สนทนาธรรม ตอนที่ 117


    ตอนที่ ๑๑๗


    ผู้ฟัง อีกความหมาย จิตตัง กรรมกิเล เสหิ ชื่อว่าจิตเพราะว่าสั่งสมกรรม และกิเลส จิตมีความสามารถพิเศษในการที่จะสั่งสมกรรม และกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วกรรม และกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้สูญหายไปเลยแม้เพียงเล็กน้อย ฆ่ายุงตัวเดียวจะต้องมีผลแน่นอนสั่งสมเป็นกรรมแล้วกิเลสที่ทำให้ฆ่ายุงนั้นก็สะสมไปแล้วต้องมีผลอย่างน้อยก็คือกิเลสเพิ่มขึ้นแม้นิดเดียวแล้วการฆ่ายุงก็สำเร็จเป็นกรรมบถด้วย เมื่อสำเร็จเป็นกรรมบถแล้วมีโอกาสให้ผลได้เมื่อมีปัจจัยพร้อมก็สามารถให้ผลได้อาจจะทำให้เจ็บหูปวดตาหรือว่าถ้าไม่มีกุศลอะไรให้ผลเลยฆ่ายุงตัวเดียวก็เกิดในอบายภูมิก็ได้ถ้าไม่มีกุศลอื่นให้ผลเลย เพราะฉะนั้นจิตเป็นที่สั่งสมกรรม และกิเลสเป็นตู้เซฟที่แข็งแรงปลอดภัยที่สุดที่จะรักษาทั้งกรรมดี และกรรมชั่วไม่มีใครปล้นได้ไม่มีทางสูญหายไปไหนเลย เพราะฉะนั้นทั้งกรรมดี และกรรมชั่วที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปแล้วสะสมไว้ในจิตนั่นเอง

    ผู้ฟัง เรียนถามว่าลักษณะของจิตซึ่งเป็นสภาพรู้แล้วเมื่อกี้มีความหมายว่ามีลักษณะผ่องใสด้วยอะไรด้วยหมายความว่าในจิตนั้นจะแตกต่างกันเป็น ๘๙ ประเภทโดยที่มีลักษณะรู้แจ้ง สภาพรู้เป็นประธานแต่จะมีความแตกต่างออกไปอีก ๘๙ ประเภท

    ผู้ฟัง ถึงจะทำให้จิตแตกต่างไม่ได้มีประเภทเดียวโดยลักษณะของจิตแล้วอย่างเดียวคือรู้อารมณ์ รู้แจ้งซึ่งอารมณ์แต่การรู้แจ้งอารมณ์นั้นไม่ได้มีอารมณ์เดียวอารมณ์มีหลายอารมณ์ จิตรู้แจ้งสีก็ประเภท หนึ่ง จิตรู้แจ้งเสียงก็อีกประเภท หนึ่ง จิตรู้แจ้งเรื่องของสมมติบัญญัติก็อีกประเภท หนึ่ง จิตที่มีความผ่องใสก็เป็นอีกประเภท หนึ่ง ไม่ใช่จิตที่มีความเศร้าหมองแต่โดยสภาพของจิตแล้วจิตเป็นสภาพที่รู้อารมณ์ทั้งหมดจะเศร้าหมองจะผ่องแผ้วจะเห็นสีได้ยินเสียงก็เป็นสภาพรู้อารมณ์ทั้งหมด

    ผู้ฟัง แต่ก็แตกต่างออกไปเป็น ๘๙ ประเภท

    ผู้ฟัง โดยความวิจิตรด้วยตนเองหรือว่าด้วยความวิจิตรด้วยอารมณ์

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์สันติครับว่า จิตมีอำนาจในการสั่งสมกรรม และกิเลสใช่ไหมครับจิตเป็นธรรมชาติที่เกิดดับใช่ไหมครับแล้วกรรม และกิเลสจะสะสมที่จิตแล้วเกิดดับด้วยหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เมื่อจิตเกิดดับกรรม และกิเลสก็ต้องเกิดดับด้วย

    ผู้ฟัง แล้วจะสั่งสมที่ไหนล่ะครับ

    ผู้ฟัง ก็สั่งสมที่จิตเพราะว่าจิตไม่ได้ดับแล้วก็สูญหายไปเลย

    ผู้ฟัง เป็นปัจจัยให้

    ผู้ฟัง ถ้าเราคิดในแง่ของวัตถุเราจะงงอย่างเช่น อสัญสัตตาพรหมไม่มีจิต แต่อสัญญาสัตตาพรหมเป็นสัตว์บุคคลยังเป็นปุถุชนอยู่ เพราะฉะนั้นปุถุชนแล้วจะต้องมีกิเลสแต่ขณะนั้นไม่มีจิตแล้วกิเลสไปอยู่ที่ไหน ถ้าเกิดเราคิดในเรื่องของกิเลสว่าเหมือนกับวัตถุจะต้องมีที่อยู่เราจะงงหาเหตุผลไม่ได้แต่ถ้าเกิดเรารู้ว่ากิเลสเป็นสภาพที่สั่งสมหมักดองแล้วก็พร้อมเมื่อไหร่เขาก็จะเกิดเมื่ิอมีปัจจัยเพียงพอ กิเลสเป็นนามธรรมเกิดกับจิตมีการสั่งสมสามารถที่จะให้ผลสืบต่อได้ เมื่อจิตเกิดเมื่อไหร่กิเลสก็สามารถที่จะนอนเนืองหรือว่าอยู่ในจิตนั้นด้วยตราบใดที่ยังไม่ได้ประหารกิเลสโดยเด็ดขาดกิเลสก็จะต้องมีอยู่จะมีอยู่ที่ไหนกิเลสมีอยู่ที่รูปไม่ได้เพราะเป็นนามธรรม กิเลสเกิดดับไหมครับ

    ผู้ฟัง เกิดดับครับ

    ผู้ฟัง การสั่งสมของกิเลสก็จะสั่งสมที่ชวนในอรรถสาริณีท่านแสดงจิตเพราะอรรถว่าย่อมสั่งสมสันดานอันนี้อีกความหมายหนึ่ง สั่งสมกิเลส และกรรมก็สั่งสมที่ชวนเหมือนกันแต่ว่าการสั่งสมสันดานก็สะสมที่ชวนด้วยแล้วก็เฉพาะโลกิยะกุศล อกุศล กิริยาจิตของพระอรหันต์จะสามารถที่จะสั่งสมสันดานได้แต่ว่าของพระอรหันต์ไม่สะสมกรรม และกิเลสแล้วไม่ทราบใครสงสัย หรือว่าจะช่วยสนทนาอะไรไหมครับ

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์ว่ากรรมกิเลส และสันดานมีความหมายแตกต่างกันอย่างไรคะ

    ท่านอาจารย์ ภาษาบาลีอาจารย์จะให้ความหมายก่อนไหมคะ

    อ. สมพร ศัพท์อะไรบ้างทีละศัพท์ทีละคำ

    ผู้ฟัง คืออาจารย์สันติ ได้กล่าวว่าจิตนี้มีความสามารถในการสั่งสมกรรมกิเลส

    อ. สมพร สันดานอันหนึ่งกิเลสอันหนึ่ง

    ผู้ฟัง กรรมอันหนึ่ง กิเลส และสันดานก็เลยสงสัยว่ากรรม กิเลส และสันดานที่สั่งสมมีความเหมือนกัน หรือแตกต่างกันอย่างไรคะ

    อ. สมพร สันดานหมายถึงความสืบต่อมีความสืบต่อคือไม่รู้จักหมดสั่งสมไว้สืบต่อการสืบต่อนั้นไม่จบไม่สิ้น นี่คือสันดานหมายความทำนองเดียวกับสันตติความสืบต่อ กรรมก็หมายถึงกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมจิตนั้นเองเป็นผู้รักษาไว้กิเลสก็มีอยู่แล้วเพราะว่ากิเลสไม่ได้สูญหายไปจากจิตเลยอนุสัยกิเลสนอนเนื่องอยู่ยังไม่ได้โอกาสก็ไม่เกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ในข้อที่ ๕ ที่ว่าสั่งสมสันดานอาจารย์ก็อธิบายว่าหมายถึงการสืบต่อนั่นคือสั่งสมการสืบต่อหมายความว่าข้อ ๕ จะไม่เหมือนในข้อ ๓ ใช่ไหมคะว่าการสั่งสมอันนี้จะเป็นเหตุให้จิตนี้เกิดดับสืบต่อกันไปเรื่อยๆ

    อ. สมพร จิตเกิดดับนั่นแหละความสืบต่อของจิตก็คือการเกิดดับนั่นเองติดต่อกันไปไม่ขาดสาย

    ผู้ฟัง ไม่ขาดสาย

    ท่านอาจารย์ มีปัญหาอยู่นิดหนึ่งนะคะ คือสันตติการเกิดดับสืบต่อหมายรวมรูปด้วย หรือเปล่าหรือเฉพาะนามธรรมเท่านั้น

    อ. สมพร พูดถึงจิตก็เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าพูดถึงสันตานะหมายความรวมถึงรูปด้วยหรือเปล่า

    อ.สมพร ทั้งหมดเลยสืบต่อ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นที่เราเคยเข้าใจว่าสันตานะ หรือสันดานเป็นเรื่องของจิตแต่ความจริงแล้วรูปการเกิดดับสืบต่อกันของรูปก็เป็นสันตานะ

    อ. สมพร สืบต่อทั้งหมด

    ท่านอาจารย์ ไม่แยกความหมายสันตานะกับสันตติเลยใช่ไหมคะ

    อ.สมพร ไม่ได้แยกแต่ว่าศัพท์แปลความหมายได้ถึง สอง อย่าง

    ท่านอาจารย์ ความหมายเดียวกันหรือเปล่าคะ เพราะฉะนั้นสันตติหรือสันตานะของรูปก็มีไม่ใช่เฉพาะของนามเท่านั้น

    ผู้ฟัง การสั่งสมสันดานในที่นี้คงไม่ใช่การสะสมการสืบต่อของจิตอย่างเดียวเป็นการสั่งสมสืบต่อของกรรม และกิเลสด้วย เพราะว่าท่านอธิบายว่า จิตตังนี้จิตใดที่เป็นโลกิยะกุศลเป็นอกุศล และเป็นกิริยาจิต จิตนั้นชื่อว่าจิตเพราะอรรถว่าย่อมสั่งสมสันดานของตนด้วยสามารถแห่งชวนวิถี เพราะฉะนั้นการสืบต่อของพระอรหันต์กรรม และกิเลสของท่านจะไม่สืบต่อแล้วแต่มีการสืบต่ออุปนิสัย พระอรหันต์ยังมีการสั่งสมสันดานได้ในช่วงของชวนก็คือถ้าพระอรหันต์มีอัธยาศัยในการที่จะเย็บปักถักร้อยซ่อมบริขารอะไรต่างๆ ท่านสะสมความชำนาญมากขึ้นๆ ท่านก็เก่งมากขึ้นอันนี้ก็เป็นการสะสมสันดานด้วย

    ส่วนกรรม และกิเลสสั่งสมอยู่แล้วทุกๆ คนยกเว้นพระอรหันต์ ถ้าบำเพ็ญหรือว่าเจริญกุศลมากขึ้นกุศลนั้นก็มีกำลังมากขึ้นสามารถที่จะให้ผลก่อนอกุศลที่สะสมมาแล้วก็ได้หรือว่าถ้ากิเลสเกิดบ่อยโกรธบ่อยๆ ความโกรธนั้นก็จะทวีกำลังมากขึ้นๆ จนยากที่จะละหรือว่าคลายหรือว่าแก้ไข เพราะฉะนั้นกรรมที่เป็นกุศลกรรมก็ดีอกุศลกรรมก็ดีหรือว่ากิเลสก็ดีมีการสะสมสืบต่อแล้วพลังหรือว่ากำลังของเขาก็จะมีอำนาจมากขึ้น เหมือนกันการสะสมกุศลการอบรมการฟังธรรมสติเกิดบ่อยสติก็มีกำลังมากขึ้น เพราะฉะนั้นการฟังบ่อยๆ ก็จะเป็นการทำให้อุปนิสัยในการฟังมีกำลังมีความมั่นคงมากขึ้น

    สำหรับข้อที่ ๔ ความหมายของจิตอีกคำหนึ่งก็คือรักษาไว้ซึ่งวิบากอันกรรม และกิเลสสั่งสมไว้ เมื่อกรรม และกิเลสสั่งสมไว้ที่จิตๆ ก็มีอานุภาพ หรือมีความสามารถในการรักษากรรม และกิเลสนั่นแหละไม่ให้สูญหายไปไหนเลย เพราะฉะนั้นตลอดเวลาที่ยังมีจิตอยู่จิตนั่นเองจะเป็นตัวรักษากรรม และกิเลสที่ได้กระทำไว้แล้วรอวันที่จะให้ผล ในชีวิตจริงของเราก็สามารถที่จะกล่าวได้ว่าช่วงหนึ่งของเราจะเป็นช่วงในการที่จะรับผลของกรรมเก่า ขณะที่ปฏิสนธิ ภวังค์ เห็นได้ยินได้กลิ่นลิ้มรสถูกต้องสัมผัสอันนี้เป็นช่วงการรับผลของกรรมเก่าแต่ขณะที่เป็นชวนจิตกุศล หรืออกุศลเกิดขึ้นขณะนั้นจะเป็นช่วงของการที่จะกระทำกรรมใหม่ ชีวิตของเราเป็นสองช่วงๆ รับผลกรรมเก่าอย่างหนึ่ง และช่วงที่จะทำกรรมใหม่อย่างหนึ่ง ซึ่งตอนที่กิเลสจะเกิดขึ้นตอนนั้นจะเป็นช่วงการกระทำกรรมใหม่หรือว่าขณะที่กุศลธรรมเกิดขึ้นช่วงนั้นก็จะเป็นช่วงการกระทำกรรมใหม่ก็จะวนเวียนเป็นวัฏฏอย่างที่ท่านอาจารย์สมพรได้แสดงแล้วว่าจะเป็นวัฏฏวนไปเรื่อยๆ

    กัมมวัฏฏ์ก็คือกระทำกรรม วิปากวัฏฏ์ได้รับผลเป็นวิบากเมื่อได้รับวิบากแล้วก็กิเลสวัฏฏ์กิเลสเกิดขึ้นก็ทำกรรมต่อไปอีก สังสารวัฏจึงไม่สิ้นสุดจนกว่าจะอบรมปัญญาแล้วก็สามารถที่จะละกิเลสวัฏฏ์ได้กัมมวัฏฏ์จึงสุดสิ้นวิปากวัฏฏ์ก็จะหมดไป สำหรับความวิจิตรของจิตโดยความวิจิตรต่างๆ ทั้งกระทำให้วิจิตรด้วยตัวเองก็วิจิตรด้วยสั่งสมกรรมก็วิจิตรหลากหลาย กรรมแต่ละกรรมก็เกิดจากการสะสมบางคนก็คิดดีบ้างคิดร้ายบ้างทำความดีด้วยกันก็คิดแตกต่างกันไปเพราะว่าการสั่งสมกรรม และกิเลสแตกต่างกันสามารถรักษาวิบากซึ่งเกิดจากกรรม และกิเลสนั่นแหละเอาไว้ด้วย สั่งสมสันดานก็คือสั่งสมทั้งกรรม และกิเลสแล้วก็อุปนิสัยต่างๆ ทุกคนมีอุปนิสัยไม่เหมือนกันเพราะว่าการสะสมแตกต่างกันแล้วก็จิตวิจิตรด้วยอารมณ์ด้วยอารมณ์ไม่ได้มีอารมณ์เดียว เพราะฉะนั้นอารมณ์มี ๖ อย่างอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ก็ยังมีความจำแนกออกไปอีกจิตรู้ได้ทุกอารมณ์ เพราะฉะนั้นจิตที่สามารถรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ก็มีหลายๆ ประเภท ตัวจิตเองเขาจึงวิจิตรด้วยการรู้อารมณ์หลายหลาก ไม่ทราบมีใครมีปัญหาอะไรมั้ยครับ

    ผู้ฟัง ขออนุญาติเรียนถามคือจิตเป็นสภาพรู้อารมณ์ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ก็หมายถึงว่าการรู้อารมณ์ที่กระทำให้วิจิตรต่างๆ รู้อารมณ์ด้วยวิจิตรด้วยตนเองรู้อารมณ์ด้วยสั่งสมกรรมกิเลสทั้งหมด ๖ ข้อเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ที่อยู่ในอำนาจของจิตใช่ไหมครับ

    ผู้ฟัง อันนี้จะเป็นการแสดงอาการของจิตความสามารถของจิต แต่โดยการรู้แจ้งอารมณ์นั้นเป็นลักษณะของจิตเลยอันนี้จะเป็นการแสดงกว้างๆ ให้เข้าใจความหมายของจิตก็คือที่เราสามารถที่จะทำอะไรได้หรือว่าคนที่มีกิเลสมากกิเลสหนาอะไรก็เพราะว่ามีจิตเป็นการอธิบายกว้างๆ แต่การที่จะเข้าถึงตัวจิตจริงๆ ก็คือจิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งอารมณ์นั้นเป็นลักษณะของจิตแท้ๆ สามารถเข้าถึงตัวจิตได้ คำอธิบายอาการของจิต ๖ อย่างเหล่านี้ก็คือเป็นอาการแสดงคร่าวๆ คลุมเพื่อให้เข้าถึงให้เข้าใจความหมายของจิตอย่างกว้างๆ แต่เมื่อจะเข้าถึงตัวจริงๆ ก็คือจะต้องรู้ที่ลักษณะ

    ผู้ฟัง พอพิจารณาอำนาจของจิตบางหัวข้อมันคล้ายกับเจตสิกซึ่งก็ทำงานคล้ายๆ กัน

    ผู้ฟัง อันนี้เราไม่ได้พูดถึงเจตสิกเลยเพราะว่าเราจะพูดคลุมเราพูดถึงเหมือนกับพูดถึงพระราชาเรารู้แล้วว่ายังไงๆ ต้องมีอำมาตย์แน่นอน

    ผู้ฟัง มีจิตต้องมีเจตสิกด้วย เพราะฉะนั้นในนี้ส่วนใดส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเจตสิกอยู่ด้วย

    ผู้ฟัง เดี๋ยวเรียนเรื่องเจตสิกเราจะเจาะเลยว่าที่จิตโกรธได้เพราะอะไรมีเจตสิกอะไรที่เป็นตัวนำ หรือว่าขณะที่สามารถให้ทานได้ขณะที่สามารถที่จะมีเมตตาได้กุศลจิตขณะนั้นสภาพธรรมอะไรเจตสิกอะไรที่มีกำลัง

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นตอนแรกผมนึกว่าเราจะคุยกันเรื่องจิตเรื่องเดียว จิตเป็นใหญ่เป็นประธานยังไง จากอำนาจของจิตผมก็นึกถึงว่าลักษณะต่างๆ ๖ ข้อคล้ายๆ กับเจตสิกที่เขาทำงานร่วมกับจิตอยู่

    ผู้ฟัง อันไหนเป็นเจตสิก

    ผู้ฟัง อย่างสั่งสมกรรมกิเลสครับ

    ผู้ฟัง อันนี้เป็นความสามารถเจตสิกไม่มีความสามารถในการสั่งสมกรรม และกิเลส เจตสิกไม่ได้เป็นใหญ่จิตเป็นใหญ่เป็นอาการเป็นความสามารถของจิตครับ ตัวกิเลสต่างหากเป็นเจตสิกตัวกรรมเป็นเจตสิก แต่กรรม และกิเลสที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปนั้นเขาสามารถที่จะสะสมได้แล้วก็สะสมไว้ที่จิตเป็นอาการเป็นความสามารถของจิตครับ

    ผู้ฟัง เรียนถามว่าการทำให้วิจิตรต่างๆ อย่างที่คนไปฆ่ากันไปมัดแขนมัดเท้าทำให้วิจิตรใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ วิจิตรคือต่างๆ ไม่ว่าอะไรต่างๆ ทั้งนั้นถ้าไม่มีจิตแล้วจะต่างๆ ไปอย่างนั้นไม่ได้

    ผู้ฟัง ส่วนแบบที่ว่ามีปัญญาแบบพระพุทธองค์ก็การกระทำให้วิจิตรต่างๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ทั้งหมดเลยครับผมเพราะจิตคนละประเภทกันจิตนั้นต่างกันบางคนเขาฆ่ายิงตายทันทีเลยหรือว่าใส่ยาพิษแต่คนนี้เขาฆ่าพิสดารการฆ่าของเขาวิจิตรเพราะว่าจิตของเขาวิจิตรจึงทำให้เกิดการกระทำที่วิจิตร

    ผู้ฟัง แต่วิจิตรชนิดไม่ดีนะครับ

    ผู้ฟัง คำว่าวิจิตรไม่ได้หมายถึงว่าดีหรือไม่ดีเป็นคำรวมๆ วิจิตรก็คือต่างๆ หลากหลายไม่ได้หมายถึงความสวยงามอย่างเดียวนะครับ

    ท่านอาจารย์ แล้วที่จริงที่คุณประทีปสงสัยเพราะเหตุว่าตอนนี้เรายังไม่ได้พูดถึงเรื่องเจตสิกเลย แต่ในพระไตรปิฏกไม่ว่าขณะใดที่เรากล่าวถึงจิตนะคะ รวมเจตสิกไว้ด้วยทุกครั้ง เพราะฉะนั้นใช้คำว่าจิตตุปาทการเกิดขึ้นของจิตขณะหนึ่งรวมเจตสิกด้วยละไว้ในที่เข้าใจว่าต้องมีเจตสิกด้วยไม่ได้หมายความว่ามีจิตเกิดขึ้นลำพังโดยที่ไม่มีเจตสิก มีข้อความที่แสดงไว้เลยค่ะจิตตุปาทหมายความถึงจิต และเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกันแต่ว่าใช้คำว่าจิตคำเดียวไม่ต้องเอาเจตสิกเข้ามาให้รุงรังอีก

    ผู้ฟัง อันนี้จะเป็นเรื่องของความเข้าใจยังไม่เกี่ยวกับเรื่องของการระลึกศึกษาสภาพธรรม เพราะว่าความเข้าใจเหล่านี้จะเป็นความเข้าใจระดับหนึ่ง ซึ่งจะเป็นเครื่องปรุงแต่ง ซึ่งเวลาที่สติปัฏฐานเกิดจริงๆ ไม่มีเรื่องเหล่านี้จะไประลึกความวิจิตรอะไรไม่ได้แต่ว่าระลึกที่ลักษณะของจิตได้ เป็นการอธิบายเหตุผล และความเข้าใจเพื่อให้เข้าถึงตัวจิตนั่นเองว่าใครสามารถที่จะเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหนแต่โดยตรงก็คือจิตมีสภาพธรรมมีลักษณะของธรรม

    ผู้ฟัง เราจะรู้ได้ไงครับว่าในขณะใดที่มีจิต

    ผู้ฟัง ขณะใดที่มีจิตขณะนี้ใครไม่มีจิตบ้างครับ

    ผู้ฟัง ใช่ทุกคนก็รู้มีจิตแต่ว่าเราจะรู้ได้ไงว่าในขณะไหนที่มีจิต

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีสภาพรู้หรือถึงแม้ว่าไม่มีสภาพรู้เช่นขนาดที่นอนหลับสนิทเราก็ยังรู้ว่าคนนั้นยังไม่ตายทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้ลักษณะของจิตเลยแต่ก็ยังรู้ว่าเขาเพียงหลับไม่ใช่ตาย แสดงให้เห็นว่าอย่างน้อยที่สุดแม้ไม่ได้ศึกษาเรื่องจิตโดยละเอียดเราก็พอที่จะรู้ได้ว่าคนที่ยังไม่ตายมีจิตทั้งๆ ที่จะถามว่าจิตเป็นยังไงทำหน้าที่อะไรเขาไม่สามารถอธิบายได้เลยแต่เขาเพียงรู้คร่าวๆ ว่ามีจริตแต่ว่าถ้าศึกษาธรรมแล้วก็จะรู้ละเอียดขึ้น เพราะฉะนั้นคงไม่มีปัญหาว่าจะรู้ได้ยังไงว่ามีจิตใช่ไหมคะตราบใดที่ยังไม่ตายก็ยังมีจิตค่ะ

    ผู้ฟัง เรียนถามว่าถ้าจะศึกษาระลึกรู้สภาพธรรมการศึกษาสภาพของสภาพรู้ที่เป็นจิตแล้วก็เป็นเจตสิก อย่างถ้าจิตเมื่อมีสภาพผ่องใส่กับเจตสิกซึ่งเป็นศรัทธาเวลาที่เราระลึกศึกษาสภาพธรรมจะต้องรู้ว่าต่างกันหรือเปล่าคะ

    ท่านอาจารย์ รู้อารมณ์ทีละอย่างถ้ารู้ลักษณะของจิตขณะนั้นก็ไม่ใช่รู้ลักษณะของเจตสิก

    ผู้ฟัง แต่ก็ผ่องใสเหมือนกันเพราะว่าจิตก็ผ่องใสศรัทธาก็ผ่องใส

    ท่านอาจารย์ จิตอะไรผ่องใสคะอกุศลไม่ผ่องใส

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะพูดถึงว่าจิตซึ่งประกอบด้วยศรัทธา

    ท่านอาจารย์ จิตที่เป็นกุศลฝ่ายดีโสภณจิต ขณะนี้มีจิต และเจตสิก แล้วแต่ว่าสติระลึกลักษณะของสภาพธรรมใด ซึ่งลักษณะของจิตต่างกับเจตสิกแน่นอนค่ะ

    ผู้ฟัง ทีนี้ถ้าระลึกลักษณะของจิตจะระลึกเพียงแต่ว่าเป็นสภาพรู้เท่านั้น

    ท่านอาจารย์ เป็นธาตุที่เป็นใหญ่จริงๆ

    ผู้ฟัง แต่ไม่เกี่ยวกับความผ่องใสเลย

    ท่านอาจารย์ ลักษณะของจิตต่างกันไงคะเป็นประเภทต่างๆ แล้วแต่ว่าจะรู้ลักษณะของจิตประเภทใดก็รู้ว่าลักษณะนั้นเป็นธาตุรู้ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้น

    ผู้ฟัง เป็นธาตุรู้ซึ่งมีลักษณะอย่างนั้นซึ่งขณะเดียวกันเจตสิกซึ่งมี

    ท่านอาจารย์ แต่ขณะนั้นไม่ได้ระลึกที่เจตสิกไม่ได้ระลึกที่ลักษณะของเจตสิก

    ผู้ฟัง จะต้องต่างกันด้วย

    ผู้ฟัง เรียนถามอาจารย์สันตินะคะ อยากให้อาจารย์อธิบายว่าโลภะมูลจิตกับโลภะเจตสิกจะมีอะไรต่างกันยังไง ทราบแล้วว่าโลภะเจตสิกเกิดพร้อมโลภะมูลจิตแต่จะมีอะไรที่ต่าง

    ผู้ฟัง คือจิตจะเป็นจิตอะไรก็แล้วแต่จิตเป็นสภาพที่รู้แจ้งในอารมณ์เป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์ วิสยวิชานนลักขณัง วิสยะหมายถึงอารมณ์วิสัยเป็นความหมายเดียวกันกับอารมณ์ จิตมีการรู้แจ้งซึ่งอารมณ์เป็นลักษณะจิตอะไรก็แล้วแต่มีการรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะเป็นใหญ่ในการรู้เป็นประธาน เจตสิกจะมีลักษณะเฉพาะของเขาออกไป ๕๒ ประเภทจะมีลักษณะเฉพาะของเขาไม่เหมือนกัน ถ้าโลภะเจตสิกไปเกิดกับจิตๆ ดวงนั้นก็จะชื่อว่าโลภะมูลจิตมีโลภะเจตสิกเป็นมูล แต่ตัวที่ติดข้องตัวที่เพลิดเพลินนั้นเป็นตัวเจตสิกส่วนจิตเขารู้แจ้งอารมณ์ที่โลภะเขาติดขณะนั้นเท่านั้น โดยนัยเดียวกันอย่างกุศลจิตก็เหมือนกันที่เราสังเกตเรารู้ว่าเป็นกุศลเพราะว่าจิตผ่องใสแต่เรารู้แล้วว่าจิตรู้แจ้งอารมณ์อย่างเดียวความผ่องใสนั้นเป็นสภาพธรรมที่เขาประกอบกับจิตเป็นลักษณะของศรัทธาหรือว่าถ้าเกิดขณะนั้นมีปีติโสมนัส ก็เป็นอาการของจิตที่เป็นกุศลซึ่งปีตินั้นเป็นเจตสิกไม่ใช่จิตแต่เกิดกับจิตก็เรียกว่าจิตมีปีติมีโสมนัสแต่โสมนัสเป็นเวทนาเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นทั้งหมดเลยเขาจะยกให้จิตทั้งหมดเช่นจิตผ่องใสแต่จริงๆ แล้วตัวจิตเขาเพียงรู้แจ้งอารมณ์เท่านั้นแต่ความผ่องใสเป็นอาการเป็นลักษณะของเจตสิก

    ผู้ฟัง สงสัยว่าโลภะมูลจิตต่างกับโลภะเจตสิกอย่างไร

    ผู้ฟัง จิตเพียงแต่รู้อารมณ์รู้แจ้งอารมณ์ จิตเขาไม่ได้ติดข้องในอารมณ์ครับจิตเขารู้แจ้งอารมณ์แต่เจตสิกเขาเป็นตัวที่ติดข้องในอารมณ์เป็นตัวที่ทำให้เพิดเพลิน จิตกับเจตสิกแยกกันไม่ได้ขณะนั้นก็เรียกว่าโลภะมูลจิตรเป็นจิตที่ติดข้องแต่ตัวโลภะต่างหากเป็นตัวที่ติดข้องตัวจิตเป็นใหญ่ในการรู้อารมณ์เท่านั้น

    เจตสิกแต่ละตัวเขาเกิดกับจิต เพราะฉะนั้นอาการเพลิดเพลินขณะนั้นเขาเกิดกับจิตแต่ตัวความเพลิดเพลินเป็นเจตสิก มีความรู้แจ้งอารมณ์เป็นลักษณะเห็นขณะนี้ก็เป็นการรู้แจ้งสีแต่ว่าไม่รู้แจ้งสีอย่างเดียวยังมีบัญญัติที่แจ้งกับจิตด้วยแต่ไม่ได้แจ้งกับจิตทางตาบัญญัติรู้ได้ทางใจเกิดสลับกันอย่างรวดเร็วกับจิตเห็นทางตา เพราะฉะนั้นจักขุทวารวิถีกับมโนทวารวิถีก็เกิดสลับกันเรายังไม่สามารถแยกแยะกันออกได้แต่จะต้องรู้ข่าวคร่าวๆ ก็คือรู้ว่าปรมัตถธรรมไม่ใช่เรื่องราวไม่ใช่บัญญัติไม่มีรูปร่างสัณฐาน แต่ว่าสิ่งที่เป็นรูปร่างสัณฐานเป็นเรื่องราวเป็นเนื้อเรื่องต่างๆ เป็นความคิดทางใจ บัญญัติกับปรมัตถ์จะแยกขาดจากกันเมื่อปัญญาอบรมสมบูรณ์เพียงพอแต่ขณะนี้ก็เป็นความเข้าใจก่อนรู้ว่าถ้าเป็นคนเป็นสัตว์เมื่อไหร่ก็เป็นเรื่องราวความคิดนึก สำหรับจิต ปุพพังคมรสัง ถึงก่อนอันนี้แปลโดยศัพท์จิตเป็นสภาพที่ถึงก่อน ก็คือเป็นใหญ่เป็นประธานนั่นเองเป็นประธานของเจตสิกทั้งหลาย เพราะฉะนั้นจะมีเจตสิกอะไรเกิดขึ้นก็แล้วแต่เมื่อตัวจิตก็เป็นประธานก็เลยยกอำนาจให้จิตหมดเลย



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    30 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ