ปกิณณกธรรม ตอนที่ 92


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๙๒


    ผู้ฟัง การได้ยินได้ฟังธรรมอย่างนี้ จะเป็นการค่อยๆ ละคลายความเป็นตัวเรา

    ท่านอาจารย์ อย่าหวังอะไรมากมาย เพียงรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ ได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยฟัง มีความรู้ว่า คนที่รู้ได้มากมายมหาศาลจนถึงแสดงความละเอียดอย่างยิ่ง มี และที่เพิ่งเริ่มฟังวันนี้เพียงเล็กน้อยที่สุด เทียบไม่ได้เลย เหมือนมหาสมุทรกว้างใหญ่ และขนหางกระต่ายนิดเดียวที่จุ่มลงไป เพราะฉะนั้นยังมีอีกมากมายมหาศาลที่จะเห็นว่า ถ้ายิ่งศึกษาจะยิ่งทราบว่า ผู้ที่สามารถที่จะแสดงความจริงได้ละเอียดมีบุคคลเดียว คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ผู้ฟัง ถ้าสมมติรู้ธรรม รูปกับนาม แล้วรู้เลยว่า นี่คือความอยากได้ แล้วไม่ได้แล้วถึงโมโห รู้ว่าเป็นอย่างนั้นแล้วจะแก้ คือ ยังเป็นอย่างนั้น ยังปรากฏ และดับไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ ใครไม่มีโทสะ

    ผู้ฟัง พระอนาคามี

    ท่านอาจารย์ แล้วเราเป็นใคร

    ผู้ฟัง ปุถุชนธรรมดา

    ท่านอาจารย์ แล้วพยายามจะทำอะไร

    ผู้ฟัง คือ เห็นความรังเกียจ ความน่าเกลียดของอกุศล

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น รู้ได้ว่า หนทางเดียว คือ มีปัญญากว่านี้ ต้องอบรมปัญญากว่านี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องเดือดร้อน

    ผู้ฟัง กว่าที่จะมีปัญญาถึงขั้นนั้น

    ท่านอาจารย์ ต้องอดทน ขันติเป็นตบะอย่างยิ่ง เริ่มเข้าใจพระพุทธพจน์

    ผู้ฟัง อดทนในความหมายของอาจารย์คือ

    ท่านอาจารย์ อบรมไปจนกว่าปัญญาจะสมบูรณ์

    ผู้ฟัง แล้วถ้าสมมติ โลภะเกิด โทสะเกิด

    ท่านอาจารย์ ก็เป็นธรรม เพราะฉะนั้น ความเข้าใจธรรมต้องจรดกระดูก สัจจญาณไม่ใช่รู้อื่นเลย อนัตตา ทุกอย่างเป็นธรรม มีสติที่จะลึกได้ว่าขณะนั้นเป็นธรรม นี่เป็นหนทางเดียว และสามารถที่จะเป็นสติปัฏฐานทีละเล็กทีละน้อยได้ถ้ามีปัจจัยพอ นี้เป็นหนทางเดียว ทรงชี้หนทางเดียวไว้ แล้วไปพยายามหาหนทางอื่น ก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ หนทางเดียวต้องเป็นหนทางเดียว

    ผู้ฟัง แต่บางครั้งไม่มีสติ รู้ว่า..

    ท่านอาจารย์ ไม่มีก็เป็นธรรม หลงลืมสติก็เป็นธรรม ต้องมั่นคงมากๆ ในสัจจญาณ

    ผู้ฟัง แต่กรรมที่เป็นอกุศลกรรมเกิดแล้ว

    ท่านอาจารย์ เกิดแล้วก็แล้วไป ยิ่งแล้วไปแล้ว ยิ่งแก้ไม่ได้ เพราะแล้วไปแล้ว ตั้งต้นใหม่

    ผู้ฟัง ไปว่าคนอื่นแล้วเรียบร้อยคือ เกิดไปแล้ว

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ขณะต่อไปจะทำอีกไหม

    ผู้ฟัง ไม่ ไม่ทำสิ่งที่ไม่ชอบ

    ท่านอาจารย์ แต่เมื่อปัญญาไม่พอก็ทำ เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับปัญญา ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับเราจะทำ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการอบรมเจริญปัญญา ต้องอดทนมากที่จะอบรมเจริญปัญญาจนกว่าจะถึงระดับนั้นได้

    ผู้ฟัง ยากมาก

    ท่านอาจารย์ ถูกต้อง ไม่อย่างนั้นพระอรหันต์เต็มเมือง

    ผู้ฟัง ยากมาก เพราะว่าเมื่อเห็นทุกสิ่งทุกอย่างก็ต้องตามใจตัวเอง

    ท่านอาจารย์ จึงรู้ว่าขณะนั้นหนทางเดียว คืออะไร ไม่ใช่หนทางอื่น กลับมาหาหนทางเดียวให้ได้ ที่จริงชีวิตยังจะต้องพบอะไรอีกมากมาย และความรู้สึกเป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ อาจมีความผูกพันมากยิ่งกว่าที่เคยเป็น และอาจมีสุขมากกว่าที่เคยเป็น มีทุกข์มากกว่าที่เคยเป็น แต่ถึงอย่างไร ทั้งหมดนั้นไม่ได้อยู่กับเราตลอด วันหนึ่งจะต้องจากไปอย่างแน่นอน ซึ่งขณะนี้จริงๆ แล้ว กำลังจากทุกขณะโดยไม่รู้ตัวเลย เพราะฉะนั้นเป็นการจากไปที่ยังอบอุ่น คืออันหนึ่งไป อีกอันหนึ่งก็มาทดแทนอยู่เรื่อยๆ จนกระทั่งเหมือนกับว่าไม่ขาดอะไรสักอย่างเดียว ไม่มีอะไรที่พลัดพรากจากไปจริง ถ้าเป็นผู้ที่รู้จริง จะประจักษ์การพลัดพรากตลอด สำหรับผู้ที่มีปัญญาถึงระดับนั้น

    เพราะฉะนั้นจะเห็นความต่างของระดับของปัญญาว่า เพียงปัญญานิดหนึ่ง ดูโทรทัศน์ และหูก็ฟัง ยังคิดได้เพียงเท่านี้ แต่ถ้าอบรมมากจนกระทั่งสามารถที่จะประจักษ์ได้จริงๆ ความเข้าใจอย่างมั่นคง และอย่างที่เรียกว่าประจักษ์แจ้งจริง จะทำให้เห็นความจริง ไม่ใช่เพียงขั้นคิด แต่ขั้นประจักษ์แจ้ง เพราะฉะนั้น ผลก็ต้องต่างกันมาก แต่ให้ทราบว่า ชีวิตในสังสารวัฏฏ์จะไม่พ้นไปจากโลกธรรม ได้ลาภ เสื่อมลาภ ได้ยศ เสื่อมยศ สุข ทุกข์ นินทา สรรเสริญ พวกนี้ต้องมี เพราะฉะนั้น ถ้าสามารถที่จะเข้าใจความจริงว่า ไม่มีเรา คำสรรเสริญ สรรเสริญอะไร ที่จริงสรรเสริญกุศลธรรม ไม่มีใครสรรเสริญอกุศลธรรม คือ ธรรมฝ่ายไม่ดีเลย แต่เพราะความไม่เข้าใจจริงๆ ปัญญาไม่พอ แม้รู้ว่าอกุศลไม่ดี แต่อกุศลก็ยังเกิด

    เพราะฉะนั้นเห็นระดับของปัญญาระดับขั้นฟังเพียงเท่านี้ ทำอะไรกิเลสไม่ได้เลย อย่าไปว่าใครว่า มาฟังธรรมแล้วทำไมนิสัยไม่เปลี่ยน หรือไม่เห็นเป็นคนดีขึ้นเลย เพราะว่าไม่ใช่จะเปลี่ยนได้เร็วอย่างนั้น เพียงแต่ความดีคือ จากไม่เคยฟังมาเป็นผู้ฟัง อันนี้แน่นอน ใครก็ปฏิเสธไม่ได้ แต่เมื่อฟังแล้วมีความเข้าใจเพิ่มขึ้น มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น จึงรู้ว่าเป็นเรื่องของปัญญา ไม่ใช่เป็นเรื่องของเรา จะทำให้สะสมปัญญาขึ้นด้วยความไม่ประมาท พร้อมที่จะรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ซึ่งไม่ใช่มีแต่กลีบกุหลาบ ต้องมีหนาม มีอะไรมากมาย ต้องค่อยๆ รู้ไปทีละเล็กทีละน้อยอย่างนี้ว่าเพราะอะไร

    ผู้ฟัง ถ้ารู้เรื่องนามธรรม รูปธรรม จิต เจตสิก ถ้าเข้าใจตรงนั้นแล้ว จำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเรื่องปริเฉทหรือเรื่องอื่นๆ อีกหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นปริเฉท ไม่ว่าจะเป็นพระไตรปิฎกหรืออรรถกถา ไม่พ้นจากนามธรรม และรูปธรรม ที่ทำให้เข้าใจละเอียดขึ้น จนกระทั่งสามารถที่จะเห็นจริงว่า ไม่ใช่เรา เพียงเท่านี้ยังเห็นไม่จริง เพราะเพียงได้ยินได้ฟังนิดเดียว ต้องจริงอีกมากกว่านี้มาก

    ผู้ฟัง หมายความว่า ต้องศึกษาไปเรื่อยๆ ตามกำลังศรัทธาใช่ไหม คือ ศรัทธาเท่าใด มีปัญญาเพียงใดดีกว่า มีปัญญาจะศึกษามากน้อยเพียงใดตามกำลัง ไม่ต้องหวังมาก เพราะว่ายาก รับว่ายาก แต่รู้สึกว่าคุ้มค่าที่ได้มาฟัง แม้จะเข้าใจเพียงเล็กน้อย แต่ละความเห็นผิดจากเดิมที่มีตัวตนมาก โกรธคนนั้นคนนี้มากเพราะรักตัวเอง

    ท่านอาจารย์ ต้องรู้จุดประสงค์ของการฟังว่า ฟังเพื่อเข้าใจ เวลาฟังจะทราบเองว่า เข้าใจพอหรือยัง ยังไม่พอ เพราะฉะนั้นฟังต่อไป ศึกษาต่อไปอีก แล้วพอหรือยัง ยังไม่พอ ต้องเป็นอย่างนี้ใช่ไหม นี่คือผู้ที่เข้าใจธรรม คือรู้จริงๆ ว่าเป็นเรื่องราวของสภาพธรรมที่ตัวธรรมจริงๆ กำลังเกิดดับเป็นอย่างนี้ แต่ความรู้ยังไม่พอ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาไปจนกว่าจะพอ

    ผู้ฟัง การอโหสิกรรมทำได้จริงไหม ไม่ต้องมีความข้องเกี่ยวกับผู้ที่ทำกรรมร่วมกันอีกจริงหรือไม่

    ท่านอาจารย์ ขึ้นอยู่กับว่า กรรมมากน้อยเพียงใด กรรมอะไร และคนนั้นเป็นใคร

    ผู้ฟัง ถ้าอโหสิร่วมกัน จะมีผลไหม

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ทำอกุศลกรรมแล้วจะเดือดเนื้อร้อนใจ ใช่ไหม

    ผู้ฟัง ใช่

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ถ้าคิดว่าไปขอโทษเขา คำว่า อโหสิ แปลว่า กรรมที่ทำแล้ว แต่ใช้กันผิด เรื่องใช้ผิดนี้ ผิดเสมอ ต้องกลับมาเข้าใจจริงๆ ว่า อโหสิ คือทำแล้ว อโหสิกรรม คือกรรมที่ทำแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมที่ทำแล้ว ถ้าเป็นอกุศลกรรม เราจะเดือดร้อนใจ สมมติว่าไปว่าใครเขา โดยที่ว่าความจริงเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่คนอื่นทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นอย่างนั้น การรู้สึกผิดแล้วไปขอโทษ ขออภัย ทำให้ความเดือดเนื้อร้อนใจหายไปหรือบรรเทา เพราะไม่ใช่กรรมหนักเหมือนฆ่าสัตว์หรือลักทรัพย์

    เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับว่าเป็นกรรมอะไร และคนนั้นเป็นใคร และมีกุศลจิต อกุศลจิตมากน้อยเพียงใด ถ้าเป็นการขอโทษด้วยความจริงใจ เสียใจจริงๆ เขาก็เข้าใจ เราก็ไม่เดือดร้อน เพราะถ้าเราเข้าใจใครผิด แล้วทำให้เขาเข้าใจถูกขึ้น ก็ไม่ต้องเดือดร้อนว่าเขาจะคิดอย่างไร เราจะคิดอย่างไร แต่ถ้าเป็นกรรม เช่น การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ ที่ทำไปแล้วจะต้องให้ผล ต่อให้อโหสิอย่างไรก็ไม่ได้

    ผู้ฟัง สมมติว่า มีคนทำกับเรา เราจำเป็นต้องบอกเขาไหมว่า เราไม่โกรธคุณ เราให้อภัยคุณ

    ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่ เขาเดือดเนื้อร้อนใจหรือไม่

    ผู้ฟัง ขึ้นอยู่กับเราใช่ไหม ว่าจะบอกเขาไหมว่า เราไม่โกรธเขา

    ท่านอาจารย์ เราไม่รู้ด้วยซ้ำ บางทีเขาว่าเรา เราก็ไม่รู้ แล้วจะไปบอกเขาได้อย่างไร บางทีเราไม่รู้เลย ใครคิดอะไรกับเรา เราก็ไม่รู้

    ผู้ฟัง คือ มีเพื่อนทำให้ไม่สบายใจ แต่ไม่เคยบอกเขาว่า เราไม่สบายใจ

    ท่านอาจารย์ เขาไม่สบายใจ หรือเราไม่สบายใจ

    ผู้ฟัง เขาทำให้เราไม่สบายใจ ไม่รู้ว่าเรารู้สึกหายโกรธเขาจริงไหม หรือเรายังโกรธอยู่ จำเป็นต้องไปบอกเขาไหมว่า หายโกรธแล้ว

    ท่านอาจารย์ แล้วแต่เรา เราต้องรู้จักเขาดีกว่าใคร ทุกอย่างไม่ใช่ว่าต้องเป็นกฎเกณฑ์ แต่ต้องเป็นแต่ละเหตุการณ์ แต่ละบุคคล วันนี้เข้าใจดีไหม

    ผู้ฟัง เข้าใจ

    ท่านอาจารย์ ธรรม

    ผู้ฟัง มากๆ

    ท่านอาจารย์ คืออะไร อย่าลืมว่าเวลาพูดคำใด ต้องคืออะไร จะได้เข้าใจจริงๆ ธรรมคืออะไร

    ผู้ฟัง ธรรม คือ รูปธรรม นามธรรม ใช่ไหม

    ท่านอาจารย์ ค่อยๆ ฟัง มีอีกมาก อยากจะพูดถึงจุดประสงค์ของการศึกษาพระพุทธศาสนา เพราะว่าชีวิตของเรา ไม่ว่าจะทำอะไรต้องมีจุดประสงค์ ไม่ใช่ทำไปโดยที่ไม่รู้ว่า ทำทำไม เช่น เกิดมาแล้วเห็น ได้ยิน โตขึ้นต้องเข้าโรงเรียน แล้วจะต้องรู้ว่า เรียนทำไม เรียนเพื่อจะรู้สิ่งที่ไม่เคยรู้เลย ซึ่งจะต้องช่วยในการมีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าไม่มีความรู้ จะไปทำอย่างไรให้ชีวิตดำรงต่อไปได้

    เพราะฉะนั้น การที่จะศึกษาไม่ว่าวิชาอะไรทั้งนั้น เพื่อจะได้มีความรู้ แต่ทีนี้เมื่อเข้าโรงเรียนแล้วอีกไม่นานก็จบ แล้วมีอาชีพ มีการงาน มีครอบครัว มีบ้าน แล้วก็ตายแน่นอน ไม่มีใครสักคนหนึ่งซึ่งจะไม่ตายใช่ไหม เพราะฉะนั้นลองเปรียบเทียบดูว่า ตลอดชีวิตที่เกิดมาแล้วเห็น แล้วได้ยิน แล้วมีชีวิตแต่ละวัน สนุกบ้าง สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ทำงานบ้าง มีเพื่อนบ้าง แต่ในที่สุดต้องจากทุกคน มีใครบ้างไหมที่ไม่ตาย มีไหม ไม่มีเลย ต้องตายทุกคน ถ้าคิดว่าระหว่างที่ยังไม่ตายควรจะเป็นอย่างไร เพราะมองเห็นว่าแต่ละคนต่างกัน บางคนเป็นคนดี บางคนเป็นคนไม่ดีเลย และถ้ารู้ว่าระหว่างดีกับไม่ดี สำหรับตัวเราควรจะเป็นคนแบบใด มีใครบ้างไหมที่บอกว่า อยากจะเป็นคนไม่ดี มีใครในที่นี้ที่ไม่อยากเป็นคนดีบ้าง ต้องไม่มี ใช่ไหม แต่ถ้าไม่รู้ว่าอะไรดี บางทีบอกไม่ได้ว่า สิ่งที่คิดว่าดีนั้น ดีหรือไม่ อาจจะเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ได้

    เพราะฉะนั้นในการศึกษาต้องทราบว่า สำหรับวิชาทางโลก ให้ความรู้เพียงมีชีวิตไปวันหนึ่งๆ และมีเพื่อน มีงาน แต่จะนำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นไปด้วยไม่ได้เลย เกิดมา มาตัวเปล่า มีใครนำอะไรติดมาบ้างตอนเกิด บอกว่าไม่ทราบ เพราะว่าตอนนั้นเล็กมาก แต่โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีใครนำอะไรติดมาได้เลย แต่สิ่งที่ติดมาแล้วคือ อุปนิสัยที่เคยสะสมมา ทำให้แม้แต่เด็กตัวเล็กๆ เมื่อเกิดมาแล้วมองดูว่าเหมือนๆ กันทั้งนั้น แต่พอโตขึ้น ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นไม่เหมือนกันเลย ตามการสะสมของแต่ละคน ถึงแม้ว่าจะมีพี่น้อง ๒ คน ๓ คน ๔ คน แต่ละคนมีอัธยาศัย อุปนิสัยต่างๆ กัน เหมือนกันไม่ได้

    เพราะฉะนั้น สิ่งที่ติดตามไป จากการที่มีสมบัติ มีบ้าน มีพี่ มีน้อง มีญาติ ไม่สามารถจะนำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ตามไปได้ แต่การสะสมในเรื่องความรู้สึก ในเรื่องความคิดนึก พวกนี้จะติดตามไป บางคนเป็นคนที่โกรธง่าย และไม่ยอมอภัยให้คนอื่นเลย ดีไหมอย่างนั้น ไม่ดี แต่ทำได้หรือไม่ บางคนบอกว่า รู้ว่าไม่ดีแต่ทำไม่ได้ ถ้าไม่หัด ไม่เริ่ม ไม่สะสม ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลย แต่ถ้าวันนี้เปลี่ยนความคิด และรู้ว่าถ้าจะไม่โกรธใครเลยจะสบายกว่ามาก ไม่ต้องไปคิดถึงคนนั้นด้วยความขุ่นเคือง นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ทำไมเขาทำอย่างนั้นไม่ดี ทำอย่างนี้ไม่ดี ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้องว่า ขณะนั้นใครกำลังไม่ดีที่คิดอย่างนั้น ลืมตนเองใช่ไหมว่าที่จริงเวลาที่คิดอย่างนั้นเป็นทุกข์ของเราเอง

    เพราะฉะนั้นไม่ค่อยจะมองเห็นตนเอง แต่เห็นคนอื่น แล้วมองคนอื่นว่า คนนั้นไม่ดีตรงนี้ คนนั้นไม่ดีตรงนั้น หรือคนนี้ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตัวเราเอง เราลืม แต่พระธรรมที่ศึกษาเมื่อเดือนก่อน เป็นเรื่องสัจจธรรมความจริง ที่ทำให้รู้จักตนเอง ถ้ารู้จักตนเองจะรู้จักคนอื่นไหม เหมือนกันไหม เขากับเรา ความโกรธเกิดขึ้นของใครก็เหมือนกันทั้งนั้น ความโลภ ความติดข้องของใครก็เหมือนกัน ความที่มีจิตใจดีงาม ก็ดีงามหมดไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนกับใคร เป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง

    เพราะฉะนั้น เวลาที่ทุกคนมาที่นี่ วัยนี้ มีใครนำกระจกมาบ้างหรือไม่ ในกระเป๋ามีกระจกไหม มี กระจกโดยมากจะไว้ส่องตัวเราใช่ไหมว่าเป็นอย่างไร แต่ก็เห็นเพียงรูป แต่พระธรรม คือ กระจกอีกชนิดหนึ่ง ถ้ามีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะส่องใจของเราเอง จะเห็นใจของเราเองได้ เพราะว่าใจของคนอื่น เพียงแต่นึกว่าเขาเป็นอย่างนั้น นึกว่าเขาเป็นอย่างนี้ แต่เห็นไม่ได้ ไม่เหมือนใจของเราเอง พระธรรมจะแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ขณะที่กำลังคิดโกรธใคร แท้ที่จริงขณะนั้น ลักษณะโกรธกำลังเป็นของเราเอง เพราะว่าไม่ชอบคนที่เรากำลังโกรธแน่นอน ขณะใดที่ไม่ชอบคนนั้น หรือกำลังโกรธคนนั้นคนนี้เพราะความไม่ดีของเขา แท้ที่จริง คือ ขณะนั้นกำลังมีความโกรธของเรา พระธรรมจะส่องถึงสภาพธรรมชัดเจน

    เพราะฉะนั้นต้องทราบจุดประสงค์ให้ชัดว่า เรียนธรรม เรียนทำไม บางคนอาจจะคิดว่า เรียนเหมือนวิชาทางโลกวิชาหนึ่ง บางแห่งอาจจะมีการสอบ และมีประกาศนียบัตร บางแห่งอาจจะถึงเป็นมหาวิทยาลัยก็ได้ ต่างประเทศก็มี ศึกษาศาสนาเปรียบเทียบ แต่นั่นไม่ใช่จุดประสงค์ เพราะฉะนั้น การที่จะทำอะไรสักอย่าง ต้องตั้งจิตไว้ชอบ นี่เป็นสำนวนภาษาพระสูตร หมายความว่า พิจารณาถึงสิ่งที่จะทำ จนกระทั่งเป็นสิ่งที่เห็นประโยชน์จริงๆ ถึงจะทำ แต่ถ้าไม่พิจารณาแล้วทำไป สิ่งนั้นจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ ก็อาจจะไม่ได้ประโยชน์เลย จากการที่รู้มากๆ ถ้าศึกษาต่อไปเป็นจิตกี่ชนิด เจตสิกมีเท่าไร รูปมีอะไรบ้าง เพียงรู้แต่ว่าไม่ได้เป็นประโยชน์

    เพราะฉะนั้น การที่จะทำสิ่งซึ่งสำคัญที่สุด คือ การศึกษาธรรมซึ่งต่างจากการศึกษาวิชาอื่น วิชาอื่นนำไปไม่ได้แน่ แม้ทรัพย์สมบัติที่เป็นวิชาอื่น แต่ธรรมที่เป็นความเข้าใจ เป็นอุปนิสัยที่สะสม ทำให้เวลาที่มีการฟังธรรมอีก ก็เข้าใจได้เร็ว อย่างครั้งก่อนที่พูดเรื่องปรมัตถธรรม คนที่ฟังครั้งแรก ใหม่มาก จะไม่ทราบเลยว่าหมายความถึงอะไร แต่ถ้าฟังวันก่อนแล้ว วันนี้รู้ไหมว่าปรมัตถธรรมคืออะไร ธรรมคืออะไร นี่คือสิ่งซึ่งอยู่ในใจซึ่งใครนำไปไม่ได้ เป็นความรู้ที่เพิ่มขึ้น จะเป็นสมบัติติดตัวจริงๆ สามารถที่จะมีสมบัตินี้ทุกชาติๆ ได้ เวลาที่ได้ยิน ได้ฟังอะไร เหมือนเวลาที่ไปโรงเรียน วันแรกที่เข้าโรงเรียนก็ไม่รู้ แต่กว่าจะโตมา จะออกจากโรงเรียน รู้ไปหมด ตั้งแต่ชั้นประถม ๑ ประถม ๒ ไม่ได้ลืม เข้าใจได้

    แต่พระธรรมมีประโยชน์ที่ว่า ต่างกับวิชาอื่นที่ติดตามไปได้ ในขณะซึ่งทรัพย์สมบัติ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ เพื่อนฝูง ที่เคยรัก เคยชอบทั้งหมด ตามไปไม่ได้สักคนเดียว เกิดมาคนเดียว และตายคนเดียวใช่ไหม ไม่มีใครไปตายด้วย ขณะที่กำลังเห็น แต่ละคนที่เห็น เห็นคนเดียวหรือคนอื่นมาร่วมกับเห็นของเราด้วย เห็นคนเดียว เวลาคิดนึก ต่างคนต่างคิด ไม่ใช่ว่าพอคิดอย่างนี้ ขณะที่คิดมีคนอื่นมาร่วมคิดด้วย ก็ไม่ใช่

    เพราะฉะนั้นให้ทราบความจริง ความจริงซึ่งเป็นสัจจธรรม ความจริงแท้ซึ่งพิสูจน์ได้ว่า แต่ละคนเป็นแต่ละหนึ่ง เหมือนเป็นสองได้ไหม จะโคลนนิ่งออกมาแบบลูกแกะ แบบลูกวัว ได้ไหม ก็ได้แต่เพียงรูปร่าง เช่น หน้าตา รู้สึกว่าคนนี้คล้ายคนนั้นหรือคนที่เคยรู้จัก แต่สภาพจิตไม่มีวันที่จะเหมือนกัน แต่ละขณะ เพราะจิตเกิดขึ้นหนึ่งขณะดับไป เป็นปัจจัยให้ขณะต่อไปเกิด ถ้าขณะก่อนๆ นั้นเป็นคนที่ชอบทุกอย่าง อยากได้ทุกอย่าง เราก็จะเห็นคนที่โลภมากกว่าคนอื่น หรือบางคนโกรธ เรื่องที่คนอื่นไม่โกรธเขาก็โกรธ นิดหนึ่งก็โกรธ หน่อยหนึ่งก็โกรธ เพราะว่าเขาสะสมความโกรธทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งเป็นสภาพจิตของแต่ละคนซึ่งต่างกันไปมาก ในขณะนี้ จะมีคนที่นี่มากสักเท่าไร ไม่เหมือนกันเลย คนหนึ่งเห็น อีกคนกำลังคิด อีกคนกำลังเจ็บหรือคันที่ใดก็ได้ ใช่ไหม แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

    เพราะฉะนั้น การศึกษาธรรม คือ ศึกษาสิ่งที่มีจริงที่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ที่ตัวของเรา เมื่อเข้าใจแล้ว ก็เข้าใจทั้งหมด แต่ก่อนอื่นต้องทราบจุดประสงค์ของการศึกษาว่าเพื่อเข้าใจธรรม ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น ศึกษาแล้วอยากจะได้ลาภ ถูกหรือผิด ผิด ศึกษาอยากจะให้คนชม ถูกหรือผิด ได้ยศ ได้สรรเสริญ ไม่มีประโยชน์ เพราะว่าติดตามไปไม่ได้เลย เป็นแต่เพียงชื่อ สมมติว่าเป็นอย่างนี้ สมมติว่าชื่อนี้ และบางคนติดในชื่อมาก ต้องชื่อนี้ ชื่ออื่นไม่ได้ แม้แต่เพียงชื่อก็เห็นว่าสำคัญเหลือเกิน แต่ความจริงเปลี่ยนชื่อก็ได้ จะชื่ออะไรก็ได้ แต่เปลี่ยนอุปนิสัย เปลี่ยนความเป็นบุคคลนั้นไม่ได้ นี่คือ สัจจธรรม หรือความจริง

    ไม่ทราบทุกคนจะเข้าใจจุดประสงค์นี้หรือไม่ เพราะว่าจะต้องศึกษาธรรมต่อไป ให้ทราบว่า เพื่อเข้าใจธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และทรงแสดง ซึ่งเป็นความจริง คนอื่นไม่สามารถที่จะสอนได้เลย และจะต้องเป็นผู้ที่มั่นคง ไม่ใช่เป็นผู้ที่ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญ หรือคำชมจากการที่มีความเข้าใจธรรม หรือไม่ใช่หวังอะไรจากธรรม เพราะว่าธรรมเป็นเรื่องละ ไม่ใช่เรื่องติดข้อง เรื่องละนี้ ละอะไร ลองคิด ทุกคนควรจะคิด ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว ละอะไรดี

    ผู้ฟัง ความเห็นผิด

    ท่านอาจารย์ ละความเห็นผิด ละอกุศลทั้งหมดเลยที่ไม่ดี เพราะว่าคนอื่นละให้ไม่ได้ เป็นพ่อเป็นแม่ก็จริง นำกิเลสของเราออกได้ไหม ไม่ได้ แต่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เพื่อนฝูงที่เป็นเพื่อนที่ดี มีเมตตา สามารถที่จะให้คำแนะนำ คำตักเตือน และชี้ประโยชน์ให้เห็นว่า อะไรถูก อะไรควรได้ แต่เราเองต้องพิจารณา และต้องเป็นตัวของเราเองที่จะแก้ หรือที่จะเห็นโทษว่า สิ่งนั้นไม่ควรจะสะสมให้มีบ่อยๆ เวลาจะขอโทษใคร ยากไหม ไม่ยากใช่ไหม แต่บางคนทำได้ไหม เขาอาจจะรู้สึกผิด แต่ขอโทษไม่ได้ ไม่ได้จริงๆ เพียงขอโทษก็ไม่ได้ ลองคิดดู แล้วจะละอะไรได้ กิเลสมากมายเหลือเกิน

    เพราะฉะนั้น การศึกษาพระไตรปิฎก ทราบแล้วใช่ไหมจากคราวก่อนว่า ไตรปิฎก ไตร แปลว่า สาม ปิฎก แปลว่า หมวดหมู่ของพระธรรม ที่จำแนกออกไปเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนที่ ๑ พระวินัยปิฎก ส่วนที่ ๒ ใครจำได้ มีใครจำได้ไหม การศึกษาธรรมต้องเข้าใจ และต้องจำ และรู้ว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังจริงๆ คืออะไร พระสุตตันตปิฎก พระไตรปิฎกมีสาม ไม่ต้องจดแต่จำ พระวินัยปิฎก วินัย คือ กำจัดสิ่งที่ไม่ดี ทางกาย ทางวาจา พระสุตตันตปิฎก เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมกับใคร ที่ไหน เรื่องอะไร ซึ่งเหมาะกับอุปนิสัยของคนนั้น ที่เขารับฟังแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 15
    27 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ