แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 462


    ครั้งที่ ๔๖๒


    . ตามที่อาจารย์บรรยายว่า ขณะที่พิจารณารูป เห็นรูป พิจารณา สังเกต สำเหนียก ขณะนั้นไม่เป็นตัวตน แต่ว่าขณะนั้นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณยังเป็นตัวตนอยู่ และขณะที่พิจารณาเวทนา สังเกตสำเหนียกเวทนา ขณะนั้นรูป สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยังเป็นตัวตน แต่ว่าเวทนาไม่เป็นตัวตน แต่ทำไมขณะที่กำลังพิจารณารูป ขณะนั้นยังเป็นตัวตนอยู่

    สุ. ไม่ใช่ไม่เป็นตัวตนโดยประจักษ์เป็นสมุจเฉท

    ผู้ที่จะดับการยึดถือนามธรรมและรูปธรรมว่าเป็นตัวตนได้เป็นสมุจเฉทนั้น คือ ผู้ที่บรรลุโลกุตตรมรรค ในขณะนั้นจึงจะดับสักกายทิฏฐิได้ เพราะฉะนั้น ชั่วขณะที่ระลึกนี้เป็นการอบรม น้อมไปสู่การที่จะประจักษ์และการดับการยึดถือนามธรรมและรูปธรรมเป็นตัวตนให้เป็นสมุจเฉท ซึ่งปัญญาจะต้องเพิ่มขึ้นเสียก่อน และผู้ที่อบรมเจริญสติปัฏฐานก็รู้ว่า ปัญญาเพิ่มขึ้น ก็ละคลายความไม่รู้ทีละเล็กทีละน้อยตามกำลังของปัญญาที่เพิ่มขึ้น

    แต่ถ้าปัญญาไม่เกิดขึ้น ไม่เพิ่มขึ้น จะคิดว่า ไม่มีการยึดถือว่าเป็นตัวตน สัตว์ บุคคลเลยไม่ได้ ซึ่งขณะใดที่สติระลึกและรู้บ้าง ขณะนั้นเป็นการน้อมไปสู่การดับการยึดถือนามรูปเป็นตัวตนเป็นสมุจเฉท

    แต่ก่อนที่จะถึงความเป็นสมุจเฉทนี้ ต้องถึงความสมบูรณ์ของปัญญาที่เป็นวิปัสสนาญาณตามลำดับขั้นก่อน และก่อนที่จะถึงวิปัสสนาญาณขั้นที่ ๑ ก็ต้องมีการอบรมเจริญสติปัฏฐาน เพื่อให้ปัญญาถึงความสมบูรณ์ที่จะรู้ว่า รูปนั้นไม่ใช่ตัวตน นามนี้ไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่เพียงลักษณะของปรมัตถธรรมที่ปรากฏ โดยสภาพที่ไม่ใช่ตัวตนจริงๆ

    . ในสมัยพุทธกาลมีผู้สำเร็จพระอรหันต์ได้ง่าย ไม่ทราบว่าท่านได้สร้างบุญบารมีอะไรมา และที่ท่านอาจารย์เคยบรรยายว่า ไม่ต้องเพ่งรูปนามใด และไม่จำกัดสถานที่ในการเจริญสติปัฏฐาน ได้ยินว่า มีฝรั่งคนหนึ่งมาฟังอาจารย์บรรยาย ตั้งอกตั้งใจฟัง และนำไปปฏิบัติ รู้สึกว่าจะเป็นวันเดียวหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ฝรั่งคนนั้นก็ได้เห็นผลของการปฏิบัติ

    ผมข้องใจว่า การที่เราเพ่ง ที่จะต้องระลึกรู้สิ่งที่เกิดปรากฏแต่ละทางนี้ เราจำเป็นที่จะต้องเพ่งหรืออย่างไร ผมเพ่งอยู่นาน เห็นจะเป็นการคลาดเคลื่อนจากชีวิตจริงในชีวิตประจำวัน

    สุ. เข้าใจว่า ท่านผู้ฟังคงจะฟังคลาดเคลื่อน เรื่องที่มีใครได้ผลในวันเดียว มีใครได้ฟังอย่างนี้บ้างหรือเปล่า ที่ว่ามีชาวต่างประเทศมาฟังและได้ผลในวันเดียว

    ไม่มี ต้องขอประทานโทษด้วย ควรจะตรวจสอบ ฟังใหม่ซ้ำอีก

    เข้าใจเรื่องรูป เรื่องนามได้ แต่ไม่ใช่หมายความว่า จะได้ผลอะไรที่จะเป็นการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยเจ้า

    สำหรับท่านผู้ฟังที่ข้องใจเรื่องของการเพ่งว่า จะเพ่งดี หรือไม่เพ่งดี เวลาจะเพ่ง ท่านเพ่งอย่างไร ขอให้แสดงวิธิการปฏิบัติที่เป็นการเพ่ง

    ถ. คือ บางครั้งเพ่งแล้วก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมา เห็นว่าเป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ผมก็ยังสงสัยต่อไปว่า เมื่อเราเห็นเป็นคน เป็นสัตว์ พยายามคิดเพื่อให้รู้ว่า ตัวเราไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ก็ยังไม่เกิดความเข้าใจ บางครั้งก็อุดหู ปิดตา ความรู้สึกเหล่านี้ก็ยังพัวพันอยู่ ยังวุ่นวายสับสน ก็ไม่ทราบว่าจะเพ่งอย่างไร จึงจะทำความเข้าใจได้

    และผมทราบมาว่า ในครั้งพุทธกาลตอนพระพุทธเจ้าจะเสด็จปรินิพพาน มีท่านผู้หนึ่งมาเฝ้าขอธรรมอย่างย่อที่สุดเพื่อมาปฏิบัติ และสำเร็จบรรลุในคืนนั้นเอง

    สุ. ท่านที่จะบรรลุ ท่านจะต้องมีเหตุปัจจัยที่จะให้บรรลุคุณธรรมเป็น พระอริยเจ้า การที่จะบรรลุคุณธรรมเป็นพระอริยเจ้าโดยขาดเหตุปัจจัยที่สมควรนั้น เป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านที่บรรลุแล้ว ก็ยกไว้ในฐานะที่ท่านได้บำเพ็ญเหตุสมควรแก่ผลแล้ว

    แต่สำหรับบุคคลในยุคนี้ ในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะผู้ที่จะอบรมเจริญปัญญา และข้อปฏิบัติที่จะให้ปัญญาเกิด รู้สึกว่ายังสับสนในความรู้สึกของท่านผู้ฟังหลายท่าน อย่างคำถามที่ดิฉันได้เรียนถามว่า จะเพ่งอย่างไร ท่านก็ยังไม่ได้ตอบ

    . คือ ติดตาม ผมพยายามติดตามอารมณ์ไป ผมไม่ทราบวิธีปฏิบัติและการติดตามที่ถูกต้องเท่าที่ควร ที่ฟังอาจารย์บรรยายมาทั้งทางวิทยุและมาที่นี่ก็เป็นเวลาประมาณปีเศษๆ แล้ว พยายามที่จะทำความเข้าใจ พยายามที่จะระลึกรู้ถึงลักษณะของนามและรูปที่ปรากฏอย่างที่ว่านี้ แต่จะระลึกอย่างไรๆ บางครั้งก็รู้สึกว่า ไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดนี้เป็นสุขเวทนา หรือเป็นอะไร ผมก็เลยไม่ทราบว่า จะเพ่งอะไรต่อไปอีก

    สุ. จะไปทำเพ่ง หรือจะเพ่งอะไร ไม่ได้ให้ท่านผู้ฟังเพ่ง

    . มีหลายๆ ท่านที่ได้ไปปฏิบัติ ได้ไปนั่ง และไปสู่เรือนว่าง หรือโคนไม้ ที่สงบ หรือที่วิเวก หรืออะไรอย่างนั้น ก็ปรากฏว่าได้ผลในทางปฏิบัติ ผมก็ไม่ทราบว่า ความแตกต่างระหว่างในชีวิตประจำวันกับไปสู่ที่วิเวกนั้น จะได้ผลแตกต่างกันอย่างไร ตรงไหน นี่เป็นปัญหาสำหรับผมมาก

    สุ. ก็ต้องเรียนถามถึงผลว่า ผลที่ได้มาแล้วคืออะไร

    . ผมขอเรียนตรงๆ ที่ผมติดตามอาจารย์มาปีเศษ ผมแทบไม่ได้อะไรเลย หรือว่าผมจะสั่งสมบารมีมาน้อยเกินไปก็ไม่ทราบ

    สุ. ดิฉันไม่ได้เรียนถามถึงข้อปฏิบัติ แต่เรียนถามถึงท่านที่ไปสู่สำนักปฏิบัติ และได้ผลกลับมามาก ผลที่ว่านั้นคืออะไร กล่าวถึงคนยุคนี้สมัยนี้ที่ว่า ไปสู่สำนักปฏิบัติแล้วได้ผลมาก ผลมากนั้นคืออะไร

    . เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันจริงๆ ถกเถียงกันมาก ซึ่งผมก็เชื่อและเคารพในคำสอนของท่านอาจารย์สุจินต์อย่างมาก แต่การที่จะเก็บตัวเองให้อยู่ในที่วิเวกจริงๆ ก็คงจะมีผลในการปฏิบัติอยู่พอสมควรทีเดียว

    สุ. ขอทราบเพียงแต่ว่า ท่านต้องการผลอะไร

    . ผล คือ อย่างที่ได้ยินได้ฟังท่านอาจารย์บรรยาย คือ ให้ทราบลักษณะของนามและรูป เพื่อให้ละ ให้คลาย ให้หน่ายต่อชาติ ต่อภพ ต่อสิ่งทั้งหลาย จะได้บรรลุ ได้เห็นหนทาง

    สุ. แต่ดิฉันก็ได้เรียนให้ทราบแล้วว่า เป็นเรื่องยาก เป็นเรื่องละเอียด และเป็นเรื่องที่จะต้องเริ่มจากความเข้าใจจริงๆ ในข้อปฏิบัติด้วย ถ้าผลคือการรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมเพื่อการละคลาย หน่ายสังสารวัฏฏ์ ต้องทราบตั้งแต่ในขณะนี้ว่า กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นสังสารวัฏฏ์ จะคลาย จะหน่าย ก็ต้องหน่ายในการเห็นที่กำลังเห็นในขณะนี้ การเห็นเมื่อวานนี้ก็ดับไปแล้ว การเห็นพรุ่งนี้หรือขณะต่อไปก็ยังไม่เกิดขึ้น

    เพราะฉะนั้น การที่จะละคลาย หน่ายสังสารวัฏฏ์ คือ การเห็นในขณะนี้ได้ ก็ต่อเมื่อประจักษ์ลักษณะสภาพความจริงของการเห็น ซึ่งกำลังมีอยู่พร้อมที่จะให้พิสูจน์ ที่จะให้ระลึก ให้รู้ความจริงได้

    ต้องการผลอย่างนี้หรือเปล่า ถ้าต้องการผลอย่างนี้ ก็จะต้องศึกษาว่า ต้องมีเหตุ คือ สติเกิดขึ้นระลึกในขณะที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ว่า ที่กำลังเห็นเดี๋ยวนี้เป็นของจริง เป็นสภาพรู้ชนิดหนึ่งที่รู้สีสันวัณณะ คือ สิ่งที่กำลังปรากฏทางตา

    ต้องเริ่มจากการเข้าใจในสิ่งที่กำลังปรากฏ ซึ่งต่อไปจะเป็นปัจจัยให้ระลึกรู้อย่างนี้ขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ยังสงสัยไหมว่า จะไปทำอย่างอื่นอะไรอีก

    . ที่อาจารย์กล่าวว่า โลก ๖ โลก หน้าที่ของโลก ๖ โลก แต่ละหน้าที่ แต่ละอย่าง จะรู้ได้อย่างไร อย่างเช่น ตาเห็นสี พอรู้ว่าสีก็หมายถึงนามธรรม รู้สีเป็นนามธรรม แต่สีเป็นรูปธรรม หูได้ยินเสียง รู้ว่าเสียงเป็นนามธรรม เสียงก็เป็นรูปธรรม ได้กลิ่น รู้ว่ากลิ่นเป็นนามธรรม กลิ่นก็เป็นรูปธรรม เวลาสัมผัสเย็น ร้อน อ่อน แข็ง รู้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็งเป็นนามธรรม เย็น ร้อน อ่อน แข็งก็เป็นรูปธรรม ทุกอย่างเป็นไปอย่างนี้ จะถูกไหม

    สุ. เข้าใจถูก แต่ไม่ง่ายอย่างนี้ ถูกโดยที่ว่า ถ้าประจักษ์ชัดแล้ว ประจักษ์อย่างนี้จริงๆ

    แต่เวลาที่เริ่มระลึก ยังไม่ทั่ว เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยระลึกแล้ว ระลึกอีก บ่อยๆ เนืองๆ ทางตา ไม่ใช่ระลึกครั้งเดียวและจะรู้ชัดได้ เพราะฉะนั้น มีลักษณะของสภาพธรรม ๒ อย่าง คือ รูปธรรม เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา แต่ว่านามธรรมนั้นเป็นสภาพที่กำลังเห็น หรือกำลังรู้สีสันวัณณะที่กำลังปรากฏ นามธรรมที่เห็นไม่ใช่รูปธรรมที่ปรากฏ แต่รูปธรรมจะปรากฏไม่ได้ ถ้าไม่มีนามธรรมที่เห็น เป็นเหมือนลูกตาลแฝด ซึ่งติดกันอยู่ตลอดเวลา

    เช่นเดียวกับเสียง มีจริง ปรากฏทางหู เมื่อมีปัจจัยที่จะให้เกิดเสียง เสียงในป่าก็เกิดขึ้น แต่ถ้านามธรรม คือ การได้ยินไม่เกิดได้ยินเสียงนั้น เสียงนั้นก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น กำลังมีเสียงปรากฏในขณะนี้ เพราะมีนามธรรมที่กำลังรู้เสียง ซึ่งนามธรรมก็ไม่ใช่รูปธรรม เป็นสิ่งซึ่งเป็นของจริง ไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพธรรมที่ปรากฏ แต่ว่าลึกซึ้ง เพราะยากแก่การที่จะประจักษ์ในสภาพของนามธรรมและรูปธรรม ลักษณะของนามธรรมเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลักษณะของรูปธรรมเป็นอย่างนั้นจริงๆ

    ทางตาแยกเป็น ๒ ทางหูก็แยกเป็น ๒ ทางจมูกก็แยกเป็น ๒ ทางลิ้นก็แยกเป็น ๒ ทางกายก็แยกเป็น ๒

    ดูเหมือนง่าย แต่ที่จะประจักษ์จริงๆ ก็ต่อเมื่อสติระลึกในขณะที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังรู้โผฏฐัพพะ ถ้าหลงลืมสติ ก็คือไม่ได้สังเกต ไม่ได้ศึกษาในลักษณะของธรรมที่กำลังปรากฏ แต่ถ้ามีสติ ก็คือระลึกได้ และศึกษา ที่ใช้คำว่า สิกขา อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา คือ ศึกษาด้วยสติที่กำลังระลึกรู้ในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ

    สำหรับอุโบสถศีลประกอบด้วยองค์ ๘ ข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นการละปาณาติบาต งดเว้นจากปาณาติบาต และก็ควรจะอบรมเจริญเมตตา ไม่ผูกโกรธ ไม่มุ่งร้าย ไม่หวังร้ายต่อสัตว์อื่น บุคคลอื่นด้วย

    ในชีวิตประจำวัน บางท่านอาจจะรู้สึกยากเหลือเกิน เพราะว่าบางท่านอาจจะถูกคนอื่นหลอกลวงบ้าง หรือว่าถูกประทุษร้ายบ้าง ถูกเบียดเบียนบ้าง หรือบางครั้งอาจจะได้รับอันตรายด้วยการไม่จงใจ ซึ่งเป็นอุบัติเหตุจากบุคคลอื่นก็ได้

    ประการที่สำคัญประการหนึ่ง คือ ควรมนสิการถึงเรื่องผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว เวลาที่ท่านถูกเบียดเบียน หรือว่าถูกประทุษร้ายก็ตาม ท่านอาจจะคิดถึงบุคคลที่กระทำต่อท่านว่า ช่างเป็นคนซึ่งมีกิเลสแรงกล้าเสียจริงจึงกระทำอย่างนั้นต่อท่านได้ แต่ท่านลืมว่า ถ้าท่านไม่เคยทำอดีตอกุศลกรรมไว้ คนนั้นก็คงจะไม่กระทำต่อท่านเป็นแน่นอนทีเดียว

    ชีวิตที่จะดำเนินไป จะต้องเป็นไปตามผลของกรรมทั้งกุศลและอกุศล ที่ท่านได้รับกระทบกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ต้องมีเหตุในอดีตที่ได้กระทำแล้ว เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะถูกประทุษร้ายเบียดเบียนในปัจจุบันชาตินี้ แทนที่จะนึกโกรธ หรือมุ่งร้ายต่อบุคคลซึ่งกระทำต่อท่าน ก็ควรมนสิการถึงกรรมของท่านเองที่ได้กระทำแล้วว่า มีเหตุที่ได้กระทำแล้ว ผลดังนี้จึงได้เกิดกับท่าน ถ้าคิดอย่างนี้จะเป็นประโยชน์ขึ้นบ้างไหม ซึ่งก็คงจะทำให้ละคลายการผูกโกรธ

    หรือแม้แต่ในข้อของอทินนาทาน การที่บุคคลอื่นจะถือเอาวัตถุซึ่งท่านไม่ได้ให้ไปเป็นของเขา ในอดีตท่านได้เคยกระทำอย่างนี้บ้างหรือเปล่า ถ้าไม่เคยเลย ท่านก็จะไม่ได้รับผลของกรรมนี้ แต่เวลาที่ได้รับผลของกรรม ลืมคิดถึงอดีตกรรมของท่านเอง

    ท่านควรที่จะทราบว่า การที่ท่านยังคงได้รับผลของอดีตกรรมก็ดี หรือการที่ในปัจจุบันชาตินี้ท่านช่างเต็มไปด้วยกิเลสมากมายเหลือเกินก็ดี ก็ควรจะเป็นเครื่องเตือนใจให้ท่านระลึกว่า ควรจะขัดเกลา ละคลายกิเลสเท่าที่ท่านสามารถจะกระทำได้ คือ การสะสมที่จะให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริงด้วยการเจริญกุศลทุกประการ แม้แต่ในเรื่องของการฟังธรรม การพิจารณาธรรม ก็เป็นการเกื้อกูลที่จะให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏ

    พระธรรมทั้งหมดที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงนั้น เพื่อเกื้อกูลแก่การที่สติจะเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏตามความเป็นจริง เช่น เมื่อทรงแสดงความละเอียดเรื่องของการผูกโกรธก็ดี หรือลักษณะของความมุ่งร้ายต่อบุคคลอื่นก็ดี ในขณะนั้นท่านจะได้น้อมพิจารณาว่า ท่านเคยเป็นอย่างนี้ไหม ท่านยังมีสภาพธรรมอย่างนี้ไหม ถ้ามีก็แสดงว่า กิเลสมีมากเหลือเกิน ทั้งโลภะ โทสะ โมหะ และเมื่อมีกิเลสมากจริงๆ อย่างนี้ ก็ไม่ควรที่จะทอดทิ้งละเลยการขัดเกลา การที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทันที

    ขณะนี้ที่ท่านกำลังฟังธรรม และรู้ว่ามีกิเลสมาก หนทางเดียว คือ ระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทันที เป็นไปได้ไหมอย่างนี้

    ทางตานี้กำลังเห็น เวลาฟังเป็นปัจจัยให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของเห็นที่กำลังปรากฏ ลักษณะของสีที่กำลังปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นโลภะ โทสะ ความยินดี ไม่ยินดีประการใดก็ตาม ซึ่งอาจจะเกิดปรากฏในขณะนี้ ก็ระลึกรู้ลักษณะของสภาพนั้นๆ ตามความเป็นจริง ก็จะทำให้ท่านสามารถอบรมเจริญสติปัญญาให้รู้ชัดในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏได้

    ขออ่านจดหมายของท่านพระภิกษุรูปหนึ่งจากวัดเกาะ ลงวันที่ ๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๗

    เจริญพร อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

    อาตมาส่งคำถามมา กว่าจะตอบได้ก็เป็นเวลาหลายเดือน รู้สึกว่าล่าช้าเกินไป เมื่อพูดถึงจดหมาย ผู้ที่เขียนบทความหรือคำถามส่งมา ส่วนมากก็มักจะพูดด้วย ลักษณะของคนมีเหตุผล แต่คนตอบไม่ค่อยมี เพราะไม่ค่อยได้ตั้งใจในเรื่องเหตุผล ตั้งใจที่จะยัดเยียดลัทธิรูปนาม วันหนึ่งอาตมาฟังแนวทางเจริญสติปัฏฐาน มีชายคนหนึ่งเข้ามาในรายการ และถามถึงแนวทางเจริญวิปัสสนา อาจารย์ก็ยกเอาหลักของความเป็นอนัตตาในรูปนาม อายตนะ มาบรรยายให้เขาฟังตามแนวทางของอาจารย์ เขาบอกว่า เขาฟังไม่เข้าใจ รู้ตามคำสอนเหมือนกันว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แต่พิจารณามันไม่เห็น ไม่รู้จะทำอย่างไร อาจารย์ก็พูดอยู่แนวเดียว เพื่อจะให้เขาเห็นตามแนวนี้ให้ได้ เขาก็ยืนว่า เขาไม่เห็น ฟังดูแล้วเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๔๗ ตอนที่ ๔๖๑ – ๔๗๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 40
    28 ธ.ค. 2564