ปกิณณกธรรม ตอนที่ 133
ตอนที่ ๑๓๓
สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร พ.ศ. ๒๕๓๖
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นก่อนที่จิตจะคิดก็ต้องภวังค์ไหว แล้วภวังคุปัจเฉทะ คือ ภวังค์ขณะสุดท้ายดับ แล้วต่อจากนั้น ภวังค์จะเกิดไม่ได้ เพราะจิตคิดโดยมโนทวาราวัชชนจิต ซึ่งเป็นวิถีจิตขณะแรกทางมโนทวาร แล้วขณะนั้นยังไม่เป็นกุศลหรืออกุศลเลย เพียงแต่ว่าเป็นการคิดถึงเรื่อง เมื่อมโนทวาราวัชชนจิตดับแล้ว ต่อจากนั้นเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต สำหรับคนที่ไม่ใช่พระอรหันต์
นี่คือการที่จะแสดงชีวิตประจำวันซึ่งทุกคนคิดมาก ขณะนี้กำลังคิด ทางมโนทวารนี่ตลอดเลย ให้คิดว่าทางปัญจทวาร คือทางตา สลับนิดเดียว หรือทางหูคือเสียง สลับนิดเดียวจริงๆ ให้ทราบว่าทั้งลืมตา ทุกคนก็กำลังคิดในขณะนี้ ทางมโนทวาร ทั้งๆ ที่กำลังได้ยินเสียงทุกคนก็กำลังคิด เพราะฉะนั้น เสียงนิดเดียว แต่ความคิดของคนจะไม่หยุดเลย เพราะฉะนั้นความคิดจะมีตลอด ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ หรือแม้ไม่เห็นไม่ได้ยินเลย จิตก็จะต้องคิด วันหนึ่งๆ ทางใจเวลาที่มโนทวาราวัชชนจิตดับแล้ว กุศลจิตหรืออกุศลจิตเกิดทันที แต่ว่าเราไม่รู้ความจริง
เพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสิ่งทางปรากฎทางตา ถึงจะปรากฏแล้วเราก็หลับตา แล้วเราก็ลืมตา หรือหลับตาก็ตามแต่ ความคิดไม่หยุด เห็นก็คิด หลับตาก็คิด ได้ยินเสียงก็คิด เสียงดับไปแล้วก็คิด เพราะฉะนั้นวันหนึ่งๆ คือโลกคิด แล้วก็มีสิ่งต่างๆ กระทบปสาท กระทบไปอย่างนั้นเอง เพราะว่าเวลาที่เห็นนั้น ยังไม่เป็นคน เป็นสัตว์ สิ่งต่างๆ เพียงแต่ปรากฏเป็นแสง แต่โลกของความคิดแสดงให้เห็นว่าสืบต่อสิ่งที่กำลังปรากฏมากมาย
เพราะฉะนั้น โดยลักษณะของวิถีจิตจะเห็นได้ว่า วิถีจิตทางตาเพียงเห็น วิถีจิตทางหูเพียงได้ยิน แต่ที่เรากำลังเห็นคน หรือเข้าใจความหมายของเสียงที่ได้ยิน หรือถ้าเป็นเรื่องราวต่างๆ จะนึกถึงสถานที่ และเหตุการณ์ ถ้าจะพูดถึงพนมเปญ ใจของเราก็คิดแล้วว่าอยู่ที่ไหน รู้เรื่องรู้ราวไปหมด นี่แสดงให้เห็นว่าเพียงเสียง เราสามารถรู้ความหมาย รวมทั้งเรื่องราวมากมายของสถานที่ที่เรากำลังพูดถึง
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าเราคือโลกของความคิด โดยที่ว่าไม่มีอะไรเลยก็ต้องคิด หรือแม้ว่ามีสิ่งกระทบตา กระทบเปล่าๆ สีปรากฏ แต่ความคิดมากมาย นี่เพื่อจะให้เห็นความจริงว่า ต้องเป็นไปตามจิตตนิยาม คือยับยั้งความคิดไม่ได้
ผู้ฟัง ทางปัญจทวารก็มีภวังคจลนะ ทางมโนทวารก็มีภวังคจลนะ แต่ภวังคจลนะทางปัญจทวารนี้มีเกิดขึ้น ไหว เพราะรูปารมณ์กระทบปสาท แต่ภวังคจลนะในมโนทวาราวัชชน ไหว เพราะจิตคิด มันจะคิด อย่างนั้นใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เวลาที่จิตคิดจะเกิด จะคิดทันทีโดยเป็นภวังค์แล้วเป็นมโนทวาราวัชชนจิต ไม่ได้ วิถีจิตที่จะเกิดคิดขึ้น ทำให้ขณะนั้นภวังคจลนะไหว เมื่อไหวแล้วก็เป็นภวังคุปัจเฉทะ คือภวังค์ดวงสุดท้าย แล้วต่อจากนั้นถึงจะเป็นมโนทวาราวัชชนจิต เป็นจิตตนิยาม เป็นธรรมเนียมของการเกิดดับสืบต่อกัน
ผู้ฟัง ภวังคจิต จะมีอารมณ์เดียวกับปฏิสนธิจิตในชาติเดียวกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง ปฏิสนธิจิต จะมีอารมณ์เดียวกับ จิตเกิดก่อนจุติจิตในชาติที่แล้ว ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ถูกต้อง
ผู้ฟัง อยากเรียนถามว่า ชวนจิตจะเป็นจิตดวงสุดท้ายที่ดับแล้ว ก็จะเกิดจุติจิต ใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ได้ เรื่องของความตาย จะหลังจากชวนจิตดับ จุติจิตเกิดก็ได้ หรือหลังจากชวนจิตดับ ตทาลัมพนะดับ ภวังคจิตจะเกิด จุติจิตก็เกิดได้ คือจุติจิตจะเกิดหลังชวนะก็ได้ หลังตทาลัมพนะก็ได้ หลังภวังค์ก็ได้
ผู้ฟัง ชวนจิต และตทาลัมพนะจิต จะมีอารมณ์เดียวกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ในชาติไหน
ผู้ฟัง ในชาติเดียวกัน
ท่านอาจารย์อันนี้ต้องทราบเรื่องกิจ ว่าจิตที่มีอารมณ์เดียวกันในชาติหนึ่ง ปฏิสนธิจิต ภวังคจิต จุติจิต ๓ จิตนี้ หรือ ๓ กิจนี้ มีอารมณ์เดียวกัน ต้องทราบว่าอารมณ์ของปฏิสนธิจิตสืบเนื่องมาจากชวนะสุดท้ายก่อนจุติของชาติก่อน ใกล้จะตายมีอารมณ์อะไร เวลาที่จุติจิตดับแล้ว ปฏิสนธิจิตก็มีอารมณ์สืบเนื่องมาจากจิตใกล้จุติของชาติก่อน เหมือนขณะนี้ ทุกอารมณ์สืบเนื่อง ใช่ไหม จากทางตาก็ไปทางใจ
แต่ว่าเวลาที่จุติจิตจะเกิดไม่จำเป็นต้องมีมโนทวารวิถีจิต เพราะเหตุว่าจุติจิตดับหลังจากจักขุทวารวิถีจิตดับแล้ว ก็ได้ ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแทนที่จะเป็นมโนทวารวิถีจิตรับอารมณ์ทางตาต่อ ก็เป็นจุติจิต เพราะฉะนั้น ปฏิสนธิจิตนั่นเองที่รับอารมณ์ต่อจากทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย หรือทางใจก็ได้ ขอให้สืบเนื่องมาจากชวนะสุดท้ายก่อนจุติ
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่ากรรมหนึ่งทำให้ปฏิสนธิจิตเกิด มีอารมณ์อันใด กรรมนั้นทำให้ภวังคจิตซึ่งเป็นจิตประเภทเดียวกันทุกอย่าง มีอารมณ์เดียวกันด้วย เกิดสืบต่อ เพราะเหตุว่าเป็นผลของกรรมหนึ่ง ที่ทำให้ปฏิสนธิเกิด เมื่อเกิดมาเป็นบุคคลนั้นแล้ว ยังตายไม่ได้ นี่คือเหตุที่ว่าต้องได้รับผลของกรรมของการเกิดเป็นบุคคลนั้น จะเกิดในนรก หรือจะเกิดเป็นเปรต เป็นอสูรกาย จะเกิดเป็นมนุษย์ หรือจะเกิดบนสวรรค์ก็ตามต้องได้รับผลของกรรม ซึ่งปฏิสนธิจิตประมวลกรรมทั้งหมดที่จะเกิดในชาตินั้นไว้ เหมือนกับที่นา เราก็มีที่นาจำกัดมากน้อย บางคนมีกี่ไร่ก็ตามแต่ แล้วแต่การให้ผลของกรรมนั้นจะมากน้อยอย่างไร ทางไหน แต่ให้ทราบว่าปฏิสนธิจิต ประมวลกรรมที่จะทำให้แต่ละบุคคลได้รับผลในแต่ละชาติ
เพราะฉะนั้นเมื่อปฏิสนธิจิตดับไปแล้ว กรรมนั้นก็ทำให้ภวังค์เกิดสืบต่อ ดำรงความเป็นบุคคลนั้น ตายไม่ได้ ต้องรับผลของกรรมของชาติที่เกิดมานั้นก่อน เพราะฉะนั้น การรับผลของกรรมที่เกิดในชาตินั้นก็คือว่า กรรมทำให้มีตา จักขุปสาทรูปเกิด มีโสตปสาทรูป มีฆานปสาทรูป มีชิวหาปสาทรูป มีกายปสาทรูป แต่บางคนก็แล้วแต่ กรรมอาจจะไม่ทำให้เกิดจักขุปสาทรูปก็ตาบอด บางคนก็หูหนวก คือไม่มีโสตปสาทรูป นี่ก็เป็นเรื่องของกรรมอีก
เพราะฉะนั้นให้ทราบว่าที่เรามีตา หู จมูก ลิ้น กาย นั้น ไม่ใช่ใครทำให้เลย เราก็ทำเองไม่ได้ แต่ว่ากรรมทำทั้งหมด คือเป็นกัมมชรูป เป็นรูปซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐานก่อตั้งให้เกิดขึ้น ในขณะนี้ที่ทุกคนกำลังมีตา เราทำไม่ได้เลย แล้วจักขุปสาทก็กำลังดับไป แต่กรรมก็ทำให้จักขุปสาทรูปเกิดอีก และขณะที่ได้ยินครั้งหนึ่ง โสตปสาทรูปก็ดับ มีอายุสั้นมาก คือ ๑๗ ขณะจิต ดับแล้ว แต่กรรมก็ทำให้โสตปสาทรูปเกิดอีก
นี่แสดงให้เห็นถึงผลของกรรม ซึ่งมีทั้งรูป คือ จักขุปสาท โสตปสาท ฆานปสาท ชิวหาปสาท กายปสาท แล้วก็มีนาม คือ จิต เจตสิก ซึ่งเป็นวิบาก เพราะเหตุว่าไม่ใช่มีเฉพาะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีจิตที่รู้อารมณ์ทางตา คืออาศัยตาเห็น เพราะฉะนั้น จิตที่กำลังเห็นทางตา เป็นวิบากจิต เราเลือกเห็นไม่ได้ เราอยากจะเห็นสิ่งที่ดีๆ แต่ขึ้นอยู่กับกรรม ว่ากรรมจะให้เห็นอะไร เราอยากจะได้ยินเสียงเพราะๆ แต่เราก็เลือกไม่ได้ เพราะว่าเป็นวิบากจิต กรรมทำให้วิบากจิตและเจตสิกเกิดขึ้น ได้ยินเสียง
นี่คือการรับผลของกรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ตลอดชีวิต คือต้องมีการรับผลของกรรม ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ความคิดนึกต่อจากเห็น ได้ยิน อย่างที่เรากำลังพูดถึงเรื่องมโนทวารวิถี แต่ความจริงยังไม่ใช่มโนทวารวิถีเลย ก็มีการที่จะเป็นกุศลชวนะ อกุศลชวนะ เพราะเหตุว่าทางจักขุทวารวิถีก็มี แต่ยังไม่ขอพูดถึง แต่ให้ทราบว่ารวดเร็วมากเหลือเกิน ให้ทราบเพียงว่าเมื่อเห็นแล้ว ไม่มีความหมายอะไรเลยเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏ แต่คิดนึก ความคิดนึกนี่สำคัญ เพราะว่าเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต เมื่อรับผลของกรรม คือเห็น ชั่วขณะนั้น หลังจากนั้นไม่ใช่วิบากแล้ว เริ่มเป็นกุศลหรืออกุศลต่อไป
ผู้ฟัง เห็นโทษของสังสารวัฏฏ์ โลภะ โทสะ โมหะ
ท่านอาจารย์ จริงๆ ก็ต้องเห็นโทษของอวิชชา หรือของกิเลส และอกุศลทั้งหมด ซึ่งเป็นเหตุทำให้มีการเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นที่มีทวาร แล้วจะกล่าวว่าทวารดีหรือไม่ดี ต้องพิจารณาละเอียด ไม่ใช่ว่าไม่ชอบทวาร ไม่อยากมีทวาร นั่นก็คือความไม่ชอบ ซึ่งก็ยังเป็นอกุศล หรือความชอบ อยากจะให้มีทวาร คือ เห็น ก็เป็นโลภะอีก ใช่ไหม ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากอวิชชา การไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะฉะนั้น จะอยากเห็นนั้น แน่นอน ไม่มีใครอยากตาบอด ก็แสดงให้เห็นว่ายังมีโลภะ แต่ก็ต้องอยากเห็นสิ่งที่ดีๆ เมื่อเห็นสิ่งที่ดีๆ แล้วก็เกิดอกุศลอีก ใช่ไหม เลยไม่ทราบจะทำอย่างไร เต็มไปด้วยความไม่รู้ อยากบ้าง ไม่อยากบ้าง เพราะฉะนั้น ถามอีกว่า ทวาร ดีหรือไม่ดี อีกความหมายหนึ่ง
ผู้ฟัง ผมว่าก็ดีเหมือนกัน เพราะว่าต้องมีทวาร ตราบใดที่ยังไม่พ้นทุกข์ เราสามารถได้ฟังพระสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ท่านอาจารย์ หมายความว่าถ้าเห็นแล้วเป็นกุศลดี ถ้าเห็นแล้วเป็นอกุศลก็ไม่ดีแน่ๆ แต่ก็ห้ามไม่ได้ แน่นอน เพราะฉะนั้น ดิฉันจะไม่พูดเรื่องนี้อีก เพราะเรารู้แล้วว่าเป็นสิ่งซึ่งต้องเกิดเป็นไปอย่างนั้น แต่จะพูดถึงตัวทวารซึ่งมี ๖ ได้แก่ จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป เป็นปัญจทวาร และมโนทวาร แต่จะขอแยก พูดถึงทวารที่เป็นรูปก่อนว่า จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป รูปทั้ง ๕ นี้ ดีหรือไม่ดี ทีนี้เปลี่ยนแล้ว มาเป็นเรื่องตัวรูป ตัวที่เป็นทวาร คือ ปสาทรูป ดีหรือไม่ดี
ผู้ฟัง ดี เพราะว่าทำให้ได้เห็น เห็นแล้วเกิดกุศล อกุศล อีกเรื่องหนึ่ง
ท่านอาจารย์ อันนี้ต้องกล่าวถึงพระธรรมที่ทรงแสดงไว้ว่า กุสลา ธัมมา หมายความถึง ธรรมใดๆ ที่เป็นกุศล อกุสลา ธัมมา หมายความถึง ธรรมใดๆ ที่เป็นอกุศล ซึ่งจะต้องเป็นนามธรรม ซึ่งเกิดขึ้นได้แก่ จิต เจตสิก เท่านั้นที่จะเป็นกุศลหรืออกุศล อีกส่วนหนึ่ง คือ อัพยากตา ธัมมา ได้แก่ ที่ไม่เป็นกุศล และไม่เป็นอกุศล ดังนั้น ถ้าจะจำแนก จิต เจตสิก รูป นิพพาน ออกเป็นธรรม ๓ หมู่ คือ กุสลา ธัมมา อกุสลา ธัมมา อัพยากตา ธัมมา
ธรรมตายตัว เปลี่ยนไม่ได้ ธรรมใดๆ ที่เป็นกุศล จะให้ไปเป็นอกุศลก็ไม่ได้ ธรรมใดๆ ที่เป็นอกุศล ก็จะเปลี่ยนเขาไปเป็นอย่างอื่นก็ไม่ได้ ที่เหลือนอกจากธรรมที่เป็นกุศลและอกุศลแล้ว ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดเป็นอัพยากตธรรม หมายความว่าธรรมที่ไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้นสำหรับ จิต เจตสิก ที่เป็นอกุศลก็มี จิต เจตสิก ที่เป็นกุศลก็มี แต่รูปไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล เพราะฉะนั้นรูปเป็นอัพยากตธรรม นิพพานไม่เป็นกุศล ไม่เป็นอกุศล นิพพานไม่ใช่จิต ไม่ใช่เจตสิก เพราะฉะนั้นนิพพานเป็นอัพยากตธรรม วิบากจิตเป็นผล ไม่ใช่กุศล อกุศล เพราะฉะนั้นก็ต้องเป็นอัพยากตธรรม คือธรรมใดๆ ก็ตาม ซึ่งไม่ใช่กุศล และไม่ใช่อกุศลแล้ว ก็เป็นอัพยากต
เพราะฉะนั้นที่ถามว่าจักขุปสาทรูป ดีหรือไม่ดี ตอนนี้คำตอบทุกคนตอบได้ ใช่ไหม จักขุปสาทรูป ดีหรือไม่ดี เพราะไม่ใช่จิต เจตสิก รูปไม่รู้อะไรเลย รูปจะดีจะชั่วไม่ได้ อกุศลใดๆ จะไปเกิดกับรูปก็ไม่ได้ กุศลใดๆ จะไปเกิดกับรูปก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตัวรูปตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า เราอาจจะเห็นเป็นความผ่องใสสวยงาม สีสันวัณณะที่น่าพอใจ แต่รูปไม่รู้อะไรเลย รูปไม่ใช่สภาพรู้ รูปคิดไม่ได้ รูปดีรูปชั่วไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นก็ต้องทราบโดยไม่จำเป็นต้องไปท่องเลย ถ้ารู้ว่า จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป กายปสาทรูป รวมรูปอื่นทั้งหมดนอกจากนี้ด้วย คือรูปทั้งหมดแล้ว ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล เพราะฉะนั้นถ้าโดยความหมายนี้ ก็ต้องเป็นอัพยากต ที่ถามว่าจักขุปสาทรูปดีไหม ก็คงจะชัดเจน ถ้าใช้ภาษาบาลี
ทีนี้ อีกทวารหนึ่ง คือมโนทวาร ซึ่งต้องได้แก่ จิต ถ้าจิตก่อนๆ ไม่เกิด จิตคิดนึกจะเกิดไม่ได้ ดังนั้นที่จิตคิดนึกจะเกิดได้นั้น เมื่อภวังคุปัจเฉทะดับแล้ว มโนทวาราวัชชนจิตซึ่งเป็นวิถีจิตแรกทางใจเกิด เพราะฉะนั้นตัวภวังคุปัจเฉทะ ดีหรือไม่ดี มโนทวารได้แก่ภวังคุปัจเฉทะ ไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิต เพราะฉะนั้น ก็คืออัพยากตธรรม ถ้าชื่อแปลกๆ มาจะเป็นวิบากจิต หรือกิริยาจิตก็ตามแต่ ไม่ใช่กุศลจิต ไม่ใช่อกุศลจิตแล้วก็ต้องเป็นอัพยากตธรรม
แสดงให้เห็นว่าวันหนึ่งๆ มีสภาพธรรมที่เป็นกุศลก็มี อกุศลก็มี วิบากก็มี กิริยาก็มี หรือว่าเป็นอัพยากตก็มี ถ้าเราเรียนแล้วเราก็จะเข้าใจ จะรู้ถึงสภาพจิตที่เกิดดับสืบต่อกันโดยความเป็นอนัตตา ซึ่งไม่มีใครบังคับบัญชาเลย เพราะฉะนั้น จะไปบอกว่าทำไมคนนี้คิดอย่างนี้ ทำไมไม่คิดดีๆ เหมือนกันหมดนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะเหตุว่าต้องเป็นไปตามการสะสม แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ ธรรมไม่มีชื่อ คนอาจจะมีชื่อสมมติบัญญัติขันธ์ เรียกได้เพื่อให้เข้าใจ แต่ตัวธรรมแท้ๆ ไม่ต้องมีชื่อเลย อย่าง โลภะ ใช้คำนี้เพื่อให้เข้าใจลักษณะที่ติดข้อง แต่ว่าจะเปลี่ยนชื่อก็ได้ ใช้นันทะ ใช้ราคะ ใช้ได้หลายคำ เพื่อที่จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรมนั้น
ดังนั้นการที่จะศึกษาอะไร ความเข้าใจของเราอาจจะเพิ่มขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่เป็นความเข้าใจถูกต้องตั้งแต่ต้น ให้เป็นความเข้าใจที่กว้าง ลึก ละเอียด แล้วก็ถูก เพราะว่าถ้าเราคิดเรื่องธรรม ไตร่ตรอง จะทำให้เกิดสติปัญญา แต่ถ้าตามตัวหนังสือไปเฉยๆ โดยไม่คิดเลย ความกว้างขวางก็มีไม่ได้ เพราะเหตุว่าแต่ละคนจะต้องอบรมปัญญาของตัวเองด้วยความคิดนึกไตร่ตรอง ทำให้เข้าใจสภาพธรรมกว้างขวางขึ้น
เพราะฉะนั้น มโนทวาร ได้แก่ ภวังคุปัจเฉทะ เป็นอัพยากตธรรมเหมือนกัน เพราะเหตุว่าเป็นวิบากจิต
ผู้ฟัง การที่จิตที่ไม่ใช่วิถีจิตพวกนี้รู้อารมณ์ ดิฉันก็สงสัยว่าต้องอาศัยทวารหรือไม่ เพราะเหตุใด ตัวภวังคจิตเอง คือ ภวังคุปัจเฉทะยังเป็นทวารให้จิตเกิดขึ้นรู้อารมณ์ทางใจได้ แต่ตัวภวังคจิตเองอะไรเป็นทางให้เกิดขึ้นรู้อารมณ์
อ. สมพร ปฏิสนธิ ภวังค์ จุติ ท่านบอกว่าเป็นทวารวิมุตติ พ้นจากทวาร อย่างทวารทางตา ทางหู ทางจมูก ปรากฏชัด มโนทวารนั้น ตามอรรถกถาท่านบอกว่า ภวังคุปัจเฉทะพร้อมทั้งอาวัชชนะ ถ้าภวังคุปัจเฉทะอันเดียว ก็จะไปซ้ำกับที่จักขุทวาร ท่านก็เพิ่มเติมขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ให้ชัดเจนว่า แยกมโนทวารออกมาจริงๆ ก็คือ ภวังคุปัจเฉทะพร้อมทั้งอาวัชชนะ และท่านก็บอกว่าจิตที่รู้อารมณ์ตามทวาร ก็มีตั้งแต่ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ นอกนั้นเป็นทวารวิมุตติ พ้นจากทวาร จิตก็สามารถรู้อารมณ์ได้ ที่บอกว่า ภวังค์เปลี่ยนอารมณ์ไม่ได้นั้น ถูก แต่อยากทราบว่า เพราะเหตุใดภวังค์จึงเปลี่ยนอารมณ์ไม่ได้
ผู้ฟัง เพราะไม่ได้ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์
ท่านอาจารย์ หมายความว่าอย่างไร
ผู้ฟัง ภวังคจิตไม่รู้อารมณ์อะไรเลย
ท่านอาจารย์ ไม่ถูกต้อง ผิดแล้ว จิตต้องเป็นสภาพรู้ เพราะฉะนั้นต้องมีอารมณ์ คือสิ่งที่จิตรู้ คำนี้ตายตัว จะเปลี่ยนเป็นจิตไม่รู้อารมณ์ ไม่ได้ ไม่มีเลยที่จิตจะไม่รู้อารมณ์นั้น ไม่มี เพราะว่าจิตเป็นสภาพรู้ ลักษณะของจิต คือ รู้อารมณ์
ผู้ฟัง กิจของภวังคจิต คือดำรงภพชาติ
ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจิตใดทั้งสิ้น โลกไหนทั้งสิ้น จิตเป็นสภาพที่เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัย เป็นสภาพรู้ ต้องมีอารมณ์คือสิ่งที่จิตรู้ ไม่ว่าจิตไหนทั้งหมด
ผู้ฟัง ที่กล่าวว่า ภวังคจิตเปลี่ยนอารมณ์ไม่ได้ เพราะเหตุใด ขอเหตุผลว่าทำไมภวังคจิตเปลี่ยนถึงอารมณ์ไม่ได้
ท่านอาจารย์ คุณหมอเข้าใจหรือยังว่า จะต้องไม่มีจิตดวงใดเลยทั้งสิ้นที่ไม่มีอารมณ์ ต้องมีอารมณ์ แน่นอน จิตที่ไม่มีอารมณ์ ไม่มี
ผู้ฟัง แต่ภวังคจิต ไม่ได้ทำหน้าที่รู้อารมณ์ในชาตินี้
ท่านอาจารย์ ที่จริงไม่ได้ถามว่าอารมณ์ชาติไหน แล้วจะบอกว่าจิตไม่ทำหน้าที่รู้อารมณ์ ไม่ได้เลย
อ.สมพร คือผมถามว่า เพราะเหตุไร จึงเปลี่ยนอารมณ์ไม่ได้ ที่ตอบว่าเปลี่ยนไม่ได้นั้นถูกแล้ว แต่อยากทราบว่าเพราะเหตุใด
ผู้ฟัง เพราะเหตุว่าดำรงภพชาติของบุคคลคนนี้ที่เกิดมา จนกว่าจะจุติจากชาตินี้ไป
อ. สมพร ภวังคจิตนั้น เป็นจิตที่ดำรงภพชาติ เช่นปฏิสนธิมาด้วยโสมมนัส จะต้องมีโสมนัสจนกระทั่งจุติ ถ้าหากว่าปฏิสนธิมาด้วยอุเบกขาประกอบด้วยปัญญา ติเหตุกะ หรือทวิเหตุกะ หรืออเหตุกะ อย่างใดอย่างหนึ่ง จิตดวงนี้ก็ดำรงภพชาติ คือปฏิสนธิมาด้วยติเหตุกะ ภวังคจิตก็ดำรงติเหตุกะนี้ ดำรงภพชาติ ไม่เปลี่ยน จนกระทั่งจุติ จึงเปลี่ยน ถ้าเราใช้คำว่า ดำรงภพชาติ ก็จะถูกต้อง ที่เปลี่ยนไม่ได้เพราะว่า ปฏิสนธิมาด้วยติเหตุกะก็ต้องประกอบด้วยติเหตุกะเสมอไปจึงไม่เปลี่ยน ด้วยอำนาจวิบากที่ให้ปฏิสนธิ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงมีจิตประเภทต้องอาศัยทวารจึงรู้อารมณ์ได้ และมีจิตที่ไม่ต้องอาศัยทวารก็รู้อารมณ์ เช่น ปฏิสนธิจิต ไม่ต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย เพราะไม่ใช่จิตเห็น ไม่ใช่จิตได้ยิน ไม่ใช่จิตได้กลิ่น ไม่ใช่จิตลิ้มรส ไม่ใช่จิตรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่ใช่จิตที่คิดนึก ภวังคจิตไม่ใช่จิตที่คิดนึก จิตที่คิดนึกรู้อารมณ์ คือ เรื่องที่คิด เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ภวังคจิต
เพราะฉะนั้น การรู้อารมณ์ของภวังคจิตนั้น ไม่ต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดทั้งสิ้น ทั้ง ๖ ทวาร นี่แสดงให้เห็นว่ามีจิตอยู่ ๒ ประเภท คือจิตประเภทหนึ่งรู้อารมณ์โดยไม่อาศัยทวาร อีกประเภทหนึ่งรู้อารมณ์โดยต้องอาศัยทวารหนึ่งทวารใดใน ๖ ทวาร ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่สามารถจะรู้ได้ว่าภวังคจิตของเราแต่ละคน มีอารมณ์อะไร เพราะเหตุว่าไม่ได้อาศัยทวารหนึ่งทวารใดเลย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 121
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 122
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 123
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 124
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 125
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 126
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 127
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 128
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 129
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 130
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 131
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 132
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 133
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 134
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 135
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 136
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 137
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 138
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 139
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 140
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 141
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 142
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 143
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 144
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 145
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 146
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 147
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 148
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 149
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 150
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 151
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 152
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 153
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 154
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 155
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 156
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 157
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 158
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 159
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 160
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 161
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 162
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 163
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 164
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 165
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 166
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 167
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 168
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 169
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 170
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 171
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 172
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 173
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 174
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 175
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 176
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 177
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 178
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 179
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 180