สนทนาธรรม ตอนที่ 113
ตอนที่ ๑๑๓
ท่านอาจารย์ สอนให้ทุกคนได้หมดจดจากกิเลสด้วยการเป็นผู้ที่ดีขึ้นๆ แต่ถ้าเรารู้จักตัวเราเองจะรู้ได้เลยว่าดีขึ้นแค่ไหนมากแค่ไหนตั้งแต่ฟังพระธรรมมาหรือว่าเพียงแต่จำตัวเลขได้จำจำนวนใดเท่านั้นเองแต่ยังไม่ได้ดีขึ้นเลย เพราะฉะนั้นก็แสดงเห็นว่าต้องมีความเข้าใจที่มั่นคงพอถึงด้วยการที่พระองค์เป็นผู้ชี้ทางเป็นที่พึ่งที่จะทำให้เราประพฤติปฏิบัติดีขึ้น แต่ถ้าไม่มีการศึกษาธรรม ไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงประโยชน์ใหญ่หลวงกับชีวิตของแต่ละบุคคลอย่างไร การที่จะมีพระธรรมเป็นสรณะได้ก็เช่นเดียวกันคือไม่ใช่เพียงแต่ผ่านไปฟังแต่ว่าต้องมีความสนใจจริงๆ ที่จะเข้าใจธรรมที่ได้ทรงแสดงให้ถูกต้องให้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วยความตั้งใจในการสดับเพราะว่าถ้าจะกล่าวถึงพระวิหารเชตวันในอดีต ผู้ที่ไปฟังธรรมทั้งหมดก็คงจะไม่คุยกันยุกยิก หรือว่าสนทนาเรื่องอื่นกันแต่ทุกคนตั้งใจสดับจริงๆ เพราะว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังไม่ใช่ง่ายต่อการที่จะเข้าใจ ต้องอบรมตั้งแต่ขั้นฟังเข้าใจจนกว่าสติจะระลึกแล้วก็เห็นจริงรู้จริงตามความเป็นจริงของสภาพธรรมนั้น
เพราะฉะนั้นการมีพระธรรมเป็นสรณะอย่าลืมว่าการเคารพในธรรมคือการตั้งใจฟังสำคัญที่สุดค่ะตั้งใจที่จะเข้าใจธรรมที่ได้ยินได้ฟัง สำหรับการถึงพระสงฆ์สาวกเป็นสรณะการระลึกถึงคุณความดีของผู้ที่กว่าจะได้เป็นอริยสาวก จากเราๆ ธรรมดาท่านเหล่านั้นท่านก็เคยผ่านชีวิตในสังสารวัฎมามากอาศัยการได้ฟังพระธรรมจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ หลายพระองค์ และก็อบรมด้วยจีรกาลภาวนาคือการอบรมด้วยระยะเวลาที่ยาวนานที่ปัญญาจะค่อยๆ เกิดขึ้นค่อยๆ เข้าใจขึ้น แล้วก็สามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีพระอริยสงฆ์สาวกที่สืบทอดมาพระธรรมก็สูญ เพราะว่าพระผู้มีพระภาคก็ทรงปรินิพพานไม่ใช่ว่าจะมีอายุยืนยาวถึงแสนโกฏกัปหรืออะไรอย่างนั้น แต่ว่าอาศัยบรรดาผู้ที่ได้สะสมบุญจนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยสาวกที่สืบทอดพระศาสนามาก็จะทำให้เราเห็นพระคุณของพระรัตนตรัยแล้วก็ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะเป็นที่พึ่งจริงๆ ได้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะพยายามเข้าใจธรรมก็คือเป็นการเคารพในธรรม และก็เป็นการที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะจริงๆ
วันนี้เรื่องที่เราจะกล่าวถึงก็คือนามธรรมกับรูปธรรม และสำหรับนามธรรมคือสิ่งแรกที่จะกล่าวถึงคือจิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้แจ้งอารมณ์ ต่อไปจะทราบว่าจิตสามารถที่จะรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดมาจนตายจิตเกิดดับนับไม่ถ้วนเลย ไม่ต้องถึงจนตายแม้เพียงชั่วขณะเดียวนี้เห็นได้ยินคิดแล้วก็สารพัดอย่าง แสดงให้เห็นว่าจิตทั้งหมด ไม่ได้ขาดจิตเลยตั้งแต่เกิดจนตาย ตายแล้วก็ไม่ขาดอีกเพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นปัจจัยเวลาที่จิตนั้นดับไปจิตที่ดับเป็นปัจจัยที่จะทำให้จิตขณะต่อไปเกิดสืบต่อทันทีโดยไม่มีระหว่างคั่น นี่เป็นคุณสมบัติ หรือว่าเป็นพลัง และเป็นปัจจัย หนึ่ง ของจิตทุกดวงเว้นจุติจิตของพระอรหันต์เท่านั้น
เพราะฉะนั้นทุกคนขณะที่นั่งอยู่ที่นี่ก็ตายมาแล้ว และก็เกิดมาแล้ว และก็ต้องตายแน่ๆ ไม่มีใครสักคนซึ่งจะไม่ตายช้า หรือเร็ว แต่ไม่ได้ไปไหนนอกสังสารวัฏเลยเพราะเหตุว่าทันทีที่จุติจิตดับปฏิสนธิจิตเกิด ทันทีที่ปฏิสนธิจิตดับจิตอื่นเกิด นี่คือการเกิดดับสืบต่อกันของนามธรรมซึ่งเป็นจิต ไม่ได้ออกไปไหนไม่ต้องห่วงใย ใครก็ตามที่สิ้นชีวิตแล้วให้ทราบคนนั้นเกิดทันที แต่ว่าคนละมิติ
ผู้ฟัง ถ้าเสียงนั้นอยู่เฉยๆ เสียงจะเกิดที่ไหนก็แล้วแต่ และไม่มีสภาพไปรู้ก็หาข้อแตกต่างไม่ได้อันนี้จำได้อาจารย์
ท่านอาจารย์ ต้องเข้าใจ และพิสูจน์ด้วยเริ่มพิสูจน์ที่ตัวคุณวีระ มีปอดไหมคะ
ผู้ฟัง ปอดอยู่ข้างในครับ
ท่านอาจารย์ ปรากฏหรือเปล่า
ผู้ฟัง คือปอดไม่ปรากฏกับผมตอนนี้ เพียงแต่รู้สึกว่ามีอาการขยับเข้าขยับออกเวลาหายใจพอท่านอาจารย์บอกว่าดูปอด
ท่านอาจารย์ แต่ได้เมื่อกี้นี้ไม่รู้สึกจริงนั้นใช่มั้ยคะตอนที่ไม่ได้ถาม
ผู้ฟัง ครับไม่ทราบครับ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นอย่าลืมถ้าเราจะเข้าใจสภาพธรรมที่ไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตนไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคลต้องถึงขณะจิต สิ่งที่เราเคยจำไว้ทั้งหมดบ้านทั้งหลังแล้วก็ตัวทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าเป็นอัตตสัญญาความทรงจำว่ามีสิ่ง หนึ่ง สิ่งใดแต่ว่าจริงๆ แล้วเมื่อจิตเกิดขึ้นทีละ หนึ่ง ขณะ และก็รู้อารมณ์คือสิ่งที่ปรากฏทีละ หนึ่ง อย่างจะมีอย่างอื่นไม่ได้เลยถ้ายังไม่ถึงขณะนี้ยังรวมเป็นตัวเรายังรวมเป็นโลกยังรวมเป็นสิ่ง หนึ่ง สิ่งใดซึ่งเป็นอัตตาหรือเป็นสักกายทิษฐิคือมีความเห็นว่าสิ่งนั้นรวมกันเป็นสิ่ง หนึ่ง สิ่งใด เมื่อมีเราก็ต้องมีการเห็นมีคนนั้นมีคนนี้ใช่ไหมคะเพราะเหตุว่ามีเราแต่เราไม่มี มีจิตเกิดขึ้น หนึ่ง ขณะ จิตเห็นเกิดขึ้นเห็นระดับหมดเลยขณะนี้ต้องถึงขณะนี้ค่ะการพิจารณาธรรมเริ่มเข้าใจธรรมที่กำลังมีในขณะนี้แม้ว่ายังไม่ประจักษ์แต่เรื่องเข้าใจความจริง ว่าขณะนี้เห็นดับแล้วก็มีได้ยินเกิดขึ้นขณะเดียวอย่างอื่นไม่มีเลยแข็งอ่อนเย็นร้อนปอดหัวใจไม่มี
รูปธรรมเป็นสภาพซึ่งอาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้น โดยสมุฏฐานอย่าง หนึ่ง อย่างใดใน ๔ สมุฏฐาน คือมีกรรมเป็นสมุฏฐานก็ได้ประเภท หนึ่ง มีจิตเป็นสมุฏฐานอีกประเภท หนึ่ง มีอุตุคือความเย็นความร้อนเป็นสมุฏฐานอีกประเภท หนึ่ง มีอาหารเป็นสมุฏฐานอีกประเภท หนึ่ง เรายังไม่ต้องนึกถึงตัวเราแต่นึกถึงความจริงว่ารูปที่จะเกิดได้ต้องมีสมุฏฐานด้วยไม่ใช่อยู่ดีๆ ก็เกิดขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นรูปนี้ทั้งหมดย้อนมาที่กายอีก ไม่ใช่ของเรา อันนี้ต้องไม่ลืมค่ะนามธรรมรูปธรรมไม่เป็นของใครจำไว้ในใจเพื่อจะถึงวันหนึ่งที่จะรู้ว่านามเป็นนามธรรมเท่านั้นเกิดขึ้น และดับไปรูปก็เป็นรูปธรรมเท่านั้นเกิดขึ้น และดับไป ถ้าเราไม่เข้าใจตอนนี้เราก็หลงอีกลืมอีก แต่เราจะต้องเข้าใจจริงๆ นามธรรมบอกแล้วไงเป็นนามธรรมก็ต้องเป็นนามธรรมจะเป็นใครไม่ได้จะเป็นของใครไม่ได้ทั้งสิ้นบังคับบัญชาไม่ได้เพราะเหตุว่านามธรรมเป็นนามธรรมเท่านั้น ต้องเป็นนามธรรมอย่างเดียวเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สำหรับรูปธรรมก็เช่นเดียวกันค่ะจะเกิดที่ตัวจะเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ในน้ำบนบกยังไงก็ตามแต่รูปธรรมเป็นรูปธรรม เพราะฉะนั้นเคยจำได้ว่านี่คือเราตั้งแต่ศีรษะจดเท้าเดี๋ยวนี้เป็นรูปเหมือนรูปอื่นๆ เป็นรูปเท่านั้น ซึ่งเกิดจากสมุฐาน หนึ่ง สมุฏฐานใดใน ๔ สมุฏฐานแต่ว่าที่กายของเรามีรูปซึ่งเกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานด้วยมีรูปซึ่งเกิดจากจิตเป็นสมุฏฐานด้วยมีรูปซึ่งเกิดจากอุตุเป็นสมุฏฐานด้วยมีรูปซึ่งเกิดจากอาหารเป็นสมุฏฐานด้วย
นี่คือความละเอียดที่เราจะรู้ว่ารูปเป็นรูปก็จริงแต่รูปมีสมุฏฐานคือธรรมที่ก่อตั้งให้รูปเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรูปยังคงเป็นรูปถึงจะอยู่ตรงนี้ก็เป็นรูปนั่นเองจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นี่คือการเริ่มที่จะละการยึดถือว่าเป็นเราโดยเข้าใจสภาพจริงๆ ของสิ่งที่มี เพราะเหตุว่าถ้าเป็นความว่างเปล่าก็ไม่มีการที่จะยึดถือว่าเป็นตึกรามบ้านช่องหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใด แต่เมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเช่นดินก้อนอิฐก้อนกรวดอะไรก็ตามแต่ สร้างขึ้นปรากฏก็เป็นตึกรามบ้านช่องขึ้นมาก็มีความสำคัญว่าเป็นตึกรามบ้านช่อง แต่พอย่อยออกไปสิ่งนั้นมาจากอะไรสิ่งนี้เกิดจากอะไร เพราะฉะนั้นที่ตัวนี้ก็เหมือนกันจำไว้ตั้งแต่เด็กจนโตว่าตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้าเป็นเราแต่ความจริงเป็นรูปแต่ละกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเกิดขึ้นพระสมุฏฐานต่างกันแล้วก็ทยอยกันเกิดทยอยกันดับตลอดเวลาแล้วแต่สมุฏฐาน ถ้าที่โต๊ะที่อื่นที่ไม่ใช่สัตว์บุคคลจะไม่มีรูปที่เกิดจากกรรมไม่มีรูปที่เกิดจากจิตไม่มีรูปที่เกิดจากอาหารแต่รูปเป็นรูป รูปจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่ารูปที่เกิดจากสมุฏฐานอะไรรูปก็เป็นรูป ก็อย่าลืมว่าเราศึกษาเรื่องสภาพธรรมที่มีจริงๆ แล้วไม่ใช่ของใคร ถ้าศึกษาเรื่องรูปจะอยู่ตรงไหนก็เป็นรูปนั่นเองอยู่ตรงนี้ก็เป็นรูป อยู่ตรงโน้นก็เป็นรูป รูปก็คือรูป
ผู้ฟัง สภาพธรรมทั้งหมดที่เราคิดนึกที่เราโกรธโลภหลงอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็เป็นสภาพธรรมที่เป็นนามธรรมทั้งสิ้นเลย พระองค์ทรงแสดงว่าเป็นเจตสิกเกิดกับจิต การที่เราจะแยกแยะจิตกับเจตสิกออกได้ก็คือค่อยๆ รู้ลักษณะของสภาพธรรมโดยการศึกษาการฟังก่อน เพื่อสะสมเป็นสัญญาความทรงจำที่มั่นคงด้วยความเข้าใจจึงสามารถที่จะเริ่มสังเกตสภาพธรรมแต่ละอย่างเป็นจิตก็ดีเป็นเจตสิกก็ดีถ้าจิตเขาไม่ได้มีความเป็นใหญ่อย่างอื่นนอกจากรู้อารมณ์เท่านั้น อาจจะรู้เย็นร้อนอ่อนแข็งรู้สีเสียงกลิ่นรส หรือว่ารู้บัญญัติต่างๆ ขณะที่สภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้นั้นเป็นจิต ส่วนสภาพธรรมอย่างอื่นทั้งหมดจะตรึกนึกคิดจะโลภโกรธหลง หรือว่าจะโกรธแค้นอะไรต่างๆ ก็เป็นเจตสิกทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นธรรมที่เป็นนามธรรมอีกประเภท หนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตเรียกว่าเจตสิก
ท่านอาจารย์ คำใหม่นะคะ เจตสิกภาษาไทยค่ะถ้าภาษาบาลีเป็นอะไรคะอาจารย์คะ เจตสิกภาษาไทยถ้าออกเสียงตามภาษาบาลีจะเป็นอะไรคะ
อ.สมพร เจตสิกกัง
ท่านอาจารย์ เรามีรูปัง มีนามัง มีจิตตัง ตอนนี้ก็มีเจตสิกกังก็ไม่ยากเลยนะคะ รู้สึกว่าตามๆ กันไปตั้งแต่รูปัง นามัง เจตสิกกัง เจตสิกกังภาษาบาลี ภาษาไทยก็เจตสิก หรือบางคนภาษาอังกฤษจะใช้ว่าเจตสิกกะ
อ.สมพร ถ้าเราแปลทับศัพท์เราก็แปลเจตสิกนะครับ
ท่านอาจารย์ แต่จะออกเสียงว่าเจตสิกกะก็ได้
อ.สมพร ได้ครับ
ผู้ฟัง สำหรับภาษาอังกฤษที่ออกเสียงเป็นเจตสิกกะนี้ก็คงจะใช้คล้ายๆ ภาษาไทย จิตตะ หรือเจตสิกกะ อันนี้ยังไม่สำเร็จรูปเป็นภาษาบาลีใช่มั้ยครับท่านอาจารย์ถ้าสำเร็จรูปจะต้องลงวิภัติด้วย
ท่านอาจารย์ ตอนที่ไม่สำเร็จรูปว่าตัวเปล่าๆ เรียกว่ารากศัพท์ หรือไม่ใช่รากศัพท์
ผู้ฟัง ถ้าเรียกว่าปฎิบทครับบทเดิมเป็นบทเดิมครับ
ท่านอาจารย์ บทเดิมคือจิตตะแล้วก็สำเร็จรูปคือจิตตัง เจตสิกกะสำเร็จรูปคือเจตสิกกัง เจตสิกเป็นสภาพธรรมที่มีจริงอีกอย่างหนึ่งค่ะซึ่งไม่ใช่จิตเพราะว่าจิตเกิดดับสืบต่อตั้งแต่เกิดจนตายไม่ขาดเลยแต่ว่าเจตสิกนั้นต่างกับจิตไม่ใช่จิตเลยเป็นสภาพธรรมอีกอย่าง หนึ่ง ซึ่งเกิดกับจิตแต่ว่าดับพร้อมจิต และก็รู้อารมณ์เดียวกับจิต เป็นนามธรรมอย่างเดียวกันแสดงว่าจะขาดกัน และกันไม่ได้เลยเจตสิกทั้งหมดมี ๕๒ ประเภทซึ่งต่อไปจะทราบว่ามีจริงๆ อยู่ที่ตัวนี้แหละ ๕๒ อย่าง แต่ว่าจะรู้ได้หรือรู้ไม่ได้ก็แล้วแต่สติปัญญาของแต่ละบุคคลซึ่งสิ่งใดที่สามารถจะรู้ได้เราก็สามารถที่จะกล่าวถึงสิ่งนั้นก่อนให้เข้าใจว่าสภาพนั้นเป็นเจตสิก เช่นคำเมื่อกี้นี้ที่คุณสันติใช้คำว่าเวทนาเป็นภาษาบาลีหมายความถึงสภาพที่รู้สึก ทุกคนจะมีความรู้สึกต่างๆ กันบ้างวันแสนสุขบางวันก็แสนเศร้าบางวันก็เฉยๆ ส่วนใหญ่เราจะตอบได้เลย ถ้าถามดูว่ารู้สึกยังไงเดี๋ยวนี้ตอบได้ไหมคะคุณวีณาเดี๋ยวนี้รู้สึกยังไงคะ
ผู้ฟัง ความรู้สึกเดี๋ยวนี้ก็ง่วงๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์ ง่วงๆ แล้วดีใจไหมคะชอบไหมคะตอนง่วงๆ
ผู้ฟัง เฉยๆ ค่ะ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นสภาพของความรู้สึกจะมี ๕ อย่างคือ หนึ่ง สุขทางกายสบายนะคะ ไม่ร้อนอากาศดีทุกข์ทางกายอย่างเมื่อกี้นี้กลางแดดทุกข์แน่ๆ ต้องมีความรู้สึกเกิดกับจิตทุกครั้งเวลาร้อนอย่างนั้นที่อยู่กลางแดดใครชอบ ก็เห็นยกอะไรกระดาษขึ้นบังกันบ้างอะไรกันบ้างตลอดแสดงว่าไม่ชอบความรู้สึกอย่างนั้น หรือเวลาป่วยไข้ก็มีความรู้สึกทุกข์กาย อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับกายที่ไม่สบายทั้งหมดเป็นความรู้สึกเป็นทุกข์ทางกาย ซึ่งต่างกับทุกข์ทางใจ เพราะเหตุว่าทุกข์ทางใจแม้ว่ากายเป็นทุกข์ แต่ใจไม่เป็นทุกข์ก็ได้หรือแม้ว่ากายสบายแต่ใจเป็นทุกข์ก็ได้ เพราะฉะนั้นทุกข์กายกับทุกข์ใจต่างกัน ภาษาบาลีใช้คำต่างกันถ้าเป็นทุกข์กาย ใช้คำว่าทุกขเวทนา ถ้าเป็นสุขทางกายก็ใช้คำว่าสุขเวทนา ถ้าเป็นทุกข์ทางใจใช้คำว่าโทมนัสเวทนา ถ้าเป็นความสุขทางใจใช้คำว่าโสมนัสเวทนา ถ้าเป็นความรู้สึกเฉยๆ จะใช้คำว่าอทุกขมสุข หรืออุเบกขาเวทนา คือไม่ทุกข์ไม่สุข เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นสิ่งที่มีจริง และเราก็หลงยึดถือเวลาที่ความรู้สึกโสมนัสเกิดขึ้นก็ดีใจมากเหมือนเป็นเราดีใจเวลาที่โทมนัสมีเรื่องที่กำลังยุ่งยากประสบความลำบากในชีวิตเกิดขึ้นโทมมัสเวทนาเกิดเราก็ยึดถือว่าโทมมัสเวทนานั้นเป็นเรา แต่ความจริงไม่ใช่ไม่ว่าจะเป็นสภาพของจิตของเจตสิกก็เกิดดับเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรสักอย่าง หนึ่ง ซึ่งเที่ยงสิ่งที่เกิดแล้วดับจะเป็นใคร หรือว่าจะเป็นของใคร ไม่มีแล้วหมดแล้วอยู่ที่ไหน
เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าถ้าเราพิจารณาสภาพธรรมจริงๆ เราก็จะเห็นได้ว่าไม่มีสภาพธรรมสักอย่าง หนึ่ง ซึ่งเป็นเราหรือว่าเป็นของเรา เพราะฉะนั้นก็เริ่มรู้จักสภาพของเจตสิกซึ่งมีหลายชนิดถึง ๕๒ ชนิด หรือแม้แต่เจตสิกประเภทเดียวคือเวทนาเจตสิกก็มีถึง ๕ อย่าง และก็เกิดขึ้นเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยทั้งนั้น ใครอยากให้โสมนัสเวทนาเกิดบ้างคะ แต่ว่าจะเกิด หรือไม่เกิดแล้วแต่เหตุปัจจัยใครอยากจะให้โทมมนัสเวทนาเกิดบ้างคะไม่มีเลยนะคะ วันหนึ่งๆ ก็ขอให้โสมนัสมากๆ หรือสุขมากๆ แต่ก็ต้องมีโทมมนัสเวทนาบังคับไม่ได้เลยแต่ให้รู้ความจริงว่าแท้ที่จริงไม่ใช่เรา เป็นสภาพความรู้สึกเท่านั้นเป็นความรู้สึกจริงๆ เป็นความรู้สึกชนิด หนึ่ง เกิดขึ้นให้เห็นลักษณะของความรู้สึกนั้นว่าสิ่งนี้มีจริง และก็ไม่ใช่เราไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาด้วย ตามความเป็นจริงนั้นเกิดแล้วก็ดับ แต่กว่าจะประจักษ์ความเกิด และดับก็เป็นทุกข์เสียนาน และก็ห้ามไม่ได้ด้วยที่จะไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเราเพราะเหตุว่าปัญญายังไม่ได้ประจักษ์จริงๆ ว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมซึ่งเป็นเจตสิก
เพราะฉะนั้นทั้งหมดนอกจากจิตแล้วเราก็เริ่มที่จะเข้าใจสภาพของเจตสิกไปทีละอย่าง สอง อย่างซึ่งในปรมัตถธรรมสังเขปมีครบทุกอย่างถ้าจะอดทนที่จะอ่าน ให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น แต่ให้ทราบว่าเจตสิกไม่ใช่จิต เพราะฉะนั้นปรมัตธรรมทั้งหมดมี ๔ ไม่เกินใครจะมาบอกว่าปรมัตถ์ธรรมมี ๕ มี ๓ มี สอง ไม่ได้ ผู้ที่ทรงตรัสรู้แล้วได้ทรงแสดงว่าสภาพธรรมที่มีลักษณะแท้จริงเฉพาะของตนๆ นั้นจำแนกออกเป็น ๔ ประเภทคือ ๑ จิต ๒ เจตสิก ๓ รูป ๔ นิพพาน ไม่ว่าจะทรงแสดงพระธรรมที่ไหนในพระสูตรทั้งหมด หรือในพระอภิธรรมทั้งหมด หรือแม้ในพระวินัยก็ไม่พ้นจากสภาพธรรมคือจิตเจตสิกรูปนิพพาน เมื่อทรงแสดงสภาพธรรมที่เป็นอริยสัจจะก็ไม่พ้นจากจิตเจตสิกรูปนิพพาน แสดงสภาพธรรมที่เป็นขันธ์เป็นอายตนะ หรือเป็นหมวดหมู่ต่างๆ จะเป็นโพชฌงค์เป็นปฏิจสมุปบาทจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ที่เราจะได้ยินได้ฟัง ให้ทราบว่าตามความเป็นจริงแล้วก็ได้แก่ปรมัตถธรรมเท่านั้นคือจิตเจตสิกรูปนิพพาน
เพราะฉะนั้นผู้ที่จะเข้าใจธรรมก็ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือต้องเข้าใจลักษณะของปรมัตธรรม ๓ อย่างซึ่งเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดแล้วดับคือจิตก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับเจตสิกก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับรูปก็เป็นสภาพธรรมที่เกิดดับในขณะนี้เอง คือสิ่งที่ไม่ลืมคือทุกอย่างที่เป็นธรรมคือขณะนี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจจริงๆ ถึงความเป็นอนัตตาถ้าเราตายสิ่งที่ได้ฟังวันนี้อยู่ที่ไหนคะ หายไปหมดหรือเปล่าคะ ไม่ใช่รูปความเข้าใจเป็นนามธรรมความเข้าใจถ้าพูดโดยภาษาบาลีจะใช้คำว่าปัญญินทรีย์หรือปัญญาเจตสิก เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการเข้าใจถูกต้องในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏคิดดูนะคะ ว่ายากแสนยากที่จะเข้าใจถูกได้ เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีความเข้าใจหรือเริ่มอบรมความเข้าใจไปเรื่อยๆ ความเข้าใจที่ถูกต้องก็ต้องเพิ่มขึ้น ถ้าเราได้ฟังบ่อยๆ พิจารณาบ่อยๆ เข้าใจบ่อยๆ ตายแล้วได้ฟังอีกก็เข้าใจได้เร็วขึ้น ในชาตินี้ค่ะบางคนก็เข้าใจได้เร็วบางคนก็เข้าใจได้ช้าตามการสะสมเหมือนกับคนที่มีความสามารถต่างๆ กันถ้าเขาไม่เคยสะสมความสามารถนั้นๆ มาก็ต้องมาตั้งต้นใหม่ และกว่าจะเก่งอย่างนั้นได้ก็ต้องนาน ในที่นี้ก็ต้องมีคนที่มีความสามารถในหลายๆ ด้านตามการสะสม แต่สิ่งที่ควรจะสะสมยิ่งก็คือปัญญาความเข้าใจถูกในสภาพธรรมก็ทราบได้ว่าถึงตายไปจิตที่เข้าใจในขณะนี้เกิดดับสืบต่อไปเรื่อยๆ ถึงชาติไหนที่ได้ยินได้ฟังอีกก็จะมีความเข้าใจได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่เคยสะสมมา นี่ก็จิต และเจตสิก และก็จะให้คำศัพท์ภาษาบาลีซึ่งอาจจะคิดว่ายากแต่ความจริงถ้าเข้าใจแล้วจะไม่ยากเลยแล้วขอให้ตั้งต้นที่ความเข้าใจ
จิตเจตสิกรูปเป็นสภาพธรรมที่เกิด เกิดแล้วต้องดับ และเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องมีปัจจัยปรุงแต่งเป็นปัจจัยซึ่งกัน และกันทำให้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นแม้เราจะพูดว่าจิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์แต่ถ้าจิตยังไม่เกิด หมายความว่าขณะนั้นไม่มีปัจจัยปรุงแต่งให้เกิด แต่เมื่อจิตเกิดแล้วมีปัจจัยปรุงแต่งแล้วเกิดแล้วใช้คำว่าสังขตะ อาจารย์กรุณาให้ความหมายของคำว่าสังขตะค่ะ
อ. สมพร สังขตะก็แปลว่าปรุงแต่งอย่างที่อาจารย์พูดบ่อยๆ นะครับ สังขตะนี้มันลงสำเร็จรูปแล้วเราแปลจริงๆ ก็ต้องแปลว่าปรุงแต่งแล้วนะครับ
ท่านอาจารย์ อันนี้คือความสมบูรณ์ของภาษาบาลีนะคะ สิ่งที่เกิดขณะนี้หมายความว่าปรุงแต่งแล้ว ถ้าไม่ปรุงแต่งแล้วก็ไม่เกิดใช่ไหมคะที่เกิดขึ้นมาได้เพราะปรุงแต่งแล้วเกิด เป็นสังขตะธรรม โดยมากคนไทยจะชินหูกับคำว่า สังขาร สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงทุกคนได้ยิน แต่ว่าเข้าใจความหมายของสังขารว่าอย่างไรสังขารหมายความถึงสภาพธรรมที่ปรุงแต่ง หรืออาศัยกันเกิดขึ้น แต่สภาพได้ที่เกิดหมายความว่าปรุงแต่งแล้วขณะนี้ถ้าโทสะจะเกิดปรุงแต่งแล้วเกิดเป็นโทสะในขณะนั้น เพราะฉะนั้นก็เพิ่มอีกคำหนึ่งนอกจากสังขารธรรมก็คือสังขตธรรมสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยปรุงแต่งแล้วเกิดขึ้นในขณะนี้เป็นสังขตะซึ่งเมื่อเกิดแล้วก็ดับ
ผู้ฟัง สังขารธรรมกับสังขตธรรมจะมีความแตกต่างกันบ้างไหมครับ
ท่านอาจารย์ โดยศัพท์มุ่งที่สังขารต้องมีปัจจัยอาศัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้นแต่สังขตะปรุงแต่งแล้วเกิด
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นก็คงจะมีความหมายแตกต่างเพียงแต่ศัพท์ว่าด้วยอรรถแล้วต้องหมายถึงสภาพธรรมอย่างเดียวกัน
ท่านอาจารย์ แต่มุ่งถึงการเกิดด้วยนะคะ ถ้าการเกิดที่เกิดแล้วปรากฏในขณะนี้เป็นสังขตะเพราะเกิดแล้ว
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120