สนทนาธรรม ตอนที่ 120


    ตอนที่ ๑๒๐


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นไม่เคยขาดนามธรรมเลยจะต้องรู้ในลักษณะที่ต่างกันของนามธรรม และรูปธรรม ไม่ใช่เป็นเพียงเข้าใจชื่อว่าทางตาถ้าถามก็ตอบว่าเห็นเป็นนาม และสิ่งที่ปรากฏเป็นรูป

    ผู้ฟัง ขออนุญาตคุณป้าถ้าสมมติว่าการพิจารณาไตร่ตรองศึกษาขั้นพิจารณาไตร่ตรองศึกษาธรรม ที่คุณป้าบอกว่าไม่งั้นก็ปล่อยไปแต่ว่าถ้าเราจะใช้เวลาว่างเวลาที่เราว่างมาศึกษาไตร่ตรองธรรมนี่ไม่ทราบว่าจะได้หรือเปล่าคือเวลาเราว่างเรามาพิจารณาว่าสิ่งที่ปรากฏทางตานี้ไม่มีสัณฐานอะไรเป็นยังไงเราไตร่ตรอง แล้วก็พิจารณาขณะนี้ก็มีสิ่งที่ปรากฏทางตาอยู่จริง แต่ว่าแทนที่จะให้ขณะที่เกิดขึ้นแล้วก็มีสติระลึกแต่ว่าเรามาใช้เวลาว่างเรามาค่อนข้างจะเรียกว่าตั้งใจ หรือเปล่าก็ไม่ทราบอันนี้จะได้หรือเปล่า

    ท่านอาจารย์ ไม่มีการอนุญาตนะคะ ธรรมเป็นธรรมไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรืออนุญาตเลยแต่ว่าสามารถที่จะบอกถึงสภาพธรรม และเหตุผลได้ ที่ว่าเราจะใช้เวลาว่างที่จริงแล้วขณะนี้เรากำลังฟังพระธรรมหรือฟังธรรมแล้วก็มีสภาพธรรมปรากฏด้วย ไม่ใช่เราเพียงแต่ฟังเรื่องราวโดยที่ไม่มีสภาพธรรมกำลังปรากฏแต่ในขณะนี้เองที่กำลังฟังก็มีสภาพธรรมจริงๆ ปรากฏ แต่ปัญญาไม่สามารถที่จะรู้ได้จริงๆ ว่าสิ่งที่ปรากฏนั้นเป็นธรรมที่เรากำลังฟังแทนที่จะไปเอาเวลาว่างขณะที่ฟังมีการไตร่ตรองด้วยที่จะเข้าใจแล้วก็ยังไม่พอ เพราะว่าวันหนึ่งๆ อกุศลก็มากกิเลสก็เยอะ และทุกคนก็บอกว่ามีงานเยอะมีสิ่งที่สำคัญที่จะต้องทำ แต่เวลาสำหรับสิ่งที่จะไตร่ตรองก็ย่อมมีถ้าคนนั้นได้สะสมที่จะเห็นประโยชน์ว่าเราทำอะไรต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ ชีวิตเราต้องมีการกินอยู่หลับนอนธุรกิจต่างๆ นั่นก็สำคัญก็ทำแต่ว่าเราก็ไม่ทิ้งการที่จะฟังธรรมให้เข้าใจขึ้น ข้อสำคัญที่สุดคือฟังธรรมให้เข้าใจขึ้นในขณะที่ฟังนี้เอง และเมื่อฟังเข้าใจแล้วก็ยังมีเวลาอื่นอีกเช่นเราตื่นขึ้นมาเมื่อไหร่ตอนไหนก็ได้ หรือว่าเวลาว่างที่จะมีการระลึกลักษณะของสภาพธรรมพิจารณาสิ่งที่ได้ยินได้ฟังอีกหรืออ่านพระไตรปิฎกอรรถกถา หรือธรรมที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ไม่ใช่ว่าเราเจาะจงเวลาว่าง แต่ว่าให้เป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งเป็นผู้ที่มีศรัทธาที่ได้สะสมแล้วมีหิริโอตตัปปะที่จะไม่รู้ไม่อยากจะรู้สภาพธรรมแต่ว่าไม่ได้ยินได้ฟังแล้วก็รู้ว่าความรู้นี่ไม่พอเท่านี้ไม่พอก็จะเป็นเหตุให้เรารู้ว่าความรู้จริงๆ ต้องมากมายกว่านี้อีก

    เมื่อมากมายกว่านี้อีกก็จะมีการที่จะระลึกถึงธรรมอาจจะระลึกไตร่ตรองธรรมที่ได้ฟังแล้วยังไม่เข้าใจ หรือว่าถึงสติระลึกลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแล้วก็เริ่มรู้แต่ว่าการเริ่มรู้ก็จะไม่มากในตอนต้นต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปจริงๆ และถึงจะเข้าใจคำอุปมาในพระสูตรได้ที่ว่าทำไมทรงอุปมาไว้แสนยากอย่างนั้นเช่นมีหินแท่งทึบสูงใหญ่ และร้อยปีก็เอาผ้ากาสีคือผ้าไหมพาราณสีเนื้อดีบางละเอียดไปลูบครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ว่าเราสามารถที่จะเอาไปใช้หรือว่าจะกำหนดกฎเกณฑ์อะไรได้ แต่ทั้งหมดจิตขณะหนึ่งฟังเข้าใจต่อไปฟังอีกเข้าใจอีกเมื่อเข้าใจแล้วไปอ่านเองทั้งพระไตรปิฏก และอรรถกถาก็เข้าใจด้วย และเมื่อเข้าใจมากขึ้นก็จะทำให้รู้ความต่างกันของขณะที่หลงลืมสติกับขณะที่ไม่มีสติหรือว่ารู้ความต่างกันของขณะที่หลงลืมสติกับขณะที่สติเกิด แล้วยังรู้ความต่างกันของการศึกษา หรือการเข้าใจซึ่งเป็นปัญญาต่างขั้นกับการที่สติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรม

    ผู้ฟัง เรื่องของความคิดครับถ้าผมเปรียบว่าความคิดคือรถยนต์วิ่งไปตามถนนที่มีฝุ่นจะมีโลภมีโกรธแล้วก็มีหลงเมื่อรถแล่นผ่านไปโลภโกรธหลงฟุ้งขึ้นมาอันนี้เป็นความจริงไหมครับหรือว่าเพราะมีโลภโกรธแล้วก็มีหลงจึงมีความคิดขึ้น หรือว่ามีความคิดก่อนโลภโกรธหลงค่อยตามมาครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าอย่างนั้นขอถามต้นต่อเลยว่าความคิดคืออะไรต้องตั้งต้นเสมอถ้าจะพูดเรื่องความคิดก็ต้องถามก่อนว่าความคิดคืออะไร ถ้ายังไม่ทราบก็ไม่สามารถจะกล่าวได้ชัดเจนหรือว่าเข้าใจได้ชัดเจนพอจะบอกได้ไหมคะว่าความคิดคืออะไรความคิดมีแน่ๆ มีจริงแล้วคืออะไร สิ่งที่มีจริงคืออะไร

    ผู้ฟัง ก็คือความสัญญาจำได้หมายรู้ของเราทั้งหลาย ก็รวมๆ เป็นความคิดครับ

    ท่านอาจารย์ ความคิดมีรูปร่างไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ มีสีไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ มีกลิ่นไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ มีรสไหมคะ

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ เกิดขึ้นแล้วดับไปไหมคะ

    ผู้ฟัง ดับครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็หมายความถึงสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่รูปธรรม ธรรมทั้งหมดไม่ว่าจะในโลกนี้หรือโลกไหนชาติก่อนแสนโกฏกัปหรือชาติหน้าต่อไปอีกนานเท่าไหร่ก็ตามแต่ขึ้นไปถึงโลกไหนๆ ในจักรวาลก็จะมีสภาพธรรมที่ต่างกันเป็น ๒ อย่างคือนามธรรมกับรูปธรรมซึ่งต้องเข้าใจจริงๆ มิฉะนั้นจะใช้คำนี้ผิดไปใช้รูปธรรมในภาษาสมัยใหม่ไม่ใช่ความหมายของรูปธรรมที่เป็นสภาวธรรม

    รูปธรรมหมายความถึงธรรมคือสิ่งที่มีจริงต้องมีจริงไม่ใช่เลื่อนลอยเป็นสิ่งที่มีจริงสิ่งที่มีจริงนั้นเกิดขึ้นมีปรากฏแต่ว่าสภาพที่เป็นรูปธรรมนั้นไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น อย่างแข็งเกิดขึ้นมีลักษณะแข็งๆ ไม่รู้ว่าตัวเองแข็งไม่รู้ว่าใครกำลังกระทบสัมผัสแข็งเป็นสภาพที่มีลักษณะแข็งเท่านั้นแข็งอย่างเดียวไม่รู้อะไรเลยแต่ขณะที่กำลังกระทบแข็ง เคยกระทบแข็งขณะนั้นรู้ไหมว่าแข็งที่รู้เป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ ถึงได้รู้ว่าแข็งมีลักษณะรู้หรือสภาพรู้นั่นคือนามธรรม เพราะฉะนั้นเพียงขั้นต้นจากคำว่าธรรมเราก็จะรู้ความต่างกันส่วนใหญ่เป็น ๒ ประเภทคือนามธรรมกับรูปธรรมก่อน เพราะฉะนั้นความคิดเป็นนามธรรมหรือเป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ แต่ถ้าศึกษาต่อไปจะทราบว่านามธรรมที่เกิดขึ้นมี ๒ อย่างที่ต้องเกิดด้วยกันเกิดร่วมกันเกิดพร้อมกันดับพร้อมกันคือจิตกับเจตสิก ซึ่งคำสอนอื่นก็คงจะไม่กล่าวถึงเพราะเหตุว่าไม่ได้ตรัสรู้ว่าลักษณะซึ่งเป็นธาตุรู้หรือเป็นสภาพรู้ในขณะที่กำลังรู้สิ่งที่แข็งในขณะนี้มีจริงๆ แท้ที่จริงแล้วสภาพของนามธรรมต่างกันเป็น ๒ อย่างคือนามธรรมที่เป็นจิตอย่างหนึ่ง และนามธรรมที่เป็นเจตสิกอีกอย่างหนึ่ง

    นามธรรมที่เป็นจิตนั้นก็เป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะของสิ่งที่จิตกำลังรู้ ไม่ว่าจิตจะรู้สิ่งใดสภาพที่รู้แจ้งในความหลากหลายในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏนั้นคือจิต แต่ขณะที่มีการรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ใช่มีแต่เฉพาะจิตเท่านั้นยังมีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งซึ่งเกิดกับจิตเกิดในจิตแล้วก็เป็นสภาพรู้สิ่งเดียวกับที่จิตกำลังรู้ ไม่ว่าจิตจะรู้อะไรเจตสิกรู้ด้วยแต่ว่าไม่ใช่ลักษณะที่เป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ แต่ว่าเจตสิกแต่ละชนิดจะมีลักษณะเฉพาะของเจตสิกแต่ละอย่าง ซึ่งเจตสิกทั้งหมดจะมี ๕๒ ประเภท เพราะฉะนั้นก็ทราบว่าความคิดไม่ใช่รูปธรรมความคิดก็เป็นนามธรรมซึ่งเป็นจิต และเจตสิกซึ่งเกิดร่วมกัน

    ผู้ฟัง ความคิดนำให้เกิด โลภ โกรธ หลง หรือว่าโลภ โกรธ หลง ทำให้เกิดความคิดครับ

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบว่าโลภะที่ใช้คำว่าโลภเป็นเจตสิกหนึ่งใน ๕๒ ชนิด โทสะหรือโกรธก็เป็นเจตสิกหนึ่งใน ๕๒ ชนิด หลงก็เป็นเจตสิกหนึ่งใน ๕๒ ชนิด เพราะฉะนั้นวันนี้ก็ได้เจตสิกเข้าใจ ๓ อย่างแต่ว่าความจริงชีวิตประจำวันของเราไม่ว่าเราจะพูดอะไรเรื่องอะไรแท้ที่จริงก็เป็นสภาพของธรรมที่มีจริงๆ แต่เราไม่รู้ว่าเป็นธรรมเช่นความพากเพียรหรือวิริยะมีจริงไหมคะ มีจริงก็เป็นเจตสิกหนึ่งใน ๕๒ เหมือนกันความริษยามีจริงไหมคะก็เป็นเจตสิก หนึ่งใน ๕๒ เพราะฉะนั้นที่เราคิดว่าเป็นเราทั้งหมดก็คือนามธรรม และรูปธรรมทั้งนั้นซึ่งเป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดแล้วก็ดับอยู่ตลอดเวลาไม่มีใครที่มีจิตซึ่งเที่ยงมั่นคงเกิดขึ้น และไม่ดับเลย

    แต่ว่าก่อนนั้นเราอาจจะคิดว่าจิตเกิดตอนที่เราเกิดหรือบางคนคิดว่าตอนที่เราคลอดออกมาแล้วก็ได้ก็แล้วแต่ความเข้าใจของคน แต่ความจริงขณะแรกที่เกิดขึ้นในโลกนี้เป็นจิตประเภทหนึ่งคือปฏิสนธิจิต ไม่ใช่จิตเห็นไม่ใช่จิตได้ยินไม่ใช่จิตคิดในขณะนั้นเป็นเพียงจิตซึ่งเป็นผลของกรรมหนึ่งที่ทำให้ วิบากคือจิตซึ่งเป็นผลเกิดขึ้นทำกิจปฏิสนธิสืบต่อจากจิตขณะสุดท้ายของชาติก่อนคือจุติจิต และต่อจากนั้นมาก็จะมีจิตเกิดดับสืบต่อจนกว่าจะตาย และเมื่อตายแล้วยังไม่หมดกิเลสยังมีกิเลสอยู่ก็จะต้องมีพืชเชื้อที่จะทำให้ปฏิสนธิจิตเกิดสืบต่อไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะพูดถึงอะไรก็ต้องทราบว่าเป็นจิตหรือเป็นเจตสิกหรือเป็นรูปนี่คือธรรมที่ทรงตรัสรู้ และทรงแสดงเพื่อที่จะให้เรามีความเห็นที่ถูกต้องเพื่อที่จะได้รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วที่เราไม่เคยรู้มาเลยในสังสารวัฎถ้าไม่มีการตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเราก็มีความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏ แล้วก็มีความยึดถือติดข้องในสิ่งที่ปรากฏว่าเป็นเรา และก็เป็นเขาเป็นคนนั้นคนนี้เป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้แต่แท้จริงแล้วก็คือจิตเกิดขึ้นทีละขณะ และก็รู้สิ่งที่ปรากฏทางตาบ้างทางหูบ้างจมูกบ้างลิ้นบ้างกายบ้างใจบ้าง

    ผู้ฟัง ด้วยความเคารพท่านอาจารย์ครับ และท่านผู้ทรงศีลผู้ทรงคุณธรรมทั้งปวงที่นั่งอยู่ ณ ที่นี้ กระผมคุณาวุฒิ กุลมากครับจากอำเภอพิมายจังหวัดนครราชสีมาครับ กราบเรียนถามด้วยความเคารพอาจารย์ครับผมถามประโยคแรกก็คือคำว่าฉันทะเหมือนหรือต่างกับโลภะอย่างไร ผมไม่แน่ใจตัวนี้ครับ

    ท่านอาจารย์ เมื่อกี้นี้เราพูดถึงว่าไม่ว่าเราได้ยินคำว่าอะไรเราต้องรู้จักคำนั้น เมื่อกี้นี้เรารู้จักคำว่าธรรมแล้วก็นามธรรมกับรูปธรรมจิตเจตสิกรูปถ้าพูดถึงฉันทะเป็นอะไรคะใน ๓ อย่างนี้ ที่จะรู้ว่าต่างกันหรือไม่ต่างกันต้องรู้ว่า

    ผู้ฟัง ๓ อย่างที่ว่านี้คือ

    ท่านอาจารย์ จิต เจตสิก รูป

    ผู้ฟัง ในความรู้สึกผมหมายถึงเจตสิกนะครับ

    ท่านอาจารย์ ถูกต้องค่ะฉันทะเป็นเจตสิก โลภะล่ะคะ

    ผู้ฟัง โลภะก็ต้องเป็นเจตสิกครับ

    ท่านอาจารย์ โลภะก็เป็นเจตสิกลักษณะของโลภะเป็นสภาพที่ติดข้องซึ่งยากที่จะรู้ว่าเราติดทุกอย่างที่ผ่านตาผ่านหูจมูกลิ้นกายใจ มีโลภะเกือบตลอดวันถ้าขณะนั้นไม่เป็นโทสะ หรือไม่เป็นกุศลไม่เป็นผลของกรรมโดยละเอียดต่อไปอีก แต่ให้ทราบว่ามีอยู่เป็นประจำ

    ผู้ฟัง รูปธรรมของทางโลกกับรูปธรรมของทางธรรมเหล่านี้ต่างกันใช่ไหมคะขอให้กรุณาด้วยเพราะว่าได้ยินคนจะพูดกันมากทำโน่นทำนี่เป็นรูปธรรมๆ ขอกรุณาด้วย

    ท่านอาจารย์ นั่นคือการใช้คำภาษาบาลีแต่ในความคิดหรือความเข้าใจของคนไทย แต่ว่าท่าทางธรรมแล้วก็ธรรมคือสิ่งที่มีจริง และธรรมที่เป็นรูปธรรมก็คือลักษณะที่มีจริงไม่ใช่สภาพที่รู้ เสียงก็เป็นรูปธรรมเพราะเสียงไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้กลิ่นรสพวกนี้เป็นรูปธรรมทั้งหมด ส่วนนามธรรมก็สุขทุกข์จำแล้วก็เห็นได้ยินพวกนี้เป็นนามธรรมสภาพรู้เป็นนามธรรมสภาพที่ไม่สามารถที่จะรู้อะไรได้เลยเป็นรูปธรรม

    ผู้ฟัง แล้วได้ยินที่ใช้พูดกันรูปธรรมๆ อยู่เรื่อยหมายความว่าอย่างไร

    ท่านอาจารย์ ก็ไม่ใช่ในฐานะก็ในเรื่องของเขาค่ะ

    ผู้ฟัง ที่พระพูดตอนจบที่ท่านให้พรนะคะ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สิเลนะนิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสทะเย อยากทราบว่าโภคะซึ่งทุกคนเข้าใจนี่คือธนบัตรหรือทรัพย์ของเรานี้ใช่ไหมคะขอกรุณาให้แจ่มแจ้งด้วย

    อ. สมพร คือท้ายของศีลที่พระท่านบอกว่า สีเลนะ การถึงพร้อมด้วยโภคะก็เพราะศีลๆ ที่รักษาที่ท่านให้ศีล ๕ ศีล ๘ อะไรก็แล้วแต่นะครับ ถ้าหากว่าคนมีศีลบริบูรณ์แล้ว ย่อมมีโภคะเกิดได้เพราะศีลนี่ส่วนหนึ่งนะครับ

    ศีลนี้คือเมื่อรักษาดีแล้วในธรรมบทก็มียกตัวอย่างเยอะแยะ แต่ว่าเมื่อว่าโดยปกติแล้วคนธรรมดาทั่วๆ ไป เมื่อคนมีศีลตั้งมั่นอยูในการทำมาหากินแล้วโภคะก็ย่อมเพิ่มพูนได้ด้วยอำนาจความเพียร แต่ถ้ามีการให้ทานรักษาศีลสนับสนุนแล้วทำให้เขาเป็นคนที่มีโภคะที่มั่นคงเพราะศีลเป็นต้นเหตุ สีเลนะ แปลว่าเพราะศีลครับ

    ผู้ฟัง เพราะที่ท่านแสดงเรื่องของโภคทรัพย์ก็คงหมายถึงโภคทรัพย์ทางโลกด้วยคือศีลเป็นกุศล กุศลจิตเป็นไปในศีลเมื่อกุศลจิตเกิดแล้วก็สามารถที่จะให้กุศลวิบากซึ่งกุศลวิบากนั้นจะมาในรูปของอะไรก็แล้วแต่อาจจะเป็นตึกรามบ้านช่องหรือว่าทรัพย์สินเงินทองก็เพื่อที่จะมาซื้อสีเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะเหล่านั้น การรักษาศีลก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโภคทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์ทางโลกได้แต่ว่าเรื่องของอริยสัจทรัพย์ธรรมนั้นก็อีกนัยนึงก็คือศีลก็เป็นทรัพย์ด้วย เป็นอริยทรัพย์หนึ่งในอริยทรัพย์ทั้งหลาย

    อ. สมพร ยกตัวอย่างนิดหนึ่งครับเช่นคนบางคนฐานะร่ำรวยแล้วไปเล่นการพนันบ้างเป็นนักเลงต่างๆ นาๆ ทำลายทรัพย์หมดสิ้นเลยเพราะไม่มีศีลใช่ไหมครับ ถ้ามีศีลเราคงจะไม่ทำอย่างนั้นเป็นนักเรียนผู้หญิงเป็นนักเรียนการพนันแล้วก็เสพยาเสพติดเหล่านี้เป็นต้นเพราะพวกนั้นไม่มีศีลทรัพย์จึงพินาศไป เมื่อเป็นเช่นนี้เมื่อบุคคลนั้นมีศีลทรัพย์ที่มีอยู่นั้นก็มีอันจะเพิ่มพูนขึ้น เมื่อการกระทำของใหม่ และด้วยกระทำที่กระทำมาแล้วของเก่านี้จะเห็นได้ว่ามีโภคะสมบูรณ์เพราะศีลครับ

    ผู้ฟัง กราบขออนุญาติอาจารย์ครับ อาจารย์ครับผมฟังหลายท่านแล้วผมได้อะไรในแนวคิดเพิ่มขึ้น แต่ตอนนี้ผมอยากขออาจารย์ก็คืออยากได้คำแนะนำในการเจริญในการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันควรทำอย่างไรกรุณาเปล่งเสียงที่เป็นสภาวะเป็นเหตุปัจจัยให้ผมได้กระตุ้นจิต และเจตสิกด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

    ท่านอาจารย์ ก็ต้องเข้าใจก่อนนะคะ ว่าธรรมคืออะไร ถ้าไม่เข้าใจก็ปฏิบัติไม่ถูกแน่เพราะว่าส่วนมากเวลานี้เราจะได้ยินคำว่าปฏิบัติธรรม และเราเข้าใจหรือเปล่าว่าปฏิบัติธรรมคืออะไรถ้ายังไม่เข้าใจก็อย่าเพิ่งทำอะไรทั้งหมดจนกว่าจะเข้าใจ

    ผู้ฟัง ให้ผมตอบแบบผมเข้าใจใช่ไหมครับ ผมเข้าใจของผมอย่างนี้ถูกผิดผมไม่อาจกำหนดผมเข้าใจว่าธรรมก็คือสภาวะที่ปรากฏ ไม่ว่าจะนอกตัวในตัวๆ หมายถึงภาวะจิตนะครับ นอกตัวก็คือเหตุปัจจัยต่างๆ ที่กระทบเข้ามาที่อายตนะใช่ไหมครับ ๖ ทาง อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นเป็นจริงตรงนั้นผมคิดว่าเป็นธรรมในความรู้สึก

    ท่านอาจารย์ คือต้องการที่จะปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันใช่ไหมคะ เพื่ออะไรคือทุกคนต้องมีจุดประสงค์ถ้าใครที่จะปฏิบัติธรรมก็ต้องทราบว่าเพื่ออะไรคะ

    ผู้ฟัง เป้าหมายจริงๆ เท่าที่ผมต้องการก็คือว่าขจัดทุกข์ให้ลดลงแล้วเพิ่มสุขให้เพิ่มขึ้นก็คิดอย่างนี้ครับ

    ท่านอาจารย์ ถ้าต้องการขจัดทุกข์ให้ลดลงเพิ่มสุขให้มากขึ้นทุกข์จะลดลงได้เพราะอะไร คือธรรมเป็นเรื่องคิดเรื่องไตร่ตรองจนกว่าจะพบเหตุผลจริงๆ ว่าถ้าไม่ต้องการมีทุกข์อะไรเป็นธรรมที่จะดับทุกข์หรือทำให้ทุกข์ลดน้อยลงแล้วข้อสำคัญจริงๆ ก็คือว่าทุกข์อะไรคะที่ต้องการให้น้อยลง

    ผู้ฟัง พูดจริงๆ ที่น่าจะกำจัดทุกข์ให้น้อยน่าจะเป็นทุกข์ทางใจนี่แหละครับ จะเป็นอุปปาทานทุกข์

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าไม่อยากจะให้มีกิเลสมากๆ เพราะเหตุว่าถ้ามีกิเลสมากก็เป็นทุกข์ถ้าหมดกิเลสก็ไม่ทุกข์อย่างพระอริยะทั้งหลาย จะปฏิบัติอย่างนี้เลยเหรอคะ

    ผู้ฟัง ก็ตั้งใจอย่างนี้

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีปัญญาปฏิบัติไม่ได้ค่ะ

    ผู้ฟัง ช่วยแนะนำผมได้ไหมครับเพื่อผมจะได้ไปกระตุ้นจิต และเจตสิก

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ค่ะกำลังอบรมเจริญปัญญาหรือเปล่านี่คือสิ่งที่จะต้องใคร่ครวญพิจารณาเวลาที่ฟังพระธรรม และค่อยๆ เข้าใจขึ้นเป็นการอบรมให้มีความเข้าใจเพิ่มขึ้นถูกต้องไหมหรือว่าจะใช้วิธีอื่น

    ผู้ฟัง กิจกรรมอื่นมีไหมครับนอกจากฟังให้เกิดความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ลองคิดดูสิคะว่ามีวิธีอื่นมั้ยคะ

    ผู้ฟัง ช่วยพูดหน่อยนะครับ ทำหน้าที่พวกนี้ช่วยได้ไหม

    ท่านอาจารย์ เช่นอะไรคะหน้าที่อะไรคะ

    ผู้ฟัง ผมต้องสอนคนครับ ผมก็จะพยายามทำทุกอย่าง หนึ่งต้องเอาตัวเองเป็นเกณฑ์คือทำให้ได้ก่อนสอนเขาละอะไรเราต้องละก่อนอะไรอย่างนี้ครับ

    ท่านอาจารย์ แล้วเราจะละได้ไหมคะ

    ผู้ฟัง เราไม่มีครับเพราะว่อาจารย์บอกว่าเราไม่มี

    ท่านอาจารย์ มีหนทางเดียวจริงๆ เดินทางรอบไปมาหมดแล้วก็ต้องมาถึงจุดที่ว่าต้องอบรมเจริญปัญญาความรู้ความเข้าใจธรรมตามความเป็นจริง เพราะว่าถ้าปัญญาไม่เกิดไม่มีอะไรที่จะละอกุศลได้เลย ที่เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เพราะว่าทรงอบรมพระบารมี และทรงตรัสรู้สภาพธรรมด้วยพระปัญญาจึงสามารถที่จะดับกิเลสได้ เพราะฉะนั้นถ้าใครก็ตามที่ไม่มีปัญญาแล้วก็อยากจะดับกิเลสแล้วก็หาวิธีทุกอย่าง แม้ว่าเป็นคนดีก็พยายามดีขึ้นๆ ก็ไม่หมดกิเลสถ้าปัญญาไม่เกิด

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับความเมตตาที่เรากำลังแสดงอยู่กำลังกระทำอยู่เราไม่มีหรอกแต่สมมติเอาเป็นปัจจัยที่ลดละกิเลสได้ไหม

    ท่านอาจารย์ ขณะใดที่กุศลจิตเกิดขณะนั้นอกุศลจิตไม่เกิด แต่ข้างหน้าก็เกิดอีกเพราะว่ายังไม่ได้ดับอกุศลยังไม่ได้ดับกิเลสตราบใดที่ยังมีกิเลส ขณะที่กุศลจิตเกิดไม่ใช่อกุศลแต่หลังจากนั้นอกุศลจิตก็เกิดอีกได้

    ผู้ฟัง อยู่ที่เหตุปัจจัย

    ท่านอาจารย์ อยู่ที่กิเลสที่ยังไม่ได้ดับ

    ผู้ฟัง และดับได้ด้วยปัญญา

    ท่านอาจารย์ ปัญญา

    ผู้ฟัง ปัญญาเกิดได้ด้วย

    ท่านอาจารย์ การอบรมเจริญทีละเล็กทีละน้อย

    ผู้ฟัง อบรมทำอย่างไรบ้างครับ

    ท่านอาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจสภาพธรรมในขณะนี้ถูกต้องตามความเป็นจริง

    ผู้ฟัง ทำให้เกิดความเข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่มีตัวเราจะสบายไหมคะหรือจะลำบาก

    ผู้ฟัง จริงๆ มันจะสบายมากเลยครับถ้าความรู้สึกที่ไม่มีนะฮะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นทุกท่านหมดต้องมาจากเพราะความยึดมั่นว่ามีเรา

    ผู้ฟัง อุปาทานว่าเป็นเรา

    ท่านอาจารย์ ทำยังไงถึงจะหมดอุปาทาน ถ้าไม่มีปัญญาก็หมดไม่ได้

    ผู้ฟัง เพราะมีปัญญาพิจารณาค่อยๆ ลดละหรือเปล่าผมไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่พิจารณาฟังธรรมให้เข้าใจขึ้น

    ผู้ฟัง เข้าใจขึ้นแล้วเขาจะลดละเอง

    ท่านอาจารย์ ความเข้าใจเกิดก็ละความไม่เข้าใจไปทีละเล็กที่ละน้อย

    ผู้ฟัง จนถึงเข้าใจที่สุดความไม่เข้าใจก็หมดไป

    ท่านอาจารย์ ถ้ามีความรู้เกิดขึ้นความไม่รู้ก็น้อยลงๆ เพราะว่าโลภะโทสะโมหะ หรืออกุศลทั้งหมดเกิดจากความไม่รู้

    ผู้ฟัง ผมสรุปถูกไหมครับอาจารย์บอกให้ผมพยายามฟังบ่อยๆ

    ท่านอาจารย์ อบรมเจริญปัญญาการอ่านการฟังการคิดการไตร่ตรอง

    ผู้ฟัง แล้วจะค่อยๆ ขจัดไปเอง

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ เข้าใจขึ้นขณะเข้าใจนั่นคือปัญญา



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    7 ก.ค. 2567

    ซีดีแนะนำ