สนทนาธรรม ตอนที่ 114


    ตอนที่ ๑๑๔


    ผู้ฟัง คงมีความหมายแตกต่างเพียงแต่ศัพท์แต่ว่าด้วยอรรถแล้วต้องหมายถึงสภาพธรรมอย่างเดียวกัน

    ท่านอาจารย์ แต่มุ่งถึงการเกิดด้วยถ้าการเกิดที่เกิดแล้วปรากฏในขณะนี้เป็นสังขตะเพราะเกิดแล้ว

    ผู้ฟัง สังขตธรรมหมายถึงพูดถึงอดีตเกิดแล้ว

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้ค่ะที่กำลังเกิดนี่แหละค่ะเป็นสังขตธรรม

    ผู้ฟัง ท่านอาจารย์ครับมีสังขารธรรมอย่างเดียวไม่มีสังขตธรรมได้ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ แล้วจะเกิดไหมล่ะคะถ้าปรุงแต่งแล้วจะเกิดไหม

    ผู้ฟัง ถ้าปรุงแต่งก็เกิด

    ท่านอาจารย์ ปรุงแต่งทำไม

    ผู้ฟัง ปรุงแต่งเพื่อให้เกิด

    ท่านอาจารย์ ปรุงแต่งแล้วก็เกิด เพราะฉะนั้นความหมายกับเหมือนกันก็ได้แต่ว่า โดยพยัญชนะต่างกัน อย่างที่ท่านอาจารย์สมพรท่านบอกว่าโดยรูปศัพท์ สังขตะคือปรุงแต่งแล้วใช่ไหมคะ มีขอตั้งหลายอย่างเราจะทำกับข้าวกะปิพริกน้ำปลาไก่อะไรก็มี เครื่องปรุงมีแล้วแต่ปรุงแต่งแล้วเกิดเป็นแกงหรือเป็นอะไรขึ้นมา เพราะฉะนั้นจิตแต่ละขณะปรุงแต่งแล้วเกิดไม่ใช่ว่าเกิดมาโดยที่ไม่ได้ปรุงแต่ง

    ผู้ฟัง ตกลงแล้วสังขารธรรมเป็นแกง หรือว่าสังขตธรรมเป็นแกง

    ท่านอาจารย์ สภาพธรรมซึ่งจะเกิดขึ้นต้องอาศัยซึ่งกัน และกันไม่ใช่ว่ามีสภาพธรรมเกิดขึ้นมาได้ลอยๆ เรายังไม่คิดถึงแกงหรืออะไรเลยทั้งสิ้นเพราะแกงนี่ก็ต้องอาศัยตั้งหลายอย่างอยู่ดีๆ จะมีแกงขึ้นมาไม่ได้แน่นอนใช่ไหมพักเรียนแกง ไว้ก่อนนั่นเป็นแต่เพียงคำที่จะแสดงให้ถ้าจะเข้าใจโดยอุปมา แต่ถึงไม่อาศัยอุปมาเลยเราก็สามารถที่จะเข้าใจได้ว่าสภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิดใครจะรู้หรือไม่รู้สภาพธรรมนั้นต้องมีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นมาได้เองไม่ว่าจะเป็นสภาพธรรมที่เป็นรูปหรือเป็นนามชนิดใดก็ตาม นอกจากนิพพานซึ่งไม่เกิดไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง และไม่ใช่ปรุงแต่งแล้วด้วยเพราะว่าไม่เกิด เพราะฉะนั้นนิพพานจึงเป็นอสังขตธรรมเป็นวิสังขารธรรม

    ผู้ฟัง ผมไม่เข้าใจครับจะทำให้คำต่างกันไว้ทำไมผมเข้าใจว่าถ้าหากฟังตั้งแต่แรกแล้วน่าจะเป็นว่าสังขตธรรมหมายถึงเป็นอาการแต่สังขารธรรมเป็นผลของอาการ

    ท่านอาจารย์ สังขารธรรมมุ่งถึงปัจจัยที่ปรุงแต่ง และสังขตธรรมก็กำกับไว้เลยว่าปรุงแต่งแล้วเกิดปรุงแต่งแล้วคือเกิด

    ผู้ฟัง ตรงนี้ปัจจัยคืออะไรครับผม

    ท่านอาจารย์ จิตเป็นปัจจัยให้เจตสิกเกิด เจตสิกเป็นปัจจัยให้จิตเกิดพร้อมกัน ต่อไปจิตเจตสิกรูปจะอาศัยกันโดยปัจจัยต่างๆ แต่ทีนี้เราจะแยกนามธรรมกับรูปธรรมออกให้เห็นชัดๆ ว่าสำหรับนามธรรมแล้วคือจิตอาศัยเจตสิกเป็นปัจจัยเจตสิกก็อาศัยจิตเป็นปัจจัยเกิดพร้อมกันปรุงแต่งแล้วเกิดพร้อมกัน

    ผู้ฟัง คือว่าปัจจัยผมเข้าใจอันเดิมว่าเป็นสาเหตุเป็นองค์ประกอบ แต่ว่าตรงปัจจัยจริงๆ นั่นหมายความถึงว่าอะไร

    ท่านอาจารย์ ปัจจัยมีทั้งปัจจัยที่เป็นอดีตคือปัจจัยนั้นต้องดับไปก่อนก็มีปัจจัยเป็นปัจจุบันคือต้องเกิดพร้อมกันก็มี

    ผู้ฟัง หมายความถึงว่าปัจจัยคือองค์ประกอบใช่ไหมครับอาจารย์องค์ประกอบให้เกิดใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ สภาพธรรมที่อุปการะเกื้อหนุนปรุงแต่งกัน และกันให้สภาพธรรมอีกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น

    ผู้ฟัง ถ้าจะเปรียบอุปมาเช่นแกงหมายความว่าปัจจัยก็คือเครื่องแกงแล้วก็การกระทำการ

    ท่านอาจารย์ ทุกอย่าง

    ผู้ฟัง ตกลงเดียวที่ผมเทียบกันอยู่นี้ผมยังนึกไม่ออกตอนนี้ผมกำลังแกงอยู่

    ท่านอาจารย์ ไม่เอาค่ะไม่แกงๆ ตอนนี้ไม่ได้แกงจริงๆ ไม่ได้แกง

    ผู้ฟัง ผมไม่ได้หมายถึงเรื่องแกงแต่หมายถึงว่าท่านให้ตัวอย่างตรงนี้มาเพื่อต้องการให้เข้าใจคำว่าสังขารธรรมได้

    ท่านอาจารย์ คำอุปมาให้เห็นว่าแกงไม่ใช่มีแต่ปลาไม่ใช่มีแต่พริกแต่มีหลายอย่าง

    ผู้ฟัง ก็เอาทุกอย่างมาสังสรรค์รวมกัน

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นขณะนั้นที่เกิดจิตขณะหนึ่งมีเจตสิกประกอบรายประเภท

    ผู้ฟัง ก็ถ้าเผื่อว่าพุทธศาสนาเป็นที่สำหรับบัญญัติอะไรขึ้นมาก็เป็นไปเพื่อความแน่ชัดไม่ให้เกิดความสับสนกำกวม สังขตธรรมกับสังขารธรรมน่าจะเป็นอะไรบางอย่างที่บอกแยกลักษณะให้เห็นชัดในฐานะของขณะของจิต

    ท่านอาจารย์ คือสภาพธรรมที่ปรุงแต่งแล้วเกิด

    ผู้ฟัง เป็นสังขตธรรม

    ท่านอาจารย์ และสังขารธรรมด้วยเพราะว่าปรุงแต่งแล้วเกิด

    ผู้ฟัง คงจะสับสนเรื่องศัพท์ด้วยนะ ผมเคยอ่านเจอที่อาจารย์ให้ความหมายซึ่งจะเห็นความแตกต่างกันก็คือถ้าสังขารธรรมนี้หมายถึงเป็นสภาพธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งแต่ถ้าสังขตธรรมหมายถึงสภาพธรรมที่ปรุงแต่งแล้วใช้คำว่าเกิดดับด้วยเพราะว่าปรุงแต่งขึ้นมาแล้วไม่ใช่ว่าไม่เกิดดับแต่เป็นสภาพธรรมที่จะต้องเกิดกับ ถ้าเราจะจำว่าสังขตธรรมเเป็นสภาพธรรมที่เกิดดับเลยได้ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ ได้ค่ะ

    ผู้ฟัง แต่ว่าโดยตัวแท้ๆ ของเขาแล้วสังขารธรรมที่จะไม่เกิดดับก็ไม่มีสังขารธรรมก็เกิดดับแต่ว่าโดยศัพท์เฉพาะก็คือถ้าเป็นสังขตธรรมหมายถึงสภาพธรรมที่ปรุงแต่งแล้ว เพราะฉะนั้นจะต้องเกิดแล้ว และก็เกิดแล้วก็จะต้องดับด้วย

    ท่านอาจารย์ เห็นไหมว่าแม้แต่เพียงคำต้นๆ เราก็สงสัยแต่ว่าถ้าเราเข้าใจแล้วเราก็จะเข้าใจได้โดยตลอดแล้วค่อยๆ เข้าใจขึ้นในปรมัตถ์ธรรม ๔ จิตเจตสิกรูปเป็นสังขตธรรมเป็นสังขาร เพราะฉะนั้นนิพพานไม่ได้มีปัจจัยปรุงแต่งไม่เกิดจึงเป็นวิสังขารธรรมแล้วก็เป็นอสังขตธรรมด้วย อันนี้ก็ชัดเจนไม่ต้องทบทวนกันอีกต่อไปแล้ว และก็รู้เรื่องจิตเจตสิก

    คราวก่อนเราพูดถึงสภาพธรรมเหล่านี้ว่าวันนี้จิตเกิดขึ้นเท่าไหร่ใครนับได้ นับไม่ได้เจตสิกก็เกิดกับจิตดับพร้อมจิตนับไม่ถ้วนรูปก็กำลังเกิดดับ และที่เกิดดับไปแล้วก็นับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้นประมวลสภาพธรรมที่เกิดดับเป็นประเภท ๕ อย่าง ซึ่งเราจะได้ยินชินหูคือขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้นขันธ์ ๕ ก็คือจิตเจตสิกรูปนั่นเองเพราะว่าเกิดดับนับไม่ถ้วนไม่รู้ว่าจะประมวลจะแยกประเภทยังไงก็รวมประเภทอีกนัยหนึ่ง เป็น ๕ อย่างคือรูปทุกชนิดเป็นรูปขันธ์ เสียงเป็นรูปขันธ์หรือเปล่าคะ ขันธ์แปลว่าพวกหรือกอง หรือประเภท เพราะฉะนั้นประเภทของรูปก็เป็นรูป

    รูปทุกรูปจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ เพราะฉะนั้นกองรูป หรือส่วนที่เป็นรูปก็คือเป็นส่วนของรูปทั้งหมดเป็นรูปขันธ์ หนึ่งขันธ์ หรือหนึ่งประเภทเป็นรูปขันธ์เพราะเหตุว่าเราอยู่ในภูมิที่มีรูปเราจะพ้นจากรูปพ้นไม่ได้ยังไงๆ ก็พ้นจากรูปไม่ได้ที่ตัวก็มีรูปนอกตัวก็มีรูป เพราะฉะนั้นก็พ้นจากรูป ไม่ได้จะรักจะชังจะโกรธจะเกลียดก็รูปนั่นแหละ รูปที่เกิดดับอยู่โดยเป็นรูปแท้ๆ แต่ก็เป็นกอง หรือเป็นส่วนหนึ่งต่างหากเป็นประเภทของรูปไปเรียกว่ารูปขันธ์

    นอกจากรูปขันธ์แล้วเวทนาเจตสิกซึ่งเรากล่าวถึงเมื่อกี้นี้ว่ามี ๕ อย่างได้แก่ความรู้สึกเป็นสุขทางกาย หนึ่ง เป็นทุกข์ทางกาย หนึ่ง เป็นสุขทางใจที่ใช้คำว่าโสมนัส หนึ่ง เป็นทุกข์ทางใจที่ใช้คำว่าโทมมนัส หนึ่ง แล้วก็เป็นอทุกขมสุขหรืออุเบกขาอีก หนึ่ง ก็เป็นประเภทของความรู้สึก ซึ่งตั้งแต่เกิดมาความรู้สึกของเราเปลี่ยนแปลงนับไม่ถ้วน ตั้งแต่มาที่นี่จนถึงเดี๋ยวนี้ความรู้สึกนับไม่ถ้วนเลยใช่ไหมคะมีใครดีใจบ้างไหมคะ มีใครเสียใจบ้างไหมคะ มีใครเป็นทุกข์กายบ้างไหมคะ มีใครเป็นสุขกายบ้างไหมคะมีใครรู้สึกเฉยๆ บ้างไหมคะมากมายมหาศาลนับไม่ถ้วนยกประเภทไปกองหนึ่งเลยคือกองของความรู้สึกเป็นเวทนาขันธ์ เพราะว่าความรู้สึกในภาษาบาลีใช้คำว่าเวทนา เพราะฉะนั้นไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่นพูดถึงเรื่องจริงตั้งแต่เกิดจนตาย และไม่ใช่เฉพาะชาตินี้ชาติเดียวกี่ชาติก็คืออย่างนี้รูปก็คงเป็นกองของรูปขันธ์ส่วนเวทนาความรู้สึกก็เป็นสภาพของเวทนาเป็นประเภทของเวทนาเป็นเวทนาขันธ์

    นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเจตสิกที่ชื่อว่าสัญญาเจตสิก สัญญาในภาษาไทยเราก็ต้องทำกันใช่ไหมคะสัญญากัน หรืออะไรอย่างนั้นแต่สัญญาในภาษาบาลีซึ่งเป็นสัญญาเจตสิกหมายความถึงสภาพธรรมอย่างหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรมมีลักษณะ และกิจจำ สภาพที่จำมีจริงๆ ไม่ใช่เราเลยแต่ว่าเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ไม่ใช่จิตด้วยเพราะเหตุว่าจิตเป็นสภาพที่เป็นมนินทรีย์คือเป็นใหญ่เป็นประธานในการรู้แจ้งอารมณ์ที่กำลังปรากฏ แต่ว่าเจตสิกแต่ละชนิดก็มีลักษณะของเขา เพราะฉะนั้นสัญญาเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง สัญญาเป็นจิตหรือเปล่าคะถามคนที่ง่วงคุณวีณาคะ

    ผู้ฟัง สัญญาเป็นเจตสิตค่ะ

    ท่านอาจารย์ ไม่ใช่จิตนะคะ

    ผู้ฟัง ไม่ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เกิดกับจิตหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง เกิดกับจิตค่ะ

    ท่านอาจารย์ เป็นสังขตธรรม หรือสังขารธรรม

    ผู้ฟัง เป็นสังขตธรรมค่ะ

    ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่คะ

    ผู้ฟัง เมื่อเกิดขึ้นค่ะ

    ท่านอาจารย์ เป็นสังขารธรรมด้วย หรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง เป็นค่ะ

    ท่านอาจารย์ และเป็นสัญญาขันธ์ด้วยหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง เป็นค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะอะไรคะ

    ผู้ฟัง เพราะว่าสัญญาเป็นความจำก็ขันธ์ๆ หนึ่งค่ะ

    ท่านอาจารย์ เป็นประเภทความจำจะจำอะไรก็แล้วแต่เห็นสิ่งที่ปรากฏทางตาจำรึเปล่าคะ

    ผู้ฟัง จำค่ะ

    ท่านอาจารย์ ได้ยินเสียงทางหูจำหรือเปล่าคะ

    ผู้ฟัง จำค่ะ

    ท่านอาจารย์ ได้กลิ่นทางจมูกจำหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จำค่ะ

    ท่านอาจารย์ ลิ้มรสจำหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จำค่ะ

    ท่านอาจารย์ กระทบสัมผัสจำหรือเปล่า

    ผู้ฟัง จำค่ะ

    ท่านอาจารย์ คิดนึกจำรึเปล่า

    ผู้ฟัง จำค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นลักษณะที่จำเป็นเจตสิกประเภทหนึ่ง ใน ๕๒ ได้เจตสิก ๒ ประเภทแล้วใช่ไหมคะคืออะไรคะ

    ผู้ฟัง เวทนาเจตสิกกับสัญญาเจตสิก ๒ ขันธ์ค่ะ

    ผู้ฟัง ขอแทรกหน่อยครับขอถามคุณวีณาขณะที่ลืมจำไหมครับ

    ผู้ฟัง ลืมตอนนี้ชักไม่ค่อยเข้าใจ ลืมก็น่าจะต้องจำนะคะ ลืมก็ไม่จำสิคะ

    ผู้ฟัง ขณะนั้นมีจิตไหมครับ

    ผู้ฟัง ขณะที่ลืมก็มีจิตค่ะ

    ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นมีความจำไหมครับ

    ผู้ฟัง ต้องจำมีความจำ แต่ว่าไม่เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ต้องทราบก่อนว่าเจตสิก ๕๒ ชนิดมีเจตสิก ๗ ชนิดซึ่งต้องเกิดกับจิตทุกประเภทไม่เว้นเลย คือธรรมเป็นเรื่องที่ตายตัวจริงๆ เพราะว่าเป็นการตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาค เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่ามีการที่มีบุคคลอื่นมาค้นคิดภายหลังว่าต้องมีเจตสิกเกินกว่านั้นอีกที่เกิดกับจิตทุกดวงหรือว่าใครจะมาลดมาเพิ่มเติมไม่ได้ทั้งสิ้น ในเจตสิก ๕๒ ชนิดเจตสิก ๗ ชนิด หรือ ๗ ประเภทต้องเกิดกับจิตทุกดวง ใน ๗ ชนิดมีเวทนาเจตสิก หนึ่ง สัญญาเจตสิก หนึ่ง เพราะฉะนั้นขณะใดที่มีจิตเกิดจะขาดเจตสิกนั้นไม่ได้ เพราะเหตุว่าคุณวีณาจำได้ไม่ใช่เลยค่ะว่าคุณวีณาลืม

    ผู้ฟัง ใช่ค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นแม้ขณะนั้นก็มีสัญญาเจตสิก

    ผู้ฟัง ก็สัญญานั้นก็จำความลืม

    ท่านอาจารย์ ยังไงก็ตามแต่นะคะ ให้ทราบไว้ว่ามีสัญญาณเจตสิกเกิดร่วมด้วยค่ะ

    อ.นิภัทร เคยลืมบ่อยๆ ไหม

    ผู้ฟัง เคยค่ะบ่อยที่สุดเลยค่ะ

    อ.นิภัทร ในขณะที่ลืมมีสัญญาไหม

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ ขณะที่เกิดต้องเป็นจิตเกิด และมีเจตสิกเกิดร่วมด้วยไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ ถ้าเป็นแต่รูปไม่มีจิตเราก็จะบอกว่าคนเกิดสัตว์เกิดไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นในขณะเกิดมีสัญญาเจตสิกไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ มีเวทนาเจตสิกไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ ต้องมี ตอนตายจิตขณะสุดท้ายของชาตินี้จิตดวงสุดท้ายเลยเกิดขึ้นทำกิจเคลื่อนพ้นสภาพของความเป็นบุคคลนี้ขณะนั้นมีเวทนาเจตสิกไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ มีสัญญาเจตสิกไหมคะ

    ผู้ฟัง มีค่ะ

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก็เป็นที่แน่นอนว่าสำหรับผู้ที่มีความเข้าใจแล้วไม่ใช่เพียงจำ แต่เป็นความเข้าใจจริงๆ

    ผู้ฟัง กราบท่านอาจารย์สมพรตอนที่สัญญาเกิดกับจิตที่หลงลืมสัญญาจำอะไรครับผม

    อ. สมพร สัญญาที่เกิดกับจิตทุกดวงก็เป็นสัพพจิตตสาธารณเจตสิกครับ เกิดกับจิตทุกดวงขณะเกิดต้องมีสัญญาด้วยขาดเจตสิก ๗ ดวงนี้จิตก็เกิดไม่ได้เป็นปัจจุบันเกิดขึ้น แต่ที่ดับไปแล้วเราก็ระลึกถึงสิ่งที่ดับไปแล้วไม่ใช่ขณะเกิดดับไปแล้วเป็นอดีตเป็นคนละลักษณะ ที่บอกว่าลืมเพราะเป็นคนละขณะ

    ผู้ฟัง พี่วีณากล่าวว่าสัญญาที่เกิดกับจิตที่ลืมคือสัญญาที่จำได้ว่าลืม

    ท่านอาจารย์ ขอตอบคุณวีระจำอะไรก็ไม่รู้ ถูกไหมคะเวลาที่ลืมที่คุณวีระถามว่าจำอะไรขณะนั้นสัญญาจำอะไรขณะที่ลืมสัญญาจำอะไรก็ไม่รู้ เวลานี้ใครรู้บ้างว่าสัญญาจำอะไรทั้งๆ ที่สัญญาเกิดกับจิตทุกขณะ ทางตานี้ก็มีสัญญาในขณะที่เห็นทางหูก็มีสัญญาณในขณะที่ได้ยินกระทบสัมผัสนิดหนึ่งก็มีสัญญาแล้ว สัญญาจำอะไรถ้าไม่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะจริงๆ จะรู้ไหมคะว่าสัญญาเป็นสภาพที่จำ และขณะนั้นจำอะไร เพราะฉะนั้นที่ถามคือตอนลืมสัญญาจำอะไรคำตอบก็คือจำอะไรก็ไม่รู้ซึ่งก็จริงใช่ไหมคะเวลานี้ถามจริงๆ ว่าสัญญาจากอะไรจำอะไรก็ไม่รู้เพราะมันเยอะจำหมดเลยทางตาก็จำทางหูก็จำทางจมูกทางลิ้นทางกายทางใจจำ และสัญญามีหน้าที่จำสัญญาไม่ใช่มีหน้าที่นึก หรือตรึก หรือคิด แสดงให้เห็นว่าสภาพธรรมของเจตสิกแต่ละอย่างต้องเข้าใจให้ถูกต้องจริงๆ ว่าเจตสิกอย่างไหนก็เป็นอย่างนั้นสัญญาไม่ใช่มีหน้าที่คิดสัญญาจำ เพราะฉะนั้นจะไปบอกสัญญาไม่ให้จำก็ไม่ได้สัญญาก็จำแล้วทั้งๆ ที่ใครจะบอกว่าอย่าจำสัญญามีหน้าที่จำแต่ที่จะตรึกหรือนึกคิดไม่ใช่สัญญาเจตสิก ก็เป็นเรื่องของสัญญาความจำ ไม่ว่าจะกี่ภพกี่ชาติไม่เปลี่ยนลักษณะกี่หมื่นปีกี่ล้านปีสัญญาเจตสิกก็เป็นสัญญาเจตสิกเป็นสัญญาขันธ์เป็นกองของสัญญา

    ทีนี้สภาพธรรมเป็นปรมัตถธรรมมี ๔ จริง คือจิตเจตสิกรูปนิพพาน แต่สภาพที่เป็นสังขารธรรม หรือสังขตธรรมเพียง ๓ คือจิตเจตสิกรูป รูปทุกประเภททุกชนิดทั้งอดีตทั้งปัจจุบันทั้งอนาคตรูปใกล้รูปไกลหยาบละเอียดประณีตอะไรก็แล้วแต่ทั้งหมด ก็เป็นกองรูปคือเป็นประเภทรูปใช้คำว่ารูปขันธ์ ความรู้สึกทั้งหมดในอดีตปัจจุบันอนาคตต่อไปก็คือเวทนาขันธ์สัญญาความจำทั้งหมดก็คือสภาพของสัญญาเจตสิก ส่วนจิตทุกประเภททุกชนิดทุกดวงเป็นวิญญาณขันธ์ เพราะฉะนั้นจะใช้คำว่าจิต หรือจะใช้คำว่าวิญญาณก็ได้เป็นสภาพที่รู้อารมณ์โดยขันธ์วิญญาณขันธ์ก็คือจิตทุกชนิด

    เพราะฉะนั้นยังเหลืออีกขันธ์หนึ่ง ซึ่งเราได้ยินบ่อยๆ รูปขันธ์เวทนาขันธ์สัญญาขันธ์สังขารขันธ์จะคืออะไรไม่ตอบแต่คิดได้แล้ว เวลานี้ทุกคนรู้คำตอบแน่นอนค่ะไม่ต้องมีใครบอกเลยปรมัตถ์ธรรมมี ๔ จิตทุกชนิดเป็นวิญญาณขันธ์รูปทุกชนิดเป็นรูปขันธ์เวทนาเจตสิกหนึ่งประเภทใน ๕๒ เป็นเวทนาขันธ์ สัญญาเจตสิกหนึ่ง ใน ๕๒ เป็นสัญญาขันธ์ อีกขันธ์หนึ่งคือสังขารขันธ์ได้แก่ปรมัตทำอะไร ไม่มีคำบอกแต่ตอบเองต้องตอบได้ทุกคนค่ะ

    ผู้ฟัง เมื่อกี้คุยกันว่ามีการนำไปให้รู้สังเกตสติทุกอิริยาบถอันนั้น ปัญญามันจะเกิดจากตัวนั้น หรือว่าปัญญามันจะเกิดจากการได้ฟังธรรมครับอยากจะทราบครับ

    ท่านอาจารย์ ปัญญาไม่ใช่เป็นเพียงชื่อที่เราเหมาหรือคิดเอาหรือจำได้ว่ามีคำๆ หนึ่งคือคำว่าปัญญา แต่จริงๆ แล้วปัญญาหมายความถึงความเข้าใจถูก ความเห็นที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้นถ้าจะถามว่าขณะที่ฟังเป็นปัญญาหรือเปล่าก็ต้องแล้วแต่บุคคลคือขณะใดที่เข้าใจขณะนั้นไม่ใช่เราปัญญาเจตสิกหนึ่ง ในสังขารขันธ์ ๕๐ เจตสิกเกิดขึ้นทำหน้าที่ของเขาคือเห็นถูกเข้าใจถูก แต่ขณะใดที่ฟังแล้วไม่เข้าใจขณะนั้นจะกล่าวว่ามีปัญญาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นที่กล่าวว่าบางแห่งจะให้ทำสมาธิก่อน และก็รู้สึกว่าจะถูกต้องตามอัธยาศัยของคนที่เขาพอใจอย่างนั้น ความจริงเขารู้หรือเปล่าว่าสมาธิมี ๒ อย่างคือมิจฉาสมาธิกับสัมมาสมาธิ นี่คือประโยชน์ของการศึกษาพระธรรมที่ทรงแสดง ๔๕ พรรษา ไม่มีอะไรเหลือที่จะทำให้เราผิดเข้าใจผิดหลงผิด ทรงแสดงกิจป้องกันไว้หมดเลยที่จะไม่ให้เราเกิดความเห็นผิดต่างๆ พูดถึงสมาธิคนจะตื่นเต้นเพราะอะไรคะชอบไม่อยากให้จิตใจต้องทุรนทุรายเดือดร้อนกระสับกระส่ายวุ่นวายคิดโน่นคิดนี่เรื่องนั้นเรื่องนี้ดูไม่สงบ แม้แต่คำว่าสงบก็สงบในความหมายที่เขาพอใจอาจจะไปอยู่ในป่าอยู่ในห้องคนเดียวฟังเพลงเบาๆ เพราะๆ ไม่มีใครมาหาไม่มีใครมารบกวนเขาก็กล่าวว่าสงบ แต่พระธรรมไม่ได้แสดงให้เราเข้าใจผิดอย่างนั้นพระธรรมทรงแสดงลักษณะสภาพของจิตโดยละเอียด สภาพจิตใดเป็นกุศลก็เป็นกุศลเป็นอกุศลก็เป็นอกุศลแม้แต่สมาธิไม่ได้ทรงแสดงว่ามีแต่สัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิก็มี เพราะฉะนั้นคนที่เขาบอกให้เราทำสมาธิเขาบอกเราหรือเปล่าว่าอย่างไรเป็นมิจฉาสมาธิอย่างไรเป็นสัมมาสมาธิ และถ้าเขาไม่บอกรู้ไหมว่าทำไมเขาไม่บอก

    เพราะฉะนั้นเมื่อ ไปหาคนไม่รู้ทำด้วยความไม่รู้ก็เป็นความไม่รู้แล้วจะเป็นกุศลได้ยังไง เพราะฉะนั้นพระธรรมเป็นสรณะเป็นที่พึ่งจริงๆ ให้เราพ้นจากความไม่รู้ความเห็นผิดต่างๆ เมื่อเราศึกษา และต้องเห็นคุณค่าว่า ๔๕ พรรษาทรงแสดงพระธรรมโดยนัยหลากหลายโดยประการต่างๆ ซึ่งเป็นชีวิตจริงๆ ของทุกคนตั้งแต่เกิดจนตาย ให้เกิดปัญญา ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถ้าจะมีคนชักชวน ให้ทำสมาธิ ถ้าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อง่ายไม่ตามง่ายก็จะต้องซักแต่ก็ต้องเป็นผู้ที่เข้าใจพระธรรมถึงจะถามเขาได้ว่ามิจฉาสมาธิต่างกับสัมมาสมาธิยังไง ถ้าตอบไม่ได้คนนั้นก็ไม่ใช่คนที่เราควรจะไปทำ หรือว่าไปตามเพราะเหตุว่าเขาไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่าไปคิดว่าทำสมาธิแล้วก็จะเป็นทางที่จะทำให้ปัญญาเกิด ธรรมเป็นเรื่องละเอียดจริงๆ ค่ะแต่พระธรรมจะอุปการะ หรือเป็นที่พึ่งเป็นสรณะจริงๆ ที่ทำให้เราไม่ผิดทาง

    ผู้ฟัง ผมเรียนถามที่ท่านอาจารย์เรียกว่าใครต่อใครที่สอนชอบจะพูดว่าทุกอย่างต้องใช้บารมีเป็นกัปๆ เป็นแสนกัป

    ท่านอาจารย์ อบรมค่ะไม่ได้ใช้ให้เกิดขึ้นสติไม่เกิดปัญญาไม่เกิดอบรมให้เกิดภาวนาคืออบรมให้สิ่งที่ไม่เกิด เกิดขึ้น สิ่งที่มีแล้วให้เพิ่มขึ้นให้เจริญขึ้น ถ้าปัญญาไม่เกิดก็ฟัง ให้เข้าใจขึ้นเข้าใจขณะใดถึงจะเป็นปัญญาถ้าไม่เข้าใจก็จะเรียกว่าเป็นปัญญาไม่ได้จะบอกว่าเป็นปัญญาไม่ได้

    ผู้ฟัง ทุกวันนี้เรามีตำหรับตำรามีการระบุคำสอนลงในหนังสือ หรือว่าเทปหรือว่าทีวีที่จะศึกษาได้ง่ายกว่าสมัยกว่าสมัยพระพุทธเจ้าซึ่งต้องเข้าประชิดตัวเพื่อที่จะฟัง จะช่วยร่นระยะเวลาคำว่ากัปๆ ให้เป็นปีๆ เป็นเดือนได้ไหมครับ

    ท่านอาจารย์ คิดเหรอคะว่าขณะนี้จะประจักษ์สภาพธรรมที่กำลังเกิดดับ เดี๋ยวนี้ประจักษ์ได้ไหม

    ผู้ฟัง คง ไม่ครับ

    ท่านอาจารย์ เดี๋ยวนี้ไม่ได้วันหนึ่งได้ไหม

    ผู้ฟัง คิดว่าน่าจะได้

    ท่านอาจารย์ เมื่อไหร่คะ

    ผู้ฟัง นั่นสิครับ

    ท่านอาจารย์ เมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้นอย่างเดียวคือคำตอบเมื่อมีปัญญาเพิ่มขึ้นถึงระดับที่จะประจักษ์ได้ ไม่ใช่ไม่มีปัญญาเลยแล้วคอยวันคอยเดินคอยปีว่าเมื่อไหร่อย่างนั้นไม่ใช่เหตุผล และเป็นปัญญาของใครคนนั้นก็รู้ อย่างวันนี้เข้าใจอะไรเพิ่มขึ้นนี่คือปัญญาเมื่อวันก่อนไม่เคยรู้ใช่ไหมคะก็แสดงให้เห็นว่าวันนี้ต่างกับวันก่อน เพราะฉะนั้นถ้าฟังต่อไปอีกมีความเข้าใจเพิ่มขึ้นอีกก็คือปัญญาเพิ่มขึ้น จนกว่าจะถึงระดับที่ประจักษ์ได้ไม่ต้องไปไหนอยู่ที่นี่แหละเพราะว่าสภาพธรรมกำลังเกิดดับอยู่ถ้าเป็นปัญญาถึงระดับขั้นที่จะประจักษ์ก็ประจักษ์ไม่มีอะไรปกปิดได้เลย แต่ถ้าเป็นอวิชาไม่มีทางสภาพธรรมกำลังเผชิญหน้าก็ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่รู้เลยว่าเป็นจิตเป็นเจตสิกเป็นรูปต่างๆ

    ผู้ฟัง อาจารย์ขอเรียนถามนะคะ ว่าปัญญาจะเกิดขึ้นเองได้ไหมคะโดยที่ไม่ต้องเรียนแล้วก็ปัญญาที่จะเกิดขึ้นจากการทำสมาธิวันอย่างที่เมื่อกี้มีผู้ถามมาได้ไหมคะ

    ท่านอาจารย์ ปัญญารู้อะไรคะคุณหมอมธุรส

    ผู้ฟัง ปัญญาก็ต้องรู้ถ้าในหลักธรรมก็ต้องรู้สภาพธรรมให้ถูกต้องตรงตามความเป็นจริง

    ท่านอาจารย์ ขณะนี้อะไรเป็นสภาพธรรม



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 11
    19 มิ.ย. 2567

    ซีดีแนะนำ