สนทนาธรรม ตอนที่ 085


    ตอนที่ ๘๕


    ท่านอาจารย์ นี่คือความจริง มีใครที่จะปฏิเสธความจริงนี้บ้างว่ามีจิตเห็น ถ้าไม่มีจิตเห็นสีสันวรรณะปรากฏไม่ได้ แต่ไม่ได้มีจิตเห็นอย่างเดียวในชีวิต จิตได้ยินก็มี จิตคิดนึกก็มี เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็ร่วมกันเป็นโลกที่ใหญ่ แต่ความจริงแตกย่อยแล้วเหลือขณะจิตเดียว เพราะฉะนั้นอะไรๆ ก็ไม่มีตามความเป็นจริงที่เป็นปรมัตธรรม มีในความคิดนึกเท่านั้น แต่ขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตานี้มีจริงๆ ไม่ต้องคิดก็มีกำลังเห็น แต่หลังจากเห็นแล้วอดคิดไม่ได้ว่า ที่นี่เป็นที่ไหนสิ่งที่เห็นนี้เป็นอะไร แต่นั่นเป็นเรื่องที่จะต้องทราบความรวดเร็วของจิตว่า จิตเห็นต้องดับไปแล้วนาน ถ้าศึกษาโดยวาระของจิตที่เกิดขึ้นแล้ว ถึงจะมีจิตที่คิดนึกเรื่องต่างๆ และก็มีจิตเห็นเกิดสลับอีก เพราะฉะนั้นก็เลยกลายเป็นโลกของความคิดนึกที่ถาวร เต็มไปด้วยเราประการที่หนึ่ง คือต้องมีตัวเราจึงเห็น จึงได้ยิน ลืมไปว่าศึกษามาแล้วว่าไม่มีเรา เพราะสภาพเห็นเกิดขึ้น จึงยึดถือว่าเราเห็น เพราะสภาพได้ยินเกิดขึ้นจึงยึดถือว่าเราได้ยิน เพราะฉะนั้นเมื่อไม่มีนามธรรม และรูปธรรมเมื่อไหร่ โลกนี้ก็ไม่ปรากฏแต่ที่โลกยังต้องปรากฏเพราะมีนามธรรมคือมีสภาพรู้ เพราะฉะนั้นจะไม่ให้โลกปรากฏ จะไม่ให้บ้านนี้ปรากฏ จะไม่ให้คนนั้นคนนี้มีในความคิดนึกนั้นไม่ได้ แต่ให้ทราบมีในความคิดนึก

    ผู้ฟัง ถ้าเช่นนั้น ถ้ายังกังวลว่าเราจะต้องฟังให้มาก เรียนให้มากๆ แต่ทั้งที่ฟังมากๆ แล้วก็ดี เรียนมากๆ แล้วก็ดี จำได้เยอะแยะแล้วก็ดี แต่ก็ยังไม่เข้าใจสภาวธรรมที่ปรากฏในชีวิตประจำวันนี้เลย การฟังการเรียนมากๆ นั้นก็ยังใช้ประโยชน์ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ทราบว่าเรียนเพื่ออะไร เพราะฉะนั้นต้องทราบจากความรู้สึกของตัวเองว่าเราเรียนนั้นเรียนเพื่ออะไร ถ้าเรียนเพื่อเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังมีในขณะนี้นั่น ถูก แต่ถ้าไม่รู้ว่าเราเรียนเพื่อที่จะได้เข้าใจสภาพธรรมจริงๆ ที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน ถ้าไม่รู้จุดนี้ ก็ท่องไปเท่านั้นเอง หรือไม่ก็สอบเพื่อที่จะได้ทราบว่าเราเรียนมาแล้ว แต่ไม่มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเลย

    อ. สมพร คือการเรียนก็การศึกษานั่นเอง เมื่อเรามีชีวิตอยู่เราก็ต้องศึกษาตลอดชีวิตจนกระทั่ง ถ้าเป็นพระอริยบุคคลเมื่อไหร่ สูงสุดแล้วก็สำเร็จการศึกษา ไม่ต้องเรียนต่อไป ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ก็ต้องเรียนต้องศึกษา ภาษาบาลีใช้คำว่า สิกขา แต่ภาษาไทยบางทีก็ใช้คำว่า สำเหนียก คือการศึกษาเล่าเรียนนั่นเอง เมื่อเราเห็นครั้งหนึ่ง เราก็ต้องสำเหนียกคือว่าใคร่ครวญพิจารณา ใคร่ครวญพิจารณาว่า การที่จะเห็นนามรูปจริงๆ นั้นเห็นยาก เราก็ต้องอาศัยบัญญัติ จะเข้าถึงปรมัตได้ก็ต้องอาศัยบัญญัติ บัญญัติก็คือ ต้องมีการศึกษาเล่าเรียนใคร่ครวญก่อน จนกว่าสภาวธรรมนั้นๆ จะปรากฏตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเราเรียนแล้ว เราศึกษาครั้งสองครั้งแล้ว เราก็จะเข้าใจถึงปรมัตอย่างแจ่มแจ้ง นั่นสำหรับคนมีปัญญามาก

    อย่างพวกเรานี่ต้องศึกษากันมาก ฟังก็มากใคร่ครวญก็ต้องมาก ส่วนการสำเร็จหรือไม่สำเร็จนั้นก็ไม่ต้องหวังนะครับ เมื่อเหตุเกิดขึ้นมีแล้วผลก็จะต้องมี พวกเรานี้โดยมากก็ใจร้อน แต่แท้จริงนั้นพระองค์ทรงสั่งสมบารมีมาถึง ๔ อสงไขย แต่เมื่อรวบรวมบารมีเก่าๆ แล้วเป็น ๒๐ อสงไขยยิ่งเป็นแสนกัปมาจนกว่าจะบารมีนั้นเต็มเปี่ยม แล้วจึงได้สำเร็จมรรคผล พวกเรานี่ใจร้อนอยากจะรู้เร็วๆ อยากจะสำเร็จเร็วๆ ทั้งนี้บางคนก็ยังไม่ได้ละตัณหาเลยนะครับ ก็อยากจะสำเร็จเร็วๆ ตัณหาก็กั้นเอาไว้อยู่เสมอ จะทำอะไรก็มีตัณหากั้นอยู่เสมอ ทั้งเห็น ทั้งได้ยิน ทั้งได้กลิ่น ทั้งลิ้มรส ถูกต้อง ยังกั้นอยู่เสมอ การที่จะเข้าถึงปรมัตนั้นจึงยากอย่างยิ่ง สำหรับพวกเราที่มีปัญญาน้อย

    ท่านอาจารย์ คนที่มีหนังสือหรือว่าอ่านมาบ้างแล้ว และก็คงจะทราบว่า ปรมัตถธรรมมี ๔ มีใครบ้างไหมที่ยังไม่ทราบเรื่องปรมัตถธรรม ๔ คงไม่มี คือจิต ๑ เจตสิก ๑ รูป ๑ นิพพาน ๑ ไม่มากใช่ไหม ว่ามีจิต เจตสิก รูป นิพพาน แต่ความเข้าใจนั้นยกตัวอย่างในขณะที่เห็น เพราะว่าต่อจากปรมัตถธรรม ๔ นี้ทรงแสดงรายละเอียดขึ้นมาอีก เพื่อที่จะให้เราเข้าใจว่าความจริงเป็นอย่างไร แล้วก็ปัญญาของเราจากการฟังมีมากน้อยแค่ไหน หรือว่าความไม่รู้นั้นยังมากมายมหาศาลเหลือเกิน ไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมได้โดยรวดเร็ว ขอยกตัวอย่างกำลังเห็น นี้เป็นสภาพรู้ หรือเป็นธาตุรู้คือเป็นจิต เราชินกับคำว่าจิตทุกคนมีจิต แต่ลืมว่ากำลังเห็นเป็นจิตชนิดหนึ่ง ต้องมีการเกิดขึ้นเห็น มิฉะนั้นแล้วกำลังหลับ ไม่เห็นเพราะจิตเห็นไม่ได้เกิด แต่เวลาที่ตื่นนี้มีจิตอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งกำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า นอกจากทรงแสดงว่ามีจิต เจตสิก รูป ซึ่งเป็นสภาพธรรมซึ่งเกิดอยู่เป็นประจำ แต่ความไม่รู้ในสิ่งที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏนี้มากแค่ไหน

    เพราะเหตุว่าในขณะนี้ ยังไม่รู้ว่าที่กำลังเห็นนี้เป็นจิต และเจตสิก ฟังมาแน่นอนทราบว่ามีธาตุรู้ ซึ่งมี ๒ อย่างคือ จิตกับเจตสิก แล้วก็มีรูปด้วย แต่ทรงแสดงโดยความเป็นอุปาทานขันธ์ ๕ สามอย่างนี้เป็นอุปาทานขันธ์ ๕ เป็นธรรมซึ่งเป็นที่ยึดถือ เป็นที่ตั้งของความยึดถือ เพราะอะไร เพราะจิตเจตสิกเป็นนามธรรม ถ้าไม่รู้รูปอะไรเลย ไม่เห็นอะไรเลย ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก ไม่มีเรื่องราวใดๆ ทั้งสิ้น ที่จะปรากฏให้ติด แต่ทันทีที่มีการเห็นเกิดขึ้นด้วยการไม่รู้ความจริงของสิ่งที่เห็น เพราะฉะนั้นจะให้มีความยึดมั่นในอะไร ก็ต้องมีความยึดมั่นในสิ่งที่ปรากฏทางตาเป็น รูปูปาทานขันธ์ หมายความว่าสิ่งใดก็ตาม รูปใดๆ ก็ตามทั้งสิ้นซึ่งจิตกำลังรู้ขณะนั้นเพราะมีความไม่รู้ความจริงของสิ่งที่ปรากฏในขณะนี้เอง สิ่งที่กำลังปรากฏนั้นเป็นที่ตั้งของความยึดถือเป็น อุปาทาน

    เพราะฉะนั้นอุปาทาน ความยึดมั่น เราไม่ได้ยึดมั่นที่อื่น ในชีวิตประจำวัน เห็นขณะใดมีการยึดมั่นแล้ว ได้ยินขณะใดก็มีการยึดมั่นแล้ว เพราะฉะนั้นเวลาได้ยินคำว่าอุปาทานขันธ์ ไม่ใช่อยู่ในหนังสือ แต่ให้ทราบว่าคำว่า ขันธ์ หมายความถึงสภาพธรรมซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้นแล้วดับไป จึงเป็นอดีต เมื่อกี้นี้อดีตแล้ว เร็วมาก ขณะที่กำลังเป็นปัจจุบันนี้ก็สั้นมาก และสิ่งที่เป็นอนาคตเมื่อกี้นี้ก็กำลังเป็นปัจจุบันแล้วก็เป็นอดีตต่อไป นี่แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมเกิดดับโดยไม่มีใครรู้สึก ไม่มีใครสามารถที่จะรู้ความจริง เพราะเหตุว่าต้องเป็นสติสัมปชัญญะประกอบกับปัญญา จึงสามารถที่จะประจักษ์แจ้งจริงๆ ว่าสภาพธรรมแต่ละอย่างเกิดขึ้น และดับไป แต่เมื่อไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ไม่ประกอบด้วยปัญญา ก็เกิด อุปาทานขันธ์

    เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าแม้แต่คำที่เราได้ยินบ่อยๆ หรือว่าอาจจะสวดมนต์เป็นประจำเรื่องของขันธ์ ๕ ก็ให้ทราบว่า ได้แก่ จิต เจตสิก รูป และอุปทานขันธ์ ๕ ก็เพราะเหตุว่าไม่ต้องไปยึดถืออย่างอื่น ก็สิ่งที่มีนี้นั้นเป็นที่ตั้งของความยึดถือทั้งหมด เช่น กำลังเห็นชั่วขณะ แว๊บเดียวนี้ติดข้องในสิ่งที่ปรากฏทางตา มีใครบ้างที่ไม่ต้องการจะเห็น ในเมื่อเห็นแล้ว ต้องการเห็นอีก ในเมื่อได้ยินแล้ว มีเสียงปรากฏมีความติดข้องในเสียง ต้องการได้ยินอีก มีจมูกที่ได้กลิ่นก็มีการที่ติดแล้วในกลิ่น มีลิ้นที่ลิ้มรสอันนี้พิสูจน์ได้ง่ายมากคือ ทุกคนนั้นไม่หมดความติดในรสแน่นอน แสดงให้เห็นว่าลืมแล้วว่าขณะนั้นเป็นอุปาทานขันธ์ ซึ่งไม่ได้อยู่ในตำรา แต่เป็นในขณะที่มีความต้องการรส มีการกระทบสัมผัส ร้อนไปทุกคนก็ต้องการความเย็นสบาย ก็มีความติดในโผฏฐัพพะที่ปรากฏทางกาย เพราะฉะนั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏัพพะ รูปใดๆ ทั้งสิ้น นามใดๆ ทั้งสิ้นเป็นที่ตั้งของความยึดถือ

    เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะได้เข้าใจเรื่องของปรมัตธรรม ๔ ซึ่งโดยสภาพแล้วก็เป็นนามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมก็ได้แก่ จิต เจตสิก รูปธรรมทุกอย่างยกไว้ เพราะว่าต่างกับนามธรรมโดยประการทั้งปวง จึงเป็นรูปขันธ์ ๑ ขันธ์ ในปรมัตถ์ธรรม ๓ นั้น แล้วก็ส่วนจิต เจตสิก ก็แยกเป็นอีก ๔ ขันธ์ อย่างนี้คือให้ทราบว่าความไม่รู้ของเรามีมาก ไม่รู้ว่าอุปทานขันธ์อยู่ที่ไหน แต่ขณะกำลังเห็นเป็นแล้ว ในขันธ์ทั้ง ๕ เลย ในรูปขันธ์นี้คงไม่มีใครสงสัยใช่ไหม ทุกคนนั้นต้องติดรูปขันธ์แน่นอน มีใครไม่ต้องการเห็น มีใครไม่ต้องการได้ยิน ตามความจริงใจ ต้องติดแล้ว เพราะฉะนั้นก็อุปาทานขันธ์นั้นพอนึกขึ้นมาได้นี้ไม่ได้อยู่ที่อื่น ขันธ์มี แล้วก็มีความยึดมั่นในขันธ์ด้วยความติดข้อง ซึ่งเป็นโลภะ แล้วเวลาที่กล่าวถึงอริยสัจจธรรม ๔ ก็ดูคล่องอีก ทุกขอริยสัจ สมุทัยอริยสัจ นิโรธอริยสัจ และก็ทุกขาปฏิปทานิโรธอริยสัจ ก็แสดงให้เห็นว่าเราคล่องโดยชื่อ แต่ตัวจริงๆ แล้วสมุทัยสัจอยู่ที่ไหน ก็คือโลภะความติดข้องในทุกอย่างในชีวิตในทุกวัน

    เพราะฉะนั้นเรื่องที่ว่าจะพ้นไปโดยง่ายโดยเร็ว แล้วก็จะหมดความยินดีติดข้อง หมดกิเลสนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจจริงๆ แม้แต่ในขณะที่ฟังนี้ก็จะสามารถรู้ความติดข้องของเราได้ว่ามากแค่ไหน และใครจะเอาออกเร็วๆ มีใครสามารถที่จะเอาออกเร็วๆ ได้ ไม่มีเลย ต้องอาศัยปัญญาจริงๆ ซึ่งเกิดจากการฟัง และเข้าใจว่าความติดข้องอยู่ที่ไหน ที่ใดก็ตามที่ไม่มีปัญญา ที่นั้นยังเป็นที่อาศัยเป็นที่ตั้งของความติดข้องได้ แต่ถ้าปัญญาอยู่ที่ใด ขณะใดขณะนั้นจะไม่มีโลภะ ไม่มีอุปาทาน ไม่มีการที่จะยึดถือสภาพธรรมนั้นในขณะที่ปัญญาเกิด เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับกิเลสก็คือปัญญา แต่ถ้าปัญญาไม่มี ก็เป็นอย่างนี้ อยากสักเท่าไหร่ที่จะให้เป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของการอบรมเจริญปัญญาจริงๆ

    ขอกลับไปตามลำดับของขันธ์เมื่อกี้นี้ว่า ขันธ์ ๕ ได้แก่รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ มีอยู่ในหนังสือแล้ว เพราะฉะนั้นคนที่อ่านมาแล้วก็จำชื่อได้ แล้วก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือรู้ว่าจิตทั้งหมด ทุกประเภท ทุกดวง เป็นวิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์ประเภทหนึ่ง คือเป็นขันธ์ซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ รู้เท่านั้นไม่มีหน้าที่ๆ จะจำ หรือว่าไม่มีหน้าที่ๆ จะรู้สึก เพราะว่าอย่างอื่นทั้งหมดนอกจากเป็นธาตุที่เป็นใหญ่ในการรู้แล้วต้องเป็นเจตสิก เพราะฉะนั้นจิตทั้งหมดเป็นวิญญาณขันธ์ รูปทั้งหมดเป็นรูปขันธ์ อีก ๓ ขันธ์คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ก็ได้แก่เจตสิก ซึ่งทั้งหมดมี ๕๒ ชนิด บางคนก็บอกว่าไม่รู้ว่า ๕๒ มีอะไรบ้าง ก็ไม่เป็นไรเริ่มจำ หนึ่งคือเวทนาขันธ์ความรู้สึกเป็นเจตสิก ๑ ใน ๕๒ สัญญาขันธ์ ก็ได้แก่ สัญญาเจตสิกซึ่งเป็นสภาพที่จำ นี่แสดงให้เห็นว่าความยึดมั่น อยู่ในขันธ์ทั้ง ๕ เหล่านี้นั้นเอง

    เพราะฉะนั้นเวลาที่ใครพูดถึงเรื่องขันธ์ ก็ทราบว่าได้แก่ จิต เจตสิก รูป ใครพูดเรื่องอุปาทานขันธ์ ก็ได้แก่ จิต เจตสิก รูป นั่นเอง คือมีความยึดมั่นในจิต เจตสิก รูปทั้งหมดไม่เว้นเลย แสดงให้เห็นว่าเหนียวแน่น หนาแน่นมากมายขนาดไหน แล้วจะให้หมด คิดดูก็แล้วกันว่าไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ แต่ว่าเป็นเรื่องของการที่จะอบรมเจริญปัญญาจริงๆ ตามความเป็นจริง เป็นความรู้จริงๆ โดยรู้ความต่างกันของขณะที่สติเกิด กับขณะที่หลงลืมสติ แต่วันนี้เราก็คงจะไม่ผ่านไปถึงเรื่องของการอบรมเจริญสติปัฏฐาน เพราะเหตุว่ามีอยู่ในหนังสืออีกเหมือนกัน ใครที่เอาหนังสือมาก็จะทราบได้ว่ามีอยู่ในหนังสือ หรือใครที่อ่านแล้วก็ทราบได้ว่าถ้าอ่านไปถึงตอนนั้นก็จะเข้าใจ

    แต่ว่าสำหรับตอนต้นๆ อย่าลืมว่า อย่าเพิ่งพอใจที่จะรู้เพียงว่ามีจิตเจตสิกซึ่งแยกเป็นนามขันธ์ ๔ แล้วก็มีรูปรวมเป็นขันธ์ ๕ แค่นั้นก็ไม่ได้ละกิเลสอะไรเลย ต้องรู้ละเอียดกว่านั้น จึงจะคลายความที่ไม่เคยรู้เรื่องของสภาพธรรมเลย ไม่รู้สักนิดเดียวว่าขณะนี้มีเจตสิกเกิดเท่าไหร่ กับจิตที่ต่างประเภทกัน เพราะว่าถ้าเป็นทางตาที่กำลังเห็น มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเพียง ๗ แต่ว่าหลังจากนั้นแล้วก็เป็นจิตประเภทอื่น แล้วก็มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยมากกว่านั้น แล้วก็เวลาที่เป็นอกุศลจิต ก็มีอกุศลเจตสิกเกิดเพิ่มขึ้นมาอีก มากกว่านั้นอีก แล้วเวลาที่เป็นกุศลจิต ก็ยังต้องมีเจตสิกฝ่ายดีเพิ่มขึ้นอีกมาก จึงสามารถที่จะเป็นกุศลจิตแต่ละขณะได้ เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าต้องค่อยๆ ศึกษาจริงๆ และก็เห็นประโยชน์ว่าศึกษาเพื่ออะไร เพื่อว่าความไม่รู้นั้นมากมายเหลือเกิน

    เพราะฉะนั้นถ้ามีความรู้ทีละเล็กทีละน้อย มีความเข้าใจถูกในลักษณะของสภาพธรรม ก็ยังพอที่จะเห็นรางๆ ว่าไม่มีเรา ยิ่งศึกษาเรื่องเจตสิกก็รู้เป็นเจตสิก รู้ว่าจิตขณะนี้มีเจตสิกเกิดร่วมด้วยเท่าไหร่ แล้วจะเป็นเราได้อย่างไร ในเมื่อเกิดดับเร็วมาก แล้วก็ตามวาระทางตาจะมีจิตกี่ประเภท ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่ให้ทุกคนเข้าใจความจริงแล้วก็ใจเย็นๆ เย็นๆ ที่นี่ไม่ได้หมายความว่า เย็นสนิท แต่หมายความว่าไม่ใช่เร่งรัดที่จะต้องไปทำอย่างอื่นให้ลำบาก โดยที่ไม่ใช่หนทางที่จะทำให้เข้าใจสภาพธรรม แต่ว่าฟังแล้วเข้าใจเมื่อไหร่ ให้ทราบว่ามีอุปกรณ์ที่เวลาสติเกิดระลึก สามารถที่จะเข้าใจลักษณะนั้น แล้วละการยึดถือว่าเป็นตัวตนได้

    เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องที่แล้วแต่ว่ามีปริยัติคือการฟังเรื่องของสภาพธรรมมากน้อยเท่าไหร่ แล้วก็มีสติสัมปชัญญะระลึกลักษณะของสภาพธรรมบ้างหรือไม่ และเมื่อระลึกแล้วความเข้าใจถูกในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏนี้เพิ่มขึ้น หรือว่ายังคงจะต้องศึกษาต่อไป แล้วก็มีการฟังเพิ่มขึ้นอีกเพื่อที่จะได้ซึมซาบความไม่ใช่เรา ความเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่างนี้ให้ละเอียดขึ้น แล้วก็เวลาที่สติเกิดต่อๆ ไปข้างหน้า ก็สามารถที่จะเพิ่มความเข้าใจ ความละคลายการที่ยึดถือสภาพธรรมนั้นว่าเป็นตัวตน ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป แต่ว่านี่เป็นหนทางที่จะรู้สภาพธรรมถูกต้องตามความเป็นจริง มีใครมีปัญหาเรื่องอะไรบ้างไหม

    ผู้ฟัง ผมสงสัยว่าที่จริงน่าจะเป็นอย่างที่ผมคิดนี้หรือไม่ ว่าที่จริงจักขุปสาทมีอยู่แต่ไม่ได้ทำหน้าที่ จึงถือว่าจักขุปสาทไม่เกิด อย่างนี้ใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ไม่เกิด เพราะเห็นว่าถ้าจักขุปสาทไม่เกิดแล้วเห็นมีไม่ได้เลย ในขณะที่สติระลึก ขณะนั้นจะมีการรู้ลักษณะที่เป็นรูปธรรมที่กำลังปรากฏ นั่นคือระลึกรู้ลักษณะของจริงที่ไม่ใช่สภาพรู้ เพราะว่าแต่ก่อนนี้เคยเห็นเป็นสิ่งต่างๆ เป็นคนต่างๆ ที่จะไถ่ถอนว่าไม่ใช่คน อย่างนั้นก็ต้องรู้ความจริงว่า เป็นเพียงสิ่งที่สามารถปรากฏทางตาเท่านั้นเอง และหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องคิดนึก นี่คือการระลึกรู้ลักษณะของรูปธรรม แต่ถ้าขณะนั้นลักษณะที่เป็นนามธรรม คือขณะนี้มีธาตุรู้สภาพรู้กำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าสิ่งที่ไม่มีจิตหรือว่าไม่มีปสาทจะเห็นไม่ได้เลย โต๊ะจะเห็นสีสันต่างๆ ไม่ได้ สิ่งที่เราสมมติเรียกว่าโต๊ะจะเห็นคนต่างๆ ก็ไม่ได้เพราะเหตุว่าไม่มีประสาทรูป

    แต่ว่าที่ใดก็ตามที่มีประสาทถ้ารูปแล้วมีจิตด้วย ขณะนั้นที่กระทบกับรูปารมณ์ คือสิ่งที่ปรากฏ เพราะว่าขณะที่นอนหลับสนิท จักขุปสาทรูปก็เกิด เพราะเหตุว่าจักขุปสาทรูป เป็นรูปที่เกิดเพราะกรรมเป็นสมุฏฐาน ไม่มีใครไปยับยั้งกรรมทำให้รูปที่เกิดจากกรรมเป็นสมุฏฐานเกิดในขณะนี้ แม้ขณะที่นอนหลับสนิท แต่ขณะนั้นไม่มีการกระทบ รูปไม่มีการกระทบกับจักขุปสาท ไม่มีการกระทบกับจิต เพราะฉะนั้นขณะที่หลับสนิทไม่เห็น แต่ในขณะนี้กรรมก็ทำให้จักขุปสาทรูปเกิด ขณะที่ได้ยินจักขุปสาทรูปเกิดแล้วดับ โดยไม่มีการเห็น เพราะขณะนั้นกำลังได้ยิน แต่ขณะที่กำลังเห็นก็มีกรรมที่ทำให้จักขุปสาทรูปเกิดพร้อมกับสีที่กระทบกับจักขุปสาทรูป เป็นปัจจัยทำให้จิตเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แต่ในขณะนั้นถ้าระลึกที่สภาพซึ่งเป็นธาตุรู้ เพราะเหตุว่ามีจริงๆ ธาตุรู้นี่ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏ นี้จะต้องแยกเหมือนกับการผ่าลูกตาลแฝด ซึ่งขณะใดที่สีปรากฏต้องมีจิตที่กำลังรู้สิ่งที่กำลังปรากฏ เพราะฉะนั้นก็พร้อมกัน มี ๒ อย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม ซึ่งถ้าไม่มีทั้งนามธรรม และรูปธรรม ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรที่จะปรากฏเพราะนามธรรมก็ไม่มี รูปธรรมก็ไม่มี นั่นคือดับสนิท แต่เมื่อไม่เป็นเช่นนั้น ขณะที่เห็นมี และก็สีปรากฏ ขณะนั้นไม่ได้นึกถึงหรือระลึกถึงปสาทรูป แต่ไม่ใช่หมายความว่าไม่มีปสาทรูปเกิด ต้องมีปสาทรูปเกิด แต่ขณะนั้นไม่ใช่ไประลึกที่ปสาทรูป

    ผู้ฟัง หมายความว่าจิตเราเรารู้ใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้ ขณะที่เห็นเดี๋ยวนี้เราใช้คำว่าจิตเห็น แต่ความจริงเห็นนั่นแหละเป็นธาตุรู้ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่เรียกว่าจิตก็ได้ จะเรียกภาษาบาลีว่า มโน มนัส ภาษาอังกฤษ ภาษาอื่นก็ได้ แต่ว่าธาตุรู้นั้นไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเหตุเพราะต้องรู้

    ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่าการเจริญสติไปจนถึงขั้นที่ว่า เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สมมติเห็นบ้านก็ดี เห็นรถยนต์หรือเห็นคนนะครับ ที่บอกว่าจะต้องเห็นเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น

    ท่านอาจารย์ ความจริงเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้นหรือเปล่า

    ผู้ฟัง เป็นครับ แต่เรายังรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับปัญญา เพราะว่าสิ่งที่ปรากฏทางตานั้นเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นไม่ได้ จะต้องเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ว่าปัญญาของผู้ที่รู้ความจริงว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ต่างกับผู้ที่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น

    ผู้ฟัง ทีนี้หมายความว่า ถ้าเจริญสติปัญญาไปจนถึงขั้นหนึ่งที่ใช้ได้ ก็จะมองอะไรเป็นเพียงสิ่งปรากฏทางตา

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ค่ะ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    2 พ.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ