ปกิณณกธรรม ตอนที่ 101
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๐๑
สนทนาธรรม ที่ จ.กาญจนบุรี
ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๓
ท่านอาจารย์ ปริยัติที่ว่ายาก แต่เราจะรู้เลยว่า ปฏิบัติย่อมยากกว่าแน่นอน เพราะว่าเป็นเรื่องละ อย่างปริยัตินี้เราอยากเรียนเพราะอยากรู้ ก็หยิบหนังสือมาอ่านได้ แต่ปฏิบัติเป็นเรื่องละ เพราะฉะนั้น เรื่องอยากจะรู้กับเรื่องละ อะไรจะยากกว่ากัน ลองคิดถึงประโยชน์มหาศาล สิ่งที่มีทั้งหมด โลภะไม่ว่าจะอย่างมากมายรุนแรง อย่างกลาง อย่างละเอียดสักเท่าไร ก็สามารถดับได้ไม่เกิดอีกเลยจากการอบรม เพราะฉะนั้น เราก็เริ่มเห็นประโยชน์นี้ ก็ไม่เร่งร้อนว่า ไม่พักไม่เพียร จะเมื่อไรก็เมื่อนั้น เพราะว่าหนทางนี้ไม่ใช่หนทางที่ใครจะไปเร่งได้ แต่เป็นหนทางที่ต้องอบรมจนกว่าปัญญาจะสมบูรณ์
ผู้ฟัง ขณะที่มีโลภะที่อยากจะรู้ อยากจะเรียน อยากจะอะไรต่างๆ นั้น ก็เป็นสภาพธรรมที่สามารถจะเป็นที่ระลึกได้ เป็นที่พิจารณาได้
ท่านอาจารย์ ทุกอย่าง แล้วต้องรู้ด้วย ถ้าไม่รู้ก็ไม่ละ คือการที่จะไปเว้นอะไรก็ตาม หรือเลือกสติปัฏฐานนั้น สติปัฏฐานนี้ ฯลฯ นั่นไม่ใช่การอบรมเจริญปัญญา เพราะเป็นตัวตนตลอด
ผู้ฟัง พูดถึงการที่จะเห็นสัมมาทิฏฐิ คือขณะที่สมมติว่า ดิฉันไหว้ต้นกล้วย
ท่านอาจารย์ สัมมาหรือมิจฉา
ผู้ฟัง มิจฉาทิฏฐิ ไหว้ต้นกล้วยขณะนั้นรู้สึกว่า ตรงนี้ผิดแล้ว ตรงนั้นเราจะเห็นอะไร เห็นมิจฉาทิฏฐิใช่ไหม
ท่านอาจารย์ เข้าใจว่าขณะนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ
ผู้ฟัง เข้าใจ เข้าใจก็ไม่ใช่ตัวตรงๆ
ท่านอาจารย์ เข้าใจถูก ความเข้าใจถูกมีหลายระดับ
ผู้ฟัง พอเข้าใจถูกก็เป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว
ท่านอาจารย์ ระดับใด
ผู้ฟัง ได้ยินท่านอาจารย์กล่าวอยู่บ่อยๆ ว่า ต้องรู้ความต่างกันระหว่างสติเกิดกับหลงลืมสติ ตรงนี้รู้สึกเหมือนกันว่า จะเป็นแบบเริ่มต้นที่จะสติเกิดระลึก แต่ถ้าพิจารณาดูแล้วรู้ว่า หลงลืมสติเกิดขึ้น ขณะนั้นที่จริงเป็นนามธรรมไม่ใช่รูป
ท่านอาจารย์ เวลาหลงลืมสติรู้อะไร
ผู้ฟัง ไม่ทราบ แต่ขณะที่รู้ว่าหลงลืม แสดงว่าต้องมีสติเกิดรู้
ท่านอาจารย์ ขณะที่สติเกิด รู้ว่าสติเกิด ถ้าไม่ใช่ ขณะนั้นก็คือหลงลืม
ผู้ฟัง แต่ถ้าลึกลงไปอีกนิดก็คือ ยังไม่รู้เลยว่าเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม
ท่านอาจารย์ ค่อยๆ อบรม นี้คือศึกษา ที่เป็นอธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา
ผู้ฟัง เพราะฉะนั้นจะพูดได้ว่า ที่ท่านอาจารย์กล่าวอยู่บ่อยๆ ว่า จะต้องรู้สภาพระหว่างที่มีสติเกิดกับหลงลืมสติ รู้สึกจะเป็นเบื้องต้น
ท่านอาจารย์ แน่นอน
ผู้ฟัง และหลังจากนั้นถึงจะมารู้ลักษณะของรูปบ้าง นามบ้าง
ท่านอาจารย์ นามธรรมหรือรูปธรรมที่สติระลึก
นีน่า ดิฉันคิดว่าอยากจะฟังเรื่องสภาพรู้มากกว่า เพราะว่าหนังสือเข้าใจได้ แต่ในการปฏิบัติยังไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วทุกคนไม่มีอำนาจอะไรเลย เป็นเรื่องของธาตุทั้งหมด ธาตุในโลกนี้ อย่างใหญ่ๆ ก็มีรูปธาตุกับนามธาตุ อันนี้ก็ต้องค่อยๆ พิจารณาว่าไม่มีใครสักคนในห้องนี้ แต่ธาตุมี ธรรมมี เพราะฉะนั้น เราศึกษาเพื่อที่จะให้เข้าใจความจริงของสองธาตุนี้ รูปธาตุก็ปรากฏทางตา ขณะนี้มีสิ่งที่ปรากฏ ทางหูก็มีเสียง ทางจมูกก็มีกลิ่น ทางลิ้นก็มีรส ทางกายก็มีสิ่งที่กระทบสัมผัส นี่เป็นรูปธรรม ส่วนนามธาตุทิ้งความหมายของรูปธาตุพวกนี้ไปเลย คือเรื่องรูป เสียง กลิ่น รส เย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว แต่นามเป็นธาตุชนิดหนึ่งซึ่งมีจริงๆ ในขณะนี้ เกิดขึ้นเมื่อมีเหตุปัจจัย และต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เราลืมว่าเคยเป็นเรา ไปที่ไหนมาเมื่อครู่นี้ รับประทานอะไรเมื่อสักครู่ แต่เดี๋ยวนี้มีธาตุชนิดนี้เป็นนามธาตุ คือไม่ต้องไปย้อนถึงตอนอื่นเลย แต่เป็นเดี๋ยวนี้ขณะนี้ มีธาตุรู้หรือสภาพรู้ในขณะที่กำลังเห็นหรือกำลังคิดนึก คือถ้าจะเข้าใจความหมายของนามธาตุ คือ ธาตุที่รู้ คิด จำ ก็ได้หลายอย่าง ทั้งหมดเป็นธาตุ ทั้งจิตเจตสิกเป็นธาตุ
พอจะเข้าใจไหมว่า เป็นธาตุ หมายความว่า ไม่มีเจ้าของ แต่เกิด แล้วทำหน้าที่ของธาตุนั้นๆ เช่นในขณะนี้ มีธาตุชนิดหนึ่งเกิดแล้วเห็น เวลาที่ได้ยินเสียงก็มีธาตุอีกชนิดหนึ่ง เกิดแล้วได้ยิน เวลาลิ้มรสก็น่าอัศจรรย์ รสนี้ก็อยู่ในสิ่งที่อ่อนแข็ง เย็นร้อน ธาตุชนิดนี้ยังสามารถลิ้มรสที่อยู่ในนั้นได้ ทั้งๆ ที่รสก็มองไม่เห็นอะไรเลย แต่ความสามารถของธาตุชนิดนี้ เห็นไม่ได้ ได้ยินไม่ได้ เพียงแต่เป็นธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นลิ้มรส ทางกายก็เป็นธาตุที่สามารถจะรู้สิ่งที่เย็นหรือร้อน อ่อนหรือแข็ง ตึงหรือไหว ถ้าทั่วทั้งตัวไม่มีกายปสาท ไม่มีทางเลยที่ธาตุเย็นจะปรากฏ ร้อนจะปรากฏ ตึงไหวจะปรากฏ ไม่มีเลย ถ้าไม่มีกายปสาท
เพราะฉะนั้น ธาตุแต่ละอย่างเกิดเมื่อมีปัจจัย ไม่ใช่ไปรอคอยไว้ที่ใดเลย แต่มีการสืบต่อ เช่น เวลาที่เห็นไฟในป่า ก่อนนั้นไม่มีไฟ จะบอกว่ามีปัจจัยให้ไฟเกิดไหม ในเมื่อไฟยังไม่เกิด แต่เวลาที่ไฟเกิด ก็ต้องมีปัจจัยตรงนั้นที่จะให้ไฟนั้นเกิดขึ้น ฉันใด จักขุปสาทและปัจจัยที่จะให้เกิดจักขุวิญญาณก็ต้องเกิดเมื่อมีปัจจัย เพราะฉะนั้น ในพระไตรปิฎกเวลาแสดงเรื่องของธาตุ ๑๘ จะแสดงวิญญาณธาตุ ๗ วิญญาณธาตุ ๗ นี้ เราก็รู้แล้ว เห็น แสดงว่าเป็นความต่างของธาตุว่า ไม่ใช่ได้ยิน ทรงแสดงโดยนานาประการที่จะให้เห็นความเกิดแล้วดับอย่างเร็ว และสืบต่อของธาตุทั้งหลาย ซึ่งถ้าเราพิจารณาจริงๆ ก็เป็นอย่างนั้น
ลองฟังอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่ปฏิสนธิจิตเกิด เป็นนามธาตุ แต่ไม่มีใครรู้ เพราะว่าโลกนี้ไม่ปรากฏเลย มีอารมณ์เหมือนกับจุติจิตของชาติก่อน เวลาที่ดับไปแล้ว อนันตรปัจจัยของจิตและเจตสิกทำให้จิตเจตสิกขณะต่อไปเกิดเป็นภวังค์โดยสมนันตรปัจจัยด้วย หมายความว่าทันทีที่ปฏิสนธิจิตเกิดและดับแล้ว จะเห็นทันทีไม่ได้ ต้องเป็นไปตามลำดับ และตอนที่เรานอนหลับสนิทซึ่งทุกคนผ่านมาแล้ว หลับจริงๆ ไม่มีอะไรปรากฏเลย แล้วมีเสียงปรากฏ คิดดูว่าปรากฏได้อย่างไร เพียงเท่านี้ก็ทำให้คิดถึงความน่าอัศจรรย์ ถ้าไม่คิด ก็เป็นชีวิตเราธรรมดา ตื่นมาไม่รู้สักอย่าง ก็เห็นบ้าง ได้ยินบ้าง แต่ถ้าคิดถึงธาตุชนิดนั้นจะปรากฏ คือเสียงจะปรากฏได้ต้องมีอายตนะแล้วที่นั่น ต้องมีการกระทบ มีการประชุม ต้องมีโสตปสาท ต้องมีเสียง และต้องมีจิตซึ่งเกิดก่อน แล้วก็มีการกระทบจนกว่าจะถึงวาระที่เสียงปรากฏกับจิตได้ยิน
นี้เป็นความน่าอัศจรรย์ เป็นการที่เราจะค่อยๆ เข้าใจว่า ไม่มีใครไปบังคับสักขณะเดียวในชีวิตนี้ เมื่อเกิดขึ้นเป็นปฏิสนธิจิต และต้องเป็นปวัตติคือเป็นไป หยุดไม่ได้เลย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป เกิดขึ้นแล้วดับไป เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สืบต่อ แต่ละชีวิตก็ต่างกันไปตามการสะสม ซึ่งปฏิสนธิจิตก็ประมวลมาซึ่งกรรมที่จะให้ผลในชาตินั้นตามกำลังของกรรม ซึ่งมีอีกมากในนามธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างเลยแต่เก็บสะสมทุกอย่าง กรรมในแสนโกฏิกัปป์ก็ยังเป็นกัมมปัจจัย ที่จะทำให้พระผู้มีพระภาคทรงประชวร เพราะฉะนั้น กรรมของเรา หรือเจตนา ความจงใจ ความตั้งใจ แม้ในขณะนี้ที่เป็นกุศลกรรม ไม่มีตัวเรา ถ้าฟังไม่ละเอียด ก็เป็นเรากำลังได้บุญมากมาย กำลังฟังธรรมแล้วเข้าใจธรรมด้วย แต่ตามความจริงไม่มีใครได้ เป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ เวลาที่มีความจงใจตั้งใจกระทำกรรมสำเร็จลงไปแล้ว ดับไปแล้ว สืบต่อสะสมเป็นกัมมปัจจัย คำว่า ปัจจัยหมายความว่า มีความสามารถที่จะทำให้ผลเกิดขึ้น โดยเจตนาซึ่งเป็นกรรมที่สำเร็จไปแล้วนั่นเอง ก็สะสมสืบต่อพร้อมที่เมื่อถึงกาลสมควรเมื่อไร วิบากจิตก็เกิดขึ้นเป็นผลของกรรมที่ได้กระทำแล้ว เป็นทายาทของกรรม มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ฯ แต่ถ้าไม่มีกรรมนั้นเป็นปัจจัย วิบากจิตคือขณะนี้เกิดไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ หรือภวังคจิต
เพราะฉะนั้นเวลาที่สติปัฏฐานเกิด ผู้นั้นจะรู้จักเข้าใจเรื่องของกรรม กัมมัสสกตาญาณ ไม่มีอะไรเลยที่ใครจะทำได้ เขาสามารถที่จะรู้ว่า ขณะที่สติระลึกลักษณะของเห็น ก็ค่อยๆ เข้าใจธาตุชนิดนั้นซึ่งเป็นนามธาตุซึ่งมีจริงๆ แล้วก็ดับไป แล้วถ้าสติเกิดรู้ถึงความพอใจ ไม่พอใจ ที่เกิดหลังจากที่เห็นแล้ว จะเห็นความต่างเลย รู้เลยว่านี่ไม่ใช่กรรม แต่เป็น เหตุปัจจัย ถ้าคนนั้นสามารถจะรู้เข้าใจก็จะรู้ได้ว่า มีโลภะเกิดแล้ว มีอวิชชาเกิดแล้ว ถ้าขณะนั้นเป็นอกุศล หรือมีโทสะเกิดแล้ว มีอวิชชาเกิดแล้ว ที่เป็นเหตุปัจจัย แต่อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ ตามลำดับ ลำดับแรกคือว่า ต้องรู้ในลักษณะซึ่งเป็นนามธาตุกับรูปธาตุให้มีความมั่นคงจริงๆ ไม่ต้องคำนึงถึงว่ากี่ทวาร แต่การที่เราฟังแล้วเข้าใจแล้วก็คิดว่าเข้าใจด้วย เพื่อจะรู้ตามความเป็นจริงเวลาที่สติสัมปชัญญะเกิด ความคิดว่าเข้าใจแล้วอยู่ตรงนั้นหรือไม่ หรือว่าต้องเริ่มสะสมอบรมที่จะให้เป็นความเข้าใจอีกระดับหนึ่ง คือ มีตัวสภาพธรรมกำลังปรากฏ ยืนยันให้มีความเห็นที่ถูกต้องในลักษณะซึ่งเป็นนามธาตุและรูปธาตุ ซึ่งต่างกัน
เมื่อมีความมั่นคงจริงๆ ในปัญญาที่มีสภาพธรรมปรากฏให้รู้และเข้าใจ ถึงกาลที่นามรูปปริจเฉทญาณจะเกิด ไม่มีใครยับยั้งได้เลย เพราะฉะนั้น ถ้าใครจะมีความอยาก ความต้องการ ต้องไปที่หนึ่งที่ใด ต้องอยู่คนเดียว ต้องอยู่ที่นั่นนานๆ แล้วก็รอนามรูปปริจเฉทญาณ รอไปเท่าไรก็ไม่เกิด เพราะว่าโลภะอยู่ตรงนั้น ก็จะเข้าใจความหมายของเครื่องเนิ่นช้า โลภะ มานะ ทิฏฐิ คือทุกอย่างที่มีในพระไตรปิฎกไม่ว่าส่วนใด ถ้ามีปัญญาที่สามารถจะรู้จะเข้าใจลักษณะของสภาพธรรม ปัญญาจะเกิดขึ้นตามลำดับ และสามารถจะรู้ความจริงว่า พระธรรมทั้งหมดที่ทรงแสดงไว้แล้ว เป็นความจริงทุกอย่าง เพราะว่าตัวของปัญญาและสติในขณะนั้น สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นจริงของสภาพธรรมขณะนั้น เพราะฉะนั้น การเรียนการรู้อย่างนี้จะไม่เป็นโมฆะ จะไม่เป็นทัพพีที่ไม่รู้รสแกง เพราะว่ามีสภาพธรรมปรากฏกับปัญญา แต่ต้องเป็นเรื่องของการอบรม แล้วก็เป็นเรื่องของการละ เพราะฉะนั้น ปัญญามีหน้าที่อย่างเดียว คือ รู้แล้วละความไม่รู้ เมื่อรู้จักโลภะก็ละความติดข้องตรงนั้น ที่ใดที่มีปัญญา ที่นั่นจะไม่มีโลภะ แต่ที่ใดที่ไม่มีปัญญา ที่นั่นก็มีโลภะได้
ผู้ฟัง ที่ท่านอาจารย์กล่าวว่า ขั้นแรกให้มีความมั่นคงในความเป็นรูปธาตุกับนามธาตุก่อน ความเข้าใจ..
ท่านอาจารย์ ลักษณะสภาพธรรมที่ปรากฏ เหมือนที่มีผู้ถามเมื่อครู่นี้ใช่ไหม เวลาที่สติปัฏฐานเกิด มีลักษณะของสภาพธรรมแล้วก็สงสัย แล้วก็เป็นความหวั่นไหว แล้วก็เป็นความคิดนึก นั่นแสดงว่า ไม่ได้มีความมั่นคงที่จะรู้ลักษณะของนามธรรม ถ้ามีความมั่นคงที่จะรู้ลักษณะของนามธรรม ก็หมายความว่า สติเกิดสืบต่อแล้วก็รู้ว่าขณะนั้นๆ ก็คือนามธรรมแต่ละอย่าง แต่กว่าจะถึงระดับนั้นได้ คนนั้นก็จะรู้ได้ด้วยตนเองว่า สติเกิดหน่อยหนึ่งแล้วก็หมดไป ทีนี้ก็เรื่องของตัวตน จะทำอะไร จะอยากอีก จะทำอีก จะไปเป็นสมาธิ ฯ ซึ่งไม่ใช่ขณะที่เป็นหนทางเดียวที่ทรงแสดงไว้ว่าคือสติปัฏฐาน ก็เป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะต้องใช้คำว่าฟันฝ่าจริงๆ ด้วยปัญญา ที่อบรมแล้วก็รู้ว่า ขณะใดเป็นปัญญาระดับใด
สนทนาธรรมที่ประเทศอังกฤษ
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
ผู้ฟัง คนที่ตาบอดมาแต่กำเนิด ก็แปลว่าเขามีกรรมมาก
ท่านอาจารย์ แน่นอนที่สุดผลของกรรม กรรมทำให้เราเกิด โดยที่ว่าเราไม่ได้จงใจจะเกิดกับพ่อแม่นี้ ตระกูลนี้ วงศาคณาญาติอย่างนี้ ชื่อนี้ ฯ กรรมทำให้เกิดไม่ใช่ใครเลย โดยที่ว่าเลือกไม่ได้ บนสวรรค์ก็เกิดได้ ในนรกก็เกิดได้ ในภูมิมนุษย์ก็เกิดได้ ประเทศนี้ก็เกิดได้ ตระกูลนั้นก็เกิดได้ ยากจนก็เกิดได้ เศรษฐีก็เกิดได้ นี่คือเรื่องของกรรม แล้วยังไม่ให้ตายด้วย เกิดแล้วจะต้องมีชีวิตต่อไป จิตจะต้องเกิดดับสืบต่อดำรงภพชาติตามกรรมจนกว่าจะตาย เพราะฉะนั้น ภาษาไทยใช้คำเหมาะสมมาก คนตายจะใช้คำว่า ถึงแก่กรรม หมายความว่า กรรมนั้นทำให้เขาสิ้นสุดสภาพความเป็นบุคคลนี้ เด็กบางคน ๕ ขวบตาย บางคน ๔ ขวบตาย ๒ ขวบตาย นี้เป็นอะไร
ผู้ฟัง หมดกรรม
ท่านอาจารย์ เห็นไหม เลือกไม่ได้เลย แต่ละคนที่นั่งอยู่ที่นี่ ใครจะมีวิบากทางกาย ทางใด ถึงแก่กรรมแปลว่าจบ ระหว่างที่ยังไม่ถึงแก่กรรม กรรมจะยังไม่ให้เปลี่ยนความเป็นบุคคลนี้ ยังคงเป็นบุคคลนี้ไปจนกว่าจะหมดกรรมที่ทำให้เป็นบุคคลนี้ อย่างที่เขาตายปุ๊บเขาเกิดปั๊บ เราอ่านหนังสือพิมพ์ เด็กตาย หรือใครตาย พวกนี้เกิดทันที แต่เกิดที่ไหนเราไม่ทราบ เหมือนกับที่เราเกิดในโลกนี้ เราไม่ทราบว่าชาติก่อน เราไปตายตรงไหน ตายด้วยโรคอะไร แล้วก็มีพ่อแม่ที่ยังร้องไห้คิดถึงเราอยู่ หรือมีลูกหลานที่ยังคงคร่ำครวญหาเรา เรียกว่าจบชาติหนึ่ง ก็คือว่า เปลี่ยนสภาพความเป็นบุคคลนี้โดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรกับชาตินี้ซึ่งสั้นๆ และเราเป็นคนนี้ซึ่งต่อไปข้างหน้าเราจะเป็นคนใดก็ไม่รู้ จะเกิดเป็นปลาในทะเล เป็นเป็ด ฯลฯ แล้วไม่มีโอกาสจะได้ฟังธรรมก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเรายังคงมีโอกาสที่จะได้ฟังธรรม ได้สนใจที่จะเข้าใจความจริงซึ่งเป็นสัจจธรรม และก็ไม่รู้ว่าชีวิตเราสั้น เราจะได้ฟังอีกนานสักเท่าไร และจะเข้าใจอีกมากมายสักเท่าไร เราก็ต้องเห็นประโยชน์ของพระรัตนตรัย คือ พระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงตลอด ๔๕ พรรษา เรื่องของตา หู จมูก ลิ้น กาย เรื่องของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ทุกขณะ
ผู้ฟัง ที่ตอบว่ารูปเพราะผมเข้าใจว่าท่านอาจารย์พูดถึงรูป ๒๘ รูป จึงตอบไปว่า เสียงเป็นรูป
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องฟังคำถามเพื่อที่จะได้ทราบว่า ธรรมดารูปไม่ใช่สภาพที่รู้อะไรเลยทั้งสิ้น จึงใช้คำว่า รูป หรือ รูปะ ในภาษาบาลี ซึ่งสภาพธรรมที่มีจริงๆ ในโลกนี้หรือในจักรวาลนี้ แยกออกเป็น ๒ อย่างโดยเด็ดขาด แยกจากกันเลย ไม่เกี่ยวข้องกันเลย ไม่รับรู้กันเลย คือ รูปที่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้น ไม่รู้เลย แต่จิตเป็นสภาพซึ่งรู้ไปหมดทุกอย่าง ตั้งแต่เกิดจนตายที่ว่า เป็นคุณทรงพลเล็กๆ ๑ ขวบ ๒ ขวบจนถึงเดี๋ยวนี้ แท้ที่จริงคือจิตทุกขณะที่เกิดเพราะเหตุปัจจัย และรูปนี้เกิดมาพร้อมกับคุณทรงพลจริง แต่ดับไปทุกขณะ ตอนเป็นเด็ก รูปเป็นเด็กก็ไม่เหลือแล้ว แต่รูปของคุณทรงพลไม่ว่าจะตอนเด็กหรือตอนใดก็ตาม ไม่ใช่สภาพที่รู้อะไรเลย แต่อาศัยเหตุปัจจัยเกิด คือ อาศัยกรรมทำให้รูปนี้เกิดขึ้น เพราะว่ารูปที่ตัวมีหลายประเภท รูปที่เกิดจากกรรมก็มี รูปที่เกิดจากจิตก็มี รูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็นความร้อนก็มี รูปที่เกิดจากอาหารที่เรารับประทานเข้าไปก็มี ไม่อย่างนั้นเราอยู่ที่นี่ไม่ได้ มีแต่เพียงรูปที่เกิดจากกรรม เช่น จักขุปสาท โสตปสาท พวกนี้อยู่ไม่ได้ มีรูปเล็กๆ เพียงเท่านั้นอยู่ไม่ได้ ต้องอาศัยรูปซึ่งเกิดจากอาหารที่รับประทานเข้าไปทุกวัน ต้องอาศัยรูปที่เกิดจากอุตุ ความเย็นความร้อนที่สม่ำเสมอ ทำให้ร่างกายอบอุ่นมีชีวิตอยู่ แล้วก็มีรูปซึ่งเกิดจากจิต ทำให้มีการเคลื่อนไหว การพูด การเดิน เป็นรูปที่เกิดจากจิต เพราะฉะนั้นก็กล่าวถึงแต่ส่วนสำคัญๆ ๒๘ ก็ยังไม่ต้องกล่าวถึง หยิบยกมาที่เราสามารถที่จะพิสูจน์ได้ เห็นได้ เข้าใจได้ว่า รูปอะไรแน่ที่สำคัญจริงๆ หมอว่าอย่างไร หมอเห็นด้วยไหมเพราะหมอเป็นหมอ
หมอ เห็นด้วย
ท่านอาจารย์ คือถ้าเป็นทางการแพทย์ ก็ต้องมีปอดกำลังสูบฉีด และมีหัวใจสูบฉีดเลือด ฯลฯ นั้นเป็นเรื่องราวและไกลมาก เพราะว่าจริงๆ แล้ว โลกทั้งโลกนี้ อย่าว่าแต่ตัวเราเลย มีอากาสธาตุแทรกคั่นอยู่ละเอียดยิบ ที่นี้โลกก้อนโลกทั้งโลกจักรวาลเกิดเพราะอุตุเท่านั้น ไม่มีจิตใจเข้าไปแทรกอยู่ในโลกนี้เลย แต่โลกนี้ละเอียดย่อยลงไป แตกสลายยิบยับ ละเอียดฉันใด ที่ตัวเราก็อย่างนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกัน คือว่าขณะใดก็ตามซึ่งไม่เป็นทางที่จะทำให้จิตเกิดขึ้นรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด เช่น คนที่อาจจะตาบอดด้วย หูหนวกด้วย จมูกไม่ได้กลิ่นด้วย เขามีจิตจริง แต่ไม่มีทางที่จะรับรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเลย ถ้าเขาไม่มีตาเห็น ไม่มีหูได้ยิน ไม่มีจมูกได้กลิ่น แต่ทีนี้รูปที่เป็นส่วนสำคัญคือว่า เกิดดับจริง แต่ระหว่างที่ยังไม่ดับ เขากระทบสัมผัส เช่น จักขุปสาทที่อยู่กลางตาสามารถที่จะรับรู้สิ่งที่ปรากฏ สิ่งที่ปรากฏก็ดับเร็ว จักขุปสาทก็ดับเร็ว แต่อาศัยขณะที่ประจวบกระทบกันโดยยังไม่ดับ ทำให้จิตเห็นเกิดขึ้นชั่วขณะสั้นที่สุดแล้วก็ดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไตรลักษณะนี้ต้องหมายความถึงไตรลักษณะของสภาพธรรมทั้งหมด
เพราะฉะนั้นทางวิทยาศาสตร์อาจจะใช้คำ และจำเรื่องราวของรูปธาตุต่างๆ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม สี กลิ่น รส ฯลฯ ที่มีอยู่ในตัวทั้งหมด แล้วก็บัญญัติเป็นปอด เป็นตับ ฯลฯ ด้วยวิชาการทางแพทย์ แต่โดยแท้จริง แล้วเร็วยิ่งกว่านั้น ก็คือว่า รูปทุกรูปเกิดดับเร็วที่สุด เพราะฉะนั้น เราไม่รู้ว่ารูปเกิดแล้วดับแล้ว แต่ทางตาเห็น แล้วก็ชอบไม่ชอบ ทางหูได้ยิน แล้วก็ชอบไม่ชอบ เพราะฉะนั้นรูป ๕ รูปนี้คือ ปสาทรูป ๕ ได้แก่ จักขุปสาทรูป โสตปสาทรูป ฆานปสาทรูป ชิวหาปสาทรูป และกายปสาทรูป เป็นรูปภายใน เพราะว่าจิตต้องเกี่ยวข้องกับรูปนี้อยู่ตลอดเวลา
ผู้ฟัง ที่ว่าเกิดดับนี้ก็คือเราก็จำ เชื่อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนว่า ให้เชื่ออาจารย์ไว้ก่อนใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ หมอว่าหมอมีรูปใช่ไหม แล้วหมอจะไม่เชื่อเรื่องเกิดดับคือหมายความว่า เชื่อไว้ก่อนเพราะฟังเขามา ใช่ไหม หมอว่าอย่างนั้นใช่ไหม
ผู้ฟัง เชื่ออาจารย์ไว้ก่อน
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ฟังมาอย่างนี้ รับฟังกันต่อๆ มาอย่างนี้ หมอต้องพิสูจน์ด้วยความเข้าใจขั้นต้นว่า เวลานี้ที่กำลังเห็น รูปหมออยู่ที่ใด ที่หมอว่ามีแล้วก็ต้องมาเชื่อก่อนว่าเกิดดับ กำลังเห็นขณะนี้ ตัวหมออยู่ที่ใด
ผู้ฟัง ก็อยู่ในขณะที่กำลังรู้สึกตัวว่า มีกระทบกับพื้น
ท่านอาจารย์ คิดนึกเองใช่ไหม คือก่อนฟังพระธรรม เรามีความเป็นตัวตนเต็มที่ ทั้งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงแสดงว่าไม่มีตัวตน มีแต่สภาพธรรมซึ่งเป็นของจริง นามธรรมเป็นธาตุรู้ ธาตุพิเศษซึ่งต่างกับรูปธาตุ เราอาจจะจำแนกรูปธาตุมากมายเป็นอะไรได้หลายอย่าง แต่รูปธาตุทั้งหมดไม่สามารถจะรู้อะไรทั้งสิ้น และมีนามธาตุซึ่งไม่มีรูปร่างใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นธาตุที่รู้ คือสามารถที่จะเห็นได้ คิดได้ ฯลฯ เรียกว่าเป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ธาตุชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อไร ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด จะไม่รู้ไม่ได้เลย ทีนี้เวลาที่ก่อนฟังธรรม เรามีความเป็นตัวตน ทั้งๆ ที่ตัวตนก็ไม่ปรากฏ
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 61
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 62
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 63
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 64
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 65
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 66
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 67
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 68
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 69
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 70
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 71
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 72
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 73
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 74
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 75
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 76
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 77
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 78
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 79
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 80
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 81
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 82
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 83
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 84
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 85
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 86
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 87
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 88
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 89
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 90
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 91
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 92
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 93
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 94
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 95
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 96
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 97
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 98
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 99
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 100
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 101
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 102
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 103
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 104
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 105
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 106
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 107
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 108
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 109
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 110
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 111
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 112
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 113
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 114
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 115
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 116
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 117
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 118
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 119
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 120