สนทนาธรรม ตอนที่ 098


    ตอนที่ ๙๘


    ท่านอาจารย์ คือทุกอย่างที่ฟังนี้อย่าลืม และก็เป็นความเข้าใจว่า รูปที่เกิดพร้อมกับจิต หรือว่ารูปซึ่งเกิดจากจิต เช่นจิตตชรูป ขณะนั้นเกิดพร้อมกันก็จริงแต่ว่ารูปนั้นไม่รู้อะไรจริงๆ สภาพที่เป็นรูปธรรม และจะรู้สักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ จะรู้สึกสักนิดหนึ่งก็ไม่ได้ ต้องเป็นสภาพที่ไม่รู้โดยสมบูรณ์เด็ดขาด เพราะฉะนั้นนามธรรมกับรูปธรรมนั้นแยกกันจริงๆ ตรงนี้ คือรูปธรรมนั้นไม่ใช่สภาพรู้เลย และนามธรรมก็เป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นจะเป็นสัมปยุตตธรรมกันไม่ได้ นามธรรมกับรูปธรรม เพราะว่าเป็นธรรมที่ต่างชนิดโดยเด็ดขาด เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นสัมปยุตตธรรมแต่เป็นวิปยุตตธรรม เพราะเหตุว่าต่างชนิด และก็อาศัยกันได้ เพราะว่าต่อไปถ้าเรียนถึงเรื่องสภาพธรรมซึ่งต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัยต่างๆ จะทราบว่าจิต เจตสิก รูปเป็นปัจจัยทำให้สภาพธรรมอื่นเกิด แม้ว่าจะเกิดร่วมกันก็จริงแต่ว่าโดยประเภทของปัจจัยชนิดใดบ้างถ้าใช้คำว่าสัมปยุตหมายความถึงจิต และเจตสิกเท่านั้น

    ผู้ฟัง เป็นเสือในป่าดีกว่าเป็นหมาในเมือง เป็นมานะอย่างไรอาจารย์คะ

    ท่านอาจารย์ คือขณะใดที่มีความรู้สึกว่าสำคัญ ตัวเองสำคัญ ถึงจะไม่พูดคำนี้ ขณะใดก็ตาม เพราะว่ามานะนี้พระอรหันต์ละดับหมด เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าต้องเป็นสภาพที่ละเอียด อย่างที่เราเข้าใจกันนั้นเราเข้าใจอย่างหยาบๆ เวลาที่มีคำพูดเปรียบเทียบอย่างประโยคที่ว่าก็แสดงถึงความสำคัญตน

    ผู้ฟัง สำคัญตนเป็นเสือในป่า ก็หมายความว่าเขาเป็นใหญ่ในป่า เป็นหมาในเมืองก็เขาเป็นเล็กในเมือง เล็กเมืองนี้ก็มานะเหมือนกันใช่ไหมอาจารย์คะ

    ท่านอาจารย์ พระอรหันต์ละ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าความละเอียดของธรรมนั้นสักแค่ไหน

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นอันนี้ก็จะได้เห็นว่าไม่ใช่ใหญ่อย่างเดียวนะคะ เล็กก็เป็นมานะได้ ทีนี้ลองยกตัวอย่างทิฏฐิสิคะ

    ผู้ฟัง ก็อย่างเช่นตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้านี้เราก็รู้สึกว่าเป็นเราทั้งหมด

    ผู้ฟัง เป็นเราทั้งหมด

    ผู้ฟัง สมมติว่าเราเห็นนี้เป็นทิฏฐิ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง เราเห็น

    ผู้ฟัง ก็ต้องเป็นทิฏฐิค่ะ ก็เพราะว่าเป็นเราเป็นตัวตน มีความเป็นตัวตน

    ผู้ฟัง ในความเห็นว่าเป็นเรา เราเห็น อาจารย์คะกรุณาเราเห็นสักนิดหนึ่งค่ะ

    ท่านอาจารย์ เราไม่เอาคำพูด เอาสภาพธรรม เพราะฉะนั้นสภาพธรรมนี้ตรง พอบอกว่าความเห็น เห็นมั้ยว่าไม่ใช่เพียงเห็น ไม่ใช่การเห็นแต่เป็นความเห็น ก็แสดงความเห็นผิดจากความเป็นจริงขณะใด ขณะนั้นเป็นทิฏฐิเจตสิกด้วยความสำคัญตน ก็เหมือนกันขณะใดที่รู้สึกว่าตัวเรานี้สำคัญ ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของมานะ ไม่ต้องไปคิดมากเรื่องอื่นเลย ขณะใดเป็นความเห็นขณะนั้นตัวความเห็นที่ผิดชื่อว่ามิจฉาทิฏฐิ เพราะว่าสภาพความเห็นผิดมีไม่ใช่ไม่มี ไม่ใช่ว่าเราไปเรียกสภาพธรรมตามใจชอบ แต่เพราะเหตุว่าลักษณะของสภาพธรรมนั้นเป็นอย่างนั้นคือเห็นผิด ต้องเป็นความเห็น ไม่ใช่ว่าเพียงเห็นแค่เพียงเห็นก็คือจักขุวิญญาณเห็น แล้วจิตต่อๆ ไปก็รู้ความหมายของสิ่งที่เห็น นั้นก็เป็นเรื่องของจิตประเภทต่างๆ ไม่ใช่ความเห็น แต่ขณะใดที่มีความเห็นที่ผิดจากความเป็นจริงขณะนั้นคือมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้นต้องเอาความเห็น เพราะว่าลักษณะของความเห็นผิดนั้นเป็นอกุศลเจตสิกชนิดหนึ่ง แต่ถ้าขณะใดที่ไม่มีความเห็น ก็เพียงเห็นขณะนั้นเพียงเห็นจะบอกว่าเป็นความเห็นไม่ได้

    อ. ธีรพันธ์ อันนี้สำคัญนะครับ ต้องทำความเข้าใจให้ดี เพราะว่าพระอริยบุคคลก็เห็นนะครับ เห็นเป็นในประทีปเป็นแก้วน้ำเหมือนกัน แต่ถ้าไม่มีความเห็น

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นจริงๆ ในชีวิตประจำวันนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นไม่ใช่เป็นทิฏฐิคตสัมปยุตใช่ไหมคะที่เราเห็นทั่วๆ ไป เราเห็นแล้วก็เป็นต่างๆ นาๆ

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่บุคคล ไม่ทราบคุณหมอมธุรสตรวจเคยสนทนา เคยคุยกับพวกเจ้าความเห็นหรือเปล่า เจ้าความเห็นนี้มีเยอะ เขาจะมีความเห็นประหลาดๆ เห็นต่างๆ เพราะคุยกับเขาทีไรก็ต้องเป็นเรื่องความเห็นที่แปลกไม่ตรงหรือผิดไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งๆ เค้าเป็นเจ้าความเห็น เพราะฉะนั้นสำหรับคนที่สะสมความเห็นผิด แล้วไม่พร้อมที่จะพิจารณาที่จะแก้ความเห็นผิดให้เป็นความเห็นถูก เพราะบางคนนั้นเป็นคนที่ไม่รับฟังความเห็น ยึดมั่นในความคิด แล้วก็ไม่ยอมเลยจะคิดในเรื่องที่ตัวเข้าใจผิดๆ นั่นแล้วก็สาวไปอีกไกล ผิดต่อไปอีก ผิดต่อไปอีกมากๆ คือพวกที่เป็นเจ้าความคิด แต่ธรรมดาของเรา ถ้าเรามีความเห็นผิดแล้วเรารับฟัง อย่างความเห็นผิดเมื่อเช้านี้ที่คุณยูธิกาถามเรื่องรูปไม่ดับ ถ้าเป็นความเห็นของคุณยูธิกาว่ามันไม่ดับอย่างนั้นเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง เพราะเหตุว่าความจริงรูปดับ แต่ถ้ามีความเห็นอย่างนั้นขณะนั้นเป็นความเห็นผิด เพราะฉะนั้นความเห็นผิดนั้นมีได้ แต่ถ้าเป็นผู้ที่รับฟังแล้วพิจารณาแล้วก็ทิ้งความเห็นผิด และก็ค่อยๆ สะสมความเห็นถูกขึ้น เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องความเห็นไม่ใช่เป็นเรื่องเห็นเฉยๆ ต้องเข้าใจด้วย และสำหรับการที่ว่าวันหนึ่งๆ นั้นคนเรามีหลายอัธยาศัย หลายอุปนิสัย บางคนเกิดมามีความสุขไปทั้งชาติ หาเรื่องราวที่จะเพลิดเพลินเจริญใจ ไม่คิดอะไรทั้งนั้น แล้วก็ดูเหมือนกับว่าไม่สนใจที่จะเข้าใจสภาพธรรมที่มีในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นสำหรับเขาไม่มีความเห็นใดๆ ในเรื่องความเห็นผิดก็ไม่มี ในเรื่องความเห็นถูกก็ไม่มี เพราะว่าเขาเกิดมาวันหนึ่งๆ ก็เห็นได้ยินคิดนึก แล้วก็ตายไป แต่ว่าบางคนก็ช่างคิดหรือเจ้าความคิด

    แต่ว่าความคิดมีสองอย่างคือ ความเห็นที่ถูก กับความเห็นที่ผิด อย่างพระโพธิสัตว์ ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านต้องเป็นผู้ที่คิดมีวิตักกะ และก็มีการพิจารณาด้วยความแยบคายแล้วก็ค่อยๆ สะสมความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ในสภาพธรรม จนกว่าพระบารมีนั้นจะเต็มพร้อมที่จะได้ตรัสรู้ความจริงของสภาพธรรม ซึ่งเป็นธรรมอย่างนี้ตามปกติ แต่ว่าปัญญาที่ได้พร้อมที่จะได้ตรัสรู้สามารถที่จะละความเป็นตัวตน ซึ่งทุกคนก่อนฟังนี้กำลังเห็นก็เป็นเราเห็น ด้วยโลภะได้ ไม่ใช่ว่าด้วยความเห็นผิด หรือด้วยมานะก็ได้ ไม่ใช่ด้วยความเห็นผิด เพราะฉะนั้นก็ต้องแยกจริงๆ ว่าความเห็นคือความเห็น ความสำคัญตนคือความสำคัญตน ความพอใจในการเห็นก็คือความพอใจในการเห็น เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าตราบใดขณะใดที่ไม่เป็นความเห็น แม้ว่าความเห็นผิดนั้นสะสมแต่ว่าไม่ได้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นขณะนั้นทิฏฐิเจตสิกไม่ได้เกิดขึ้นทำกิจการงาน แต่ไม่ได้ดับเป็นสมุจเฉท เพราะฉะนั้นก็พร้อมที่ว่าจะรับความเห็นผิดถ้าขณะนั้นไม่มีการพิจารณาอย่างถูกต้อง นี่เป็นเหตุที่ว่าทำไมมีความเห็นผิดมากกว่าความเห็นถูก และก็บางคนนั้นเขาจะเห็นผิด และก็คิดไปเรื่อยๆ พอพบกันทีไรเขาก็แสดงความเห็นผิดไป จะกล่าวว่าสำหรับบุคคลนั้นความเห็นผิดเกิดน้อยไม่ได้ แต่สำหรับบางคนความเห็นผิดเกิดน้อยเพราะว่าเขาไม่คิดเรื่องความเห็นอะไรเลย

    อย่างเวลานี้เราก็ทราบใช่ไหมว่ามีศาสนาเยอะ แตกแยกออกไปมากมาย แล้วก็ลองสนทนากับเจ้าลัทธิทั้งหลายหรือว่าศาสนาทั้งหลายเมื่อไหร่ เมื่อนั้นจะเห็นเลยว่าขณะไหนเป็นความเห็นผิด มากหรือน้อยของการสะสม เพราะว่าบางคนนั้นเขาอาจจะเกิดในประเทศซึ่งไม่มีคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าที่จะได้ยินได้ฟัง เขาก็ได้ยินได้ฟังเรื่องศาสนาเก่าๆ ที่สืบทอดกันมา แต่ทำไมบางคนเปลี่ยนได้ เวลาที่ได้ฟังความเห็นที่ถูกต้อง เขาก็สามารถจะเข้าใจ แล้วก็ทิ้งความเห็นของเขาซึ่งสะสมมาตั้งแต่เกิด จนกระทั่งเขามีโอกาสได้ยินได้ฟัง นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเขาสะสมทางการที่จะพิจารณาความเห็นที่ถูกต้อง แต่สำหรับบางคนทุกเม็ดโลหิตเกือบจะว่าได้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงเลย เพราะฉะนั้นคำพูดของพวกนั้นพอพูดเมื่อไหร่ เราก็จะได้ยินได้ฟังวาจาซึ่งออกมาจากใจซึ่งประกอบด้วยความเห็นผิด เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่เราก็ต้องแล้วแต่เหตุการณ์ แล้วแต่กาลว่าเป็นบุคคลใดสถานที่ใด ขณะนั้นกำลังมีความเห็นหรือว่าไม่มีความเห็นผิด เคยพบคนที่มีความเห็นผิดมากๆ แล้วจะเห็นผิดเยอะๆ ไหม จะกล่าวว่าคนนั้นไม่มีความเห็นผิดก็ไม่ได้

    เพราะว่าตื่นขึ้นมาก็เห็นผิดแล้ว ตลอดวันก็มีความเห็นผิดแล้ว ถ้าเขาเป็นคนที่ฝักใฝ่ในความเห็นผิด ความเข้าใจว่าทิฏฐิคือความเห็นผิด ไม่เกิดร่วมกับมานะเจตสิก ไม่อย่างงั้นเราก็จำเพียงชื่อที่ว่าสัมปยุตวิปยุตใช่ไหม แต่ต้องทราบว่าสภาพธรรมนี้ขณะใดที่กำลังมีความเห็นผิด ขณะนั้นจะไม่มีมานะเจตสิกเกิดร่วมด้วย และขณะใดก็ตามที่กำลังมีความสำคัญตน ขณะนั้นจะไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ต้องมีโลภเจตสิกเกิดร่วมด้วยแน่นอน เพราะฉะนั้นจึงเป็นโลภมูลจิต ที่เราใช้คำว่ามูลเพราะเหตุว่าสภาพธรรมที่เป็นเหตุ หรือเป็นมูลทั้งหมดนั้นได้แก่เจตสิก ๖ ดวง คือโลภเจตสิก ๑ โทสเจตสิก ๑ โมหเจตสิก ๑ เป็นอกุศลมูล ถ้าจิตใดมีโลภะเกิดร่วมด้วย จิตนั้นชื่อว่าโลภมูลจิต จิตใดมีโทสะเจตสิกเกิดร่วมด้วยจิตนั้นชื่อว่าโทสมูลจิต จิตใดเป็นอกุศลแต่ไม่มีโลภเจตสิกไม่มีโทสเจตสิกด้วย จิตนั้นมีแต่โมหเจตสิกซึ่งเป็นมูลเกิดร่วมด้วย จิตนั้นชื่อว่าโมหมูลจิต เพราะฉะนั้นนี่เป็นอกุศลมูล ๓

    ทางฝ่ายกุศล ก็มีอโลภเจตสิก อโทสเจตสิก อโมหเจตสิก เพราะว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างนี้ลักษณะจริงๆ ของเขาเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้โดยละเอียดโดยปลีกย่อยจนกระทั่งแสดงได้ว่า ในบรรดาเจตสิกทั้งหมด เจตสิกที่เป็นมูลจริงๆ ของทางฝ่ายอกุศลมี ๓ เท่านั้น และเจตสิกที่เป็นมูลทางฝ่ายกุศลก็มี ๓ นอกจากนั้นถึงเป็นสัมปยุตตธรรม คือเป็นจิตเจตสิกที่เกิดร่วมกัน แต่เจตสิกอื่นนอกจากนี้ไม่ใช่มูล หรือไม่ใช่เหตุ ไม่ใช่เหตุปัจจัยที่จะทำให้จิตนั้นเป็นประเภทอย่างนั้น นี่ก็ต้องเข้าใจ และนอกจากนั้นก็คือว่า โลภะ โมหะยืนพื้น แต่เวลาที่มีคำว่าทิฏฐิคตสัมปยุต หมายความว่าโลภะขณะนั้นมีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย เวลาที่ใช้คำว่าทิฏฐิคตวิปยุตก็หมายความว่า ขณะนั้นไม่มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วย แต่ว่าอาจจะมีมานะเจตสิกเกิดร่วมด้วยหรือไม่มีมานะเจตสิกเกิดร่วมด้วยก็ได้ เพราะฉะนั้นเวลาที่มีความยึดมั่น มีความเห็นอย่างใดนี้เป็นเครื่องแสดงแล้วว่ามีความพอใจในความเห็นนั้น เพราะฉะนั้นทิฏฐิเจตสิกจึงต้องเกิดกับโลภมูลจิต

    นี้ถ้าเราค่อยๆ พิจารณาไปเข้าใจไป และจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะนี้บอกแล้วว่าจิตนั้นเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล หรือเป็นผลคือเป็นวิบาก หรือเป็นกิริยาคือไม่ใช่ทั้งกุศลอกุศลวิบาก ไม่อย่างนั้นเราจะเรียนเรื่องชาติของจิตทำไม เราเรียนเพื่อให้เห็นว่าความเห็นเดิมๆ ของเราความคิดเดิมๆ ของเราซึ่งมัวๆ สลัวๆ และก็ไม่ได้มีความชัดเจนอะไร เราจะต้องเริ่มเข้าใจถูกต้องตามความเป็นจริงขึ้นว่าจิตนี้เกิดดับอย่างรวดเร็ว และจิตเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ ไม่ต้องอะไรมาก เพียงแค่เห็นกับได้ยินในขณะนี้ ใครจะมาบอกเราว่าจิตเกิดดับ เชื่อไหม เข้าใจไหม หรือว่าไม่ได้จะต้องเห็นจะได้ยินพร้อมกันไปเหมือนเดิม ที่เคยคิดไว้ เพราะฉะนั้นการฟังของเรานั้นเพื่อถอนความเห็นผิด ซึ่งไม่เคยรู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เอาความเข้าใจของเราเดิมๆ มาเกี่ยวข้อง เพราะเหตุว่าเรากำลังศึกษาสภาพธรรมซึ่งเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน และก็เริ่มเข้าใจว่าจิตมีหลายชนิดหลายประเภท จิตที่กำลังเห็นนั้นไม่ต้องอาศัยหู เพราะฉะนั้นจะมาเกิดพร้อมกับหู หรือว่ามีหูเป็นปัจจัยให้จิตเห็นเกิดขึ้นไม่ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นจิตเห็นเป็นขณะหนึ่ง ไม่ใช่จิตได้ยินแน่นอน ถึงแม้ว่าเสมือนว่าพร้อมกันทั้งเห็น และได้ยิน

    เพราะฉะนั้นเรากำลังพูดถึงเรื่องจิตที่ต่างกันเป็นประเภทอย่างละเอียดยิบ ที่จะต้องรู้ว่าขณะใดมีแต่โลภะไม่มีทิฏฐิ ขณะได้มีทิฏฐิเจตสิกเกิดร่วมด้วยโดยไม่มีมานะ เพราะเหตุว่าทิฏฐิเจตสิกกับมานะเจตสิก จะเกิดร่วมกันไม่ได้ และขณะใดที่มานะเกิดต้องเกิดกับโลภมูลจิตนี่คือความรู้ใหม่ ซึ่งเราจะต้องค่อยๆ ไถ่ถอนความเห็นเดิมซึ่งเหมือนกับว่ามันมีอยู่ ให้เข้าใจว่าขณะใดที่ทิฏฐิความเห็นไม่เกิด ขณะนั้นไม่มีความเห็น ก็ไม่มีไม่ใช่ไปเอามาไว้ว่ามี แล้วคิดว่ามี เราเคยเห็นว่ามี อย่างนั้นไม่ได้ ตามความเป็นจริงคือโลภมูลจิตขณะนั้นมีความเห็นผิดเกิดร่วมด้วยหรือไม่มี ต้องเข้าใจให้ถูก

    ผู้ฟัง ทีนี้สมมติว่าถ้ายึดตัวตนว่ามีแน่ๆ อันนั้นถึงจะเป็นที่ทิฏฐิคตสัมปยุตใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ เรารับได้เลยว่าขณะใดเป็นความเห็นว่า ความเห็นเกิดไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นความเห็นนั้นเป็นอะไรก็เป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสภาพที่มีความเห็นผิด เป็นตัวความเห็นผิด

    ผู้ฟัง พอเข้าใจแล้วก็ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

    ผู้ฟัง ในกรณีที่เป็น สสังขาริกอสังขาริก เราแปลกันว่าถ้าเป็นสสังขาริกแล้วต้องมีการชักจูง มีการชักจูงแนะนำ ถ้าเป็นอสังขาริกนี่เกิดได้เองมีกำลังโดยไม่ต้องชักจูง มันพอจะเข้ากันได้ไหมที่แปลว่ามีการกระทำพร้อมกับอันหนึ่งไม่มี อันหนึ่งต้องมีการตระเตรียม หรือมีการช่วยเหลือมีการกระทำพร้อมให้เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง หมายความว่าสังขารในอสังขาริกจะแปลว่ากระทำพร้อม ท่านอาจารย์ว่าอย่างไรคะ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจดีกว่า อย่าไปสงสัยเรื่องศัพท์ ศัพท์เพียงแต่ว่าช่วยทำให้เราเข้าใจขึ้นว่า ความหมายเดิมเป็นอย่างไร อย่างที่คุณนิพัทธ์บอกว่า สังขาระ หมายความถึงการกระทำพร้อม ถ้ามีสะเติมเข้าไปด้วย สสังขาระ หมายความว่ามีการกระทำพร้อม เพราะฉะนั้นเราก็หมายความถึงว่ามีการชักจูง หรือว่าหมายความถึงสภาพของจิตซึ่งมีกำลังอ่อน ไม่เหมือนกับอสังขาริก เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะเป็นโลภมูลจิตนี้ เราก็อาจจะสังเกตได้ว่าโลภมูลจิตแต่ละครั้งที่เกิดนี้ลักษณะไม่เหมือนกัน บางครั้งมีกำลัง และบ้างครั้งไม่มีกำลัง เป็นอย่างนั้นหรือเปล่า หรือมีกำลังทุกครั้ง

    ผู้ฟัง แล้วแต่กาล และวาระค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็แสดงระดับ การที่ใช้คำว่า สสังขาริกก็ตาม หรืออสังขาริกก็ตาม ในกามาวจรจิต ในจิตระดับต้นระดับต่ำคือกามาวจรภูมิ ถ้าเป็นระดับสูงขึ้นจะไม่มีความต่าง อย่างโลกกุตตรจิตไม่มีสสังอสัง รูปาวจรจิตไม่มีสสังอสัง อรูปาวจรจิตก็ไม่มี เพราะฉะนั้นในภูมินี้ แสดงระดับขั้นของกำลังของการที่สะสมมา ที่จะเป็นสสังขาริกหรือว่าอสังขาริก ซึ่งเรารู้ได้จากชีวิตประจำวันของเราว่า บางครั้งเราไม่ค่อยจะมีความติดข้อง แต่ที่ทำไปหรือที่กระทำไปอาศัยการชักจูง อย่างบางคนนั้นไม่ชอบไปฟังเพลงเลยอยู่กับบ้านก็สบายดี แต่ไม่ใช่หมายความว่าไม่ไป เวลาไปก็อาจจะมีความพอใจเพราะคนอื่นชวน ก็แสดงให้เห็นว่าไม่เหมือนกับว่า ได้ยินข่าวว่านักร้องคนนี้ระดับโลก แล้วก็ชนะการประกวดที่นั่นที่นี่ เพราะฉะนั้นต้องไป อันนั้นคืออสังขาริก อาศัยการสะสมที่มีกำลังที่โลภะจะเกิดขึ้น ไม่ต้องมีการที่จะต้องชักชวนหรือว่าลังเล เพราะฉะนั้นก็เป็นการแสดงระดับของโลภมูลจิตให้เห็นกำลังของโลภมูลจิตว่า โลภมูลจิตใดมีโทษมากกว่ากัน

    ถ้าเป็นความติดข้องอย่างแรงยับยั้งไม่ได้เลย ใครจะห้ามก็ไม่ฟังนั่นคือโลภมูลจิตที่มีกำลัง แต่ถ้าโลภมูลจิตชนิดซึ่งไม่ติดข้องในอะไรมากมาย แต่ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นไม่มีโลภะเสียเลย มีแต่มีอย่างอ่อนๆ มีอย่างนิดหน่อย หรือว่ามีอย่างที่ไม่มีกำลัง เพราะฉะนั้นเราจะสังเกตเห็นได้ในบรรดาผู้ที่เรารู้จัก หรือว่าในครอบครัวในญาติสนิทมิตรสหายว่าใครมีโลภะกำลังมีกำลังมาก และอีกคนหนึ่งก็อาจจะเป็นโลภะประเภทที่ไม่มีกำลังอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในแต่ละคนแต่ละครั้งที่โลภมูลจิตเกิดก็จะต่างกันไปโดยแสดงถึงกำลังว่า ถ้ามีกำลังมากก็เป็นอสังขาริก ถ้ามีกำลังอ่อนหรือว่าต้องอาศัยการชักจูง และการลังเลก็เป็นโลภมูลจิตที่เป็นสสังขาริก เท่านั้นไม่ต้องคิดมาก คือคิดตามความเป็นจริงว่า สภาพธรรมวันหนึ่งๆ เป็นอย่างนี้ แล้วก็ใช้คำภาษาบาลีว่าอย่างนี้

    ผู้ฟัง ท่านบอกว่า ถ้าหากว่าก็จะต้องชักจูง อย่างอาการนี้ง่วงๆ หดหู่ ก็มันก็เป็นขณะจิตได้

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ค่ะอันนั้นลักษณะของถีนมิทธะ เกิดก็ได้ไม่เกิดก็ได้ ไม่ใช่ว่าต้องเกิดกับสสังขาริก

    ผู้ฟัง แต่ว่าในขณะซึ่งเขาเกิดนี้ใครมาชวนเราก็ไม่ไป ง่วงนอนแล้วเราไม่ไป

    ท่านอาจารย์ เราอย่าไปคิดเป็นเรื่อง เราคิดถึงสภาพจิตจะดีที่สุด

    ผู้ฟัง ถ้าเกิดเป็นสภาพจิตที่เป็นสสังขาริก

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าขณะนั้นเป็นอกุศลจิต อกุศลจิตประเภทไหน โลภมูลจิต หรือโทสมูลจิต หรือโมหมูลจิต ต้องแยกก่อนไม่อย่างนั้นเราจะสับสน พอแยกออกมาแล้ว ไม่ใช่โทสมูลจิต ไม่ใช่โมหมูลจิต แต่เป็นโลภมูลจิตที่ไม่มีกำลังก็เป็นสสังขาริก

    ผู้ฟัง คำว่าอสังขาริกกับสสังขาริกนี้นะคะ นอกจากจะมีความหมายว่าชักจูงกับไม่ชักจูง แล้วก็มีกำลังแตกต่างกันเรื่องกำลัง ก็อยากจะเรียนถามว่าคือมีความหมายนอกเหนือไปจากนี้อีกไหมคะ หมายความว่าในเรื่องของผล อย่างสมมติว่าเราอยากได้ของคนอื่นแล้วเราก็ไปขโมยเขามา กับว่ามีคนบอกให้เราไปขโมยนี้ ทั้งๆ ที่การกระทำก็คือเราไปเอาของคนอื่นเขามา อันนี้ผลจะต่างกันไหมคะ

    ท่านอาจารย์ โดยมากทุกคนจะยกเหตุผลยาวใหญ่ ต้องย่อยเป็นขณะจิต

    ผู้ฟัง ก็เป็นโลภมูลจิตซึ่งมีกำลังไม่เท่ากันใช่ไหมคะอาจารย์ คือเราเองกับคนอื่น

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่ เราไม่สามารถจะรู้ได้เพราะว่าอะไร ดับไปแล้วดับไปแล้วทั้งหมด ถ้าสติสัมปชัญญะไม่เกิดในขณะนั้นไม่มีทางรู้ เราก็เพียงพูดแต่เรื่องราวของเขาเท่านั้นเอง แล้วก็พยายามนึกเทียบเคียงเท่าไหร่ก็ไม่ได้ เพราะว่าสภาพธรรมนั้นดับไปแล้ว ก็สภาพธรรมใดขณะนี้กำลังปรากฏแล้วสติระลึก ตรงนี้จะเป็นคำตอบ แต่ถ้าพลาดขณะหนึ่งที่กำลังเกิดดับก็เป็นเรื่องราวที่เราไปคิดนึกอีก

    ผู้ฟัง แล้วผลของโลภมูลจิตซึ่งเป็นสสังขาริกกับอสังขาริกคะท่านอาจารย์ แตกต่างกัน

    ท่านอาจารย์ อันไหนมีกำลังมากกว่ากัน

    ผู้ฟัง อสังขาริกมีกำลังมากกว่าค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นตอบได้ใช่ไหมคะ อะไรที่มีกำลังมากกว่า ธรรมนี้เป็นเรื่องตรง แล้วทีนี้เวลาที่สภาพธรรมเป็นจริงอย่างไรเราก็เคยรู้ ทำไมพอมาถึงศัพท์ต่างๆ นี้เราไปงง เราตัดพวกนี้ออกไปได้เลย หมอเคยรู้ว่าสิ่งไหนที่มีกำลัง สิ่งนั้นก็ต้องมีกำลัง ถ้าเป็นฝ่ายอกุศล มากกว่าทางฝ่ายที่ไม่มีกำลังใช่ไหม เรื่องนี้เราคิดได้แล้วพิจารณาได้เป็นเหตุผลตามปกติ ไม่ต้องงง อย่างไรก็อย่างนั้นที่เราเคยเข้าใจ เพียงแต่ว่าเราใส่ภาษาบาลีเข้าไปเท่านั้นเอง

    ผู้ฟัง คือผมอยากจะสอบถามว่าสภาพที่เป็นอสังขาริก หรือสสังขาริกนี้ คือมีกำลังกับไม่มีกำลังนั้นต้องมีเหตุใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ คุณประธานทราบแล้วใช่ไหมคะว่าทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นได้ต้องมีปัจจัย ทั้งนั้นเลยไม่ว่าจะมีกำลังหรือไม่มีกำลัง

    ผู้ฟัง ทีนี้จะถามว่าปัจจัยอะไรครับที่เป็นเป็นเหตุให้เป็นอสังขาริก

    ท่านอาจารย์ อะไรเกิดบ่อย สะสมไว้มาก

    ผู้ฟัง หมายถึงการสะสมหรือครับ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน จะไปเอาอย่างอื่นมาใส่ในจิตดวงนั้นไม่ได้เลย ต้องเป็นของจิตนั้นเอง

    ผู้ฟัง อันนี้คำถามที่หนึ่ง แล้วทีนี้คำถามที่สอง ที่เป็นคำถามสุดท้ายก็คือ เมื่อกี้อาจารย์บอกว่า รูปาวจรจิตหรืออรูปาวจรจิตหรือโลกุตตรจิตนี่ไม่แบ่งเป็นอสังขาริกหรือสสังขาริก

    ท่านอาจารย์ มีไหมคะที่โลกุตตรจิตเป็นสสังขาริกบ้างอสังขาริกบ้าง

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ คือที่นี้ นี่เกิดขึ้นจากสสังขาริกเพียงอย่างเดียวใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจความหมายด้วย คือทุกอย่างที่ใช้คำนี้ต้องเข้าใจความหมาย ที่ไม่มีอสังขาริกสสังขาริกเพราะว่าโลกุตตรจิตเป็นโลกุตตรจิตจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ แล้วก็สำหรับการมาวจรจิตที่เป็นอสังขาริกบ้างสสังขาริกบ้าง เพราะเหตุว่ามีกำลังต่างกัน

    ผู้ฟัง ก็หมายความว่าเกิดขึ้นจากการสะสมกามาวจรกุศล และสัมปยุต

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่างไม่มีอะไรเลย ซึ่งจะเกิดเองโดยปราศจากปัจจัย

    ผู้ฟัง เกี่ยวกับเรื่องสสังขาริกอสังขาริกนะคะ อยากจะขออนุญาตใช้ตัวอย่างของจริงเพื่อความเข้าใจ คือสมมติว่าตอนเช้าเราตื่นขึ้นมานี่นะคะ เราก็ก็จะไปล้างหน้าแปรงฟันนี้เกิดจากโลภมูลจิตใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ใครว่าไม่ใช่

    ผู้ฟัง ขณะนั้นก็เป็นอสังขาริก

    ท่านอาจารย์ ทำไมถึงจะต้องไปใช้ชื่อ

    ผู้ฟัง คือ อยากจะดูว่าความแรงนั่นขนาดไหน

    ท่านอาจารย์ ไม่ต้อง หมายความว่านั่นเกิดเอง

    ผู้ฟัง ใช่ค่ะคืออันนี้คือบางวันนี่เราจะไม่อยากล้างหน้าแปรงฟัน

    ท่านอาจารย์ คือเรื่องธรรมนี้ไม่ใช่เราพยายามไปเค้น เอาตัวอย่างมาแล้วก็ไปคิดแล้วก็จัดลงช่องลงไป ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าโลภะมีไหม



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    6 พ.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ