สนทนาธรรม ตอนที่ 082
ตอนที่ ๘๒
ท่านอาจารย์ ใน ๔๕ พรรษานั้นให้เห็นได้ว่าสำหรับใคร เพราะว่าบางท่านนั้นท่านฟังนิดเดียว แล้วท่านก็บรรลุมรรคผลไป ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคัลลานะ เพราะฉะนั้น ๔๕ พรรษาสำหรับเรารุ่นนี้ ซึ่งจะต้องแสดงโดยละเอียด เพื่อที่จะได้ไม่เห็นผิดไม่เข้าใจผิด เพราะเหตุว่าไม่ใช่พวกที่เป็น อุคฆฏิตัญญูบุคคล วิปัญจิตัญญูบุคคล ซึ่งเพียงฟังธรรมสั้นๆ ก็สามารถที่จะละกิเลสได้ เพียงกล่าวถึงเหตุให้เกิดนามธรรม รูปธรรม นามธรรมรูปธรรมไม่เที่ยงดับไป ท่านสามารถที่จะรู้ได้ เพราะว่าท่านอบรมความรู้ความเข้าใจสภาพธรรมมาแล้ว เพราะฉะนั้นสำคัญที่สุดคืออบรมความรู้ความเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง ครับ อย่างนี้ก็ระลึกถึงพระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อย่างจริงๆ ใน ๔๕ พรรษานี้ เพื่อพวกเราโดยเฉพาะ ถ้าว่าเมื่อเข้าใจสภาพรูปธรรมนามธรรมแล้วโชคดีมีโอกาสที่สติเกิดกระลึกขึ้นรู้ได้นั้น จะพูดว่าโชคดี
ท่านอาจารย์ ไม่ได้เพราะต้องมีเหตุมีปัจจัยสะสม สะสมไปจนกระทั่งปัญญาถึงขั้นที่เมื่อฟังแล้วเข้าใจได้ทันที
ผู้ฟัง ครับเมื่อมีเหตุ และปัจจัยที่สะสมไว้คือ ฟังมากก็เข้าใจมากในขั้นการฟัง โอกาสที่จะเกิดของสตินั้นเกิดได้ แล้วก็มาฟังเรื่องขันธ์ มาฟังเรื่องชาติ การแบ่งจำแนกจิตของอะไรต่างๆ ขณะนั้นก็ยังไม่ทราบว่าจะมาน้อมเข้ามาในความเข้าใจนั้น คือเข้าใจได้ฟังพูดท่านอธิบายให้ฟังเข้าใจได้ แต่มันก็ยังอยู่ในหนังสืออยู่อย่างนั้น
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นยิ่งฟังก็ยิ่งพิจารณาในความเป็นอนัตตา ไม่ใช่ตัวตน อย่างแสดงว่านามธรรมกับรูปธรรมนั้นชื่อบอกแล้ว ไม่ใช่บอกว่าชื่อวีระหรืออะไรเลย ธรรมที่เป็นปรมัตถ์ที่เป็นวีระนั้นไม่มี แต่ว่ามีนามธรรมกับรูปธรรม เพราะฉะนั้นนี่ก็แสดงให้เห็นว่าเพียงบอกว่า ไม่ใช่ตัวคุณวีระเป็นแต่นามธรรมรูปธรรม กิเลสก็ยังละไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องแสดงละเอียด โดยนัยของขันธ์ โดยนัยของธาตุ โดยนัยของอายตนะ โดยแสดงจิตประเภทต่างๆ ถึง ๘๙ หรือ ๑๒๑ ให้เห็นว่าทุกขณะนั้นเป็นเพียงจิต ซึ่งเกิดเพราะเหตุปัจจัยแล้วก็ดับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเจตสิก ก็แสดงให้เห็นถึงสภาพธรรมที่มีจริง ซึ่งเป็นแต่เพียงสภาพธรรมที่อาศัยเกิดกับจิตอยู่ที่จิต เกิดขึ้น และก็ดับไป
เพราะฉะนั้นการฟังมากๆ คือพหูสูต การเป็นผู้ฟังมาก เพียงจุดประสงค์เดียวคือให้เห็นความเป็นอนัตตาโดยขั้นการฟัง และเวลาที่สติระลึก จะได้มีเหตุที่จะให้ละการยึดถือว่าเป็นตัวตนเพราะมีความเข้าใจอย่างมากจากการฟังที่รู้ว่าเป็นอนัตตาจริงๆ เพราะว่าการฟังอย่างละเอียด ทำให้สามารถที่จะเป็นปัจจัยทำให้ละขณะที่สติเกิด แต่ว่าจะก่อนที่จะละ สติต้องเกิดอีกมาก เพราะเหตุว่าฟังเพียงเรื่องของสภาพธรรม แต่ตัวธรรมจริงๆ ที่กำลังทำงานอยู่จิตเห็นกำลังเห็น เป็นจิตชนิดหนึ่ง จิตได้ยินกำลังได้ยิน เพราะฉะนั้นกว่าจะคุ้นเคยกับสภาพของปรมัตธรรมที่เป็นนามธรรมแต่ละอย่าง รูปธรรมแต่ละอย่าง ไม่ใช่เพียงฟังเท่านั้น ฟังให้เข้าใจ เวลาที่สติเกิดก็สามารถที่จะเข้าใจในสภาพซึ่งเป็นสภาพนามธรรมหรือรูปธรรมที่ต่างกันได้ และยังจะต้องชินจนกระทั่งคล่องหรือชำนาญ ความเป็นตัวตนค่อยๆ คลายความยึดมั่นลงไปทีละเล็กทีละน้อย ไม่ใช่โชคดีแต่ว่าเพราะสะสม
ผู้ฟัง คำว่าเข้าใจธรรมขั้นการฟัง หมายถึงเข้าใจเรื่องราวที่ฟัง
ท่านอาจารย์ เข้าใจเรื่องของปรมัตธรรม ว่าจิตเป็นนามธรรมเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ในการรู้
ผู้ฟัง เข้าใจตามที่ได้ยินได้ฟัง
ท่านอาจารย์ เข้าใจเรื่องของสภาพธรรม แต่ยังไม่รู้จักตัวธรรม
ผู้ฟัง ยังไม่รู้จักตัว เข้าใจ
ท่านอาจารย์ ทั้งที่ขณะนี้เป็นตัวธรรมทั้งหมด แต่กำลังฟังเรื่องของตัวธรรม แต่ไม่ได้รู้จักตัวธรรมจริงๆ
ผู้ฟัง และความเข้าใจขั้นรู้จักธรรมจริงๆ นี้เป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ สติ ระลึกรู้ตามที่เคยเข้าใจ ต้องเข้าใจก่อนถึงจะระลึกรู้ได้
ผู้ฟัง เข้าใจก่อน ทีนี้เมื่อสติระลึกรู้ก็คือ อันที่เราเข้าใจคืออย่างนี้เอง
ท่านอาจารย์ ต้องมีการที่จะรู้ในทันทีที่สติเกิด ว่าลักษณะนั้นเป็นสภาพรู้
ผู้ฟัง ก็ตรงกับที่เราเข้าใจมา
ท่านอาจารย์ ถึงอย่างนั้นก็ยังละไม่ได้เห็นไหม แต่ทีนี้เวลาที่ทางตากำลังเห็น เราจะไม่นึกถึงขณะที่จำ เพราะว่ากำลังมีสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่เราทราบว่าลักษณะที่จำมีจริงๆ เพราะฉะนั้นขั้นต้นจากการฟังก็ต้องแยกลักษณะที่เป็นนามธรรมกับรูปธรรมเสียก่อน ด้วยความมั่นใจจริงๆ ว่าสภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่ไม่มีรูปร่างลักษณะ ไม่ได้ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เป็นนามธรรมเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ต้องแยกลักษณะที่ต่างกันสองอย่างของนามธรรมกับรูปธรรมก่อนในขั้นของการฟัง ส่วนชื่อ หรืออะไรต่างๆ ที่ได้ยินมาเราก็ค่อยๆ มาพิจารณาได้ อย่างลักษณะที่จำ เราก็จำกันทุกคน แต่ว่าขณะนั้นเพราะไม่ได้รู้ในลักษณะที่จำ ลักษณะที่จำก็ไม่ได้เป็นอารมณ์ของสติเพราะสติไม่ได้ระลึก จึงไม่รู้โดยที่ว่าลักษณะจำจริงๆ นี่คือขณะไหน เพียงแต่เข้าใจจากขั้นการเรียนว่าลักษณะที่จำ สภาพจำนี้มีกันทุกคน ทุกขณะด้วย
ผู้ฟัง ครับลักษณะของการจำที่เรียกว่าสัญญาเจตสิกนี่ เราจะไม่รู้ได้ ผมจะไม่รู้ ผมจะไม่มีความรู้สึกอย่างนี้ได้เลย เพียงแต่ว่าจำนี่จำตรงไหน ถ้าพูดแยกแยกประเด็นก็คือว่า จำคือฟังอะไรบ้าง แล้วก็จำ เรียนแล้วก็จำ แต่ว่าอาการจำที่เกิดขึ้นใช้สภาพธรรมจริงๆ แล้วเป็นสรรพจิตสาธารณเจตสิกซึ่งมีสัญญาเกิดขึ้นกับจิตทุกดวง สัญญานั้นจำสภาพที่ปรากฏ หรือว่าจำอารมณ์ที่ปรากฏกับจิตเท่านั้นเอง ทีนี้ตรงนี้ฟังมาเท่านั้น ฟังมาจากอาจารย์กล่าว หรือว่าในหนังสือกล่าว หรืออะไรก็แล้วแต่นั้นฟังว่า สรรพจิตสาธารณเจตสิกเกิดกับจิตทุกดวง แล้วเมื่อสภาพธรรมที่ระลึกได้ สติเกิดระลึกได้รู้ว่าขณะนี้มี ขณะนี้มีอาการปรากฏเช่นสิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดขึ้น ก็มานึกทีหลังหรือน้อมทีหลัง หรือมาระลึกทีหลังว่าเมื่อสักครู่นี้ ที่จิตรู้ว่ามีสิ่งที่ปรากฏทางตาเกิดขึ้น ก็คือมันมีความจำในสิ่งที่ปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ ที่เป็นอย่างนี้จะเห็นได้ว่าธรรมนั้นละเอียดจริงๆ กว่าที่เราจะรู้ความละเอียดของธรรมที่จะเห็นว่าไม่ใช่เราได้ ต้องใช้เวลาที่นานมาก เป็นจิรกาลภาวนา แม้สภาพธรรมที่มีจริง ก็ยังต้องสงสัยว่าจำเมื่อไหร่เรียกว่านึกคิดขึ้นมาว่า เมื่อกี้นี้ต้องมีสภาพที่จำแน่ๆ แต่ถ้าเป็นการอบรมที่เจริญพอสมควร ขณะที่นึกย้อนว่าเมื่อกี้นี้ขณะนั้นก็คือจำแล้ว เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่าการฟังก็ต้องฟังมากๆ และการฟังที่เป็นพหูสูตนั้นไม่สูญหายเลย จากจิตขณะหนึ่งไปสู่จิตอีกขณะหนึ่ง ทำให้เราแต่ละคนเมื่อเกิดมาแต่ละชาติก็จะต้องประกอบด้วยปัญญาที่สะสมมาต่างๆ กันด้วย เพราะฉะนั้นแต่ละคนก็รู้จักตัวเองว่าจะต้องสะสมอบรมต่อไป เพราะว่าธรรมแม้มีจริงก็เป็นสภาพที่แสนที่จะละเอียด อย่างความจำที่ยกตัวอย่างเมื่อกี้นี้ ทางตาต้องจำแน่ๆ มิฉะนั้นจะไม่รู้ว่าสิ่งที่ปรากฏเป็นอะไร แต่พอกำลังมีทางตาที่เห็นกลับย้อนไปคิดว่า ที่เห็นเมื่อกี้นี้ต้องมีสัญญาเจตสิกที่จำ โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังเกิดความคิดขึ้นมาเพียงขณะเดียวนั้นก็คือจำแล้ว เพราะถ้าไม่จำก็คิดไม่ได้ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า กว่าจะลอกความเป็นเราคิดออกมาเป็นสภาพธรรมที่เพราะจำจึงคิด หรือคิดสิ่งที่จำ เพราะฉะนั้นจำก็ต้องมีในขณะที่คิด นี่ก็เป็นเรื่องซึ่งเป็นความละเอียด เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นจิรกาลภาวนาไม่ต้องคิดถึงนิพพาน ไม่ต้องอยากถึงแต่อบรมเจริญความรู้ความเข้าใจธรรมเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง ครับอย่างนั้นผู้ฟังหลายๆ ท่านที่จำเป็นจะต้องฟังมาก ฟังในเรื่องราวของปรมัตถธรรมมากๆ หรือว่าอ่านหนังสือมากๆ หรือว่าไม่ต้องฟังแล้วก็เมื่อเข้าใจแล้ว มันแยกไม่ออกว่าจะต้องฟังมากขนาดไหน ฟังไป ฟังกันไป
ท่านอาจารย์ ไม่มีทางเลยที่จะไม่ต้องฟัง สาวก สาวโกคือผู้ฟัง ใครก็ตามมีสติปัญญาขนาดไหนก็ยังฟัง พระอรหันต์ท่านฟังกัน และกัน และฟังพระผู้มีพระภาค ฟังธรรมเป็นพระอรหันต์แล้วก็ฟัง ไม่มีอะไรจะดีกว่านี้ แต่ว่าท่านฟังโดยที่ว่าท่านไม่มีความจำเป็นที่จะต้องละกิเลสอีกแล้ว เพราะว่าท่านดับกิเลสหมดแล้ว แต่ว่าคนที่ยังไม่ได้ดับกิเลสเลยการฟังยิ่งต้องเป็นสิ่งที่จำเป็น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใคร
ผู้ฟัง ผมขอกล่าวตรงนี้ว่า ในประเด็นที่ผมเห็นว่าการฟังนี่คือฟังเข้าไปลึกเข้าไปเลยว่า ฟังเข้าไปถึงเรื่องของปรมัตธรรม และขอแยกย่อยเป็นสังคห ประโยคอะไรที่สูงๆ ขึ้นไปนั้นหรือว่า ต้องฟังที่พื้นก่อน ฟังที่พื้นก่อนฟังให้เข้าใจเสียก่อน ให้ระลึกให้มีโอกาสที่จะเข้าใจได้สติระลึกได้ หรือว่าอีกอันหนึ่ง ฟังลุยเลยมีเทปมาเท่าไหร่ๆ ฟังให้หมด แล้วก็อย่างนี้มันมี ๓ อย่างในลักษณะนี้
ท่านอาจารย์ แต่ฟังน้อยฟังมาก หรือฟังบ่อยฟังนัอยอย่างไรก็ตามเพื่อเข้าใจ กำลังฟังนี้เข้าใจหรือเปล่าอยู่ตรงจุดนี้ ไม่ใช่ว่าฟังเท่าไรมากน้อยกี่วัน กี่เทป กี่ม้วนหรืออะไรอย่างนั้นไม่ใช่ แต่ฟังแล้วเข้าใจหรือเปล่า เข้าใจแค่ไหนคนนั้นก็รู้ตัวเอง แล้วถ้ายังเข้าใจน้อยอยู่ก็ต้องฟังอีกให้เข้าใจมากขึ้นอีก เพราะว่าเวลาฟังแล้วก็เข้าใจแค่นี้ ก็รู้ว่าแค่นี้ก็ยังจะต้องมีสิ่งที่จะต้องเข้าใจเพิ่มขึ้นอีก ไม่ใช่ว่าจบแล้วหมดแล้ว มีสิ่งที่จะต้องเข้าใจเพิ่มขึ้น
ผู้ฟัง ทีนี้ก็ถ้าเกิดสมมติว่าฟังเพื่อเข้าใจนั้นทราบแล้วว่ามีโอกาสฟังได้เท่าไหร่ก็ฟัง ถ้าในกรณีที่ผมแยกแรกออกมาว่ามี ๓ ประเด็น ที่ฟังลุยนี่ไม่ต้องพูดถึง นั้นไม่เหมาะสม ส่วนในกรณีที่อยากฟังแล้วให้เข้าใจ ฟังพื้นฐานเสียก่อนคือ คือการที่ปัญญาจะเกิด หรือว่าสติจะระลึกได้ หรือความเข้าใจได้ในขั้นต้น ปัญญาความเข้าใจที่จะเกิดได้ขั้นต้น ก็ควรที่จะเข้าใจของที่ง่ายก่อน อันนี้จะง่ายหรือไม่ง่าย
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเป็นเรื่องที่เข้าใจจริงๆ อย่างถ้าจะไม่เข้าใจปรมัตถธรรมเลยแล้วมาฟังปฏิจจสมุปปาทกันอย่างนี้ แล้วคนที่ฟังก็คิดว่าเข้าใจ พูดถึงอวิชชาก็เข้าใจเป็นปัจจัยแก่สังขารคือเป็นปัจจัยแก่กุศลกรรม อกุศลกรรม ก็ดูเหมือนเข้าใจอีก แต่จริงๆ แล้วนั้นเข้าใจจริงๆ หรือเปล่า ว่าเรื่องของปฏิจจสมุปปาทนั้นเป็นเรื่องของการแสดงการเกิดขึ้นของสภาพธรรมเพราะมีปัจจัยต่างๆ หลากหลาย เช่นขณะหนึ่งที่จิตเกิดขึ้น มีสภาพธรรมที่เกิดร่วมด้วย ถ้าไม่มีสภาพธรรมที่เป็นปัจจัยให้จิตเกิด จิตก็เกิดไม่ได้ ต้องเข้าใจถึงตัวปัจจัยจริงๆ ว่าแม้แต่เราพูดกันสั้นๆ ว่า สภาพธรรมทุกอย่างที่เกิดเพราะมีปัจจัยทำให้เกิดขึ้น แค่นี้ฟังดูเหมือนเข้าใจ แต่จริงๆ เข้าใจแค่ไหน เข้าใจจริงๆ หรือเปล่าว่าอะไรที่ว่าปัจจัยนั้นคืออะไร อย่างจิตเกิดต้องมีเหตุมีปัจจัยเกิดขึ้น ก็ปัจจัยนั้นคืออะไร ถ้ามีความเข้าใจว่าต้องมีเจตสิก มีสภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดร่วมด้วย ก็ยังเจตสิกอะไรอีกใช่ไหม และก็เป็นปัจจัยอะไร
เพราะฉะนั้นก็แสดงเห็นว่า ถ้าจะเข้าใจจริงๆ นั้นไม่ใช่เผิน เพียงแต่เขาบอกแล้วเราก็เข้าใจ แต่ว่าความเข้าใจอย่างนั้นไม่สามารถที่จะละความเป็นตัวตนได้ แต่ถ้าจะละความเป็นตัวตนได้ต้องละเอียดลงไปอีกว่าเพียงจิตขณะเดียว ที่อย่างน้อยที่สุดขณะนี้ที่กำลังเห็นมีเจตสิก ๗ ดวงเกิดร่วมด้วย แต่ละดวงเป็นปัจจัยให้จิตเกิดอย่างไร เป็นปัจจัยโดยลักษณะไหน โดยสหชาตปัจจัยคือเกิดพร้อมกัน เมื่อสภาพธรรมนั้นเกิดเป็นปัจจัยให้สภาพธรรมอื่นเกิดด้วยร่วมกันพร้อมกันทันที โดยภาษาบาลีใช้คำว่าสหชาตะ และภาษาไทยก็ธรรมดาธรรมดาก็เกิดพร้อมกัน อย่างนี้เราก็มีความเข้าใจ ไม่ใช่ว่าเขาบอกก็เข้าใจว่าสภาพธรรมเกิดเพราะเหตุปัจจัยจบ แต่จบไม่ได้เพราะว่ายังไม่ใช่เข้าใจจริงๆ เข้าใจจริงๆ จนกว่าจะเห็นความเป็นอนัตตา สามารถที่จะรู้ความจริงที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เพียงขั้นการฟังด้วย
ผู้ฟัง ครับเมื่อตอนเช้าท่านอาจารย์ได้กล่าวตอนที่คุณนิภัทรได้ถามเกี่ยวกับเรื่องปัจจัยว่า เอาล่ะผู้ฟังใหม่ๆ นี่เอาแค่ให้รู้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฏขึ้นต้องมีเหตุมีปัจจัยเท่านั้น
ท่านอาจารย์ นี่ใหม่ และก็ต่อไปฟังอีก ก็จะมีคำอธิบายต่อไปอีก ไม่ใช่จบเท่านี้ แต่ว่าจะไปเอาปัจจัยมาโดยที่เขายังไม่รู้ว่าสภาพธรรมคืออะไร และจะมีอะไรเกิดร่วมกัน และจะเป็นปัจจัยอย่างไร ก็เกินความสามารถที่จะรับได้ แต่ว่าตั้งต้นอย่างนี้ถือว่าเข้าใจต้องเป็นความเข้าใจจริงๆ ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นต้องมีเหตุปัจจัย แค่นี้เข้าใจจริงๆ หรือเปล่า มีความเห็นด้วยหรือเปล่า ถ้าฟัง รับฟัง และมีเหตุผลพิจารณาแล้วก็รู้ว่า เป็นความจริงอย่างนั้น จึงค่อยพูดถึงเรื่องอื่นอีก ซึ่งจะทำให้ความเข้าใจนั้นเพิ่มขึ้นอีก เพื่อจุดเดียวเพื่อเห็นความเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตน มิฉะนั้นแล้วเวลาที่สติเกิดระลึกลักษณะของสภาพธรรมอย่างไรๆ ก็ไม่มีปัญญาพอที่จะละความเป็นตัวตนถ้าความรู้ที่เป็นพหูสูตไม่มี ที่จะเห็นความเป็นอนัตตาโดยละเอียดจากการฟังเสียก่อน ตอนที่รับประทานอาหารเมื่อกี้นี้กังวลหรือเปล่า
ผู้ฟัง กำลังรับประทานไม่ได้กังวลค่ะ
ท่านอาจารย์ ก็แสดงว่าความกังวลมันไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา มันก็ต้องเกิดขึ้นบ้างเป็นบางครั้ง คนที่จะไม่ให้กังวลเลยนั้นไม่มี แม้แต่คนที่จะไม่ผ่าตัดยังไม่ได้ผ่าตัดเลยก็กังวล เวลานี้ถามถึงทุกคนแต่ละบ้านต้องมีเรื่องกังวล คนนี้กังวลเรื่องนั้น แล้วก็คนนั้นก็กังวลเรื่องนี้ ก็เป็นความกังวลแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิตแล้วก็ยังมีกิเลสอยู่ สภาพธรรมเขาก็ไม่ได้เลือกให้เราตามใจชอบว่าเราอยากให้เขาเกิดมีปัญญาตอนนี้ มีสติตอนนี้ ระลึกได้ตอนนี้ แต่ว่าแล้วแต่ว่าอะไรที่จะเกิดขณะไหนให้ทราบว่าสิ่งนั้นเกิดเพราะเหตุปัจจัย ใครจะชอบหรือไม่ชอบก็เป็นอย่างนั้น ความกังวลนั้นไม่มีใครชอบ แต่ทุกคนก็กังวล กังวลเล็กๆ หรือว่ากังวลใหญ่ๆ ก็แล้วแต่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น แล้วเราเองก็จะเห็นได้ว่า ทำไมเราจะกลัวเวลาที่มีความกังวลเกิดขึ้น เพราะลักษณะที่กังวลนั้นคนไม่ชอบ ไม่ชอบความกังวลเลย แต่ถ้ารู้ว่าธรรมแต่ละอย่างเป็นสภาพธรรมอย่างนั้น เปลี่ยนไม่ได้ จะเปลี่ยนความกังวลให้เป็นปัญญา เปลี่ยนไม่ได้ เวลาที่ปัญญาเกิด จะเปลี่ยนให้เป็นความกังวลก็เปลี่ยนไม่ได้ และความกังวลก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดเวลา เช่น ตอนรับประทานอาหารไม่ได้กังวลเรื่องนั้นเลย หรือว่าตอนอื่นๆ ตอนอาบน้ำ ตอนอ่านหนังสือพิมพ์ หรือตอนอ่านหนังสือธรรม ตอนพิมพ์หนังสือจากที่เพิ่งถอดเทปแล้ว ตอนนั้นก็ไม่กังวล เพราะฉะนั้นเราก็จะเห็นได้ว่าขณะใดที่ความกังวลเกิดขึ้นแสดงลักษณะสภาพของธรรมที่เป็นอกุศล ให้เราเข้าใจคำว่าลักษณะนั้นเป็นสภาพธรรมอย่าง หนึ่งซึ่งเป็นอกุศล แล้วก็จะเกิดมากเกิดน้อยตามการสะสม ถ้าเรายังมีความกังวลต่อไปอีก ก็คือการสะสมความกังวลต่อไปอีกนั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าขณะใดที่มีความเข้าใจแม้ว่าจะเป็นความเข้าใจเล็กๆ เกิดขึ้น ขณะนั้นก็อาจจะพอยับยั้งให้เห็นความไม่มีประโยชน์ของความรู้สึกหรือความกังวลอันนั้น ถ้ากังวลจะเกิดก็อย่าไปเพิ่มความไม่สบายใจ โดยการไม่ชอบความกังวล และก็ไม่อยากให้มีความกังวลเพราะว่าบังคับความกังวลไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีความรู้สึกเป็นกลางๆ อย่างนี้ คือก็จะลดความกังวลลงไปได้ ไม่อย่างนั้นพอกังวลเกิดขึ้น เราจะมีความกังวลซ้ำลงไปอีกว่าทำไมความกังวลไม่หมดไปสักทีหนึ่ง ก็เป็นความห่วงใยเรื่องของความกังวลอีก
ผู้ฟัง คือมีที่พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตของปุถุชนนี่สะดุ้งอยู่เป็นนิจ อาจารย์จำพุทธภาษิตได้ไหมครับ
อ. สมพร ทั้งๆ ที่เกิดขึ้นแล้วทั้งๆ ที่ยังไม่เกิด ก็หมายถึงว่าสุพรหมเทพบุตรไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก็เห็นหญิงบริวาร ๕๐๐ ตายไป ที่ไปเที่ยวสวนมีหญิงบริวาร ๑๐๐๐ ก็ไปอยู่สวนขณะนั้นก็หญิงบริวารซึ่งอยู่ที่พื้นดิน ๕๐๐ เกิดตายพร้อมๆ กัน ด้วยอำนาจกรรมประหารครั้งเดียวพร้อมกัน ตายแล้วก็ไปตกนรก แล้วก็มาพิจารณาดูตัวเอง และหญิงบริวารเหล่านี้ว่าก็รู้ว่าอีก ๗ วันก็จะต้องตาย ตัวก็ต้องตาย หญิงบริวารก็ต้องตายแล้วไปตกนรก ก็มีความหวาดเสียวสะดุ้งอยู่เป็นนิจ จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้า จิตนี้มีความกลัวมีความหวาดเสียวสะดุ้งอยู่เป็นนิจ ทั้งๆ ที่เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วคือที่หญิงเหล่านั้นตายไปแล้ว ทั้งๆ ที่เรื่องยังไม่เกิดคือยังไม่ตาย ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เรื่องสุพรหมเทพบุตร
ผู้ฟัง เป็นอย่างไรต่อไปสุพรหมเทพบุตร ตายไหมครับ
อ. สมพร พระองค์ก็แสดงธรรมครับ สุพรหมเทพบุตรผู้บรรลุโสดาบัน ความกลัวก็หายไปเลย ไม่มีความกังวล ไม่มีความสะดุ้ง ไม่มีความหวาดเสียว เหตุเพราะว่าเห็นว่าความตายถ้าตายโดยปรมัตถ์ เรียกว่าขณิกมรณะ ตายโดยปรมัตถ์ แต่ที่เรากลัวนี่ตายโดยสมมติ คนตาย สัตว์ตาย แท้จริงขณะนี้ตายโดยปรมัตถ์นับไม่ถ้วน ชั่วลัดนิ้วมือเดียวความตายของจิตเกิดดับนับไม่ถ้วน ก็เหมือนที่ว่าขณะที่เราจะตาย ที่เรียกว่าตายโดยสมมติ อย่างคนตาย สัตว์ตาย ตายแล้วเกิด ตายคือมรณะ อุปัติคือเกิดขึ้น ขณะนี้ ฉันใดขณะใกล้ตายจิตก็เป็นไปเช่นเดียวกัน แต่ว่าต่างกันเฉพาะว่าจากภพนี้ไปสู่ภพอื่น หรือกลับมาภพนี้อีกเท่านั้น ต่างกันอย่างนั้น แท้จริงความเกิดความดับของจิตปัจจุบันนี้ก็ขณะที่กำลังตาย หรือตายนั้นก็เป็นไปทำนองเดียวกัน มีอายุเท่ากันไม่ต่างกันเลย แต่ว่าตายตอนนั้นเรียกว่า ตายโดยสมมติด้วยซ้ำ
ผู้ฟัง ขอกราบเรียนถามท่านอาจารย์ครับว่า การอบรมเจริญปัญญา หรือการเจริญสติปัฏฐานในชีวิตประจำวันนะครับ ในวันหนึ่งๆ สติหลงลืมนะครับ ถ้าเรามีความเข้าใจเพิ่มขึ้นจากปัญญาเจริญมากขึ้นแล้ว สติสามารถที่จะระลึกได้ไหมครับว่าขณะที่หลงลืมนี้ก็เป็นเพียงนามธรรมอย่างหนึ่งที่หลงลืม
ท่านอาจารย์ แน่นอน ไม่มีปัญหาเลยถ้าอบรมเจริญสติมากๆ ปัญญาเพิ่มขึ้น ทีนี้ก่อนที่สติปัฏฐานจะเกิดนี้เป็นจุดที่สำคัญ เพราะว่าทุกคนก็รู้ว่ามรรคมีองค์ ๘ เป็นหนทางอบรมเจริญปัญญา และมรรคมีองค์ ๘ นี้ก็จะปราศจากสติไม่ได้ แต่พร้อมกันนั้นก็จะต้องมีสัมมาทิฏฐิ คือความเห็นถูกด้วย เพราะฉะนั้นขั้นต้นที่สุดคือความเห็นถูก และก็การฟังธรรมเท่าที่ได้ฟังมาก็เป็นเรื่องของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ที่เราใช้คำว่าปรมัตถธรรม ซึ่งมีนามธรรมกับรูปธรรมสองอย่าง แต่เพียงเท่านี้เราไม่สามารถที่จะละความเป็นตัวตนได้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้พูดกันเรื่องของปรมัตธรรม สองอย่างนี้มานานตั้งปีกว่านี้ เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการทบทวนว่าเท่าที่ฟังมาทั้งหมด ความเข้าใจปรมัตถ์ธรรมนี้มีอะไรบ้าง อยากจะให้คนที่เข้าใจแล้วหรือฟังมาก่อนตั้งเป็นคำถามเรื่องของปรมัตถธรรมให้คนที่อาจจะยังไม่เคยฟัง หรือคนที่ฟังแล้วช่วยตอบ คนอื่นจะได้ฟังด้วย เพราะว่าอยู่ดีๆ จะให้สติปัฏฐานเกิดนั้นเป็นไปไม่ได้
- สนทนาธรรม ตอนที่ 061
- สนทนาธรรม ตอนที่ 062
- สนทนาธรรม ตอนที่ 063
- สนทนาธรรม ตอนที่ 064
- สนทนาธรรม ตอนที่ 065
- สนทนาธรรม ตอนที่ 066
- สนทนาธรรม ตอนที่ 067
- สนทนาธรรม ตอนที่ 068
- สนทนาธรรม ตอนที่ 069
- สนทนาธรรม ตอนที่ 070
- สนทนาธรรม ตอนที่ 071
- สนทนาธรรม ตอนที่ 072
- สนทนาธรรม ตอนที่ 073
- สนทนาธรรม ตอนที่ 074
- สนทนาธรรม ตอนที่ 075
- สนทนาธรรม ตอนที่ 076
- สนทนาธรรม ตอนที่ 077
- สนทนาธรรม ตอนที่ 078
- สนทนาธรรม ตอนที่ 079
- สนทนาธรรม ตอนที่ 080
- สนทนาธรรม ตอนที่ 081
- สนทนาธรรม ตอนที่ 082
- สนทนาธรรม ตอนที่ 083
- สนทนาธรรม ตอนที่ 084
- สนทนาธรรม ตอนที่ 085
- สนทนาธรรม ตอนที่ 086
- สนทนาธรรม ตอนที่ 087
- สนทนาธรรม ตอนที่ 088
- สนทนาธรรม ตอนที่ 089
- สนทนาธรรม ตอนที่ 090
- สนทนาธรรม ตอนที่ 091
- สนทนาธรรม ตอนที่ 092
- สนทนาธรรม ตอนที่ 093
- สนทนาธรรม ตอนที่ 094
- สนทนาธรรม ตอนที่ 095
- สนทนาธรรม ตอนที่ 096
- สนทนาธรรม ตอนที่ 097
- สนทนาธรรม ตอนที่ 098
- สนทนาธรรม ตอนที่ 099
- สนทนาธรรม ตอนที่ 100
- สนทนาธรรม ตอนที่ 101
- สนทนาธรรม ตอนที่ 102
- สนทนาธรรม ตอนที่ 103
- สนทนาธรรม ตอนที่ 104
- สนทนาธรรม ตอนที่ 105
- สนทนาธรรม ตอนที่ 106
- สนทนาธรรม ตอนที่ 107
- สนทนาธรรม ตอนที่ 108
- สนทนาธรรม ตอนที่ 109
- สนทนาธรรม ตอนที่ 110
- สนทนาธรรม ตอนที่ 111
- สนทนาธรรม ตอนที่ 112
- สนทนาธรรม ตอนที่ 113
- สนทนาธรรม ตอนที่ 114
- สนทนาธรรม ตอนที่ 115
- สนทนาธรรม ตอนที่ 116
- สนทนาธรรม ตอนที่ 117
- สนทนาธรรม ตอนที่ 118
- สนทนาธรรม ตอนที่ 119
- สนทนาธรรม ตอนที่ 120