สนทนาธรรม ตอนที่ 119
ตอนที่ ๑๑๙
ท่านอาจารย์ เวทนาความรู้สึกเป็นหนึ่งใน ๕๒ ชนิดไม่ยากคือเรื่องจริงในชีวิตประจำวันทั้งหมด แต่ว่าเราเริ่มเข้าใจว่าเป็นสภาพธรรมประเภทไหนไม่ใช่ตัวตนอย่างไรเพราะเหตุว่าบังคับบัญชาไม่ได้เมื่อมีเหตุปัจจัยก็เกิดขึ้น นี่เป็นประโยชน์ของการที่ได้มีผู้ถามก็ทำให้ได้ทบทวนด้วยตัวของตัวเอง และทุกคนก็ได้ทราบว่าจิตเจตสิกรูปไม่ใช่อยู่ที่อื่นเลยล้อมรอบก็มีที่ตัวก็มีที่คนอื่นด้วยที่ไหนก็มีทั้งหมด ก็คือสภาพธรรมซึ่งมีจริงๆ นานแสนนานมาแล้วก็เป็นอย่างนี้เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปๆ ตลอด
ผู้ฟัง ผมขออนุญาตแทรกผมก็ยังยังสงสัยตรงนี้ว่าที่ท่านอาจารย์บอกว่าจิตเป็นสภาพรู้เสียงๆ ที่เป็นมีลักษณะสูงๆ ต่ำๆ จิตรู้ครั้งเดียวแล้วรู้ทั้งสูงทั้งต่ำเลยไหมครับ
ท่านอาจารย์ ตลอดชีวิตไหมคะไม่เคยขาดจิตเลย เราอาจจะคิดว่าทุกอย่างวันนี้เรารู้อะไรหมดเลยนั่นคือไม่ใช่เราค่ะแต่จิตสามารถที่จะรู้ เพราะฉะนั้นเป็นจิตต่างหากที่รู้ไม่ใช่เราไม่มีเราแต่มีจิตที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงก๊อกแก๊กหรือเสียงเครื่องปรับอากาศหรืออะไรก็ตามแต่ทุกอย่างเคยเป็นเราได้ยินหมด แต่ถ้าเป็นปกติธรรมดาจิตเกิดขึ้นทำกิจนั้นแล้วก็ดับไป
ผู้ฟัง คือยังสงสัยที่ท่านอาจารย์บอกว่าแม้ขณะนี้ก็ตามเสียงสูงๆ ต่ำๆ จิตเกิดขึ้นขณะหนึ่งจิตรู้ทั้งสูงทั้งต่ำเลยหรือเปล่าครับท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ จิตเกิดขึ้นขณะหนึ่ง และก็บอกว่ามีเสียงสูง และก็มีเสียงต่ำ เพราะฉะนั้นจะเป็นจิตกี่ขณะ
ผู้ฟัง ถ้าลักษณะอย่างนี้ก็ต้องหลายขณะใช่ไหมครับ แม้กระทั่งขยับตัวสูงขึ้นนิดนึงก็อีกขณะหนึ่งอีกนิดหนึ่งก็
ท่านอาจารย์ ยังไงก็ตามทั้งหมดที่คิดว่าเรารู้นั่นคือจิตรู้
ผู้ฟัง ความละเอียดของจิตนี้ก็รู้ยากนะครับ ท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ ก็มีอยู่ตลอดเวลากำลังมีอยู่ด้วย
ผู้ฟัง ให้เราได้ศึกษาตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน
ท่านอาจารย์ พิสูจน์ธรรมที่ได้ฟังแล้วถึงจะเห็นพระปัญญาคุณว่าพระผู้มีพระภาคทรงแสดงพระธรรมคือสัจธรรม
ผู้ฟัง แม้กระทั่งเวทนาความรู้สึกที่ท่านอาจารย์บอก
ท่านอาจารย์ ทุกอย่างที่มีนั่นคือจิตรู้ไม่ใช่เรารู้
ผู้ฟัง และเดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์ ก็เดี๋ยวนี้ก็จิตรู้ทั้งหมดจิตไม่เคยขาดไปเลยตั้งแต่เกิดจนตาย
ผู้ฟัง ไม่ทราบว่าใครมีบ้างครับ
ท่านอาจารย์ มีอะไรคะ
ผู้ฟัง มีเวทนามีความรู้สึก
ท่านอาจารย์ ต้องมีค่ะต้องมีตลอดเวลาเวทนาก็ต้องเกิดกับจิตทุกขณะจิตค่ะ
ผู้ฟัง แล้วเกิดอยู่ตลอดเวลาเรารู้หรือยัง
ท่านอาจารย์ มีเจตสิก ๗ ประเภท หรือ ๗ ดวงที่ต้องเกิดกับจิตทุกขณะแสดงให้เห็นถึงความเป็นปัจจัยที่จิตไม่ใช่สภาพธรรมที่เกิดขึ้นได้เองทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นต้องมีปัจจัย สิ่งที่เกื้อกูลอุปถัมภ์ให้สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจิตจะเกิดโดยปราศจากเจตสิกไม่ได้ และเจตสิกจะเกิดโดยปราศจากจิตไม่ได้
ผู้ฟัง แล้วที่ท่านอาจารย์บอกว่าจิตเป็นธรรมชาติแล้วก็เกิดของเขาเอง แล้วก็ไม่ใช่เราแต่ทำไมทุกวันนี้ผมรู้จักเราล่ะครับแล้วทำยังไงถึงจะทำให้ไม่ให้คิดเหมือนอย่างที่ท่านอาจารย์บอกว่าเป็นธรรมชาตินะครับ เพราะขณะนี้ผมยังคิดว่าเป็นเราอยู่เป็นตัวผม
ท่านอาจารย์ ขณะนี้ผมรู้จักเราขณะนี้ผมรู้สึกว่าเป็นเราขณะนี้ยังเป็นตัวผมถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้นเลย
ผู้ฟัง ก็ไม่มีผม
ท่านอาจารย์ ก็ใช่
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ยังพูดอย่างนี้อยู่เหมือนกับผมวิ่งโดยรถสองคันวิ่งไป
ท่านอาจารย์ เดี๋ยวก่อนค่ะถ้าไม่มีจิตเกิดขึ้นเลยเมื่อกี้ตอบว่าไงคะ
ผู้ฟัง ก็ไม่มีเราครับ
ท่านอาจารย์ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นอะไรแน่ที่มีจิตหรือเรามี
ผู้ฟัง พร้อมๆ กันมังครับ
ท่านอาจารย์ พร้อมไม่ได้ค่ะจิตเป็นสภาพรู้อย่างกำลังเห็นเปลี่ยนลักษณะของจิตเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้เลยเปลี่ยนให้เป็นจิตได้ยินไม่ได้เปลี่ยนให้เป็นจิตคิดไม่ได้แต่เห็นมีกำลังเห็นนี่เป็นจิตชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราไม่รู้ว่าเป็นจิตจึงมีความเห็นว่าเป็นเรา
ผู้ฟัง เพราะความไม่รู้
ท่านอาจารย์ แน่นอนค่ะ
ผู้ฟัง เมื่อได้ฟังธรรมไปแล้วเข้าใจเสร็จแล้วก็มาอบรมเจริญด้วยการพิจารณาศึกษาสังเกตลักษณะสภาพธรรม
ท่านอาจารย์ ขณะที่กำลังฟัง และเข้าใจเป็นการอบรมด้วยหรือเปล่าคะ
ผู้ฟัง อบรมครับ
ผู้ฟัง อยากจะกราบเรียนถามว่ามีวิธีเท่านี้ใช่ไหมครับอย่างอื่นไม่มีอีกแล้ว
ท่านอาจารย์ ก็ให้คุณรบตอบอีกค่ะ เวลาที่มีคนไปฟังธรรมผู้มีพระภาคถามเพื่อให้คนนั้นคิด และเป็นความเข้าใจของเขาเองซึ่งก็เห็นว่าวิธีนี้ก็เป็นทางที่จะทำให้ผู้ถามได้พิจารณาด้วยตัวเอง และตอบ เพราะถึงแม้ว่าผู้ตอบจะตอบไปอย่างไรแต่ถ้าผู้ถามไม่พิจารณาก็ไม่เชื่อไม่เห็นด้วยก็ได้แต่ถ้าเป็นการพิจารณาของผู้ถามเองคำตอบเป็นของผู้ถามเองก็จะเป็นคำตอบของเขาเองด้วยไม่ต้องไปเชื่อคนอื่นเพราะว่าพิจารณาแล้ว มีทางอื่นอีกไหมคะแต่พิจารณาได้แล้วก็ควรจะเป็นคำตอบของตัวเองทุกคนไม่ใช่แต่เฉพาะคุณรบ เพราะฉะนั้นเมื่อกี้นี้ก็ถามตอบมาจะทำให้รู้ได้ว่าผู้ฟังมีความเข้าใจแค่ไหนแล้ว
ผู้ฟัง ก็มีวิธีเดียวผมเข้าใจว่ามีวิธีเดียวคือหมายความว่าฟังให้เข้าใจหมายถึงฟังลักษณะสภาพธรรมทั้ง ๖ ทวารให้เข้าใจว่าคืออะไรแล้วก็ระลึกศึกษาสังเกตลักษณะสภาพธรรมนั้นอันนี้จะทำให้ปัญญาได้รับการพัฒนาขึ้นแล้วเมื่อไหร่ปัญญาจึงจะรู้ชัด หรือว่าต้องฟังมากๆ ๆ แค่ไหนหรือแล้วแต่สติปัญญาของแต่ละท่านซึ่งได้อบรมมาในอดีตชาติ
ท่านอาจารย์ ที่ว่าต้องฟังเพราะอะไรคะ เพราะเหตุว่าขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏขณะนี้เป็นปรมัตถธรรมเป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูปนอกจากจิตเจตสิกรูปก็ไม่มีอย่างอื่นที่เป็นปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่ต้องฟังเรื่องนี้เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเป็นอย่างนี้กำลังปรากฏเฉพาะหน้าจริงๆ คือเห็นก็กำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา และก็มีจิตซึ่งกำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏขณะที่ได้ยินก็เป็นของจริงเสียงก็มีจริงๆ สภาพที่ได้ยินเสียงก็มีจริงคิดนึกก็มีจริงสุขทุกข์ก็มีจริงดีใจเสียใจโกรธหรือว่าลักษณะของสภาพธรรมแต่ละอย่างมีจริงๆ ในชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ฟังจะสามารถเข้าใจได้ไหมถ้าไม่ฟังสามารถจะประจักษ์ว่าขณะนี้เป็นนามธาตุซึ่งเกิดขึ้น และก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาขณะนี้ที่เห็น เพราะฉะนั้นจึงต้องฟังแล้วฟังอีกๆ โดยที่ไม่มีกำหนดว่าเท่าไหร่ที่ถามกันมักจะถามกันเหมือนกับรอคอยแบบเข้าโรงเรียนกี่ชั้นกี่ปี ๒๐ ปี หรือว่า ๑๐ ปีจะผ่านชั้นนั้นชั้นนี้ นั่นไม่ใช่ค่ะแต่ว่าผู้นั้นเองเป็นผู้ที่รู้จักตัวเองตามความเป็นจริง เป็นอุชุปฏิปันโนผู้ตรงไม่ใช่ให้คนอื่นมาบอกเราว่าเดี๋ยวนี้เราเก่งพอแล้วไม่ต้องฟังอีกแต่ผู้นั้นจะเป็นผู้ที่รู้ว่าขณะที่ฟังอย่างนี้เข้าใจแค่ไหน
ลักษณะของสติเป็นสภาพที่ระลึกที่ลักษณะของสภาพธรรมที่ปรากฏต่างกับเวลาที่หลงลืมสติอย่างไร ถ้าไม่ฟังอย่างนี้แล้วจะเจริญได้ยังไงก็เป็นความรู้ขั้นคิดหรือว่าขั้นฟังเท่านั้น แต่ว่าความรู้จะต้องเพิ่มขึ้นเข้าใจขึ้นจนสามารถที่จะประจักษ์สภาพธรรมตรงตามที่ได้ยินได้ฟังทุกอย่าง เพราะฉะนั้นคำตอบก็คือว่าทุกคนรู้ตัวเองว่าขณะที่สภาพธรรมกำลังเผชิญหน้า สติระลึกเปล่าเมื่อสติระลึกแล้วปัญญาพอที่จะเห็นถูกต้องว่าไม่ใช่เราเป็นแต่เพียงสภาพธรรมแต่ละอย่างหรือยัง ถ้ายังก็ต้องฟังไปอีกแล้วก็จะรู้ได้ว่าถ้าไม่ฟังเลยไม่มีทางเลยที่สติจะระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแล้วเข้าใจถูกต้องได้
คือมีจุดหนึ่งที่คุณประสงค์พูดถึงเรื่องว่าต้องเงียบจริงๆ ทำไมล่ะคะทำไมถึงต้องเงียบจริงๆ ถ้าเป็นปัญญาแล้วก็สามารถที่จะรู้สภาพธรรมทุกอย่างที่มีในขณะนี้แล้วก็เป็นอนัตตาด้วย คือแล้วแต่ว่าขณะนั้นจะเป็นสติที่ระลึกลักษณะของสภาพธรรมใดเพราะว่ามีสภาพธรรมอยู่ในขณะนี้ทางตาก็ต้องรู้ตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการฟังธรรมฟังเพื่อให้เข้าใจแล้วรู้ตามความเป็นจริงในขณะที่กำลังเห็นไม่ใช่ในขณะที่ต้องเงียบหรือว่าในขณะที่เสียงปรากฏขณะนั้นก็เป็นสภาพธรรมที่มีจริง และปัญญาก็สามารถที่จะรู้ความจริงของเสียงของจิตได้ยินของสภาพธรรมที่มีในขณะนั้นซึ่งก็ไม่ต้องเงียบเรื่องเงียบก็อาจจะเป็นความคิดที่คิดว่าคงจะต้องอาศัยความเงียบหรือว่าอาศัยสมาธิแต่จริงๆ แล้วถ้าอ่านดูในพระไตรปิฏกจะไม่มีคำว่าสมาธิปัฏฐาน ผัสสะปัสฐาน เจตนาปัฏฐาน วิริยะปัฏฐาน ก็ไม่มีจะมีคำเดียวคือสติปัฎฐาน เพราะฉะนั้นก็จะต้องฟังให้เข้าใจจริงๆ ถึงลักษณะของสติซึ่งไม่ใช่สมาธิ เพราะว่าส่วนมากถ้าคนไม่เข้าใจลักษณะของสติแล้วก็ไม่ทราบจริงๆ ว่าปัญญารู้อะไรรู้ทุกสิ่งที่มีไม่ว่าจะเงียบหรือไม่เงียบก็ตามสิ่งใดที่มีเป็นของจริงปัญญารู้ได้โดยสติระลึกแต่กว่าที่สติจะระลึกได้ต้องมีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ สัมมาสติจึงจะเกิดระลึกได้
เพราะฉะนั้นปัญญาสามารถที่จะรู้สิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนี้โดยที่ไม่เลือกหรือไม่คิดหรือว่าไม่เอาสมาธิมาเป็นสิ่งสำคัญเพราะเหตุว่าการอบรมเจริญสติปัฎฐานไม่ใช่สมาธิปัฏฐาน และก็ไม่ใช่ปัฏฐานอื่นๆ ด้วย เพราะฉะนั้นต้องรู้จริงๆ ว่าสติต่างกับสมาธิมิฉะนั้นแล้วก็จะเข้าใจแต่ลักษณะของสมาธิแต่จริงๆ แล้วในขณะที่ฟังก็มีสมาธิแล้วไม่ใช่ไม่มี แต่ว่าสมาธิที่มีในขณะนี้เกิดพร้อมสติด้วยแต่ไม่ใช่สติขั้นระลึกลักษณะของปรมัตธรรม แต่กำลังฟังเรื่องปรมัตถธรรมก็เป็นการเจริญขึ้นของสติ และปัญญา และโสภณเจตสิกอื่นๆ จนกว่าจะถึงระดับที่เป็นสังขารขันธ์ที่สติปัฐานจะเกิด และก็ปัญญาจากการฟังทั้งหมดจะเกื้อกูลทำให้สามารถเข้าใจลักษณะของปรมัตธรรมที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรมในขณะนั้นทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าจะชิน เพราะเหตุว่านามธรรม และรูปธรรมมากมายเหลือเกินมากจริงๆ ถ้าไม่ทรงแสดงไว้จะไม่รู้เลยว่าเพียงชั่วขณะจิตเห็นมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ชนิด หรือ ๗ ประเภท และจิตอื่นนอกจากจิตเห็นก็มีเจตสิกเกิดมากกว่านั้นด้วย
เพราะฉะนั้นกว่าที่สติจะเริ่มระลึกลักษณะของสภาพธรรมบ้างที่กำลังปรากฏจนกว่าจะค่อยๆ เข้าใจขึ้น และก็ชินขึ้นเป็นปกติขึ้นแล้วก็ไม่มีความสงสัยเคลือบแคลงใดๆ ก็จะทำให้สามารถรู้ความจริงของสภาพธรรมได้ แต่ถ้ายังมีความรู้สึกเป็นเราแฝงอยู่ตรงนั้นนิดหนึ่งตรงนี้หน่อยหนึ่งจะต้องจดจ้องตรงนั้นจะต้องมีสมาธิตรงนี้จะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้นั่นแสดงถึงความไม่สมบูรณ์ของปัญญายังไม่ได้ประยักษ์หรือว่าเข้าใจชัดเจนจริงๆ ว่าไม่มีเราที่จะทำ สภาพธรรมเกิดขึ้น และดับเร็วกว่าที่ใครจะทำอะไรได้ขณะนี้ที่กำลังเห็นเกิดแล้วดับแล้วไม่ต้องเอาสติไปตั้งตรงนั้นตรงนี้หรือว่าไม่ต้องคิดว่าจะเงียบหรือว่าจะต้องมีสมาธิใดๆ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมไม่ได้คอยเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับทันที
เพราะฉะนั้นถ้าปัญญาสมบูรณ์ขึ้นการที่จะมีแม้ความคิดว่าจะทำอย่างนี้จะตั้งตรงนั้นจะจดจ้องอย่างนี้หรือจะหวังอย่างนั้นจะมีไม่ได้เลยมีแต่ว่าละความเป็นตัวตนละการที่จะทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งขณะนั้นจะเห็นได้ว่าเป็น สีลัพพตปรามาสกายคันถะ ซึ่งยังคงมีอยู่ถ้าการปฏิบัติขณะนั้นไม่ตรงต่อลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ ถ้าขณะนี้สภาพธรรมเป็นปกติอย่างนี้สติเกิดระลึก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏใดๆ ทั้งสิ้นเป็นแต่เพียงความเริ่มค่อยๆ เข้าใจถูกขึ้นว่าขณะนี้สภาพธรรมที่เป็นรูปก็เป็นสภาพธรรมอย่างหนึ่ง
ผู้ฟัง อาจารย์คะจังหวะอยู่ตรงนี้ในขณะซึ่งเรียนปริยัติเราก็เข้าใจตามคำบอกเล่า อันนั้นก็ถือว่าเป็นปัญญาขั้นการฟังแต่ที่ขาดมากๆ โดยเฉพาะตัวดิฉันเองเราไม่ทันๆ สภาพธรรมที่เกิด
ท่านอาจารย์ ทำไมคุณสุรีย์ใช้คำว่าไม่ทันคะ
ผู้ฟัง คือที่ว่าไม่ทันอย่างงี้นะคะ ในขณะซึ่งเราเกิดโกรธเกิดโทมนัสเวทนาในขณะที่โกรธนั้นขาดสติปัญญาไม่เกิดสติไม่เกิดตรงนั้นโกรธไปแล้วแล้วต่อจากนั้นถึงจะรู้ว่าเมื่อกี้เราโกรธอันนี้เรียกว่าไม่ทันๆ ในขณะนั้น แต่หลังจากนั้นรู้จักการเรียนจากการศึกษาว่าลักษณะที่เรารู้สึกเมื่อกี้คือโทสะ คือโทมนัสเวทนาจะต้องรู้ทีหลังทุกครั้งค่ะ
ท่านอาจารย์ คือปัญญาของการอบรมเจริญวิปัสสนา หรือว่าที่จะรู้แจ้งสภาพธรรมไม่ใช่เป็นเรื่องไปทันไม่ต้องสนใจเลยโทสะเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยดับแล้ว ใครจะไปยับยั้งโทสะที่เกิดไม่ให้เกิดไม่ได้ และโทสะที่เกิดแล้วจะไม่ให้ดับก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่เราอยากจะทันหรือพยายามที่จะไม่ให้มีโทสะนั่นไม่ใช่จุดประสงค์ของการอบรมเจริญปัญญา เพราะฉะนั้นไม่มีคำว่าทันขณะนี้เห็นได้ยินคิดนึกแล้วแต่ว่าสติจะเกิดระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมเพราะทราบแล้วว่าเป็นธรรมทั้งหมด ทุกอย่างเป็นธรรมแต่นี่คือความทรงจำจากการเรียนการฟังต่อเมื่อใดประจักษ์ลักษณะที่เป็นธรรมซึ่งเป็นธรรมจริงๆ เมื่อนั้นปัญญาก็จะเจริญขึ้น และก็ต้องเจริญไปเรื่อยๆ ด้วย จนกระทั่งดับความเห็นผิดหรือว่าการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนหรือเป็นเราเป็นสมุจเฉทคือโดยสิ้นเชิงไม่เกิดอีกเลย ไม่ใช่เพียงฟังเฉยๆ แต่สภาพธรรมพิสูจน์ได้ และก็มีผู้ที่พิสูจน์แล้ว
ผู้ฟัง เหตุที่ดิฉันใช้คำว่าไม่ทันไม่ได้หมายความว่าดิฉันพยายามจะทันแต่ว่าสังเกตทุกครั้งเราจะรู้ทีหลังทุกที
ท่านอาจารย์ อันนี้ไม่ใช่เรื่องการเข้าใจสภาพธรรมถ้าจะทัน ต้องตัดไปเลยไม่เกี่ยวกับทันหรือไม่ทัน
ผู้ฟัง คือไม่ได้เกิดขณะนั้นนั่นเอง
ท่านอาจารย์ ก็ไม่เกี่ยวนะคะ หมายความว่าสติเป็นสภาพของโสภณเจตสิตเป็นธรรมฝ่ายดีโสภณคือดีงาม เพราะฉะนั้นสติไม่ใช่สภาพธรรมฝ่ายอกุศลแต่ต้องเกิดกับโสภณจิตเท่านั้นขณะใดที่จิตเป็นกุศลขณะนั้นมีสติเกิดร่วมด้วยแล้วแต่ว่าจะเป็นระดับไหน ระดับขั้นทาน หรือชั้นศีล หรือขั้นความสงบของจิต หรือขั้นฟังธรรมเข้าใจธรรม หรือขั้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมตัวจริงที่กำลังเกิดขึ้นทำกิจการงานในขณะนี้ เพราะฉะนั้นส่วนมากเราจะเป็นรู้เรื่องราวของธรรม ไกลเลยแต่ขณะนี้ธรรมตัวจริงๆ เท่านั้นที่เกิดดับๆ และก็ทำกิจรู้ลักษณะถ้าเป็นนามธรรมก็รู้สิ่งที่กำลังปรากฏทุกอย่าง นั่นคือสิ่งที่ปัญญาจะต้องรู้ เพราะฉะนั้นแล้วแต่สติจะเกิดถ้าหลงลืมสติก็หมดไปแล้วไม่ต้องไปคิดว่าเมื่อกี้ไม่ทันหรือว่าเมื่อกี้หลงลืมสติแต่ว่าขณะที่สติเกิดขณะนั้นรู้ว่าสติกำลังระลึกลักษณะของสภาพธรรมหนึ่งสภาพธรรมใดซึ่งเคยได้ยินได้ฟัง และเข้าใจแล้ว
ผู้ฟัง ถามอาจารย์ต่อไปว่าเมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ตรงจุดที่เราโกรธเรารู้ทีหลังอาการที่รู้ทีหลังนั้นก็คือไม่ใช่เรื่องจริงคือเรื่องที่เราคิด
ท่านอาจารย์ เรื่องราวทั้งหมด
ผู้ฟัง เมื่อเป็นเรื่องราวอันนั้นก็ไม่เป็นสติ
ท่านอาจารย์ เป็นสติขั้นเรื่องราวได้
ผู้ฟัง เป็นสติขั้นเรื่องราว
ท่านอาจารย์ แต่ทีนี้เราจะพูดถึงเรื่องการอบรมเจริญปัญญาที่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริงคือเป็นธรรมแต่ละอย่าง
ผู้ฟัง ปัญหาก็คืออย่างนี้บอกว่าเขาเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยมันก็เลยทำให้รู้สึกเหนื่อยไม่กระตือรือร้นที่เราจะใฝ่รู้ตรงนั้น เวลานี้ก็เรียกว่าสะสมเหตุปัจจัยไปก่อนแล้วกันเกิดเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นคือเขาชอบพูดกันว่าเขาเกิดของเขาขึ้นมาเองเราไม่ต้องไปคิดอะไรก็เลยไม่คิดเหรอ
ท่านอาจารย์ คือการฟังธรรมต้องฟังด้วยความแยบคาย เพราะว่าถ้าฟังไม่ดีทุกอย่างเป็นอนัตตาไม่ทำอะไรเลยอยู่เฉยๆ อันนั้นไม่ใช่ปัญญาไม่ใช่ความเห็นถูก แต่ถ้ารู้ว่าธรรมทั้งหลายจะเกิดขึ้นได้เมื่อมีเหตุปัจจัยเราต้องพิจารณาเป็นตอนๆ ว่าจริงหรือเปล่าธรรมเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญ พิจารณาให้มีความเห็นถูกตั้งแต่ต้นว่าจริงไหมที่ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยถ้าจริงเราจะรู้เลยว่าเราเริ่มที่จะเข้าใจว่าไม่มีตัวตนที่จะไปบังคับ แต่ว่าสภาพธรรมมีให้รู้ให้ศึกษาให้เข้าใจ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ทำไมสติจะไม่ระลึกเพื่อที่จะศึกษาให้เข้าใจลักษณะของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นต้องฟังด้วยดี
ผู้ฟัง ก็ด้วยดี และก็เข้าใจนะแต่มันก็ทีหลังทุกที
ท่านอาจารย์ เพราะอะไรคะที่ว่าทุกทีไม่ทันทุกที
ผู้ฟัง ปัญญาไม่เกิดตรงนั้น
ท่านอาจารย์ โลภะค่ะไม่ใช่เป็นความเข้าใจจริงๆ ถ้าเป็นความเข้าใจจริงๆ ปัญญากับโลภะเป็นสภาพธรรมที่ตรงกันข้าม ขณะใดที่มีปัญญาขณะนั้นจะไม่มีโลภะจะไม่คิดเรื่องทันไม่ทันถ้าขณะใดไม่มีปัญญาโลภะมาแล้ว เมื่อกี้ไม่ทันใครล่ะคะไม่ทันเราไม่ทันก็เต็มไปด้วยเรา เพราะฉะนั้นธรรมทั้งหมดที่ฟังตั้งแต่ต้นจนปลายสุดก็คือว่าให้เข้าใจด้วยการพิจารณาให้ถูกต้องจริงๆ
อ.นิภัทร เข้าใจจริงๆ หมายถึงเข้าใจที่ขณะสภาพธรรมกำลังปรากฏนั้น
ท่านอาจารย์ และเข้าใจประโยชน์ด้วยว่าเราฟังธรรมเพื่อรู้ตัวธรรม เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะได้ยินเรื่องจิตเรื่องเจตสิกเรื่องเห็นเรื่องได้ยินเรื่องสุขเรื่องทุกข์เป็นธรรมทั้งหมดเป็นธรรมที่มีจริงแต่ว่าเพียงขั้นฟัง เราจะพอใจเพียงขั้นฟังเชื่อตามแต่ว่าไม่ประจักษ์แจ้ง หรือว่ารู้ว่ามีหนทางที่จะประจักษ์แจ้งจริงๆ เพราะเหตุว่าเพียงขั้นฟังดับกิเลสไม่ได้เลยทำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้นค่ะใครจะบอกว่าไปวัดศึกษาธรรมแล้วก็ทำไมกิเลสไม่ลดน้อยลง กิเลสลดน้อยลงจากการฟังไม่ได้ต้องเป็นการที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งกำลังเกิดดับด้วย เพราะฉะนั้นการศึกษาต้องเข้าใจจุดประสงค์ว่าฟังให้เข้าใจธรรมคือตัวจริงของธรรมซึ่งกำลังทำงานเกิดขึ้น และดับไปทุกขณะ
ผู้ฟัง แต่ดิฉันว่าดิฉันเข้าใจแล้วก็รู้เป็นเรื่องเป็นราวรู้ด้วยว่าที่เป็นโทมนัสเขาเรียกว่านามธรรม ที่เราหายใจแรงเป็นรูปเป็นจิตชรูปบอกตัวเองด้วยนะสอนตัวเองด้วยนะได้ด้วยแต่ว่าตรงนั้นไม่รู้
ท่านอาจารย์ ถ้าย้ายจากลมหายใจซึ่งเป็นจิตชรูปมาเป็นกำลังเห็นเดี๋ยวนี้คุณสุรีย์จะเข้าใจว่ายังไงคะ
ผู้ฟัง ตรงนี้ดิฉันถึงเรียกว่าอัธยาศัยคือว่ามันแล้วแต่ว่าเราจะเข้าใจเร็วตรงไหนสำหรับดิฉันๆ ว่าเวทนากับดิฉันเข้าใจเร็ว
ท่านอาจารย์ เพราะว่าคุณสุรีย์พอเกิดก็นึกขึ้นมาได้เลยใช่ไหมแต่ทีนี้เราไม่มีลมหายใจปรากฏในขณะนี้แต่กำลังเห็น เพราะฉะนั้นถ้าจะพูดว่าเข้าใจธรรมๆ ก็มี ๒ อย่างคือเห็นกับสิ่งที่ปรากฏทางตาที่จะต้องเข้าใจ หมายความว่าเราจะไม่มีการไปเลือกหรือไปคิดว่าจะรู้สิ่งนั้นสิ่งนี้บ่อยๆ แต่ว่าถ้าสติเกิดระลึกก็แล้วแต่เพราะเหตุว่าเป็นธรรมทั้งหมดทางตาที่กำลังเห็นนี่ก็เป็นธรรมที่กำลังได้ยินก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นจิตชรูปก็เป็นกำลังเห็นจะว่าเข้าใจยังไง เพราะว่าคุณสุรีย์ก็บอกว่าเข้าใจมาหมดแล้วทั้งนั้นโดยการศึกษาต้องทราบทางตาที่กำลังเห็นจะบอกว่าไม่ทราบไม่ได้เลยใช่ไหมคะ
ผู้ฟัง ถ้าหากว่ากำลังเห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาก็โดยเรื่องราวอีกคือเห็นเป็นนามแล้วก็สิ่งที่ปรากฏเป็นตาเป็นรูปดิฉันก็ตอบอาจารย์ได้
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นอย่างนี้ไปตลอดตามที่ได้ฟังซึ่งเราจะต้องรู้ว่านี้คือการจำไม่ใช่การเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏโดยถ่องแท้ถ้ากล่าวว่านามธรรมเป็นอย่างไรเป็นธาตุรู้เป็นลักษณะรู้เป็นอาการรู้ต้องค่อยๆ ระลึกแล้วก็มีจริงๆ และธาตุรู้ไม่ใช่เพียงแต่รู้จิตชรูปที่เป็นลมหายใจแม้แต่กำลังเห็นก็เป็นธาตุรู้ซึ่งกำลังเห็นสิ่งที่กำลังปรากฏกำลังรู้ในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏว่าสิ่งที่ปรากฏขณะนี้เป็นอย่างนี้ นี่คือสภาพนามธรรม เพราะฉะนั้นไม่เคยขาดนามธรรมเลยจะต้องรู้ในลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม และรูปธรรม
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120