ปกิณณกธรรม ตอนที่ 187
ตอนที่ ๑๘๗
สนทนาธรรม ที่ วัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. ๒๕๓๙
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น อกุศลจิต กับ กุศลจิต สลับกับ วิบากจิต กิริยาจิต ทั้ง ๔ ชาติอยู่ตลอดเวลา อย่างรวดเร็วมาก เพราะฉะนั้น การศึกษาจึงต้องเป็นลำดับจริงๆ ต้องรู้ว่า กำลังศึกษาเรื่องราวของจิต กำลังเป็นเรื่องราว แต่ว่าถ้าขณะนี้สติระลึกลักษณะของจิต จึงจะทราบความจริงว่า จิตขณะนั้นเป็นกุศล หรือ เป็นอกุศล เวลาที่เกิดโทสะ รู้ว่าเป็นอกุศล แต่เวลาที่ไม่เป็นโทสะอย่างอื่นอาจจะรู้ยาก เช่น โลภะ ตื่นมาจะรู้หรือว่ามีโลภะแล้ว เพราะเหตุว่าขณะนั้น ไม่ใช่กุศล และก็ไม่ใช่โทสะ หรือ ไม่ใช่โมหมูลจิต ก็ต้องเป็นโลภมูลจิต
เพราะฉะนั้น จึงมีคำว่า "แต่" หมายความว่า ที่จะรู้ได้จริงๆ ต้องเป็นการศึกษา แล้วก็มีความเข้าใจขั้นการศึกษาพอที่สติจะระลึก แล้วก็ค่อยๆ รู้ขึ้นอีก เพราะเหตุว่า ในขณะที่สติเกิด จะให้รู้ว่าเป็นอกุศลจิต บางคนชำนาญชื่อ พอเห็นดอกไม้สวยๆ บอกแล้ว โลภะๆ เรียกชื่อ แต่ว่าขณะนั้นไม่ได้รู้ลักษณะสภาพจิตที่ติดข้อง ก่อนเห็นดอกไม้สวย มีโลภะหรือเปล่า กำลังเดินเล่นอยู่ในสวน ยังไม่เห็นดอกไม้สวยที่ถูกใจ แต่กำลังเดินด้วยความพอใจ เป็นโลภะหรือเปล่า แต่ไม่ได้รู้สึกเลย แต่ว่าพอเห็นดอกไม้สวยๆ เรียกชื่อถูกว่า โลภะ นี่ก็แสดงให้เห็นว่า เรียกชื่อ หรือว่า รู้ลักษณะของโลภะ
เพราะฉะนั้น ก่อนอื่น ไม่ใช่ไปรู้ลักษณะของ กุศลจิต หรือ อกุศลจิต แต่ต้องรู้ลักษณะที่เป็น นามธรรม หรือ รูปธรรม เสียก่อน มิฉะนั้นแล้วเราใช้ชื่อตลอดเวลา โดยที่ไม่รู้ว่า จิต เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้น โลภะขณะนั้น ก็เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้น เรียกชื่อถูกแต่ว่าไม่รู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมของโลภะ
ผู้ฟัง แต่เขาก็มีอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์ แน่นอน คือ ไม่มีใครเลย นอกจากสภาพธรรมที่เป็น นามธรรม กับ รูปธรรม ๒ อย่าง
ผู้ฟัง เรียนถาม อกุศลจิต กุศลจิต เกิดในชีวิตประจำวัน มีท่านผู้ใดมีคำถามท่านวิทยากรไหม
ท่านอาจารย์ ประเด็นนี้คิดว่าต้องแยก คือ คนรู้ กับ คนไม่รู้ ถ้าพูดถึงการสะสมแล้วก็ต้องสะสมต่างกัน คือ คนที่สะสมโทสะก็เป็นโทสะ คนจะรู้หรือไม่รู้ก็ตาม คนรู้มีโทสะก็สะสมโทสะ คนไม่รู้มีโทสะก็สะสมโทสะ คนรู้มีโลภะก็สะสมโลภะ คนไม่รู้มีโลภะก็สะสมโลภะ แต่ว่าคนไม่รู้ ไม่ได้สะสมความรู้
ผู้ฟัง ไม่มีปัญญา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น จึงต้องแยกละเอียดว่า ถ้าพูดถึงโทสะ ถ้าเกิดก็สะสมด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าใคร ถ้าโลภะก็สะสมด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่าใคร แต่คนที่ศึกษาสะสมความรู้ ในขณะที่คนไม่ได้ศึกษาไม่ได้สะสมความรู้เลย เพราะฉะนั้น เขาก็มีโลภะ มีโทสะ แต่ไม่มีความรู้ แต่ส่วนคนที่รู้ก็มีโลภะ มีโทสะ แต่มีความรู้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องแยก
ผู้ฟัง อันนี้ก็คงไปเกี่ยวกับ ญาณวิปปยุตต์ ญาณสัมปยุตต์ ด้วย
ผู้ฟัง รู้ว่าเขามีโทสะ แล้วจะมีผลร้ายแก่ตัวเอง แต่ไม่กล้าเตือน เพราะว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ ทีนี้ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรให้เขารู้ได้ ขอคำแนะนำจากอาจารย์สุจินต์
ท่านอาจารย์ เรื่องของแต่ละบุคคล คือว่าทุกคนมีความปรารถนาดี ไม่ใช่แต่เฉพาะกับญาติ ถ้าเป็นความปรารถนาดีจริงๆ แล้วสำหรับทุกคน อยากให้ทุกคนมีความสนใจที่จะศึกษาพระธรรม ที่จะให้เข้าใจในสภาพธรรมตามความเป็นจริง เพื่อเจริญกุศลยิ่งขึ้น ไม่ว่าญาติหรือไม่ใช่ญาติก็ตาม แต่ว่าใครก็ตาม ต่างคนก็ต่างเกิดมาตามการสะสม แม้ว่าจะเป็นญาติสนิท แม้แต่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเอง ก็คงจะทราบจากประวัติของพระญาติของพระองค์ ใช่ไหม ซึ่งแต่ละท่านก็ไปอบายภูมิบ้าง อะไรบ้าง ทั้งๆ ที่เป็นพระญาติของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ไม่มีคำตอบสำหรับที่ว่าทำอย่างไร แต่ว่าเป็นผู้ที่มีความหวังดีต่อทุกคนเสมอ พร้อมที่จะช่วย ถ้าคนนั้นเกิดมีความสนใจที่จะเข้าใจธรรม หรือที่จะฟัง เราก็สามารถที่จะช่วยแนะนำทั้งหนังสือ ทั้งวิทยุ หรืออะไรก็เปิดให้ท่านฟัง หรือแนะนำอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นการที่จะทำให้ท่านสนใจขึ้น แต่ถ้าใครก็ตามยังไม่แสดงความสนใจ เขาจะรำคาญ อันนี้คงจะจริง เพราะว่าเสียเวลาของเขาที่เขาจะทำอย่างอื่นที่เขาพอใจ
ผู้ฟัง ผมเคยเปิด แล้วก็พยายามแนะนำให้เขาฟัง เขาบ่นว่าฟังยาก ไม่รู้จะว่าอย่างไร
ท่านอาจารย์ พระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ง่ายไม่ได้ แต่ถ้าไม่ใช่พระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ก็ง่ายได้ แต่ถ้าเป็นพระธรรมจริงๆ ไม่มีทางที่จะง่ายเลย
ผู้ฟัง ทำอย่างไรดี มัจฉริยะ เกิดอยู่เรื่อยเลย
ท่านอาจารย์ อยากจะมีกุศลมากๆ แน่ๆ เลยใช่ไหม ถามอย่างนี้ ไม่มีใครที่อยากจะมีอกุศล แต่ก็ต้องทราบตามความเป็นจริงว่า ต้องเป็นผู้ที่อบรม ต้องมีขันติ มีความอดทน และก็มีความเพียร และก็มีความตั้งใจมั่น คือ บารมีทั้ง ๑๐ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก ในการที่เราจะเจริญกุศล แม้แต่เรื่องของเมตตา ไม่ใช่เป็นเพียงแต่เพียงคำ แต่ต้องเป็นสภาพของจิต คือเรื่องของธรรมต้องเป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจจริงๆ อย่าผิวเผิน แล้วก็อย่าคิดว่าเข้าใจแล้ว หรือว่าได้ยินชื่อ แล้วก็เหมือนกับรู้แล้ว ไม่ต้องรู้กว่านั้นอีก แต่ว่าตามความเป็นจริงแล้ว เรื่องของการที่จะเข้าใจสภาพธรรมมีมาก และก็ละเอียดขึ้นด้วย จึงจะเป็นประโยชน์จริงๆ เพราะเหตุว่าตราบใดที่ยังมีอวิชชา ที่จะไม่ให้เกิดอกุศล เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ที่อวิชชาจะน้อยลง หรือว่า อกุศลจะน้อยลง มีทางเดียว คือ อบรมเจริญวิชชา หรือ ความรู้
เพราะฉะนั้น ก็เป็นผู้ที่ใฝ่ในการที่จะเข้าใจพระธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ฟัง แต่ว่าฟังแล้วก็พิจารณาให้เข้าใจเหตุผลจริงๆ ขณะนั้นเป็นกุศลแล้ว ไม่ใช่คิดว่าไม่มีกุศลขณะที่กำลังฟัง มีศรัทธา แล้วก็มีสติ แล้วก็เห็นประโยชน์ แล้วขณะที่ฟังแล้วเข้าใจ ขณะนั้นก็เป็นกุศลที่ประกอบด้วยปัญญา เพระเหตุว่ากุศลไม่ใช่แค่ทาน ที่กล่าวว่ามีแต่มัจฉริยะ กุศลอื่นก็มีด้วย เพราะฉะนั้น ก็ควรที่จะพิจารณาว่า สะสมอุปนิสัยอย่างไรมา และก็อุปนิสัยทั้งหลายที่เป็นอุปนิสัยทางฝ่ายอกุศลนี่จะลดลงได้ แต่ไม่ใช่เราเลือก ว่าเราสะสมมัจฉริยะมาแล้ววันนี้ให้เรากลายเป็นคนที่ใจบุญสุนทานมหาศาล แต่ว่าเราอาจจะฝึกสละสิ่งซึ่งเราคิดว่าเราไม่เคยสละได้แต่ก่อน แต่ว่าถ้าจะเป็นประโยชน์แก่คนอื่น ทั้งๆ ที่อยู่กับเราก็ไม่ค่อยจะเป็นประโยชน์ อย่างบางคนเนี่ยอาจจะมีเสื้อผ้ามากมาย แล้วก็ไม่ค่อยได้ใช้เลย เก็บไว้ในตู้ สักวันหนึ่งลองคิดดูสิว่า พรุ่งนี้เราอาจจะตายแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับใคร แล้วค่อยๆ คิดว่า สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง สิ่งนั้นจะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง แต่ก็ไม่ใช่กฎ แต่ว่าให้ทราบว่า ทุกอย่างนี่เป็นไปตามเหตุตามปัจจัย แต่สิ่งหนึ่งซึ่งจะเกื้อกูลมาก คือ ปัญญา รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง
เพราะฉะนั้น จะแสดงให้เห็นว่า ถ้าเป็นโอกาสที่มีโอกาสจะให้คนนี่เกิดปัญญา เพราะเหตุว่าเรื่องของความยากจน ความทุกข์ ความเดือดร้อน ความพิการต่างๆ ก็จะต้องเป็นผลของกรรม และก็มีมากมายเหลือเกิน คนทุกข์ยากในโลกนี้ ในกรุงเทพ ต่างจังหวัดมีมาก แต่ว่าคนยากจน คนขัดสน ที่มีโอกาสจะได้ฟังธรรมด้วยจิตศรัทธาก็ย่อมจะเป็นประโยชน์แก่เขามาก เพราะเหตุว่าชาตินี้เขาอาจจะเป็นคนขัดสน พิการ ชาติหน้าเขาอาจจะเป็นมหาเศรษฐี เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เป็นอะไรก็ได้ ซึ่งมีทรัพย์สินเงินทองมากมาย แต่สิ่งหนึ่งไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมี หรือ คนจน ก็คือว่าเขามีโอกาสที่จะได้ฟังพระธรรม ที่จะได้เข้าใจพระธรรมไหม ไม่ว่าใครก็ตาม
เพราะฉะนั้น ในขณะนี้ไม่ว่าจะเป็นคนยากไร้ที่กรุงเทพ ที่พนมเปญ ที่ประเทศเขมร หรือ ที่ไหนก็ตาม ถ้าเขาสะสมมาที่จะได้ฟังพระธรรม อันนั้นจะเป็นประโยชน์มาก เพราะเหตุว่าการช่วยทางวัตถุ ถึงแม้ว่าจะช่วยสักเท่าไร ชาติหน้าก็ไม่สามารถจะติดตามไปได้ แต่ว่าถ้าช่วยให้เขาเกิดปัญญา ก็ยังมีโอกาสที่ว่าเขาจะได้เจริญกุศลยิ่งขึ้นต่อไป
เพราะฉะนั้น ไม่ไปกะเกณฑ์เรื่องอุปนิสัย หรือว่าที่สะสมมาแล้ว แต่ให้ทราบว่าการที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรม ถ้าปราศจากบารมีแล้วหล่ะก็เป็นไปไม่ได้เลย ไม่ใช่มุ่งหน้าที่จะศึกษา หรือไม่ใช่มุ่งหน้าที่จะทำแค่ทาน หรือว่าคิดว่าอยากจะมีกุศลมากๆ โดยที่ไม่มีปัญญา อย่างนั้นก็ไม่มีประโยชน์เลย
เพราะฉะนั้น หนทางจริงๆ ก็คือว่า ให้เข้าใจพระธรรมขึ้น แล้วก็แล้วแต่กรรมใดจะให้ผลขณะใด ซึ่งเป็นสิ่งซึ่งใครก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าชาตินี้ หรือ ชาติต่อไป
ผู้ฟัง เรียนถามท่านอาจารย์สมพร เพราะเหตุใด อกุศลจิต จึงเป็นจิตอยู่ในระดับขั้นกามาวจรจิต
อ. สมพร กามาวจรจิต เป็น จิตชั้นต่ำอยู่แล้ว อกุศลจิต ที่จะเป็นของที่ดีไม่มีหลอก มีแต่ของที่เสีย ที่เลว เรียกว่า หีนจิต กามาวจรจิตที่เป็นอกุศล หีนะ แปลว่า ต่ำ แปลว่า เลว เลวทราม
ผู้ฟัง ท่านอาจารย์มีข้อคิดอะไรไหม
ท่านอาจารย์ คือ คงต้องแยกเรื่อง ชาติ กับ ภูมิ อย่างเช่น อกุศลจิต เป็นชาติอกุศล ไม่ว่าจะเกิดกับใคร ที่ไหน ภูมิไหน ก็ต้องเป็นอกุศล ไม่เปลี่ยน แล้วเวลาที่พูดถึงกามาวจรภูมิ ก็แสดงให้เห็นว่าเป็นภูมิของรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แล้วก็ในภูมินี้ซึ่งพูดถึงกามภูมิ ซึ่งเป็นที่อยู่ หรือที่เกิด ก็เป็นภูมิซึ่งเต็มไปด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เช่น ในสวรรค์ก็ดี มนุษย์ก็ดี อบายภูมิก็ดี ทั้งหมดที่เป็นกามภูมิ แต่พอถึงรูปาวจรจภูมิ ก็เป็นภูมิที่อบรมความสงบของจิต จนกระทั่งละความติดข้องในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แต่ก็ยังมีกามาวจรจิตบางประเภทเกิดได้ตามสมควร รวมทั้งอกุศลจิตด้วย
เพราะฉะนั้น ก็ต้องทราบว่า อกุศลจิต โดยชาติ เป็นอกุศล ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน โดยภูมิ คือ ระดับขั้นของจิต ก็เป็นกามาวจรจิต
ผู้ฟัง หมายความว่า แม้นเขาไปอยู่ภูมิโน้น ชาตินั้นเขาอาจจะเกิดได้บางขณะจิตด้วย อกุศลจิต อาจจะเกิดได้
อ. สมพร เราเข้าใจคำว่า "ภูมิ "อีกอย่างหนึ่ง เพราะจะได้เข้าใจง่ายๆ คำว่า" ภูมิ "เป็นที่เกิดของจิต ท่านจัดเป็น ๔ ระดับ ด้วยกัน" ภูมิ" เป็นที่เกิดของสัตว์มี ๓๑ ภูมิ อันนี้ก็หมายความว่า สัตว์ทั้งหมดที่ไปเกิด สัตว์ คือ จิต กับ รูป นั่นเองไปเกิด คราวนี้ถ้า ภูมิ เป็นที่เกิดกับจิต ท่านจัดเป็น ๔ ขั้น กามาวจรภูมิ อกุศล เป็น กามาวจรภูมิอย่างเดียว ไม่เป็นรูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ หรือ โลกุตตรภูมิ นี่เฉพาะ ภูมิ ซึ่งแปลว่า เป็นที่เกิดของจิตอย่างเดียว หมายความว่า ระดับของจิตต่างกัน ต่ำที่สุด คือ กามาวจรจิตเป็นอกุศลจิต แต่ ภูมิ อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า ที่เกิดของสัตว์ เช่น สัตว์เกิดที่เป็นในกามาวจรภูมิ ที่มีขันธ์ ๕ มีขันธ์ ๔ มีขันธ์ ๑ อะไรแบบนี้ หมายความว่า ที่ที่เป็นที่เกิดของสัตว์ อันนี้ก็ ภูมิ เหมือนกัน แต่ว่ามีความหมายต่างกัน แต่ที่กล่าวนี่ กล่าวหมายถึง ภูมิ เป็นที่เกิดของจิต จึงกล่าวว่า อกุศล เป็นกามาวจรจิตเท่านั้น
ผู้ฟัง ขอย้อนเรื่องนิดหน่อย คือ ยกตัวอย่าง นักมวยที่ต่อยได้เหรียญทองในโอลิมปิค เวลาเขาดีใจ เขาน้ำตาไหล อันนี้แปลว่า เขามีโทสะหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เขาพอใจ
ท่านอาจารย์ เรื่องของจิตก็เป็นเรื่องที่ละเอียดมาก เพราะว่าหลายคนจะคิดว่า เวลาที่ดีใจแล้วมีน้ำตาไหล หรือว่าบางคนก็อาจจะคิดว่า ได้รับความเมตตากรุณาจากใครจนมีความรู้สึกแบบที่ว่าทำให้น้ำตาไหล จะด้วยประการใดๆ ก็ตาม แต่ถ้าเป็นผู้ที่ละเอียดแล้วระลึกรู้ในขณะนั้น จะรู้สึกว่าไม่ใช่มีแต่เฉพาะความดีใจอย่างเดียว จะต้องมีความรู้สึกอื่น ซึ่งเป็นเหตุที่จะทำให้น้ำตาไหลด้วย อย่างเวลาที่เราหัวเราะมากๆ เนี่ย อันนั้นแน่นอน คือว่าหัวเราะแล้วก็มีน้ำตาออกมาได้ แต่ไม่ใช่ในลักษณะของแบบน้ำตาไหล แบบร้องไห้ จะเห็นได้ว่านั่นเป็นจิตที่ทำให้รูปชนิดนั้นเกิดขึ้น เวลาที่ดีใจมากๆ แต่ถ้าในบางครั้งที่เรารู้สึกเหมือนกับว่ามีความดีใจด้วย แต่ทำไมปลาบปลื้ม ถ้าปลาบปลื้มแท้ๆ ก็คงจะไม่ถึงกับน้ำตาจะไหลออกมาอย่างนั้น แต่อาจจะมีความรู้สึกบางอย่างซึ่งเหมือนกับว่า เราไม่เคยจะได้แล้วเกิดได้ขึ้นมา มีความรู้สึกเหมือนกับว่า ไม่ใช่เป็นแต่เพียงเฉพาะความดีใจอย่างเดียว อันนั้นก็อาจจะเป็นเหตุให้น้ำตาไหลได้ บางคนเวลาที่คิดถึงความดีที่คนอื่นทำต่อเขา เขามีน้ำตาไหล เพียงแค่ระลึกถึง แต่ก็มีน้ำตาซึมๆ ออกมาได้ นี่แสดงให้เห็นว่า เขาอาจจะคิดว่าไม่คิดเลยที่จะมีใครที่จะดีต่อเขาอย่างนั้นก็ได้ อันนี้จะเห็นได้ว่า ในเหตุการณ์อย่างเดียวกันจะมีทั้งปีติ แล้วก็อาจจะมีความรู้สึกบางอย่าง ซึ่งเป็นเหตุให้ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ หรือว่าน้ำตาไหล หรือน้ำตาซึม ได้ทั้งนั้น ต้องเป็นผู้ที่ละเอียดจริงๆ เราจะใช้ความรู้ทางปริยัติไปวัดไม่ได้
ผู้ฟัง สรุปไม่ได้ว่าเป็นโทสะหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ ก็ต้องมีลักษณะที่ไม่ใช่ติดข้อง ซึ่งเป็นโลภะ
ท่านอาจารย์ คือ อย่างไรก็ตามก็อย่าไปพยายามจับว่าใครกำลังรู้สึกอะไร เพราะเหตุว่า ถ้าไม่รู้ลักษณะของ นามธรรม และ รูปธรรม ก่อน ไม่มีทางที่จะรู้ความละเอียดเลยว่าลักษณะของ นาม ชนิดนั้น ต่างประเภทกันอย่างไร เพราะว่าเราเพียงแต่คิด หรือ วัด เราจะไม่รู้ความจริงของสภาพธรรม เพราะว่าเราเพียงอ่านจากตำรา แต่ว่าเวลาที่สภาพธรรมเกิดขึ้นจริงๆ จะเห็นได้ อย่างบางคนไปนมัสการสังเวชนียสถาน แล้วก็มีน้ำตาไหล ทั้งๆ ที่ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ปรินิพพาน หรืออะไร เป็นที่ตรัสรู้ แต่ก็สามารถที่จะมีคนที่น้ำตาไหล ที่ถ้ำสุกรขาตา หรือไม่ก็ที่ ต้นพระศรีมหาโพธิ ที่ตรัสรู้ นี่ก็แล้วแต่ว่าขณะนั้น แม้แต่ผู้นั้นเองยังบอกไม่ได้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ว่าความรู้สึกขณะนั้นต้องเกิดพร้อมจิตประเภทต่างๆ ไม่ใช่จิตประเภทเดียว แล้วขณะนั้นไม่ใช่ความติดข้องซึ่งเป็นโลภะ เป็นกุศล แต่ว่าขณะที่เป็นกุศลก็ไม่ใช่กุศลนั้นจะตั้งเป็นประเภทเดียวกัน อาจจะมีการระลึกถึงเรื่องราวต่างๆ แทรก และก็ทำให้เกิดความรู้สึกซึ่งทำให้มีน้ำตาไหล โดยที่ตัวเองก็ไม่สามารถจะแจกแจงได้ เพราะเหตุว่าสภาพธรรมเกิดดับอย่างรวดเร็ว
ผู้ฟัง ขอเรียนถามอาจารย์ว่า วันนั้นไปเข้ากรรมฐาน แล้วอาจารย์ก็ให้กรรมฐานแล้วก็กราบไหว้พระรัตนตรัย ทีนี้นึกถึงคุณพระพุทธเจ้าก็น้ำตาไหล ปีติหรือเปล่า
ท่านอาจารย์ นี่ก็จะมีคำถามว่า ปีติหรือเปล่า ซึ่งคนที่มีน้ำตาไหลเองจะต้องตอบ แล้วไปเข้ากรรมฐานอย่างไร
ผู้ฟัง อยู่ข้างนอกก็ไปวุ่นกับงานทั้งนั้น ไม่ค่อยได้กำหนด
ท่านอาจารย์ กำหนดอะไร
ผู้ฟัง กำหนดอิริยาบถ ๔ นั่ง นอน ยืน เดิน
ท่านอาจารย์ แล้วปัญญารู้อะไร
ผู้ฟัง ปัญญารู้อิริยาบถ
ท่านอาจารย์ คือเรื่องของการอบรมเจริญภาวนา เป็นเรื่องของความรู้ เป็นเรื่องของความเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่กำลังปรากฏ ในขณะที่กำลังฟังเดี๋ยวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการอบรม คือ ภาวนา เพราะเหตุว่าถ้าไม่มีการฟังเข้าใจ ไม่มีทางเลยที่ปัญญาจะเจริญขึ้น เพราะฉะนั้น ปัญญาต้องเริ่มจากการฟัง แล้วแม้แต่การที่สติจะเกิดแต่ละขณะก็เพื่อรู้ถูก เข้าใจถูก ในลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ผู้ฟัง อาจารย์ก็เห็นใจ พูดบอกว่าไม่จำเป็นต้องไปเข้า เพราะว่าชีวิตประจำวันนี่ก็ปฏิบัติได้ แต่ว่าสติไม่ค่อยเกิด
ท่านอาจารย์ อยากให้สติเกิดจึงไปเข้า ใช่ไหม อยากให้สติเกิดจึงไปเข้า ใช่ไหม
ผู้ฟัง คล้ายๆ มีอาจารย์บอกว่าจะไปฝึกปฏิบัติ
ท่านอาจารย์ นั่นสิ ไปเพื่ออยากให้สติเกิด ใช่หรือไม่ใช่ เพราะฉะนั้น สติจะไม่เกิดเพราะความอยาก แต่เกิดเพราะเข้าใจ มีความเข้าใจสิ่งที่กำลังปรากฏเพิ่มขึ้นทีละเล็กละน้อย เป็นปัจจัยให้สติระลึกถูก
ผู้ฟัง ธรรมก็ยาก
ท่านอาจารย์ ยากมาก เพระเหตุว่าเป็นพระธรรมที่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้
ผู้ฟัง ยากที่จะเข้าใจ
ท่านอาจารย์ ทรงแสดง ต้องยาก
ผู้ฟัง ขอเรียนถาม บางทีเห็นนิโกรนี่ ด๋ำ ดำ เขาทำอะไรมา ทำบุญทำเหตุอะไร ถึงได้ผิวพรรณเป็นอย่างนั้น
ท่านอาจารย์ ก็เรื่องของกรรมทั้งหมด
ผู้ฟัง เคยได้ยินท่านอาจารย์ว่า ชวนะเสพโทสะมากๆ เกิดไปชาติหน้าผิวพรรณจะทราม จริงไหม
ท่านอาจารย์ เรื่องของกรรม เป็นเรื่องที่วิจิตร ค่อยๆ ฟัง ถ้าเกิดเป็นคนผิวดำ รูปชั่ว กับ เกิดในอบายภูมิ อย่างไหนจะดีกว่ากัน
ผู้ฟัง ผิวดำดีกว่า
ท่านอาจารย์ ก็ต้องเป็นเรื่องที่ละเอียด เป็นลำดับ กุศล ก็ประณีตต่างๆ กัน
ผู้ฟัง กราบเรียนท่านอาจารย์ เรื่องปีติแล้วน้ำตาไหล ให้ระลึกอยู่เสมอว่า นี่ไม่ใช่เราน้ำตาไหลก็พอ ถ้ามีสติอย่างนี้ ผมคิดว่า มันก็ยับยั้งความรู้สึกที่น้ำตาไหลได้ แต่โดยมากทั่วไป ตามโลกียะ มันก็เป็นลักษณะความปลื้มไปด้วยกัน ไม่ได้โทษอะไร ถ้าลงสติปัฏฐาน ควรจะคล้ายๆ มองให้เห็นภาพว่า มันกระทบถึงรูปอย่างไร
ท่านอาจารย์ ก็แสดงให้เห็นถึงความเกิดดับอย่างรวดเร็วของจิต ว่าไม่ใช่มีแต่โลภะ ความติดข้อง ความปลาบปลื้ม ดีใจ แต่ก็ต้องมีส่วนอื่นที่ทำให้น้ำตาไหล
ผู้ฟัง ขอเรียนถามท่านอาจารย์สุจินต์ กรุณาอธิบายว่า ราคะ มีโทษน้อยคลายช้า โทสะ มีโทษมากคลายเร็ว ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร
ท่านอาจารย์ วันนี้คุณสุนาน มีโลภะมาก หรือ โทสะมาก
ผู้ฟัง น่าจะมีโลภะมาก
ท่านอาจารย์ จริงๆ เอาจริงๆ โดยการศึกษาพอจะทราบได้
ผู้ฟัง โลภะมากกว่า
ท่านอาจารย์ โลภะมีมากกว่า หายช้าแน่นอน แต่ว่าไม่ได้เห็นคุณสุนานทำอะไรที่เป็นโทษ ใช่ไหม ทั้งๆ ที่มีโลภะมาก
ผู้ฟัง เป็นโทษหมายความถึงว่า เบียดเบียนเลยหรือ
ท่านอาจารย์ เพราะเหตุว่า ธรรมดาทุกคนนี่ ถ้าไม่มีโลภะแล้วก็คงจะไม่เป็นอย่างนี้ เพราะเหตุว่า ผู้ที่ไม่มีโลภะ คือ พระอรหันต์ เท่านั้น ใช้คำว่า "เท่านั้น" แล้วก็หมายความรวมถึง อกุศลธรรมทั้งหมดด้วย ถ้าไม่มีโลภะแล้วอกุศลธรรมทั้งหลายก็ไม่มี อวิชชา โทสะ อะไรๆ ก็ไม่มี เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าทุกคนมีโลภะ แบบ สมโลภะ โลภะปกติธรรมดา ลืมตาตื่นขึ้นมาก็ติดข้องในสิ่งที่เห็น ในเสียงที่ได้ยิน ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในเรื่องราวที่คิดนึก นี่ก็เป็นเรื่องของโลภะประจำทีเดียว แล้วก็นานๆ ก็แทรกด้วยโทสะ คือความขุ่นเคืองใจ แล้วแต่ระดับขั้นของความขุ่นเคืองใจ แต่ว่าถ้ามีมาก ก็คงจะทำให้เกิดโทษ คือ เกิดความไม่สบายใจของตัวเองนี่ประการหนึ่ง แล้วก็ยังทำให้คนอื่นพลอยไม่สบายใจด้วย ด้วยกาย ด้วยวาจาของตน แล้วก็ถ้ามีกำลังมาก ก็เป็นเหตุให้เกิดทุจริตกรรมได้ เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าโทสะก็มีโทษมาก แต่ว่าวันหนึ่งๆ โทสะอย่างนั้นแม้ว่าจะแรงมาก ในวันหนึ่งก็มีจำนวน หรือ ปริมาณ ไม่เท่ากับ โลภะ เพราะเหตุว่าจะสังเกตได้ว่า ถ้าเราโกรธมาก แล้ววันหนึ่งเราเป็นอย่างนั้นทั้งวันหรือเปล่า แต่ว่าโลภะทั้งวัน เพราะฉะนั้น ก็แสดงให้เห็นว่าโทสะนั้นโทษมาก แต่ว่าคลายเร็ว มากกว่าโลภะซึ่งมีโทษน้อยจริง ไม่ได้เบียดเบียนใคร แต่ว่ามีประจำ ยากที่จะดับได้ จึงเรียกว่าคลายช้า
ผู้ฟัง เคยฟังอาจารย์บรรยายว่า โทสะมีโทษมากคลายเร็ว โลภะมีโทษน้อยคลายช้า และก็มีคำหนึ่ง โมหะมีโทษมากคลายช้า ขออาจารย์ช่วยอธิบาย
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 181
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 182
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 183
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 184
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 185
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 186
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 187
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 188
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 189
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 190
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 191
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 192
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 193
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 194
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 195
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 196
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 197
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 198
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 199
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 200
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 201
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 202
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 203
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 204
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 205
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 206
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 207
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 208
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 209
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 210
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 211
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 212
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 213
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 214
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 215
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 216
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 217
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 218
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 219
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 220
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 221
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 222
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 223
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 224
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 225
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 226
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 227
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 228
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 229
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 230
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 231
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 232
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 233
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 234
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 235
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 236
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 237
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 238
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 239
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 240