ได้หมายความว่าพอฟังโฆษณาปั๊บก็ชักจูงปุ๊บ ไม่ใช่อย่างนั้น การโฆษณาก็ไม่ถือว่าเป็นการชักจูง เพียงแต่ได้ยินเสียง
ผู้ฟัง อันนี้จะว่าเป็นการชักจูงก็ไม่เชิงนะครับ พอเขาบอกว่ามาฟังของอาจารย์สุจินต์ นะครับ ผมก็เคยฟังมาสองสามครั้งผมก็ชอบอยู่ แล้วพอเขาบอกนะครับ ผมก็มาทันที
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริก
ผู้ฟัง มันก็ไม่เชิงเป็นการชักจูงนะครับ เพราะว่าผมชอบอยู่แล้ว
อ. สมพร แต่ว่ามันมีอีกอันหนึ่งนะครับ มันเกิดสลับกันไปสลับกันมา เดี๋ยวเป็นสสังขาริก เดี๋ยวเป็นอสังขาริกสลับกันไปสลับกันมา เราไม่สามารถจะกำหนดให้ชัดลงไปได้ว่า ขณะจิตใดเป็นอสังขาริกขณะจิตใดเป็นสสังขาริก เพราะมันเกิดสลับกันมากมายนะครับ ก็เป็นแต่เพียงให้รู้ว่ากุศลหรืออกุศลเกิดอก็เพราะ และสสังขาริกอสังขาริกนี่เอง เราไม่ต้องคำนึงอย่างอื่น เพราะว่าสำเร็จประโยชน์ก็ใช้ได้
ท่านอาจารย์ และก็อาจจะเข้าใจได้อีกว่าอสังขาริกสสังขาริกก็คือเจ้าตัวปัญหา ซึ่งทำให้คนไปคิดมากมายต่างๆ เพราะฉะนั้นก็ปล่อยไป เพราะเหตุว่าไปนั่งคิดทำไมเสียเวลาใช่ไหม สามารถที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมซึ่งกำลังปรากฏเดี๋ยวนี้ ว่าเป็นลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม ถ้าสมมติว่าเราไปนั่งคิดเรื่องอสังขาริกสสังขาริก ขณะนี้สติก็ไม่ระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ และเราก็รู้ว่าจิตนี้เกิดดับแสนเร็วตัวสสังขาริกก็ดับไปแล้ว อสังขาริกก็ดับไปแล้วอย่างเร็วมาก เพราะฉะนั้นถึงจะพูดเรื่องชื่อของอสังขาริกหรือสสังขาริกเท่าไหร่ ก็ไม่ใช่การประจักษ์ลักษณะของอสังขาริกสสังขาริกจริงๆ ทว่าก่อนอื่นต้องรู้ลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม และรูปธรรมโดยเด็ดขาดจริงๆ ว่ารูปธรรมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับนามธรรมเลยทั้งสิ้น แม้ว่าขณะนี้ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าเป็นรูปธรรม รูปธรรมก็ไม่รู้เรื่องเลย ทั้งๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ รูปธรรมก็ไม่รู้แข็งกำลังปรากฏรูปธรรมก็ไม่รู้ รูปเป็นสภาพที่ไม่รู้โดยสิ้นเชิง ซึ่งจะทำให้เราค่อยๆ น้อมไปเข้าใจลักษณะของจิต ว่านามธรรมหรือจิตเจตสิกซึ่งเป็นสภาพรู้มีลักษณะจริงๆ ขณะนี้ก็คือสภาพที่สามารถที่จะ เห็น คิดนึก ได้ยิน จำได้ สุข ทุกข์ ต่างๆ นี่เป็นลักษณะของนามธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่เข้าใจจุดนี้ก็ยังเป็นเราไปทุกภพทุกชาติ แต่ว่าที่เราเริ่มศึกษาเพื่อที่จะให้เราชินกับคำ กับเรื่อง กับลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ แม้แต่คำว่าจิต หรือเจตสิก ก็อย่าเพิกเฉย หรือคิดว่ารู้แล้ว รู้แล้วโดยชื่อ ทุกคนยอมรับ รู้แล้วโดยชื่อ แต่ขณะนี้จิตกำลังเห็น ไม่ใช่เรา นี้จะต้องเป็นสิ่งที่ฟังแล้วฟังอีก จนกว่าสามารถที่จะเข้าถึงธาตุซึ่งเป็นแต่เพียงธาตุรู้ ซึ่งแยกจากรูปธาตุโดยสิ้นเชิง
ผู้ฟัง ต่อไปนี้ก็คงจะได้วิสัยได้ว่าแตกต่างหรือไม่แตกต่าง หนึ่งแตกต่างหรือไม่แตกต่าง สองแตกต่างแล้วอันไหนตรงกับของพระพุทธองค์ อันไหนไม่ตรงกับของพระพุทธองค์ อันนี้เป็นปัญหาอีกปัญหาหนึ่ง เพราะว่าคุณเชียรวินิจฉัยตอนแรกบอกว่าไม่แตกต่าง อันนี้ก็ฝากไว้ด้วยว่า ให้ฟังต่อไปว่าแตกต่างหรือไม่แตกต่าง และข้อสองคือ แตกต่าง และอันไหนตรงกับพระไตรปิฎก
ท่านอาจารย์ คืออันนี้ไม่อยากจะให้ใช้คำว่าของท่านอาจารย์ใด หรือว่าของตัวดิฉันนะคะ แต่ว่าสภาพธรรมไม่ต้องไปคิดถึงเลยว่าใครพูดว่าอย่างไร เพราะว่าแต่ละคนนั้นมีสิทธิ์แล้วก็มีโอกาส วันนี้พูดอย่างนี้เพราะเหตุว่าอาจจะขาดการไตร่ตรองการพิจารณาโดยละเอียด วันต่อไปศึกษามากขึ้น พิจารณามากขึ้น ไตร่ตรองมากขึ้นก็จะทำให้เข้าใจได้ยิ่งขึ้น และก็รู้ว่าสิ่งที่กล่าวไปแล้วยังขาดตกบกพร่องอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้นก็ขอให้เป็นเรื่องฟังธรรม จะจากใครก็ตามให้พิจารณาว่าสิ่งที่กำลังฟังนั้นเป็นธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ที่ตรงกับที่ได้ยินได้ฟัง อย่างเรื่องของจิตได้ฟังมาแล้ว เจตสิกได้ฟังมาแล้ว รูปได้ฟังมาแล้ว แต่การที่เราจะฟังต่อไปก็เพื่อให้เข้าใจชัดในสภาพของจิตเจตสิกรูปซึ่งกำลังมี สิ่งที่กำลังมีแล้วเราพอใจเผินๆ ว่านิดเดียว รู้แล้วว่ามีเจตสิกรูป แค่นั้นพออะไรใช่ไหม ไม่พอที่จะละความเห็นผิดที่ยึดถือว่าเป็นเรา ไม่พอที่จะเกิดกิเลสมากมายมหาศาล แต่ทีนี้การที่เราฟังเรื่องสิ่งที่มีจริงๆ คือฟังเรื่องจิตนั้นไม่ใช่ในตำรา ในตำราพระผู้มีพระภาคทรงแสดงไว้ แต่ทรงแสดงถึงสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของการฟังธรรม ปริยัติการฟัง ปฏิปฏิการประพฤติปฏิบัติ และก็ปฏิเวธคือการรู้แจ้ง ต้องเป็นสิ่งเดียวกัน ได้ฟังเรื่องจิต ปฏิบัติก็คือว่ามีการระลึกที่จิต ถ้าจะรู้ลักษณะของจิตไประลึกที่อื่นได้อย่างไร เมื่อจิตเป็นสภาพธรรมที่มีจริง ศึกษามาแล้วว่ามีตั้งกี่ดวงก็ตามแต่ ขณะนี้ก็เป็นจิตตลอดเวลา แล้วแต่ว่าจะจำแนกเป็นจิตประเภทไหนก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นการที่จะประจักษ์มีปฏิเวธที่จะรู้ลักษณะของจิต ก็เมื่อสติระลึกที่จิต จึงจะรู้ลักษณะของจิตได้ ถ้าจะรู้ลักษณะของจิตไประลึกที่อื่นนั้นไม่มีทาง หรือแม้แต่เจตสิกก็เหมือนกัน เป็นสภาพธรรมที่เกิดกับจิตดับพร้อมจิต เวลานี้ก็มีสัญญาความจำก็มี ขณะนี้ก็จำได้ เห็นใครก็จำได้ก็เป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ลักษณะของเจตสิกก็ต่อเมื่อสติระลึกที่ลักษณะของเจตสิกแต่ละลักษณะ ซึ่งทรงแสดงไว้เพื่อให้เราเนี่ยสามารถที่จะเข้าใจว่า ขณะเห็นเพียงขณะเดียวไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิต และก็ไม่ใช่มีแต่เฉพาะเจตสิกหนึ่งชนิด มีหลายชนิด เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่ว่าสติระลึกที่เจตสิกใดก็รู้ลักษณะของเจตสิกนั้น แต่ถ้าไม่ระลึกแล้วจะบอกว่ารู้ การเรียนของเราทั้งหมดจะไม่มีประโยชน์เลย เรียนเรื่องจิต เรียนได้เจตสิก แต่สติไม่ได้ระลึกที่จิตเจตสิก และจะประจักษ์ได้อย่างไร และจะชื่อว่าสติหรือในเมื่อสติต้องระลึกลักษณะที่มีจริงๆ แล้วปัญญาค่อยๆ เข้าใจสิ่งนั้นขึ้น นี่คือการอบรมเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีการระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรม ก็เพียงแต่พูดกันสอนกัน เรื่องจิตเจตสิกรูป เรื่องปรมัตถธรรม แต่ไม่มีทางที่จะรู้ตัวจริงของจิตเจตสิกรูป
ผู้ฟัง เหตุที่ทำให้หิริ และโอตัปปะเกิด จะต้องพิจารณาอย่างไร จึงจะทำให้ธรรมสองอย่างนี้ได้คุ้นเคยแล้วก็สนิทสนมกับชีวิตของแต่ละคนครับ
อ. สมพร พิจารณาถึงโทษของทุจริต แล้วก็จะทำให้หิรินั้นเกิดขึ้น มีโทษนะครับ ทุจริต นี้ละอายต่อทุจริตใช่ไหม เมื่อเราพิจารณาเห็นโทษของทุจริต การกระทำชั่วแล้วหิริก็เกิดขึ้น เราก็ไม่อยากจะได้โทษใช่ไหม เมื่อเห็นโทษแล้วเราก็มีหิริเกิดขึ้นได้ เราก็ไม่กระทำความชั่วหรือไม่กระทำทุจริต ต้องเห็นโทษเสียก่อน
ผู้ฟัง ถ้าอย่างบางทีเกี่ยวกับเรื่องการให้ทานนี้นะครับ คือบางครั้งก็นึกอยากจะให้ทาน บางครั้งก็ไม่อยากจะให้ทาน อันนี้เพราะอำนาจของหิริ และโอตัปปะไม่เกิดอย่างนั้นใช่ไหมครับ กุศลที่เป็นไปในทานจึงไม่เกิดขึ้นกับบุคคลนั้น
อ. สมพร ก็พอเรายังไม่เห็นโทษจริงๆ ถ้าเราเห็นโทษจริงๆ เราก็เกิดความละอายต่อบาปต่อทุจริต เห็นโทษของกิเลส เพราะว่าคนที่หวงแหนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง กลัวจะอดอยากแล้วไม่ให้ทาน คนนั้นจะได้รับผลอันนั้นคืออดอยาก ทำให้เราเดือดร้อน เพราะเราไม่เห็นโทษ เมื่อเราเห็นโทษว่าการให้ทานเป็นการสละให้คนอื่นมีความสุขแล้วก็ขณะนั้นจิตเป็นกุศลแล้วหิริ และโอตัปปะก็เกิดร่วมด้วย ละอายต่อทุจริตไงครับ ละอายต่ออกุศล เพราะการกระทำกุศลคือการให้ทาน
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120