สนทนาธรรม ตอนที่ 103


    ตอนที่ ๑๐๓


    ผู้ฟัง ที่เราเคยได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น จะเป็นสิ่งที่มีจริง หรือสิ่งที่ไม่มีจริง และมีคิดนึก

    อ.ประเชิญ มีจริง เพราะว่าสภาพคิดคือจิต สิ่งที่ถูกคิดจะเป็นเรื่องที่ถูกคิดก็ได้ หรือว่าจะเป็นสภาพธรรมก็ได้

    ผู้ฟัง ก็คงจะตอบได้แล้วว่าสิ่งที่มีจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ไม่มีจริงเป็นอย่างไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ถ้าได้ยินคำว่าธรรม คือสิ่งที่มีจริง ส่วนสิ่งที่ไม่มีจริงก็แยกได้ว่าสิ่งที่ไม่มีจริงคือเรื่องราวต่างๆ สิ่งที่บัญญัติเรียกต่างๆ แต่ไม่เป็นสิ่งที่มีจริง แต่สิ่งที่มีจริงไม่ต้องกล่าวถึงชื่อก็มีจริง แล้วก็มีลักษณะเฉพาะของแต่ละอย่างเช่น เวลาที่ความโกรธเกิดขึ้น กับความเมตตาเกิดขึ้น ๒ อย่างนี้มีจริง แต่ว่าความโกรธต่างกับความเมตตา จะกล่าวว่าเป็นลักษณะเดียวกันไม่ได้ ตรวจต่อ

    วิเสสลักษณะคือลักษณะเฉพาะซึ่งต่างกัน และสามัญญลักษณะคือเมตตาก็เกิดขึ้น และก็ดับไปความโกรธ หรือโทสะก็เกิดขึ้น และก็ดับไป เพราะฉะนั้นสำหรับวันนี้ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็ได้สองคำแล้วคือวิเสสลักษณะกับสามัญญลักษณะ และก็รู้ว่าสภาพธรรมที่มีจริงต้องมีลักษณะ ถ้าใครบอกว่าสภาพธรรมนั้นมีจริงแต่ไม่บอกว่าลักษณะเป็นอย่างไรเราก็เชื่อไม่ได้เลยอาจจะไปพบเห็นอะไรแล้วก็คิดว่านั่นเป็นสิ่งที่มีจริงแต่อธิบายไม่ได้ หรือบอกไม่ได้หรือว่ารู้ไม่ได้อันนั้นก็เป็นแต่เพียงความคิดนึกเท่านั้นแต่ถ้าเป็นลักษณะที่มีจริงๆ อย่างแข็งทุกคนก็รู้เพียงแต่ไม่เคยรู้ว่านี่คือธรรมที่พระผู้มีพระภาคตรัสรู้

    เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ควรที่จะได้ทราบว่าศึกษาธรรมคือศึกษาเรื่องสิ่งที่มีจริงจึงจะเป็นธรรมเมื่อวันอาทิตย์ก่อนก็มีคนถามว่า ที่บอกให้ฟังไปฟังไปหลอกหรือเปล่าคือคิดว่าหลอกให้ฟังนะคะ แต่ความจริงถ้าหลอกก็คือว่าไม่ต้องฟังทำอย่างอื่นสั่งให้ทำอย่างอื่น แต่ถ้าให้ฟังไม่หลอกค่ะเพราะเหตุว่าฟังแล้วพิจารณา และก็เกิดการเข้าใจของตัวเองขึ้นนั่นไม่ได้หลอกเลยเพราะว่าสภาพธรรมมีจริงๆ ฟังแล้วพิจารณาแล้วเข้าใจแล้วพิสูจน์ได้แต่มีคำถามอีกนิดหนึ่งนะคะ ซึ่งทุกคนก็คงจะเคยได้ยินคำว่าปรมัตถธรรมกับอภิธรรมเมื่อกี้นี้ก็มี ใครที่จะเป็นผู้ตอบบ้างไหมคะ

    ผู้ฟัง ขออนุญาตตอบคำว่าปรมัตถธรรมก่อนเพราะว่าจะง่ายหน่อยคำว่าอภิธรรมเดี๋ยวยกให้คุณประเชิญตอบ ปรมัตถธรรมก็คือความจริงแท้ ๔ ประการ แต่ถ้าความจริงแท้ ๔ ประการนี้ก็จะเรียกว่าจิตเจตสิกรูปนิพพาน

    ท่านอาจารย์ เรียกหรือคะมีจริงๆ แต่ต่างกันเป็นสภาพธรรม ๔ อย่างภาษาอังกฤษเรียกอะไรอย่างอื่นก็ได้ค่ะ

    ผู้ฟัง จะเรียกอย่างอื่นก็ได้แต่นี่ก็คือลักษณะที่มีจริงแท้อยู่ ๔ ประการ ถ้าจะสรุปให้สั้นลงกว่านั้นอีกลักษณะที่จริงแท้ ๔ ประการนี้จะเหลือเพียง สอง ประการคือลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม

    อ.ประเชิญ ที่จริงหมายความว่าอภิธรรม หรือปรมัตถธรรมก็ไม่ต่างกัน ก็คือความหมายเดียวกัน ปรมัตถธรรมก็สิ่งที่มีจริงใช่ไหมครับอภิธรรมคือธรรมที่มีจริงซึ่งโดยอีกความหมายก็คืออภิในที่นี้ก็คือละเอียดธรรมที่ละเอียดอะไรที่ละเอียดก็คือสิ่งที่มีจริงนั่นเองก็คือปรมัตถธรรม ๔ อย่าง

    ท่านอาจารย์ ถามเช่นนั้นต่ออีกนิดนึงนะคะ ยังไม่มีคนถามแต่ว่าอยากจะให้คนอื่นช่วยคิด และถามด้วยนะคะ ถามว่าขณะนี้กำลังเรียนหรือฟังอะไรใช้เรียนดีกว่าค่ะศึกษาสิกขาในภาษาบาลีใช่ไหมคะคุณนิภัทรภาษาไทยใช้คำว่าศึกษา

    อ. นิภัทร ภาษาบาลีคือสิกขะหรือสิกขาแล้วแต่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอย่าลืมนะคะ ว่าเราเรียนต้องได้ความเข้าใจเพิ่มเติมด้วยแม้แต่คำเล็กๆ น้อยๆ ก็เป็นประโยชน์ อยากจะถามว่าขณะนี้ค่ะศึกษาอะไร

    อ. ประเชิญ กำลังการศึกษาในสิ่งที่มีจริงๆ

    ท่านอาจารย์ แน่ใจเหรอค่ะ คนอื่นแน่ใจไหมคะ

    ผู้ฟัง ขออนุญาตตอบครับนอกจากจะศึกษาเรื่องปรมัตถธรรมแล้วเราก็ศึกษาเรื่องบัญญัติด้วยครับรวมเป็นอภิธรรมแต่ถ้าเป็นปรมัตถ์ก็เฉพาะจิตเจตสิกรูปซึ่งเป็นปรมัตถ์เท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ดิฉันก็อยากจะย้ำอีกนิดหนึ่งนะคะ ว่าศึกษาอะไรอาจจะมีคนบอกชอบทำให้งงแต่ความจริงไม่ใช่ค่ะเพื่อให้เข้าใจชัดเจน

    ผู้ฟัง ผมคิดว่าน่าจะเป็นคำตอบเดิมคือสิ่งที่มีจริงที่เรายังไม่เข้าใจนะครับ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ใช่ไหมคะก็ยังคงย้ำคำเดิมอีกว่าศึกษาอะไร

    ผู้ฟัง คุณอรรณพครับมีคำตอบไหมครับ ผมจะตอบไปก่อนจากนั้นคุณอรรณพช่วยกรุณาด้วย ศึกษาสิ่งทั้งปวงที่มีจริงคือลักษณะที่ได้กล่าวกันมาแล้ววิเสสลักษณะว่ามีลักษณะเป็นอย่างไรแล้วก็สิ่งซึ่งแตกต่างกับสิ่งทั้งปวงที่เป็นบัญญัตินะครับ ก็คงจะต้องทางการศึกษาอภิธรรมก็คือเพื่อเข้าใจลักษณะ ที่จะเป็นวิเสสลักษณะคือลักษณะเฉพาะ และเพื่อจะได้เข้าใจถึงสภาพที่เป็นไตรลักษณะ

    อ.อรรณพ สภาพธรรมที่มีจริงที่กำลังปรากฏ ในขณะนี้จริงๆ ครับเพราะว่าถ้าเป็นบัญญัติก็เป็นสิ่งที่ไม่มีจริงซึ่งเราสำคัญว่าเป็นตัวตนสัตว์บุคคล เพราะฉะนั้นผมก็ยืนยันคำตอบเหมือนๆ กันครับว่าเราจะต้องศึกษาสิ่งที่มีจริง และรู้ในลักษณะของสิ่งที่มีจริงโดยความไม่ใช่ ตัวตนในขณะที่กำลังปรากฏครับ

    ท่านอาจารย์ ไม่ทราบมีคนอื่นจะตอบอย่างอื่นบ้างไหมคะ ที่จริงที่จะตอบก็เพียงเตือนให้ระลึกให้ถูกว่าเรากำลังศึกษาเรื่องอภิธรรม แต่ไม่ใช่สิกขาหรือศึกษาลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรม เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีความเข้าใจเรื่องของปรมัตธรรมแล้วจะไม่มีสิกขาหรือการศึกษาลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรมได้ เพราะฉะนั้นในขณะนี้เรากำลังมาที่นี่ฟังเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ กำลังศึกษาเรื่องราวของปรมัตถธรรม แต่ถ้าศึกษาปรมัตถธรรมจริงๆ ขณะนี้ที่สติเกิดเริ่มที่จะรู้ลักษณะที่เป็นปรมัตถาเพราะว่ามีจริงๆ ให้ศึกษาให้เริ่มเข้าใจขึ้นนั่นคือศึกษาอภิธรรม หรือว่าศึกษาปรมัตถธรรม เพราะเหตุว่าปรมัตถธรรมมี และที่ใช้คำว่าอภิก็เพราะเหตุว่ายิ่งศึกษายิ่งเข้าใจขึ้นศึกษาด้วยสติ ในลักษณะของแข็งในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏทางตาในลักษณะของเห็น ในลักษณะของสภาพธรรมทั้งหมดซึ่งเราเพียงกำลังศึกษาเรื่องราวของปรมัตถธรรม

    จะเห็นได้ว่าการฟังธรรมถ้าฟังด้วยความเข้าใจจริงๆ จะศึกษารู้เลยค่ะว่าไม่ใช่ศึกษาอย่างอื่นแต่ศึกษาปรมัตธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นปฏิบัตติธรรมเป็นการปฏิบัติธรรม เพราะว่าถึงเราจะกล่าวเรื่องลักษณะของจิตเรื่องลักษณะของเจตสิก พรรณามากมายด้วยตำรับตำรามากแต่สติไม่ระลึก ไม่มีทางที่จะเข้าใจอธิธรรมคือธรรมที่กำลังปรากฏเป็นของจริงแท้ และยิ่งรู้ยิ่งละเอียดยิ่งลึกยิ่งเห็นชัดในความไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นก็จะต้องให้ทราบว่าการเข้าใจธรรมต้องตรงตั้งแต่ขั้นต้น คือรู้ว่าอะไรเป็นอะไรขณะนี้กำลังฟังเรื่องราวของปรมัตถธรรมแล้วเมื่อไหร่ที่สติเกิดระลึกศึกษาก็จะเห็นความหมายของปรมัตถธรรม และก็จะเห็นความกว้างขว้างละเอียดของอภิธรรมด้วยเพราะเหตุว่ายิ่งเข้าใจขึ้นมากขึ้น

    เพราะฉะนั้นก็คงจะเพิ่มไปอีกนิดเดียวที่ว่ากำลังศึกษาเรื่องราวของปรมัตถธรรมจนกว่าจะเป็นขณะที่ศึกษาปรมัตธรรม แล้วรู้จริงๆ ว่านั่นเป็นปรมัตถธรรม แล้วรู้จริงๆ ว่าเป็นอภิธรรมเพราะว่าละเอียดมาก เพราะว่าปรมัตธรรมทั้งหมดที่พูดถึงแล้วได้ยินเสียงแข็งคิดสุขทุกข์ต่างๆ และก็พูดตามตำราทั้งหมดว่ามีเท่าไหร่มีเจตสิกอะไรเกิดร่วมด้วย นั่นเป็นเรื่องจำแต่ว่าไม่ใช่เรื่องศึกษาจริงๆ ถ้าสติยังไม่เกิดไม่ระลึก และเราจะเห็นเพียงเรื่องราวที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟัง แล้วก็ละเอียดแต่ตัวจริงนั้นจะละเอียด และจริง และถ่องแท้ยิ่งกว่านั้นแค่ไหน พระเหตุว่าทั้งหมดที่แต่ละท่านได้ฟังเรื่องของปรมัตถธรรมสังเขปบ้างหรือว่าข้อความในพระสูตรต่างๆ มีความวิจิตรที่ไพเราะมากก็ยังเป็นเพียงเรื่องราวแต่ถ้าขณะนั้นสิ่งนั้นกำลังเกิดแล้วก็มีสติที่ระลึกจริงๆ และประจักษ์ชัดในลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรมจริงๆ ก็จะรู้ได้ว่าทั้งหมดเพียงแต่ชื่อที่พระองค์ใส่ให้รู้ว่าสภาพธรรมนั้นเป็นอย่างไรโดยการทรงเทศนาก่อนแต่ก็เพื่อที่จะให้รู้จักสภาพจริงๆ ซึ่งแม้ไม่มีชื่อเลยเวลาที่สติระลึกไม่มีชื่อมีลักษณะของสภาพธรรมปรากฏ และความเข้าใจก็จะเข้าใจในลักษณะซึ่งเคยได้ฟัง และเข้าใจแต่ว่านั่นเป็นเรื่องราวแต่นี่เป็นตัวจริง

    ผู้ฟัง ตรงนี้มีคำถามมาเข้าคิวกันเยอะแล้วนะครับ ผมจะเลือกในส่วนที่เกี่ยวข้องกันมาก่อนนะครับ ขอถามท่านนิภัทรครับว่าเมื่อกี้เราพูดถึงเรื่องลักษณะมีคำถามว่าสภาวะลักษณะแตกต่างวิเสสลักษณะอย่างไรครับสภาวะลักษณะคืออะไรครับ

    อ.นิภัทร มีเพิ่มขึ้นมาอีกคำเราพูดกันอยู่แล้วคือวิเสสลักษณะ และสามัญญลักษณะแล้วก็มีคำถามเพิ่มมาอีกคำ หนึ่ง คือคำว่าสภาวะลักษณะ สภาวลักษณะนี้ตามตัว สันโตสภาโวสภาโว ของอย่างนั้นมีอยู่จริงๆ สันโตแปลว่ามีอยู่ ภาโวแปลว่าของแปลว่าความเป็นๆ ที่เป็นอยู่จริงๆ อย่างนั้น สันโตสภาโวสภาโวภาษาพระท่านว่าอย่างนั้นแปลว่าสภาพ มีคำว่าลักษณะต่อก็เครื่องหมายที่บอกให้รู้ว่าของอย่างนั้นมีอยู่จริงๆ ผมว่าจะคล้ายๆ กับสามัญญลักษณะ หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ถ้าแปลง่ายๆ หรือว่าเข้าใจง่ายๆ นะคะ เวลาที่เราบอกว่าสภาวะหมายความว่ามีภาวะ หรือมีลักษณะใช่ไหมคะ

    อ.นิภัทร ภาวะตัวนั้นแปลว่ามีๆ ของมีอยู่จริงๆ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีจริงก็ต้องมีลักษณะจริงๆ มีภาวะจริงๆ โดยที่เรายังไม่กล่าวถึงความต่างด้วยความหลากหลายที่เป็นวิเสสลักษณะเพราะเหตุว่าธรรมมีภาวะมีลักษณะจริงๆ ของภาวะนั้นไม่ใช่ไม่มี แข็งมีลักษณะจริงๆ ไม่ใช่ไม่มีแต่เวลาที่เราจะใช้คำว่าวิเสสลักษณะเราคงจะหมายความถึงสิ่งที่มีจริงนั้นแหละมีลักษณะที่ต่างๆ เป็นเฉพาะของแต่ละอย่างไปไม่ใช่ว่าเหมือนกันทั้งหมดไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่ามีสภาวะ หรือมีภาวะแล้วเหมือนกันหมดไม่ใช่แม้ว่ามีภาวะแต่ว่าภาวะนั้นต่างกันเป็นวิเสสลักษณะ

    อ.นิภัทร อย่างงั้นสภาวะลักษณะนี้จะใช้กันได้กับสามัญญลักษณะไหมครับอาจารย์

    ท่านอาจารย์ มิได้ค่ะหมายความว่าเราต้องเข้าใจธรรม เป็นภาวะที่มีจริงๆ คือสภาวะ และสภาวะที่มีจริงๆ ไม่ใช่เหมือนกันหมดเจตสิกไม่ใช่เหมือนกันเลยผัสสะเจตสิกไม่ใช่เวทนาเจตสิกไม่ใช่สัญญาเจตสิกไม่ใช่เอกคตาเจตสิกนี่คือวิเสสลักษณะของภาวะของสภาพธรรมซึ่งมีจริง แต่ว่ามีลักษณะที่ต่างกัน และทั้งหมดซึ่งเกิดขึ้นมีสามัญญลักษณะคือเกิดขึ้น และดับไปอนิจจังทุกขังอนัตตา ไม่ว่าจะเป็นผัสสะเจตสิกก็ดับจิตทุกประเภทก็ดับรูปทุกชนิดก็ดับนั่นเป็นสามัญญลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นสังขารธรรมหรือสังขตธรรม

    อ.นิภัทร รวมทั้งสองอย่างหมายถึงรวมทั้งวิเสสลักษณะ และสภาวะลักษณะแล้วก็เป็นสามัญญลักษณะ

    ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่ว่าจะกล่าวถึงในแง่ไหนคะถ้ากล่าวถึงว่าเป็นสภาวลักษณะมีจริงๆ มีลักษณะจริงๆ ให้รู้ว่ามีจริง ถ้ากล่าวถึงลักษณะที่ต่างกันก็เป็นวิเสสลักษณะถ้ากล่าวถึงสภาพธรรมทั่วไปหมดกับสภาพธรรมทั้งหลายซึ่งมีปัจจัยปรุงแต่งเกิดขึ้นต้องเป็นสามัญญลักษณะคือเหมือนกันหมดไม่ว่าอะไรก็เกิดดับ แล้วแต่ว่าจะมุ่งหมายกล่าวถึงอะไร

    ผู้ฟัง แต่จะยากหน่อยสำหรับคนที่ฟังใหม่ๆ

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ยากค่ะขอให้เข้าใจ

    อ.นิภัทร คือเป็นคำที่เราพูดกันอยู่บ่อยเป็นคำที่เราใช้พูดกันทั่วๆ ไป

    ผู้ฟัง ตรงกับที่คุณนิภัทรพูด สันโตปะภาโว เขามีสภาพของเขาอย่างนั้น สภาพของเขาอย่างนั้นซึ่งก็ในสภาพของเขาอย่างนั้นก็มีหลายอย่างคือเจตสิกทั้งหลายในอย่างเดียวเขาก็มีหลายอย่างแต่ลักษณะเดียวของเขาคือสามัญญลักษณะ คือสภาวธรรมเหล่านั้นต้องเป็นไตรลักษณ์

    ท่านอาจารย์ อย่างวิเสสลักษณะของวิตกเจตสิกกับสติเจตสิกถ้าไม่ทรงแสดงไว้คนก็อาจจะคิดว่าทุกครั้งที่ตรึกหรือนึกเป็นสติแต่ไม่ใช่นะคะ เพราะเหตุว่าสติต้องเป็นโสภณเจตสิกฝ่ายดีซึ่งเกิดเฉพาะกับโสภณจิตเท่านั้น แต่วิตกเจตสิกสภาพที่ตรึกหรือจรดในอารมณ์เกิดได้กับจิตทุกประเภทเว้นก็มีบอกไว้นะคะ ซึ่งต่อไปก็เป็นรายละเอียด

    การศึกษาธรรมว่าต้องเป็นเรื่องละเอียดเพราะเหตุว่าผู้ใดก็ตามที่อ่านพระสูตรแต่ว่าไม่มีพื้นความรู้พระอภิธรรมจะเข้าใจผิดได้ แต่ว่าถ้ามีการศึกษาเข้าใจค่ะไม่ต้องไปสนใจเรื่องจำนวนมากมายนะคะ เพราะอะไรไม่ใช่ว่าไม่ให้ใครจำ หรือว่าไม่ให้ใครสนใจแต่หมายความว่าจำนวนมีอยู่แล้วหาไม่ยากเลยหนังสือเล่มไหนก็บอกไว้ครบถ้วนไม่ผิดกัน แต่ความเข้าใจธรรมจริงๆ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งถ้าเรามีแต่ความจำเรื่องจำนวน และก็ไม่เข้าใจอะไรเลย จำได้ว่าขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ แต่อะไร ชื่อบอกได้หมดแต่ว่าไม่สามารถที่จะเข้าใจลักษณะแท้ๆ ของสภาพธรรมที่เป็นปรมัตถธรรมที่มีลักษณะหลากหลายที่จะทรงแสดงเทศนาโวหารโดยนัยของขันธ์ก็ได้อายตนะก็ได้ปฏิจจสมุปปาทะก็ได้อริยสัจก็ได้ทั้งหมดเป็นพระไตรปิฎก

    เพราะฉะนั้นจะเห็นความละเอียด ซึ่งผู้ฟังต้องรู้ว่าถ้าไม่ละเอียดแล้วจะเข้าใจพระธรรมผิดแล้วก็จะมีการสับสนว่าทำไมพระสูตรว่าอย่างนี้พระอภิธรรมมีเว้นถ้ามิฉะนั้นแล้วก็ไม่มีพระอภิธรรมถ้ามีแต่เฉพาะพระสูตรแต่เพื่อไม่ให้เข้าใจผิดจึงมีพระอภิธรรมซึ่งแสดงสภาพธรรมโดยละเอียดยิ่งขึ้นกว่าพระสูตร เพราะเหตุว่าสำหรับพระสูตรพูดถึงตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่มีปัญจทวาราวัชนจิตไม่มีภวังคจิต ไม่มีสัมปฏิจฉันนจิต สันติรณจิต ตทาลัมพนจิตเลย เพราะฉะนั้นคนฟังก็จะกล่าวว่ามาจากไหนอยู่ที่ไหนแต่ถ้าศึกษาพระอภิธรรมแล้วจะรู้เลยทำไมพูดถึงเรื่องเห็นแล้วก็ยินดียินร้ายเพราะเหตุว่าลักษณะของปัญจทวาราวัชชนะจิตก็ไม่มีใครรู้สัมปฏิจฉันนะสันตีรณะจิตโวฏฐัพพนะจิตก็ไม่มีใครรู้แต่พอเห็นแล้วชอบ หรือว่าเห็นแล้วชังหรือว่าเห็นแล้วเกิดอกุศล แต่ถึงอย่างนั้นก็ละกิเลสไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่รู้ความวิจิตรความละเอียดยิ่งขึ้นของธรรม

    เพราะฉะนั้นเรื่องตัวเลขเรื่องทีหลังค่ะใครจะจำตัวเลขไว้มากน้อยสักเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่ว่าความเข้าใจซึ่งตัวเองจะต้องรู้ว่ามีพอหรือเปล่า หรือว่าเพียงแต่อยากจะจำเท่านั้น ถ้ายังไม่มีความเข้าใจธรรมก็เป็นเรื่องซึ่งเหมือนเรียนวิชาการหนึ่ง วิชาการใดซึ่งเต็มไปด้วยตัวเลขสามารถที่จะจำได้แต่ว่าสภาพธรรมจริงๆ ไม่ใช่ตัวเลข สภาพธรรมจริงๆ เป็นธรรมซึ่งวิจิตรเลขเหล่านั้นเป็นแต่เพียงโดยย่อเช่นมูลจิต ๘ ดวงความวิจิตรจริงๆ มากมายมหาศาลด้วยพระปัญญาจึงสรุปประมวลว่าทั้งๆ ที่โลภะมากมายมหาศาลที่วิจิตรต่างกันแต่ประมวล และเป็น ๘ ชนิด อันนี้ก็เพียงแต่ให้เห็นว่าถ้าเราจะเข้าใจจริงๆ ต้องเข้าใจสภาพธรรมแล้วก็เมื่อเข้าใจสภาพธรรมแล้วจะเข้าใจตัวเลขด้วยเหมือนอย่างเมื่อกี้นี้ถ้าเข้าใจเรื่องนิพพานเป็นโลกุตรธรรม เพราะฉะนั้นจะไม่เกี่ยวกับคำว่าโลกอันนี้เราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าในพระสูตรนั้นมุ่งหมายอย่างไร หรือว่ากล่าวโดยส่วนรวมที่จะให้ผู้เข้าใจแยกเองโดยที่ไม่ต้องมาคิดว่าทำไมไม่ตรงกัน

    ผู้ฟัง ได้ยินคำว่าวิเสสลักษณะ และสามัญญลักษณะนะครับ ในส่วนของสามัญญญลักษณะที่ได้ยิน ที่อาจารย์ได้กล่าวว่ามีสภาพของการเกิดแล้วก็ดับ ไม่แน่ใจว่าสภาพของที่เรียกว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์แล้วก็ไม่สามารถบังคับบัญชาได้นั้นเป็นลักษณะของสามัญญลักษณะหรือเปล่าครับ

    ท่านอาจารย์ คือสามัญญลักษณะมี ๓ นะคะ ได้แก่อนิจจังทุกขังอนัตตาอนิจจลักขณะ ทุกขลักขณะ อนัตตลักขณะ

    ผู้ฟัง ขอถามต่อในส่วนของ ตัวสุดท้ายก็คือในส่วนของสภาพที่เป็นอนัตตาที่ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การที่เราจะทำให้เกิดสภาวะอย่างเช่นเกิดมีสติ หรือการระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาเราจะ ให้มันเกิดเองตามธรรมชาติหรือว่าจะบังคับให้มันเกิด

    ท่านอาจารย์ ถ้าคิดว่าบังคับได้หมายความว่ายังไม่รู้จักปรมัตถธรรมค่ะ

    ผู้ฟัง ถ้าบังคับได้ก็ดีนะคะ พวกเราก็คงจะบรรลุกันเร็วๆ และตั้งวันนี้เอาสติสัก ๑๐๐ ครั้ง ๒๐๐ ครั้งอย่างนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้สติก็เกิดจากว่าเราเจริญการอบรมไปเรื่อยๆ อนัตตาจริงๆ ยืนยันค่ะ

    ผู้ฟัง คุณณรงค์ครับตรงที่ท่านจัดอายตนะธาตุขันธ์ และแจกแจงเป็นขันธ์เป็นปรมัตเป็นอายตนะอะไรต่างๆ มีประโยชน์ยังไงครับเป็นเพื่ออะไรครับที่ท่านจัด

    ณรงค์ เพื่อให้เข้าใจว่ามีแต่ขันธ์ไม่มีตัวตน หรือเพื่อให้เข้าใจว่าขันธ์ไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา อยาตนะเหมือนกันเพื่อให้เข้าใจว่าที่โลกปรากฏขณะนี้เป็นวิถีจิตต่างๆ เพราะมีการกระทบกันของอายตนะเป็นปัจจัยให้จิต และเจตสิกเป็นไปในทวารต่างๆ แล้วก็ทำให้มีโลกมีบัญญัติมีโลกของปรมัตถ์มีโลกบัญญัติก็มีเรื่องราวแล้วก็มีชีวิตขณะนี้ ไม่ใช่มีใครสร้างไม่มีผู้สร้าง ไม่มีใครสร้างเป็นเพราะการกระทบกันของอายตนะ ไม่ใช่ตัวเราด้วยเป็นอายตนะไม่ใช่ตัวเราไม่มีตัวตนแล้วเกิดดับคงไม่พ้น ๓ เรื่อง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

    ผู้ฟัง เมื่อกี้ที่ท่านพลเอกสมชายได้กล่าวว่าการจำแนกในเรื่องของขันธ์ถ้าอายตนะต่างๆ กันเพราะว่าตามอุปนิสัยของสัตว์โลกใช่ไหมครับ

    ผู้ฟัง เป็นเหตุผลหนึ่งอีกเหตุผลหนึ่ง ก็คือที่ท่านกล่าวไว้ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องสัตว์บุคคลเลยท่านพูดถึงเรื่องขันธ์นี่แสดงว่าพูดถึงปรมัตถ์แท้ๆ หรือพูดอายตนะก็หมายถึงปรมัตถ์แท้ๆ เลย แสดงว่าในพระสูตรก็คือพระอภิธรรม พระองค์ตรัสไม่ได้บอกว่านายก นายข ทั้งนั้นเลย

    ผู้ฟัง คำว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา ยังไม่ค่อยเข้าใจเลยค่ะ

    ผู้ฟัง ครับขอคุณอรรณพช่วยแสดงคำไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาด้วยครับ

    อ.อรรณพ พี่มีนาเคยโกรธมีโกรธทั้งวัน หรือเปล่าครับ

    ผู้ฟัง ไม่ทั้งวันค่ะ

    อ.อรรณพ ความโกรธ ไม่เที่ยงอยู่ทั้งวันใช่ไหมครับ

    ผู้ฟัง ใช่ค่ะ

    อ.อรรณพ ความโกรธก็ดับไปเดี๋ยวก็พอใจแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นลักษณะที่ทนอยู่ไม่ได้ต้องแปรเปลี่ยนไปแล้วสามารถที่จะ ไม่ให้ความโกรธเกิดได้ไหมครับ บังคับ

    ผู้ฟัง ไม่ได้ค่ะ

    อ.อรรณพ เพราะฉะนั้นความโกรธก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เป็นสภาพปรมัตถธรรมที่มีจริงอย่าง หนึ่ง ที่ เมื่อเกิดแล้วก็ต้องดับคือไม่เที่ยงเป็นทุกข์แล้วก็เป็นอนัตตาคือแม้ว่าเป็นสภาพที่ประทุษร้ายเราไม่ต้องการให้เกิดแต่เมื่อมีเหตุปัจจัยสภาพนั้นก็เกิดจึงเป็นตัวอย่าง หนึ่ง อย่างเช่นความโกรธเป็นสภาพที่มีจริงซึ่งไม่เที่ยงไม่ได้โกรธทั้งวันเดี๋ยวก็ชอบเดี๋ยวดีใจเสียใจ แล้วก็เป็นทุกข์ทนอยู่ไม่ได้มีทุกขลักษณะแล้วก็ ไม่สามารถบังคับบัญชาได้ ไม่ทราบว่าพี่มีอะไรต่อเปล่าครับ

    ผู้ฟัง เข้าใจนิดหน่อยค่ะยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้งถึงสภาพของธรรมจริงๆ

    อ.อรรณพ เพราะจริงๆ ต้องค่อยๆ เข้าใจอย่างนี้ครับแล้วค่อยระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมไปเรื่อยๆ จนถ้าจะรู้สภาพความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาจริงๆ ก็จะต้องเป็น ปัญญาขั้นที่สูงขึ้นไปเป็นวิปัสสนาญาณซึ่งจะประจักษ์ความไม่เที่ยงในทุกเป็นอนัตตาจริงๆ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    17 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ