สนทนาธรรม ตอนที่ 084


    ตอนที่ ๘๔


    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นปัญหาเริ่มแรกก็คือว่า แม้ว่าจะรู้อย่างนี้ว่าสติปัฏฐานคืออย่างนี้แต่สติปัฏฐานไม่เกิด เพราะเราบังคับสติปัฏฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้นบางคนนั้นฟังธรรมมานานแสนนานในชาตินี้ บางท่านก็สามารถที่จะเป็นครูบาอาจารย์สอนให้คนอื่นจำข้อความในพระธรรมได้ แต่ไม่เข้าใจลักษณะของปรมัตถธรรม นี่ก็แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจแท้ๆ จริงๆ ซึ่งเป็นสัจจญาณรอบแรก เพราะเหตุว่าอริยสัจจธรรมมี ๓ รอบ สัจจญาณ กิจจญาณ กตญาณ ถ้าปัญญาขั้นสัจจญาณไม่มี แม้ว่าจะอ่านพระไตรปิฎกอ่านออกแล้วก็สอนได้ สอนให้คนอื่นจำว่าปัจจัยมีเท่านี้ อะไรๆ อย่างนั้น แต่ไม่ได้มีความเข้าใจสภาพธรรมเลย หรือทำให้เข้าใจสภาพธรรมผิดได้ เพราะขาดการไตร่ตรองพิจารณาให้ตรงกับสภาพธรรม นี่เป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าผู้ที่ฟังแล้วพิจารณาแล้วเข้าใจแล้วแต่สติก็ไม่ระลึก สติปัฏฐานไม่เกิด นี่ก็แสดงให้เห็นว่าเราบังคับสติปัฏฐานไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนใจร้อน แล้วก็คนที่มีโลภะจริตนั้นจะถามว่าแล้วเมื่อไหร่สติจะเกิดมากๆ เพียงคำพูดแค่นี้ก็แสดงแล้วว่าอะไรทำให้พูดอย่างนี้ ไม่ได้เข้าใจเลยว่าสภาพธรรมทั้งหมดนั้นต้องเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัย ถ้าไม่มีปัจจัยพอที่สติจะเกิด จะไปบังคับวันนี้ทั้งวันให้สติเกิด ๕ ชั่วโมงอย่างนี้เป็นไปไม่ได้ หรือสักครึ่งชั่วโมงก็เป็นไปไม่ได้ หรือแม้แต่เดี๋ยวนี้ขณะนี้ก็บังคับไม่ได้

    เพราะฉะนั้นจึงเข้าใจความหมายที่ลึกของคำว่าอนัตตาจริงๆ ไม่ใช่ว่าไปฝืนหรือว่าไปพยายาม หรือว่าไปคิดว่าพอแล้ว แต่เมื่อมีปัญญาระดับไหนก็รู้ตามความเป็นจริงระดับนั้น ว่าปัญญาขั้นที่เข้าใจสติปัฏฐานมี แต่สติปัฏฐานเกิดหรือเปล่า ใครรู้ ผู้นั้นเป็นผู้รู้ว่าเป็นสติที่เป็นสัมมาสติจริงๆ เกิดขึ้นโดยความเป็นอนัตตา แล้วก็กำลังระลึกลักษณะของปรมัตถธรรม ขณะที่กำลังระลึกลักษณะของปรมัตถธรรมนี้ ปรมัตถธรรมมี ๒ อย่างคือนามธรรมกับรูปธรรม เพราะฉะนั้นขณะที่ระลึกอย่างนี้จากการฟังมาทั้งหมด ว่านามธรรมรูปธรรม เพียงเท่านี้ไม่สามารถที่จะทำให้รู้ชัดในความเป็นจริงของนามธรรม และรูปธรรมได้ ถ้าเป็นอย่างนั้น ถ้าสามารถจะรู้ได้พระผู้มีพระภาคไม่ทรงแสดงพระธรรมถึง ๔๕ พรรษาโดยหลากหลาย โดยละเอียด โดยวิจิตร โดยนัยต่างๆ แสดงโดยปรมัตถธรรมก็ยังไม่พอ แสดงโดยความเป็นขันธ์ให้เห็นจริงๆ ว่าเรานั้นยึดถือรูปขันธ์อย่างไร เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์อย่างไร ซึ่งก็ได้แก่ ปรมัตถธรรม ๓ นั่นเอง ยังไม่พออีก ยังต้องแสดงโดยความเป็นธาตุ ยังต้องแสดงโดยความเป็นอายตนะ ยังต้องแสดงโดยนัยต่างๆ กับแต่ละบุคคลซึ่งไปเฝ้า

    เพราะว่าแต่ละคนก็ต่างอัธยาศัย ซึ่งคนในสมัยนี้ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าอัธยาศัยของคนอื่นเป็นอย่างไร หรือแม้แต่ตัวเอง กิเลสของเราที่สะสมมาเนิ่นนาน ถ้าไม่เกิดขึ้นปรากฏ เราจะไม่รู้เลยว่ามีกิเลสอย่างนั้นๆ มากอย่างนั้น หรือว่าวิจิตรพิสดารอย่างนั้น ต่อเมื่อใดสภาพธรรมเกิดขึ้นปรากฏ จึงเห็นความเป็นปัจจัยว่ามีกิเลสอย่างนั้น ทำให้สภาพของจิตเป็นอย่างนี้เกิดขึ้น ตัวเองแท้ๆ ก็ยังไม่รู้ถึงอดีตที่เนิ่นนานที่สะสมมา จะรู้เฉพาะสภาพธรรมบางอย่างบางส่วนที่เกิดขึ้น เป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น แล้วก็ยังคงเป็นเรา เพราะเหตุว่าถึงแม้ว่าจะพูดว่านามธรรมเป็นสภาพรู้ เป็นธาตุรู้ แต่ลักษณะของธาตุรู้สภาพรู้ยังไม่ได้ปรากฏ ว่าต่างจากรูปธรรมที่กำลังเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตา ถ้าเป็นนามธรรมแล้วไม่เกี่ยวกับสิ่งที่ปรากฏทางตาเลย ไม่มีสีสันวรรณะ เราก็ฟังไป แล้วก็บางคนก็อาจจะพูดไป แต่ว่าถ้าสภาพธรรมนั้นไม่ปรากฏจริงๆ ก็หมายความว่าเพียงเข้าใจขั้นฟัง

    เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการรู้ด้วยตัวเองว่าขณะใดหลงลืมสติ กับขณะใดสติเกิด แล้วก็วันหนึ่งๆ ปัจจัยที่จะให้หลงลืมสติมีมากมายมหาศาล เฉพาะวันนี้ เมื่อวานนี้ วันก่อนนี้ ถอยไปจนถึงชาตินี้ และชาติก่อนๆ แสนโกฏิกัปมาแล้ว เพราะฉะนั้นจะเห็นได้จริงๆ ว่าทางฝ่ายปัญญาที่เกิดจากการฟังเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพอที่จะทำให้ละคลายการยึดถือสภาพธรรมว่าเป็นตัวตนแม้ว่าสติจะเกิด เพราะฉะนั้นผู้ที่สติเกิด แล้วก็ก็มีการเข้าใจบ้างเพราะจากการฟังส่วนหนึ่ง ขณะกำลังฟังนั้นเข้าใจ แต่เวลาที่ระลึกจริงๆ นั้นมีความเข้าใจอย่างนี้หรือเปล่า ว่าลักษณะของธาตุรู้ที่กำลังรู้อย่างนี้เป็นเพียงชั่วขณะที่กำลังรู้สิ่งหนึ่งที่กำลังปรากฏ เฉพาะสิ่งเดียวเท่านั้น แต่ว่าความเป็นตัวตนยังเต็ม ยังแฝงอยู่ว่าเรานั่ง แล้วก็มีความเป็นเราอยู่ตลอด หรือแม้ว่าสภาพธรรมที่เป็นธาตุ เช่น ธาตุววัฏฐาน โดยลักษณะของสมถภาวนา ซึ่งต่างกับสติปัฏฐาน แต่ว่าธาตุคือธาตุ ไม่ว่าจะเป็นโดยสมถภาวนาโดยนัยนั้น หรือว่าโดยนัยของสติปัฏฐานก็ตาม ความเป็นตัวตน ต่อให้ไม่มีสภาพอื่นเหลือเลย มีแต่ธาตุอย่างนั้นเท่านั้นที่ปรากฏก็ยังเป็นเรา

    เพราะเหตุว่าความเป็นเรายังมีอยู่ในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ เพราะขณะนั้นเพียงรูปธรรมที่ปรากฏ ถ้าเป็นโดยนัยของสมถภาวนา ผู้นั้นจะไม่มีทางรู้เลยว่านี่ไม่ใช่ตัวตน ทั้งๆ ที่มีแต่เพียงเฉพาะธาตุ อาจจะเป็นธาตุไฟซึ่งร้อน เพราะว่าที่ตัวทุกคนจะต้องมี แล้วแต่ว่าจะปรากฏเมื่อไหร่ แต่ถ้าปรากฏแล้วไม่มีปัญญาเกิดขึ้นขณะนั้น แม้ว่าขณะนั้นเป็นแต่เพียงความร้อน ปัญญาแม้ขั้นสมถะก็ไม่เกิด เหมือนกับเรากำลังกระทบกาน้ำร้อน หรือว่าแก้วน้ำร้อนก็ตามแต่ ก็มีร้อนปรากฏ แต่ความเป็นตัวตนก็ยังเต็มว่าเรา ความเป็นตัวตนว่ายังเป็นแก้ว เพราะฉะนั้นก็แสดงให้เห็นว่า เรื่องของการที่จะรู้แจ้งในลักษณะของสภาพธรรมจริงๆ เป็นเรื่องเดียวคือ อบรมเจริญปัญญา ตอนที่สติเริ่มเกิด หลังจากที่สติเกิดมาแล้วกี่ชาติก็ตามสติก็คือสติ สติจะไม่เปลี่ยนเป็นปัญญา สติจะไม่เปลี่ยนเป็นมรรคมีองค์อื่นเลย สติจะเพียงระลึกลักษณะที่เป็นปรมัต แต่ว่าปัญญานี้นั้นจะเห็นได้ว่าตอนที่เพิ่งเริ่มเกิดจะต่างกับขณะที่อบรมเจริญแล้ว เพราะว่าตอนที่เริ่มเกิดนั้นจะต้องเป็นเศษของปัญญาที่น้อยนิดเหลือเกิน ที่จะรู้ว่าลักษณะเป็นนามธรรมหรือรูปธรรม

    เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีการฟังบ่อยๆ การหลงลืมสติต้องมี การที่จะไม่รู้ลักษณะของนามธรรม และรูปธรรมต้องเพิ่มขึ้น และความเห็นผิดก็อาจจะมีได้ถ้าคนๆ นั้นสะสมความเห็นผิดมาในชาติก่อนๆ แล้วก็มีโลภะในความต้องการผลอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้เกิดความเห็นผิดในการประพฤติการปฏิบัติ แทนที่จะเป็นการรู้แล้วละ ก็เป็นการอยากได้มากขึ้น เมื่อไหร่จะถึง เมื่อไหร่จะรู้ เมื่อไหร่สติจะเกิด อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นว่าผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียด และความละเอียดจะละเอียดขึ้น เพราะว่าปัญญานั้นมีโอกาสได้ฟังธรรมซึ่งไม่สามารถจะรู้ได้ด้วยตัวเอง ผู้ที่ไม่ใช่พระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีพลญาณที่จะแสดงพระธรรมโดยวิจิตร โดยละเอียด โดยนัยที่จะทำให้คนฟังค่อยๆ เกิดปัญญาขึ้น แม้แต่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นการบำเพ็ญพระบารมีก็ต่างกับพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    แม้แต่พระสาวกซึ่งเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปีคือคนโบราณๆ ใช่ไหม ๒๕๐๐ กว่าปี แต่ก็แสนที่ฉลาดที่เป็นพระอรหันต์นั้นตั้งเท่าไหร่ กิเลสที่มีอยู่นั้นใครคิดว่าละง่าย อย่างเวลาที่เรารู้ว่า อย่างนี้เราชอบอาหารอร่อย แล้วก็จะละเสความชอบอันนี้ได้ไหม ละทันที แสดงให้เห็นว่าไม่มีทางเลย แต่คนในครั้งนั้นสามารถที่จะดับกิเลสเป็นสมุทเฉท แต่จากการที่จะต้องอบรมปัญญาโดยที่ว่าต้องมีการฟัง ถ้าไม่มีการฟัง ให้เราคิดเองได้ไหมถ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ทรงแสดง หรือว่าจะแสดงสั้นๆ ว่านามธรรมกับรูปธรรม สอง อย่าง ให้เราละกิเลส ละได้ไหม ก็ไม่ได้

    ผู้ฟัง คือขออนุญาตถึงตอนนี้ ไม่ใช่ขัดท่านอาจารย์นะครับ ท่านอาจารย์พูดถึงเรื่องว่าการเจริญปัญญานั้นคือ ผมหมายถึงว่าเมื่อเราฟังเข้าใจแล้วนั้นเราก็ควรจะเจริญระลึกรู้

    ท่านอาจารย์ เหมือนกับว่าเราควรแต่เราทำได้ไหม

    ผู้ฟัง เราก็ปฏิบัติเหตุครับเพื่อที่จะให้สติเกิด

    ท่านอาจารย์ เหมือนกับว่าเราจะปฏิบัติเหตุได้ แต่ว่าจริงๆ แล้วนั้นได้หรือเปล่า

    ผู้ฟัง บางครั้งก็ได้ บางครั้งก็ไม่ได้ครับ

    ท่านอาจารย์ บางครั้งที่ได้ไม่ใช่เราทำ มีปัจจัยพร้อมที่สติจะระลึก สติก็เกิด ทั้งนี้ต้องรู้แม้แต่ว่าเวลาที่สติเกิดก็เกิดเพราะเหตุปัจจัย เพื่อละความเป็นเรา

    ผู้ฟัง ทีนี้ในเมื่อคือหมายความว่าถ้าเผื่อเราฟังเข้าใจแล้วนะครับ ทำไมเราจึงต้องฟังอีกเรื่อยๆ ผมเข้าใจว่าเป็นการสะสมปัญญาสภาพรู้ แต่ในเมื่อเราฟังเข้าใจแล้ว เราก็ไประลึกรู้สภาพธรรมจะไม่ดีกว่าฟังพระธรรมหรือครับ

    ท่านอาจารย์ แล้วถ้าเราเข้าใจ เราไม่ไป ปัญญาเกิดระลึกทันที

    ผู้ฟัง คืออันนี้ขออนุญาตใช้ศัพท์ของปุถุชนนะครับ

    ท่านอาจารย์ แน่นอน ปุถุชนต้องมีพลาด เพราะว่ายังไม่ตรง

    ผู้ฟัง เราก็ระลึกปัจจุบัน

    ท่านอาจารย์ ถ้าเราก็ละลึก ก็เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีก เพราะระลึกเดี๋ยวนี้ก็ระลึกไม่ได้ ที่ว่าเราก็ระลึก

    ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นเป็นอะไรระลึกครับ

    ท่านอาจารย์ เหตุปัจจัยที่จะทำให้สติเกิด เหตุปัจจัยที่ทำให้หลงลืมสติ ทุกอย่างที่เกิดนี้ต้องเกิดเพราะเหตุปัจจัยทั้งหมด มีปัจจัยพร้อมมีปัจจัยพอที่สติจะเกิดบ่อยๆ หรือเปล่า

    ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่า เรามีปัจจัยให้สติเกิด

    ท่านอาจารย์ ถ้า แล้วความจริง?

    ผู้ฟัง ก็ความจริงก็มี สมมตินะฮะ

    ท่านอาจารย์ สำหรับใคร?

    ผู้ฟัง สำหรับกุลบุตรใดกุลบุตรหนึ่ง

    ท่านอาจารย์ สำหรับผู้ที่อบรมเจริญแล้วอย่างมาก

    ผู้ฟัง อบรมเจริญแล้วหมายความว่าเข้าใจแล้วใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ เข้าใจแล้วยังต้องอบรมเจริญสติปัฏฐานด้วย เวลาที่สติเกิดผู้นั้นจะรู้เลยว่าปัญญารู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏหรือเปล่า แค่ไหน

    ผู้ฟัง ทีนี้ปัญญานั้นรู้ว่าสิ่งที่ ปรากฏทางตา ก็ไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏทางหูใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ นั่นคือนึก

    ผู้ฟัง ทีนี้ผมหมายความว่าไม่ใช่นึก ในเมื่อเขาได้เจริญมากๆ

    ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ใช่นึก คือสติสัมปชัญญะระลึกลักษณะที่เป็นปรมัตถธรรมที่เป็นสภาพรู้ ไม่มีการคิดนึกอื่นเลย ไม่มีการคิดนึกเข้าไปแทรก

    ผู้ฟัง ก็ต้องอาศัยเจริญมากๆ ใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ หมายความว่าปัญญาจะต้องเพิ่มขึ้นทุกครั้งที่สติปัฎฐานระลึก แต่ไม่ใช่หมายความว่าทุกครั้งที่นี่คือครั้งที่หนึ่งเกิด และพอครั้งที่สองปัญญาจะเพิ่มขึ้นทันที กว่าปัญญาแต่ละขณะที่จะเพิ่มขึ้น เหมือนการจับด้ามมีด นี่เป็นคำอุปมาในพระไตรปิฎก

    ทั้งหมดที่เรียนมากี่เล่มก็ตาม กี่หน้าก็ตาม แต่ให้ทราบว่าเพื่อเข้าใจสภาพธรรม ไม่ใช่เข้าใจตัวหนังสือ แต่ว่าขณะนี้เป็นสภาพธรรมที่เราศึกษามาว่า ไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีสิ่งที่เราเคยยึดมั่นว่าเป็นสิ่งที่เที่ยง แต่แท้ที่จริงแล้วเป็นสภาพธรรมที่มีจริงกำลังปรากฏแต่ละขณะ ซึ่งเกิดแล้วก็ดับไปอย่างรวดเร็วมาก นี่คือสิ่งซึ่งไม่ว่าใครจะฟังมาแสนกัปแล้ว หรือว่าโกฏกัปแล้ว หรือว่ากำลังเริ่มจะฟัง แต่จุดประสงค์ก็คือเพื่อรู้แจ้งชัดในสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้ตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเพื่อให้เราไปนั่งท่องเป็นบรรทัดๆ แต่ให้ทราบว่ากี่ชาติก็ตาม ฟังเรื่องพระอภิธรรมมามากเท่าไหร่ก็ตาม เพื่อให้รู้จักตัวธรรมว่าแม้แต่คำคำเดียวคือ ธรรม ก็ให้ทราบว่าขณะนี้เองทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ

    เพราะฉะนั้นเครื่องตรวจสอบการฟังของเรา ซึ่งบางคนก็ฟังมาหลายปี หลาย ๑๐ ปี ก็คือว่าขณะนี้มีความเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ ไม่ใช่เพียงเข้าใจเรื่องราว แต่เข้าใจตัวจริงของธรรม ไม่ว่าหนังสือจะกล่าวใช้คำว่า จักขุวิญญาณ หมายความถึงสภาพเห็นคือจิตที่รู้โดยอาศัยตาในขณะนี้ พูดได้มีเจตสิกประกอบเท่าไหร่ แต่ขณะนี้จิตเห็นกำลังเป็นจิต และเจตสิกซึ่งเกิดขึ้นทำกิจการงานแล้วดับไป ซึ่งถ้าไม่มีการฟังมากๆ ไม่มีปัจจัยที่จะทำให้มีการระลึกได้จริงๆ ที่กำลังเห็น เพราะว่าชีวิตก็ดำรงอยู่เพียงชั่วหนึ่งขณะ ขณะที่เห็นไม่ใช่ขณะที่ได้ยิน เพราะฉะนั้นขณะที่ว่าเรามีชีวิตอยู่ในโลก หรือมีโลกปรากฏก็ให้ทราบว่า เพราะมีแต่ละขณะจิตซึ่งเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ถ้าไม่มีการระลึกได้อย่างนี้ ศึกษาไปแสนกัปก็อยู่ในตำรา แต่ว่าถ้าเราเข้าใจจุดประสงค์จริงๆ ว่า ทั้งหมดในตำราที่มีอยู่นั้นเพื่อให้เราสามารถเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ

    เพราะฉะนั้นเครื่องตรวจสอบ ซึ่งหลายคนก็อาจจะบอกว่า สติไม่ค่อยเกิด และก็โดยมากจะถามว่าทำยังไงสติจะเกิด อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องทำอย่างไรสติจะเกิด แต่เป็นเรื่องวัดการฟังที่ได้เคยฟังมาแล้วมากมายว่าขณะนี้มีความเข้าใจเห็นที่กำลังเห็นในขณะนี้แค่ไหน นี่คือปัญญาที่สามารถจะรู้ความจริงของสภาพธรรม โดยเริ่มจากการศึกษาเรื่องราวของธรรมก่อน แล้วก็รู้จุดประสงค์จริงๆ ว่าขณะนี้กำลังเห็นอย่างนี้ ความรู้ทั้งหมดที่ฟังมานั้นสามารถจะทำให้เข้าใจลักษณะของสภาพที่กำลังเห็น ซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งแยกขาดจากกันกับรูปธรรมที่ปรากฏทางตา เท่านี้เอง คือการที่จะสามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยเจ้าได้ คือหมดความสงสัยในลักษณะของนามธรรมซึ่งเป็นสภาพรู้ ซึ่งไม่มีสีสันวรรณะ ไม่มีรูปร่างสัณฐานเลย แต่ธาตุนี้มีจริงๆ โดยที่กำลังเห็นคือรู้ว่ามีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา นี่เพียงขณะจิตเดียวที่กำลังเห็น

    ถ้าใครสามารถที่จะเข้าใจขึ้น เป็นความรู้ที่ถูกต้อง ก็จะไม่มีการถามว่าทำยังไงสติจะเกิดมากๆ เป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจเลย เรื่องสติจะเกิดมากๆ เพราะเหตุว่าเป็นความอยากให้สติเกิดมากๆ แต่ไม่เข้าใจธรรมว่า ธรรมเป็นเรื่องของธรรม ไม่ใช่เป็นเรื่องของเราคนหนึ่งคนใดที่อยากจะมีธรรมอย่างนั้น หรือว่าอยากจะมีธรรมอย่างนี้ แต่ว่าเป็นเรื่องที่แล้วแต่เหตุปัจจัยคือ ถ้าไม่มีการฟังหรือฟังแล้วไม่พิจารณา ให้แยบคายให้ถูกต้อง การฟังนั้นก็เพียงผ่านไป จิตเห็นก็ตอบได้ จิตได้ยินก็ตอบได้ก็จบ แต่ความจริงไม่จบเพราะเหตุว่าจิตเห็นกำลังเห็น แล้วก็มีความเข้าใจในจิตที่กำลังเห็นอย่างนี้แค่ไหน นี่คือเครื่องวัดการศึกษาทั้งหมดที่ฟังมา ไม่ใช่เฉพาะชาติเดียว เพราะว่าชาตินี้ทุกคนก็คงจะตอบได้ด้วยตัวเอง ในขณะที่กำลังเห็นอย่างนี้ หมดความสงสัยในลักษณะของธาตุรู้ และก็สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาหรือยัง หรือว่ากำลังนั่งนึกอยู่ ว่าขณะนี้มีสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา แต่ก่อนไม่เคยเห็นเป็นคนนั้นคนนี้ แต่เดี๋ยวนี้ก็มานั่งนึกว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตา ทั้งๆ ที่ขณะนั้นก็มีจิต ซึ่งตั้งแต่เกิดจนตายไม่ขาดจิตเลย แล้วแต่ว่าจิตจะมีปัจจัยเกิดขึ้นชั่วขณะในขณะเดียว แล้วรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วก็ดับไป

    เพราะฉะนั้นขณะที่กำลังคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตาก็คือจิต เป็นสภาพรู้ซึ่งกำลังคิด เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ จะเห็นได้ว่าจิตนั้นมากมายมหาศาล ซึ่งสติไม่ได้ระลึกรู้ลักษณะของจิต และสภาพธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงโดยตลอด ทั้งเรื่องของจิตเจตสิก และรูป เพราะฉะนั้นแต่ละคนนั้นต้องทราบจุดประสงค์จริงๆ มิฉะนั้นแล้วการเรียนทั้งหมดนั้นจะไม่มีประโยชน์เลย เพราะเหตุว่าเรียนไปเฉยๆ แต่ว่าไม่รู้จุดประสงค์จริงๆ แต่ถ้าเรียน และรู้จุดประสงค์จะไม่ข้ามที่จะระลึกลักษณะของธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เพราะฉะนั้นเรื่องหนังสือก็เป็นเรื่องหนังสือ เรื่องเข้าใจธรรมก็คือแม้ว่าหนังสือจะเขียนไว้ว่าอย่างไร แต่ให้ทราบว่ามีธรรมจริงๆ ในวันหนึ่งๆ ซึ่งจะต้องเข้าใจขึ้นเพราะได้ศึกษาเข้าใจจากการฟังแล้ว ต่อไปนี้ก็คงจะไม่มีคำถามว่าแล้วทำไมสติจะเกิดมากๆ แล้วก็ไม่มีคำถามว่าก้าวหน้าไปแค่ไหน แล้ว เพราะว่าการก้าวหน้า ไม่ใช่ก้าวไปไหน ที่เห็นที่กำลังปรากฏแล้วรู้ ก้าวถึงขั้นนี้ หรือยัง ถ้ายังก็หมายความว่าจะต้องรู้ว่าการฟังการพิจารณาเรื่องธรรมอย่างนี้ยังไม่พอ จะไปอยากเท่าไหร่จะไปหาวิธีอื่นนั้นไม่มีทางเลย เพราะฉะนั้นแต่ละคนที่กำลังฟังธรรมแล้วก็กำลังเข้าใจ ให้ทราบว่านี่คือขณะที่สะสม แล้วก็เป็นสิ่งซึ่งมีค่าจริงๆ เพราะเหตุว่ามีธรรมตลอดเวลา แต่ไม่เคยเข้าใจมาก่อน

    เพราะฉะนั้นถ้าขณะใดซึ่งกำลังเริ่มที่จะเข้าใจ ขณะนั้นให้ทราบว่าเป็นหนทางที่จะทำให้สามารถจะรู้แจ้งจริงๆ ได้ ว่าพระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้อย่างนี้ ทรงประจักษ์อย่างนี้ ทรงแสดงหนทางซึ่งบุคคลอื่นได้อบรมเจริญหนทางนี้จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่เกินความสามารถของพวกเรา ซึ่งมีโอกาสจะได้ยินได้ฟังหนทางที่จะทำให้รู้แจ้งสภาพธรรม แต่ต้องมีความอดทนที่จะรู้ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่หลอกลวง ไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งโลภะทำให้ปิดกั้น คิดว่ารู้แล้วแต่ความจริงต้องเป็นผู้ตรง รู้คือรู้ ไม่รู้คือไม่รู้ ฟังเข้าใจคือเข้าใจ ขณะใดที่ไม่เข้าใจ ก็เป็นความจริงว่าไม่เข้าใจก็คือไม่เข้าใจ ต้องเป็นผู้ที่ตรง แล้วก็ค่อยๆ อบรมไป ไม่ทราบวันนี้จะมีปัญหาอะไรจากคราวก่อน หรือเปล่า

    ผู้ฟัง อาจารย์ครับผมอยากจะขอเรียนถามตอนนี้ คำว่าเข้าใจในที่นี้คงไม่ได้หมายความว่าเข้าใจในหนังสือในตำรา ในพระไตรปิฎกหรือในอรรถกถาที่อ่าน คงจะหมายความว่าเข้าใจสภาพธรรมที่มีอยู่จริงๆ ที่ปรากฏในชีวิตประจำวันนี้ อย่างนั้นใช่ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่าเป็นธรรม แล้วเราได้ยินคำว่าธรรมมานาน แล้วเราเข้าใจคำนี้แค่ไหน เราเข้าใจกันในขั้นต้นว่า ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง มีจริงขณะไหน ขณะที่กำลังปรากฏ เพราะว่าสิ่งใดที่เกิดแล้วดับแล้ว เมื่อไม่ปรากฏก็ไม่ปรากฏ อย่างขณะที่เรานอนหลับสนิท ธรรมก็เกิดดับ แต่ไม่ได้ปรากฏเลยก็เกิดดับไป เพราะฉะนั้นในขณะที่กำลังนอนหลับสนิทปัญญาก็เกิดไม่ได้ เพราะเหตุว่าไม่มีการรู้ลักษณะของสภาพธรรม แต่ว่าธรรมที่กำลังเกิดดับนั้นถ้าสติระลึกเมื่อไหร่ สามารถที่จะรู้ลักษณะที่เป็นธรรม จนกว่าจะประจักษ์การเกิดดับ เพราะฉะนั้นที่คิดว่ามีโลกใหญ่มีคนเยอะอย่างนี้ ก็คือว่ามีจิตขณะหนึ่งขณะเดียวเกิดขึ้นทีละหนึ่งขณะ เพราะฉะนั้นขณะนี้ทางตา เราก็คงจะต้องพูดกันบ่อยๆ เพราะเหตุว่าทุกคนก็บอกว่าแสนยาก คือเรื่องเห็นนั้นเป็นเรื่องปกติประจำวันจริงๆ แต่ทำอย่างไรถึงจะมีความเข้าใจขึ้นในสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าขณะนี้ที่กำลังเห็นนี้ มีบ้านคุณหญิงนพรัตน์ไหม

    ผู้ฟัง ก็ทั่วไปก็มีครับ

    ท่านอาจารย์ ทั่วไปก็มี พูดถึงเห็น ไม่ได้พูดถึงคิดนึกเลย

    ผู้ฟัง ไม่มีครับ

    ท่านอาจารย์ เห็นไหมว่าโลกไม่มี แม้แต่บ้านยังไม่มีเลย มีจิตเห็น นี่คือความจริง มีใครที่จะปฏิเสธความจริงนี้บ้างว่ามีจิตเห็น ถ้าไม่มีจิตเห็นสีสันวรรณะปรากฏไม่ได้ แต่ไม่ได้มีจิตเห็นอย่างเดียวในชีวิต จิตได้ยินก็มี จิตคิดนึกก็มี เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็รวมกันเป็นโลกที่ใหญ่



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    30 เม.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ