สนทนาธรรม ตอนที่ 110


    ตอนที่ ๑๑๐


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นจิตเป็นสภาพธรรมที่เกิดขึ้นแล้วก็เป็นธาตุรู้ เพราะเหตุว่าเป็นนามธรรม ทันทีที่จิตเกิดจะต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด สิ่งที่จิตรู้ภาษาบาลีใช้คำว่าอารัมพนะหรืออารัมมณะ อาจารย์คะทำไมเราไม่ค่อยใช้คำว่าอารัมพนะแต่ภาษาไทยนิยมใช้แต่คำว่าอารัมมณะคะ

    อ. สมพร ใช้อารัมมณะ อารมณ์นี่มันง่ายดีครับ เพราะว่าภาษาบาลีก็มีความหมายอย่างเดียวกัน แต่ว่าบาลีนั้นก็ยังแยกแยะอารัมพนะกับอารัมมณะไปไว้คนละอย่าง แต่ภาษาไทยใช้อย่างเดียวคืออารมณ์นะครับ เขาแยกแยะไว้ต่างหาก อารัมพนะภาษาบาลีคืออย่างหนึ่ง อารัมมณะอีกอย่างหนึ่ง แต่รวมความว่าเป็นอารมณ์อย่างเดียว

    ผู้ฟัง ในบาลีที่แยกไว้ค่ะ ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่าแยกต่างกันอย่างไรคะ อารัมพนะกับอารัมมณะ

    อ. สมพร อารัมมณะแปลว่าที่เป็นที่มายินดี อาลัมพนะหมายถึงว่าจิตที่จริงเกิดขึ้นก็ต้องมีการยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วก็จึงเกิดขึ้นได้ ต้องมีอารมณ์นะครับ ก็ยังใช้อีกหลายอย่างนะครับ คำว่าอารมณ์ อย่างโคจรก็เป็นอารมณ์ วิสยะก็เป็นอารมณ์ ลงความว่าคำว่าอารมณ์มีคำใช้หลายคำ ๔ คำทั้งหมด

    ผู้ฟัง อารมณ์ก็คือสิ่งที่จิตไปยึดไปรู้ใช่ไหมคะ

    อ. สมพร อารมณ์จริงๆ แปลว่าที่มายินดีครับ อารัมมณะ

    ผู้ฟัง ไม่ยินดีได้ไหมคะ

    อ. สมพร ก็ไม่ยินดีก็จัดว่าเป็นอารมณ์

    ผู้ฟัง หรือว่าเพียงคำว่ายินดีหมายถึงการเข้าไปรับรู้

    อ. สมพร สิ่งที่จิตยึดเหนี่ยวไว้นั้นเป็นอารมณ์นะครับ จะยินดีหรือไม่ยินดีก็เป็นอารมณ์ ก็เข้าในลักษณะอารัมพนะครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นคนที่เคยรู้จักคำว่าอารมณ์ในภาษาไทย พอถึงคำว่าอารัมมณะในภาษาบาลีต้องเข้าใจให้ถูกต้อง คำจำกัดความก็คือว่า หมายความถึงสิ่งที่จิตรู้เพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นก็ต้องมีสิ่งที่จิตรู้ และคำว่าสิ่งที่จิตรู้ต่อไปนี้เราจะใช้คำว่าอารมณ์ในภาษาไทย หรือถ้าใครจะใช้ศัพท์ภาษาบาลีก็เป็นอารัมมณะหรืออารัมพนะ ขณะนี้มีอารมณ์ไหมคะ ใครไม่มีบ้างยกมือหน่อยค่ะ ไม่มีนะคะ เพราะว่าขณะนี้จิตเกิดดับสืบต่อกันอยู่ตลอดเวลา นี่ก็เพิ่มความหมายมาอีกนิดหนึ่งให้ทราบว่าที่เราเรียกว่าใจ แท้ที่จริงแล้วก็คือนามธรรมซึ่งเป็นจิตในภาษาบาลี แต่ว่าสิ่งซึ่งถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่มีใครรู้จักธาตุชนิดนี้ ว่าเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่มีจริง เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย ทำกิจหน้าที่ของตนแล้วดับทันทีเร็วมาก ขณะนี้จิตกำลังเกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับสืบต่อกันตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ ต่อไปจนกระทั่งตาย และเมื่อมีเหตุปัจจัยที่จะให้เกิดอีกก็จิตก็ต้องเกิด ไม่มีเวลาหยุดสงบนิ่งพักผ่อน ตั้งแต่แสนโกธกัปมาแล้วจนกระทั่งถึงเดี๋ยวนี้ นี่แสดงให้เห็นว่าการสะสมสืบต่อของจิตแต่ละขณะนี้ค่ะ ทำให้เราทุกคนในที่นี้มีความคิดมีความเข้าใจมีอัธยาศัยต่างๆ กันตามแต่ละขณะจิตซึ่งเกิดขึ้น และรู้อารมณ์แต่ละขณะ

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ค่ะถ้าเราจะคุยแบบว่าเราไม่ได้รู้จักปรมัตถ์เลย หมายถึงในความรู้สึกของคนใหม่ๆ นั้น ดิฉันว่าเขาไม่เชื่อเรื่องจิตเกิดดับเพราะว่าตลอดมาเรารู้สึกคล้ายๆ กับว่าเรามีจิตหรือวิญญาณอยู่หนึ่งดวง อันนี้เราเป็นอย่างนี้มาตลอด แม้กระทั่งบางคนก็บอกเขาตายแล้ว จิตวิญญาณดวงนี้ยังต้องล่องลอยไปเพื่อจะไปโน่นไปนี่

    ท่านอาจารย์ ทราบไหมคะว่าเพราะอะไร ที่คุณพูนทรัพย์พูดมาเมื่อกี้นี้ค่ะ ทราบไหมคะว่าเพราะอะไร

    ผู้ฟัง หมายถึงให้ดิฉันตอบหรือคะ เพราะว่าเราจำมาอย่างนั้น เขาบอกเรามาอย่างนั้นว่าเรามีจิตอยู่หนึ่งดวงชื่อนี้ ทำงานอย่างนี้ มีคุณภาพอย่างนี้ๆ แล้วตอนนี้ท่านอาจารย์กำลังบอกไปว่ามีจิตเกิดดับ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่อริยสาวก

    ผู้ฟัง เพราะคนที่บอกนี่ไม่ใช่อาริยสาวก

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นอริยสาวกแล้วจะไม่สงสัยเลยค่ะ สิ่งใดที่พระผู้มีพระภาคตรัสทรงแสดงสิ่งนั้นสามารถที่จะประจักษ์ได้ เพราะฉะนั้นทุกคนที่ยังไม่ได้ฟังธรรมเลย ก็จะไม่รู้ลักษณะของจิตว่ามีจิต แล้วก็ไม่รู้ว่าจิตเกิดดับ นั่นก็เป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้ แต่ถ้าคนที่ฟังแล้วยังไม่ประจักษ์แจ้งก็ยังไม่เป็นอริยสาวก แต่เมื่อได้ประจักษ์แจ้งเมื่อนั้นก็เป็นพระอริยสาวก เพราะฉะนั้นการฟังธรรมนั้นเพื่อเข้าใจ เข้าใจนามธรรม และรูปธรรมตั้งแต่บัดนี้ค่อยๆ เข้าใจขึ้น กำลังเห็นกำลังได้ยินเป็นปกติในชีวิตประจำวัน จนกว่าเมื่อไรเป็นธรรมทั้งหมด ในชีวิตในแต่ละขณะที่มีการระลึกคือสติระลึกได้จะรู้ว่าเป็นธรรมโดยตลอด โดยสิ้นเชิง โดยละเอียด โดยประจักษ์แจ้ง เมื่อนั้นเป็นพระอริยบุคคล เพราะฉะนั้นการฟังนี้ไม่ใช่ฟังเรื่องอื่น เรื่องนามธรรมกับรูปธรรมสองอย่างที่มีจริงๆ แล้วต้องฟังด้วยความอดทนจนกว่าจะเข้าใจจนถึงประจักษ์แจ้ง ก็คิดดูว่าจะเป็นระยะเวลาที่ยาวนานแค่ไหน แต่ว่าสามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้จริงๆ เพราะว่าเป็นความจริง แล้วก็ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเลย นอกจากฟังแล้วเข้าใจขึ้นๆ เข้าใจขึ้นจนกระทั่งไม่มีความสงสัยหลงเหลืออยู่ในลักษณะของนามธรรม และรูปธรรม

    ผู้ฟัง แต่ดิฉันก็ได้ยินนะคะ มีคนอื่นเขาก็เคยอาจจะ ทีนี่ก็หลายท่านเหมือนกัน มีวิธีการทำอย่างนี้ นั่งอย่างนี้ เดินอย่างนี้ เพื่อจะเห็นรูปเห็นนามอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ แต่เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ต้องเรียนถามหลายท่านที่มีประสบการณ์ค่ะ

    ท่านอาจารย์ มีใครมีประสบการณ์บ้างไหมคะ เข้าใจอย่างนี้อย่างที่กำลังเริ่มฟังวันนี้ เข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า หรือว่าไปนั่งจ้องอยากจะเห็น ซึ่งไม่มีทางจะเห็นได้เลย เพราะขณะนี้แม้ว่านามธรรม และรูปธรรมกำลังเกิดดับอย่างเร็วมาก แต่เมื่อมีความไม่รู้ ฉาบทาปิดบัง และยังมีตัณหาความต้องการฉาบทาไว้ ไม่มีทางเลยที่จะเห็นการเกิดกับของนามธรรม และรูปธรรมได้ การที่ปัญญาจะถึงระดับขั้นที่จะประจักษ์การเกิดดับของนามธรรม และรูปธรรมได้ ต้องเป็นปัญญาที่รู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมเท่านั้นยังไม่พอยังต้องละคลายความสงสัย ความต้องการในนามธรรม และรูปธรรมแม้เพียงเล็กน้อยจนกว่าจะหมด ต้องเป็นเรื่องการละคลายโดยตลอด ถ้ายังมีความต้องการคือโลภะ ถ้าายังมีความจงใจเป็นเจตนาซึ่งไม่ใช่มรรคมีองค์ ๘ ไม่ใช่หนทางที่สภาพธรรมขณะนี้ แม้เป็นจริงอย่างนี้ก็ไม่ปรากฏ เพราะว่าความจงใจกับความต้องการนั้นเป็นตัวตน ไม่ใช่ปัญญาที่สามารถที่จะเริ่มเข้าใจได้ว่าขณะนี้เป็นนามธรรม และรูปธรรม ค่อยๆ เข้าใจขึ้นค่อยๆ คลายความไม่รู้ลงไป และเมื่อสติเกิดก็จะยิ่งระลึกในลักษณะที่มีสภาพสภาวะจริงๆ กำลังปรากฏไม่ใช่ฟังเพียงชื่อ หรือเรื่องราวของสภาพธรรมนั้น เพราะฉะนั้นต้องทราบจุดประสงค์ของการฟัง ฟังเพื่อเข้าใจถูกต้องในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ด้วย ไม่ใช่ในขณะอื่นไม่ใช่ขณะที่ไปอยู่ในห้อง แต่ต้องขณะไหนก็ได้ซึ่งเป็นความจริงทั้งหมด เป็นนามธรรมเป็นรูปธรรมทั้งหมด

    ผู้ฟัง ในขณะที่กำลังปรากฏก็คือขณะปัจจุบัน ส่วนที่ปรากฏไปแล้วนี่ก็ไม่สมควรที่จะคิดใช่ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ไปคิดทำไมคะ เรากำลังพูดถึงว่าสภาพธรรมขณะนี้ที่กำลังปรากฏ มีความรู้ในลักษณะที่เป็นนามธรรม และรูปธรรมบ้างหรือยังแค่ไหน เพราะว่าก่อนนั้นไม่เคยรู้ ไม่เคยฟังไม่เคยรู้เรื่องนามธรรมรูปธรรมเลย เพราะฉะนั้นการฟังเพื่อให้ค่อยๆ เข้าใจขึ้นไม่ใช่เพื่อให้ไปทำอย่างอื่น ยังมีใครสงสัยในเรื่องของนามธรรมกับรูปธรรมบ้างไหมคะกับบัญญัติ

    ผู้ฟัง ก็หมายถึงว่าได้เห็นอะไรก็ตามนั้น ก็น่าจะต้องพิจารณาสิ่งอะไรที่เป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีปัจจัยที่จะพิจารณาโดยการเข้าใจเสียก่อนเรื่องราวของสิ่งที่มีจริงๆ นี้เข้าใจขึ้น จะไปฝืนบังคับให้พิจารณาไม่รู้จะพิจารณาอย่างไร

    ผู้ฟัง ก็คือจะมีไม่ได้เลย ถ้าไม่มีสภาพแข็งจริงๆ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีนามธรรมรูปธรรมอะไรก็ไม่มีในโลก ไม่มีสักอย่างเดียว แต่เมื่อมีแล้วก็จำ แล้วก็มีคำสำหรับเรียกชื่อ

    ผู้ฟัง ที่เราเห็นเราได้ยิน หรือว่าเป็นโต๊ะจริงๆ หรือเป็นชื่อว่าชื่ออะไร แท้ที่จริงแล้วก็มีสภาวธรรมซึ่งเป็น ...

    ท่านอาจารย์ มีสภาพธรรมสองอย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม ซึ่งแยกขาดจากกันต้องเข้าใจอันนี้ด้วย แยกขาดจากกันคือนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม และรูปธรรมไม่ใช่นามธรรมเลย ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย

    ผู้ฟัง เช่นนี้ก็ฟังเข้าใจแล้ว ว่าเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้

    ท่านอาจารย์ เพราะไม่ใช่อริยสาวกค่ะ ฟังปุ๊บเป็นอริยสาวกไม่ได้

    ผู้ฟัง เช่นนั้นก็ต้องอดทนฟังไปเรื่อยๆ

    ท่านอาจารย์ ก็จะต้องจนกว่าเป็นธรรมทั้งหมด เมื่อไหร่ที่ระลึกแล้วไปเป็นธรรม ไม่มีใครเลย เป็นธรรมแต่ละอย่างแต่ละทางตามปกติด้วยขณะนี้

    ผู้ฟัง ผมก็ฟังท่านอาจารย์แล้วก็เมื่อกี้นี้ สรุปที่ว่าแข็งนั้นสำคัญอย่างไร สำคัญที่ความไม่รู้ ผมยังพลาดทุกครั้ง

    ท่านอาจารย์ สำคัญที่ยึดถือว่าเป็นเราเพราะไม่รู้ความจริง

    ผู้ฟัง จากการฟังท่านอาจารย์ กระผมยังมีความคิดว่าแข็งสำคัญคือถ้าไม่มีแข็ง จะไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยในโลก

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อมีแข็งแล้ว แข็งสำคัญเพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริงของแข็ง ว่าแข็งนั้นไม่ใช่เราไม่ใช่เขา ไม่ใช่ใครทั้งสิ้น แต่เป็นสภาพธรรมที่เกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วดับด้วย กำลังเกิดดับในขณะนี้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่มีเราควรจะมีความเข้าใจที่ถูกต้องในลักษณะจริงๆ แทนที่จะไม่รู้ไปตลอดชีวิต เป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ไป โดยที่ความจริงแล้วก็คือว่าสภาพปรมัตถธรรมมีสองอย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม เพื่อที่จะได้เห็นถูกที่มาฟังนี้เพื่อค่อยๆ มีความเห็นถูกขึ้น บางคนนั้นคิดว่าต้องเป็นนั่งทำอะไรที่จะต้องประสบการณ์อะไรแปลกๆ แต่ไม่รู้ลักษณะของแข็งกับรู้แข็งที่กำลังปรากฏ ไม่เคยพิจารณาเลยว่ามีการยึดถือว่าเป็นเราตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า บางคนอาจจะรู้สึกร้อนเพราะว่าเป็นไข้ ขณะนั้นคือร้อนก็ยังเป็นเราร้อน ทั้งๆ ที่ร้อนก็คือสภาพธรรมที่เกิดดับ ไม่มีสภาพธรรมใดซึ่งเกิดแล้วไม่ดับ เพราะฉะนั้นจะต้องเข้าใจความจริงให้ถูกต้องให้ตรงๆ ว่าสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตาเพราะว่าไม่ใช่ของใคร เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับไป

    ขณะใดที่กำลังรู้ในลักษณะที่เป็นปรมัตถ์เท่านั้นที่เป็นสิ่งที่มีจริงๆ ที่เป็นปรมัตถธรรม แต่ถ้ารู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ว่าจะโดยชื่อหรือไม่โดยชื่อก็ตาม เช่น กำลังเห็น และรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นคิดแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่เห็น ถ้าเห็นขณะนั้นจะไม่คิดอะไรเลยไม่รู้อะไรเลยว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีความคิดว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ไม่ว่าจะทางตาที่เห็น ยังไม่ต้องเรียกแต่รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่รู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นคือจิตคิดถึงรูปร่างสัณฐานจึงรู้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดขณะนั้นก็เป็นบัญญัติ ถ้าเป็นปรมัตถ์แล้วก็มีลักษณะของปรมัตถ์ คือสิ่งที่ปรากฏทางตาเพียงปรากฏจะเป็นสิ่ง หนึ่งสิ่งใดไม่ได้ เพียงแค่ปรากฏ และหลังจากนั้นจิตก็คิด หรือทางหูเสียงปรากฏ หลังจากที่เสียงปรากฏแล้วจิตต่อไปก็คิดถึงความหมายของคำ เพราะฉะนั้นก็เป็นโลกๆ หนึ่งซึ่งมีทางที่จะรู้อารมณ์ ผ่านตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็พอเห็นทางตาก็คิด ได้ยินเสียงทางหูก็คิด ได้กลิ่นทางจมูกก็คิด ลิ้มรสก็คิด กระทบสัมผัสก็คิด หรือแม้ไม่มีการรู้อารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจเลย จิตก็คิดได้เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้เป็นธาตุรู้ เมื่อเกิดแล้วต้องรู้อารมณ์

    ก่อนศึกษาเรารู้ว่ามีคนมีหนังสือมีโต๊ะมีเก้าอี้นี้ก่อนศึกษา แต่เวลาที่ศึกษาแล้ว แข็งมีนามธรรมมี รูปธรรมมี เรียกว่าเรารู้ความจริงของสิ่งซึ่งเราเคยคิดว่ามีจริง เพราะแท้ที่จริงแล้วสิ่งที่มีจริงนั้นคือ จิต เจตสิก รูป เท่านั้น ถ้าจิตเจตสิกรูปไม่มี บัญญัติจะไม่มีเลย แต่เพราะมีจิตซึ่งเป็นสภาพรู้แล้วก็คิดเรื่องต่างๆ หลังจากที่เห็นแล้วได้ยินแล้ว แม้ขณะนี้ก็เต็มไปด้วยวาระที่จิตกำลังคิดเรื่องราวต่างๆ ทางตาเห็นก็เป็นคนนั้นคนนี้ กว่าจะลอกบัญญัติออกแล้วเหลือแต่ปรมัตถ์ ถึงจะเห็นได้ว่าโลกนี้ว่างเปล่า เพราะว่าจิตเกิดขึ้นรู้สิ่งที่ปรากฏที่เป็นปรมัตถ์สั้นมากแล้วดับเลย แล้วไม่กลับมาอีกเลย เพราะฉะนั้นขณะนี้สิ่งที่กำลังปรากฏนิดหนึ่งดับ และขณะต่อไปก็ดับ แล้วจะไม่ว่างเปล่าได้อย่างไรในเมื่อดับแล้วดับเลยไม่เหลืออะไรเลย แต่เพราะว่าเกิดสืบต่ออยู่เรื่อยๆ ก็เลยทำให้เห็นว่าสิ่งนั้นยั่งยืนหรือว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าเห็นการเกิดแล้วดับทันทีจะไม่เห็นว่าเป็นสิ่ง หนึ่งสิ่งใดแน่นอน เพราะว่าเป็นปรมัตถธรรมที่มีเหตุปัจจัยก็เกิดแล้วก็ดับ ชื่อเสียงก็ยังไม่เข้ามาเลย ขณะที่ประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมที่เกิดดับ

    อ. สมพร ที่ว่าว่างเปล่า ผมเห็นด้วยนะครับ เพราะว่าบัญญัติทั้งหมดไม่มีครับ ก็เหลือแต่ปรมัตถ์ ๓ หรือ ๔ อย่างเท่านั้น แล้วปรมัตถ์ ๓ อย่างนั้นก็เกิดดับ ไม่ได้เกิดครั้งเดียวตั้งอยู่นมนานจึงว่าว่างเปล่า ก็น่าคิดนะครับ ว่าที่เราหลงใหลอยู่เพราะเราติดอยู่ในบัญญัตินะครับ

    ผู้ฟัง ที่ว่าความคิดเป็นปรมัตถ์หรือเปล่า จิตคิด

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นปรมัตถ์ แต่เรื่องที่คิดเป็นบัญญัติ

    ผู้ฟัง คิดขนาดไหนถึงเรียกว่าคิดคะ อันนี้ไม่เข้าใจ เพราะว่ามันรู้สึกว่ามันจะคิดเป็นบัญญัติไปเลย ไม่ทันคิดปรมัตถ์คิดแค่ปรมัตถ์นี้ยังไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทั้งๆ ที่จิตมีปรมัตถ์เป็นอารมณ์ก็ไม่รู้ว่าเป็นปรมัตถ์ ต้องอาศัยสติระลึกจึงจะรู้ว่าลักษณะแท้ๆ ที่เป็นปรมัตถ์นั้นมี อย่างเราเห็นกล่อง เวลาที่เห็นเป็นกล่องนี้คือบัญญัติ หมายความว่ามีจิตเห็นเกิดแล้วดับ และต่อจากนั้นจิตจึงคิดรู้จำได้ว่าเป็นกล่อง หรือว่าเป็นคนนั้นคนนี้ นี่คือจิตที่ไม่ใช่จิตเห็น จิตเห็นจะเห็นนิดเดียวแล้วก็ดับ แล้วจิตขณะต่อไปเพราะอาศัยการจำ จำทันทีเลย

    ผู้ฟัง แล้วพอคิดก็เป็นบัญญัติเลย

    ท่านอาจารย์ บัญญัติทั้งหมด

    ผู้ฟัง แล้วคิดนี่เป็นปรมัตถ์เป็นอย่างไรคะ

    ท่านอาจารย์ ตัวคิดสภาพคิดเป็นจิต แต่เรื่องราวที่คิดไม่มีจริง มีในขณะที่คิดเท่านั้น และมีเป็นเรื่องเท่านั้นด้วยไม่ใช่ตัวจริงๆ

    ผู้ฟัง มันรู้สึกพอคิดก็เป็นเรื่องไปหมด

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นบัญญัติทำให้เราหลงติดอยู่ว่า เป็นคนนั้นคนนี้เป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งความจริงแล้วเป็นปรมัตถธรรมซึ่งเกิดดับ

    อ. สมพร ปรมัตถธรรมนี้นะครับ จะเป็นรูปหรือเป็นนามก็ตาม เกิดที่ไหนดับที่นั่นอย่างรวดเร็วแต่เราคิดนั้นเรื่องมันติดต่อกันไปนะครับ จึงเป็นบัญญัติ ส่วนมากเป็นบัญญัติ ปรมัตถ์เช่น การเห็นนี่นะครับ จิตเห็นที่ตาก็ดับที่ตา และจะออกไปได้ยินที่หูอีกไม่ได้ มันไม่ใช่ว่าจิตที่เห็นที่ตาแล้วจิตอันนั้นออกไปได้ยินที่หูมันคนละอัน เพราะฉะนั้นเกิดที่ไหนดับที่นั่นอย่างรวดเร็ว ไม่ได้เคลื่อนย้ายแม้แต่เส้นผมเดียว จิตนะครับ เกิดที่ไหนดับที่นั่น แล้วเกิดดับอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าที่ไหนที่หทยวัตถุก็ได้ ที่หูก็ได้ ที่ตาก็ได้ จมูกก็ได้ ลิ้นก็ได้แล้วแต่

    ผู้ฟัง ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย นี่ดับไปแล้ว แต่ว่าเอาคิดต่อทางใจก็เหมือนเอาขี้เลื่อยมาเลื่อย

    ท่านอาจารย์ ถ้าทราบว่าปรมัตถธรรมมี ๓ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป และเราพยายามเข้าใจลักษณะของจิต พยายามเข้าใจลักษณะของเจตสิก พยายามเข้าใจลักษณะของรูปขึ้นจะรู้เลยว่าที่เหลืออย่างอื่นนั้นเป็นบัญญัติทั้งนั้น คือเรื่องราวต่างๆ ไม่มี มีเพราะจิตคิดอย่าลืมว่าถ้าจิตไม่คิดเรื่องไม่มี จริงหรือเปล่าคะ ทุกคำที่พูดนี้พยายามไตร่ตรอง ขณะนี้กำลังคิดเรื่องราวอะไรก็ได้ ถ้าจิตไม่เกิดขึ้นคิดเรื่องนั้นก็ไม่มี อย่างกำลังหลับสนิท ไม่มีเรื่องอะไรสักเรื่องเดียว เพราะว่าจิตไม่ได้คิดเรื่องหนึ่งเรื่องใด แต่พอตื่นขึ้นทุกคนคิดเหมือนกันไหมคะวันนี้ ที่ตื่นขึ้นนี้ต่างคนต่างตื่นต่างคนต่างคิด เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าขณะใดที่จิตคิดก็มีเรื่องราวเพราะจิตคิด ถ้าไม่มีจิตคิดเรื่องก็ไม่มี เหมือนตอนที่นอนหลับสนิทจิตไม่ได้คิด แต่ตอนฝันมีเรื่องราวต่างๆ ในฝันเพราะจิตคิด ที่ฝันก็คือจิตคิด แค่เปรียบกับความฝันก็พอจะเห็นได้ว่าไม่จริง ความฝันไม่ใช่ความจริงเลยแต่กำลังฝันเหมือนจริง เพราะอะไรคะเพราะมีจิตที่กำลังคิดเรื่องนั้น เพราะฉะนั้นแทนที่จะฝันเดี๋ยวนี้ ก็กำลังมีจิตที่กำลังคิดเรื่องนี้ เรื่องมีคนนั่งอยู่ในห้องนี้ และก็กำลังเขียนบ้างกำลังฟังบ้าง ก็คือจิตกำลังคิดเหมือนฝันไม่ต่างกันเลย จะว่าฝันก็ได้ แต่ที่ต่างกับฝันก็เพราะเหตุว่าเวลาที่ฝันไม่มีสิ่งที่ปรากฏทางตาเลย ไม่มีเสียงกระทบหูเลย เป็นจิตคิดนึกตลอด แต่ขณะนี้ก็คิดแต่ไม่ใช่ฝันเพราะว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาให้เห็น แล้วก็คิดเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตา เห็นคุณชินวุฒิก็คิดถึงคุณชินวุฒิ เห็นท่านอาจารย์สมพร ก็คิดถึงท่านอาจารย์สมพร นี่คือคิดแล้วค่ะ ความจริงเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ ถ้าไม่คิดไม่มี ถ้ามองมาทางนี้ไม่มีค่ะ ไม่ได้คิดถึงท่านอาจารย์สมพรทางนั้นเลย

    ผู้ฟัง อาจารย์คะย้อนกลับที่คุณหญิงถามเมื่อกี้นี้นะคะ ว่าเราคิดเรื่องราวตรงไหนเป็นปรมัตถ์ ถ้าจะตอบชัดๆ อย่างนี้จะได้ไหมว่า คิดคือวิตกะคือหน้าที่ของจิต นั่นคือคิดนั่นเป็นปรมัตถ์ เรื่องราวต่อจากคิดเป็นบัญญัติอันนี้ใช่หรือเปล่าคะ

    ท่านอาจารย์ ค่ะก่อนที่เราจะไปถึงเจตสิก ๕๒ ประเภท เราก็ต้องทราบว่าที่สำคัญที่สุดหรือเป็นใหญ่ที่สุดในการรู้อารมณ์คือจิต เพราะฉะนั้นใช้อีกคำหนึ่งว่า มนินทรีย์ หมายความว่าเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้อารมณ์ที่ปรากฏทางหนึ่งทางใด เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเห็นขณะนั้นก็คือจิตกำลังรู้อารมณ์คือเห็นทางตา เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งรู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตา กำลังได้ยินเสียง ไม่ต้องคิดเรื่องเห็นอีกแล้ว กำลังมีเสียงปรากฏ เช่นนี้ การศึกษาธรรม ศึกษาตัวธรรมที่กำลังทำกิจได้ยิน เป็นธาตุรู้ที่กำลังได้ยินเสียง เพราะฉะนั้นขณะนี้ไม่มีลักษณะของเจตสิกปรากฏ ภายหลังเราจะได้ยินชื่อว่าวิตกเจตสิก วิจารเจตสิก อธิโมกขเจตสิก วิริยเจตสิก ฉันทเจตสิกแต่เวลานี้ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้นขณะนี้ที่เห็น จิตเป็นใหญ่เป็นประธานเจตสิกอื่นไม่ปรากฏเลยทั้งๆ ที่มี กำลังได้ยินจิตก็เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้เสียงคือได้ยินเสียง ลักษณะของเจตสิกใดๆ ไม่ปรากฏเลย ในขณะที่ลักษณะของจิตกำลังเป็นธาตุที่กำลังรู้อารมณ์เป็นใหญ่เป็นประธานจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเมื่อเกิดแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ถ้าสภาพนี้ปรากฏ บุคคลนั้นจะไม่มีความสงสัยเลยว่าธาตุรู้นั้นเขาจะไม่มีรูปร่างลักษณะใดๆ ทั้งสิ้น เจตสิกใดๆ ก็ไม่ปะปนอยู่ในที่นั้น รูปใดๆ ก็ไม่มี แต่เป็นธาตุที่รู้เกิดขึ้นรู้ ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่จิตจะไม่รู้อะไรไม่ได้เพราะเมื่อเป็นธาตุรู้ก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้ นี่คือจิต ใช้คำว่ามนินทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๑ ใน อินทรีย์ ๒๒ ชนิด สภาพปรมัตถธรรมซึ่งเป็น จิต เจตสิก รูป จำแนกเป็นอินทรีย์ได้ ๒๒ อย่าง รูปที่เป็นอินทรีย์ก็มี เจตสิกที่เป็นอินทรีย์ก็มี ส่วนจิตเป็นมนินทรีย์ เพราะฉะนั้นเอาอันนี้ก่อน เอาจิตซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธาน แล้วภายหลังเราจะรู้ว่าอะไรเป็นเจตสิก เพราะเหตุว่าไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิตที่เห็น ความรู้สึกเกิดกับจิตทุกขณะ ที่จะกล่าวว่ามีแต่จิตเกิดขึ้นเห็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วไม่มีความรู้สึกใดๆ เลยไม่ได้ เพราะเหตุว่าบางครั้งอย่างเวลาที่เราเห็นสิ่งที่เราชอบใจเราก็รู้สึกโสมนัส ดีใจ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    18 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ