ปกิณณกธรรม ตอนที่ 94


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๙๔


    ท่านอาจารย์ ในพระสูตรจะเห็นได้ว่า เสด็จไปเพื่อที่จะทรงแสดงธรรมกับบุคคลนั้นด้วยพระมหากรุณา ไม่ได้ต้องการสิ่งใดเลย นอกจากให้เขาเกิดปัญญาสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้ เพราะฉะนั้น ธรรมเป็นสิ่งที่ประเสริฐมากที่ควรจะได้รู้จริงๆ ว่าคืออะไร และทรงแสดงไว้ที่เป็นประโยชน์กับเราในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่ว่าต้องไปคอยให้เป็นทุกข์ แล้วนำธรรมมาปลดเปลื้องความทุกข์ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย

    เพราะฉะนั้น ขอตั้งต้นด้วยคำว่า ธรรมคืออะไร เมื่อสักครู่ได้ตอบกันไปพอสมควร แต่โดยแท้จริงแล้ว ธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริงๆ เพราะฉะนั้น การตรัสรู้ของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า คือตรัสรู้ความจริงของสิ่งที่มีจริง ซึ่งยากแสนยาก แม้แต่เพียงจะคิดในขณะนี้ว่า อะไรมีจริง เพียงเท่านี้ การศึกษาธรรมต้องค่อยๆ เป็นปัญญาของเราเอง ค่อยๆ คิด ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ พิจารณา ถ้าตั้งต้นถูก เข้าใจถูก ตั้งแต่ต้นตลอดทั้งสามปิฎก จะมีความเข้าใจถูกต้องโดยไม่สับสน ถ้าทราบว่าธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง ก็พิจารณาต่อไปอีกว่า สิ่งที่มีจริงต้องมีลักษณะปรากฏให้เห็น ให้รู้ ไม่ว่าจะเป็นทางตา ขณะนี้มีจริงๆ กำลังปรากฏ ปฏิเสธไม่ได้เลย พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริงทางตา ทางหู เสียงปรากฏ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ความจริง เสียงจริง สภาพที่ได้ยินจริง ทุกอย่างที่มีจริงนี้ทรงตรัสรู้และทรงแสดง

    ความสุขของเราในวันหนึ่งๆ เกิดจากอะไรบ้าง ตาเห็นสิ่งที่พอใจ หูได้ยินเสียงที่พอใจ จมูกได้กลิ่นที่พอใจ ลิ้นลิ้มรสสิ่งที่พอใจ กายกระทบสัมผัสกับสิ่งที่พอใจ ใจนึกคิดในเรื่องที่เป็นสุข วันหนึ่งๆ เท่านี้เอง แต่ทรงตรัสรู้ว่าตลอดชีวิตไม่ว่าทุกภพชาติ จะมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แหล่งที่เกิดของสุขและทุกข์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

    เพราะฉะนั้น ทุกอย่างเป็นธรรม คือสิ่งที่มีจริง และสิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรม ไม่มีใครเป็นเจ้าของเลย ค่อยๆ เข้าไปถึงความหมายของคำว่า อนัตตา ซึ่งหมายความว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา บังคับบัญชาไม่ได้ เป็นคำสอนซึ่งสามารถที่จะพิสูจน์ได้ เช่น เสียง คนที่หูหนวกไม่ได้ยิน แต่คนที่มีโสตปสาท จึงได้ยินเมื่อเสียงกระทบ ถ้าเสียงไม่กระทบหู จิตได้ยินไม่เกิด เสียงก็ไม่ปรากฏ นี่แสดงความเป็นอนัตตาแล้วว่าไม่มีใครบังคับอะไรได้เลยสักอย่างเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ขณะเกิดจนกระทั่งขณะตาย เป็นสภาพธรรมทั้งหมด และเป็นอนัตตา คือไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใครทั้งสิ้น ขณะเกิดมีใครรู้ไหมว่าจะเกิดในโลกนี้ เป็นคนนี้ มีญาติพี่น้องอย่างนี้ มีวงศาคณาญาติ มีทรัพย์สินเงินทอง มีเพื่อนฝูง มีการสูญเสียลาภ ยศ สรรเสริญ สุข อย่างไร ไม่มีใครสามารถที่จะทราบได้เลย และขณะนี้วันนี้กำลังเป็นอย่างนี้ พรุ่งนี้ไม่มีใครทราบได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น นี่คือความหมายของอนัตตา ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาทั้งสิ้น

    ขณะนี้กำลังเห็น เป็นธรรม เพราะเป็นสิ่งที่มีจริง แต่ยังไม่รู้ความจริงของเห็น ถูกไหม เห็นมีแต่เคยเป็น เราเห็น แต่ต่อไปจะรู้ว่า เห็นไม่ใช่เรา เพราะฉะนั้นเมื่อเห็นไม่ใช่เรา "เห็น" เป็นอะไร ตอนนี้ตอบตามที่ได้ฟังแล้วได้อย่างง่ายว่า เห็นเป็นธรรม ถูกไหม เป็นธรรมหรือไม่ ถ้าธรรมหมายความถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีจริง คำนี้ตายตัวไม่เปลี่ยนเลย เวลาที่ทรงตรัสรู้แล้วทรงแสดงธรรม ในพระไตรปิฎกจะใช้คำว่า พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นหนึ่ง ไม่เป็นสอง หมายความว่า เมื่อทรงแสดงว่า เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่เปลี่ยน จะไม่เปลี่ยนว่า ธรรมเป็นอัตตา เป็นของเรา หรือบังคับบัญชาได้ จะไม่มีในพระไตรปิฎก ทุกอย่างที่เป็นธรรมก็เป็นธรรมจริงๆ ใช้คำว่า ธรรม

    ทางโลกมีคำว่า ธาตุ ออกเสียงว่า ธา - ตุ (ธ ธง สระอา ต เต่า สระอุ) ทุกคนเคยได้ยินใช่ไหม เมื่อบอกว่าเป็นธาตุ เช่น ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เป็นของใครหรือไม่ หรือว่าเป็นสภาพธรรมที่มีจริงๆ มีลักษณะเฉพาะของสภาพธรรมนั้นๆ เพราะฉะนั้น คำว่า ธรรม มาจากคำว่า ธาตุ หมายความถึง เป็นสิ่งที่มีจริง ชั่วขณะที่ปรากฏ ชั่วขณะที่ปรากฏจริงๆ ขณะนี้เสียงกำลังปรากฏ จริงเมื่อไร จริงเฉพาะเมื่อกำลังปรากฏ หมดแล้ว ไม่มีอีกแล้ว จะไปหาที่ไหนอีกก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่มีจริง จริงเฉพาะที่กำลังปรากฏ ถ้าศึกษาธรรมต่อไปจะเห็นว่า จะขยายทุกคำที่ทรงแสดงไว้ละเอียดขึ้นๆ และเป็นชีวิตประจำวันจริงๆ ซึ่งสามารถที่จะเข้าใจได้ว่า ตัวของเราซึ่งเคยยึดถือว่าเป็นเรา เป็นตัวตน เป็นโลกที่กว้างใหญ่ แท้ที่จริงเป็นธรรมแต่ละอย่าง แต่ละชนิด

    เวลาที่พูดถึงธรรมควรจะได้ทราบก่อนตั้งแต่ต้นว่า ทุกอย่างเป็นธรรม แต่ธรรมมีลักษณะที่ต่างกันเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือ สภาพธรรมอย่างหนึ่งมีจริงๆ เช่น เสียง เป็นความดังหรือความกังวานของ ปฐวี คือสภาพที่แข็ง ถ้าสิ่งที่แข็งกระทบกันจะทำให้เกิดเสียง แล้วดับ เสียงที่เกิดขึ้นมาไม่รู้อะไรเลย ไม่ใช่สภาพรู้ จำไม่ได้ หิวไม่ได้ โกรธไม่ได้ สิ่งใดที่มีจริงแต่ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น ในทางธรรมใช้คำว่า รูป หรือ รูปธรรม เพราะภาษาบาลีต้องออกเสียงคำสุดท้ายด้วย เพราะฉะนั้นจึงเป็น รู - ปะ หรือถ้ารวมกับ ธรรม ก็เป็น รูปธรรม รูปธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะฉะนั้น เสียงเป็นบุญไม่ได้ กลิ่นเป็นบุญไม่ได้ รสเป็นบุญไม่ได้ อ่อนแข็งเป็นบุญไม่ได้ แต่มีธาตุอีกชนิดหนึ่ง ในขณะนี้กำลังมีด้วย ธาตุชนิดนั้นเป็นสภาพซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใด รู้ในที่นี้หมายความว่า รู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏให้รู้ เช่น เสียง ที่จะบอกว่า มีเสียง ก็เพราะเหตุว่า มีธาตุอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นสภาพที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วต้องได้ยินเสียง สภาพนั้นคือ นามธาตุ

    สิ่งที่มีจริงที่เป็นธรรมมี ๒ ลักษณะที่ต่างกันเป็นประเภทใหญ่ๆ คือ ประเภทหนึ่ง เป็น รูปธาตุ อีกประเภทหนึ่งเป็น นามธาตุ รูปธาตุรู้อะไรไม่ได้เลยทั้งสิ้น แต่นามธาตุเป็นธาตุซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ต้องรู้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่กำลังปรากฏให้รู้ เช่น ทางตา กำลังเห็น เห็นมีจริงๆ เห็นไม่ใช่แสงสว่าง เห็นไม่ใช่สีสันวัณณะที่ปรากฏภายนอก แต่เห็นเป็นนามธาตุคือ ไม่ใช่รูป โดยประการใดๆ ทั้งสิ้น สภาพที่สามารถจะรู้ สามารถที่จะเห็น สามารถที่จะได้ยิน สามารถที่จะได้กลิ่น สามารถที่จะจำ สามารถที่จะคิดนึก สามารถที่จะเป็นสุข เป็นทุกข์ ต่างๆ เหล่านี้เป็นนามธาตุ ต้องแยกธรรมออกเป็น ๒ ฝ่าย คือ รูปธาตุ กับ นามธาตุ

    เพราะฉะนั้น บุญ เป็นรูปธาตุไม่ได้ แต่บุญเป็นนามธาตุ เป็นสภาพของนามธาตุที่เป็นสภาพรู้หรือธาตุรู้ ขณะนี้มีรูปไหม ในห้องนี้มีรูปไหม มี มีนามไหม มี ถ้ามีคนตายอยู่ที่นี่ มีแต่รูป นามไม่มี คือไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น ไม่ลิ้มรส ไม่รู้สิ่งที่กระทบสัมผัส ไม่คิดนึก เพราะฉะนั้น สภาพต่างๆ เหล่านั้นแยกออกจากรูป เป็นนามธาตุทั้งหมด หิว เป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เป็นนามธรรม โกรธ เป็น..

    ผู้ฟัง เป็นนามธรรม

    ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะเข้าใจได้ ธรรมนี้ไม่ว่าในโลกนี้ ในเทวโลก ในพรหมโลก โลกใดๆ ในจักรวาลไปจนถึงพระจันทร์ พระอังคาร ดาวพฤหัส ก็มีสภาพธรรมเพียง ๒ อย่างคือ นามธรรม กับ รูปธรรม จะมีอย่างอื่นอีกไหมนอกจากนี้ ไม่มี แต่ความหลากหลาย ความละเอียดของนามธรรมกับรูปธรรมมากจริงๆ โดยที่ว่าสำหรับนามธรรมมีสองอย่าง ไม่ใช่มีอย่างเดียว นามธรรมอย่างหนึ่ง คือ จิต นามธรรมอีกอย่างหนึ่ง คือ เจตสิก รวมสองอย่าง

    ส่วนรูปธรรมไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลยทั้งสิ้น เสียงเมื่อล้านปีมีไหม ล้านปีก่อนมีเสียงไหม รูปในอดีตเป็นรูปตลอด คือไม่สามารถจะรู้อะไรได้เลย เพราะฉะนั้น เสียงในอดีต เสียงในปัจจุบัน เสียงในอนาคตก็เป็น รูปธรรม

    แต่นามธาตุหรือนามธรรม ก็คือ จิต ๑ เจตสิก ๑ ความต่างกันของสองอย่าง คือ คำว่า จิต เคยได้ยินบ่อยใช่ไหม ขณะนี้มีจิตไหม มีแน่นอน มีวิญญาณไหม จิตกับวิญญาณต่างกันหรือเหมือนกัน มีคำตอบที่ถูกต้องครั้งแรกคือ มีจิต และถามว่าวิญญาณมีไหม ตอบมี ก็ถูกต้องอีก แต่ถามว่า จิตวิญญาณต่างกันหรือไม่ต่างกัน ถ้าตอบว่าต่างกันก็ผิด เพราะเหตุว่า คำว่า จิต หรือคำว่า วิญญาณ คำว่า มโน คำว่า มนัส คำว่า หทย เป็นชื่อหลายๆ ชื่อของธาตุรู้หรือสภาพรู้นั่นเอง จะเรียกว่าจิตก็ได้ เหมือนคำว่าผู้หญิง เรียกนารีได้ไหม เรียกสตรีได้ไหม เรียกกุมารีได้ไหม เพราะฉะนั้น จิตก็เหมือนกัน เรียกวิญญาณก็ได้ เรียกมโนก็ได้ เรียกมนัสก็ได้ หมายความถึงสภาพที่มีจริงในขณะนี้ มีจริงๆ ให้พิสูจน์ธรรมที่ทรงแสดงว่า ทรงตรัสรู้ความจริงว่า จิต เป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้ลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ นี่คือ จิต

    เวลาที่ทุกคนพูดเรื่องจิต เหมือนรู้ เวลาที่ทุกคนใช้คำว่า วิญญาณ ก็เหมือนรู้ แต่ความจริงยังไม่รู้ถ้าไม่ศึกษา ถ้าศึกษาแล้วจะทราบว่า จิตมีจริงขณะที่กำลังเห็นนี้เอง กำลังเป็นจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเห็นแล้วก็ดับ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลืมไม่ได้เลย สภาพธรรมใดๆ ก็ตามที่เกิด มีปัจจัยปรุงแต่งเกิด แล้วดับทันที ไม่มีสักอย่างเดียวซึ่งยั่งยืนถาวร เพราะฉะนั้นให้ทราบว่า ขณะที่ได้ยินเป็นจิต เพราะว่าเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งในลักษณะของเสียงที่ปรากฏ เสียงมีหลายเสียง ฟัง ต่างกันใช่ไหม เสียงนี้ เสียงนั้น จิตเป็นสภาพที่เป็นใหญ่ เป็นประธานในการรู้แจ้งลักษณะต่างๆ ที่ปรากฏให้รู้ นี่คือตัวจิตกำลังรู้เสียงต่างๆ

    แต่เจตสิกมีถึง ๕๒ ชนิด ความติดข้องต้องการ หรือโลภะเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ความโกรธเป็นเจตสิกชนิดหนึ่ง ขณะที่ได้ยินมีเจตสิกเกิดร่วมด้วย ๗ ชนิด อย่างน้อยที่สุดเจ็ด แต่ถ้าเป็นอกุศลจิต จิตที่ไม่ดี จะต้องมีเจตสิกฝ่ายไม่ดีเกิดร่วมด้วยอีก ถ้าเป็นจิตที่ดี ที่จะมาถึงคำว่า บุญ จะต้องมีโสภณเจตสิกเกิดร่วมด้วย และโสภณเจตสิกมี ๒๕ ชนิด เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ถ้าศึกษาธรรมจะรู้จักสภาพจิตซึ่งแต่ก่อนเคยเป็นเรา แต่ความจริงคือจิตประเภทต่างๆ ที่เกิดดับสืบต่อตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะถ้าไม่มีจิตเกิด จะไม่มีสัตว์ที่มีชีวิต ไม่มีคน ไม่มีเทพ ไม่มีอะไรทั้งหมด มีแต่เพียงรูปธรรมอย่างเดียว แต่ที่ว่าจะเป็นสัตว์ เป็นบุคคลต่างๆ เพราะมีจิตเกิด และจิตเกิดดับสืบต่อตั้งแต่เกิดจนตาย ตายคือขณะสุดท้ายของชาตินี้ เป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งเมื่อเกิดแล้วดับ จะทำให้สิ้นสุดความเป็นบุคคลนี้ จะกลับมาเป็นบุคคลนี้อีกไม่ได้เลย

    เราทราบแล้วว่า ธรรมหมายความถึงสิ่งที่มีจริงทั้งหมด จะมองเห็นหรือมองไม่เห็น ถ้าสิ่งนั้นมีจริง สิ่งนั้นเป็นธรรม และธรรมเป็นรูปธรรมกับนามธรรม เพราะฉะนั้น ธรรมมีลักษณะให้รู้ ปรมะ (ปรม) แปลว่า ประเสริฐ สูงสุด กับ อรรถ หรืออัตถะ (อตฺถ) แปลว่า เนื้อความ ความหมาย กับ ธรรม (ธมฺม) แปลว่า สิ่งที่มีอยู่จริง เป็น ปรมัตถธรรม ถ้าสิ่งนั้นไม่มีลักษณะเฉพาะ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้คำที่จะอธิบายความหมายให้เข้าใจว่าหมายความถึงอะไร แต่เพราะเหตุว่าธรรมแต่ละอย่างมีลักษณะเฉพาะของสภาพนั้นๆ เป็นอรรถ เป็นความหมายในลักษณะนั้น

    เวลาพูดถึงกลิ่น จะนึกถึงสภาพที่สามารถรู้ได้ทางจมูก หอมหรือเหม็น กลิ่นดอกไม้ กลิ่นแกงส้ม กลิ่นแกงเผ็ด นี่คือสภาพธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนๆ เสียงดนตรี เสียงคน เสียงนก ต่างมีลักษณะเฉพาะของเสียงนั้นๆ เป็นอรรถเฉพาะของธรรมนั้น ใช้คำว่า ปรมัตถธรรม หมายความว่า ธรรมที่มีลักษณะเฉพาะของตนๆ นั้นเป็น ปรม หรือ ปรมะ คือยิ่งใหญ่ เพราะไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นได้เลย เสียงจะเปลี่ยนให้เป็นอย่างอื่นได้ไหม ให้รู้ทางตาได้ไหม ให้รู้ทางจมูกได้ไหม ต้องรู้ได้ทางหูเท่านั้น เพราะฉะนั้น ลักษณะของเสียงโดยเฉพาะ คือ เป็นสภาพธรรมที่มีจริง แต่ต้องกระทบกับโสตปสาทเท่านั้น จึงปรากฏกับจิตซึ่งกำลังได้ยินเสียง นี่เป็นสภาพที่เป็นปรมัตถธรรม เพราะเหตุว่าไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงลักษณะของสภาพธรรมนั้นๆ ได้เลย

    ถ้าได้ยินคำว่า ธรรม และ ปรมัตถธรรม จะได้ยินอีกคำหนึ่งคือ อภิธรรม เวลาที่พูดถึงพระไตรปิฎก มีพระวินัยปิฎก ๑ พระสุตตันตปิฎก ๑ พระอภิธรรมปิฎก ๑ พระวินัยปิฎกเป็นเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับข้อประพฤติปฏิบัติของเพศบรรพชิต แต่มีธรรมด้วย ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม ไม่มีโลภะ ไม่มีโทสะ ไม่ต้องมีพระวินัย แต่เพราะเหตุว่ามีกิเลส มีโลภะ มีโทสะ ที่ทำให้กายประพฤติในทางที่ไม่ดี วาจาประพฤติไปในทางที่ไม่ดี เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นเพศบรรพชิตซึ่งหมายความถึงสละความไม่ดี จึงต้องมีระเบียบสำหรับประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ซึ่งกำจัด วินัย แปลว่า กำจัดกิเลส เครื่องเศร้าหมองที่จะทำให้เกิดความประพฤติทางกาย ทางใจที่ไม่ดี ก็เป็นปรมัตถธรรมทั้งหมด ถ้าไม่มีปรมัตถธรรม ไม่ต้องมีวินัย

    พระสุตตันตปิฎก ทรงแสดงสภาพธรรม ไม่ใช่ไม่มีธรรมในพระสูตร แต่เป็นเรื่องราวที่สนทนากับบุคคลต่างๆ ด้วยเรื่องต่างๆ มีท่านพระอานนท์ มีท่านพระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ มีท่านพระมหากัสสปะ ทรงแสดงธรรมที่พระวิหารเชตวัน ที่พระวิหารเวฬุวัน กับใคร ที่ไหน มีธรรมที่ทรงแสดงกับบุคคลเป็นเรื่องราว และเหตุการณ์ต่างๆ เป็นสุตตันตปิฎก

    พระอภิธรรมปิฎก เป็นเรื่องของธรรมล้วนๆ ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม เป็นอภิธรรม ในบรรดาพระธรรมทั้งหมด เพราะฉะนั้นความหมายเหมือนกัน ถ้าใครรู้จักธรรมก็คือรู้จักปรมัตถธรรม รู้จักอภิธรรม ซึ่งต่อไปนี้ถ้าพูดถึงสามปิฎก เข้าใจได้เลยว่า ปิฎกที่ ๑ คืออะไร ปิฎกที่ ๒ คืออะไร ปิฎกที่ ๓ คืออะไร ปิฎกที่สามไม่มีชื่อ เรื่องราว บุคคลเลย ไม่มีท่านอนาถบิณฑิกะ ไม่มีวิสาขามหาอุบาสิกา ไม่มีพระนครสาวัตถี ไม่มีกรุงพาราณสี แต่เป็นเรื่องธรรมล้วนๆ ที่ได้กล่าวถึงคือ จิต ๑ เจตสิก ๑ รูป ๑

    อีกอย่างหนึ่ง ซึ่งจริง เป็นปรมัตถธรรม คือ นิพพาน เพราะฉะนั้น ปรมัตถธรรมทั้งหมดมี ๔ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ไม่มากเลยเพียงสี่ จิต ๑ เจตสิก ๑ เข้าใจแล้ว รูป ๑ จะเป็นกี่ประเภทก็ตาม หยาบ ละเอียดอย่างไร ใกล้ ไกล ภายใน ภายนอก ก็คือธรรมประเภทนั้นๆ ส่วนธรรมประเภทสุดท้าย คือ นิพพาน เป็นปรมัตถธรรมด้วย เป็นสิ่งที่มีจริงแต่ไม่ได้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย จะปรากฏกับเฉพาะปัญญาที่ได้อบรมถึงกาลที่สามารถจะประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานเท่านั้น ปัญญาระดับนี้ไม่สามารถจะประจักษ์แจ้งลักษณะของนิพพานได้ แต่เป็นธรรมที่มีจริง เพราะฉะนั้น วันนี้ก็ทราบปรมัตถธรรม ๔ โดยสังเขป

    ผู้ฟัง

    ท่านอาจารย์ เมื่อสักครู่นี้ยังอยู่ที่บุญใช่ไหม เพราะฉะนั้น บุญได้แก่ จิตและเจตสิกที่ดีงาม ไม่ใช่วัตถุ แต่เป็นจิต เจตสิก ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ ที่เคยได้ยินบ่อย คือ มีรูปธรรมกับนามธรรม ขันธ์ ๕ ได้แก่ ขันธ์ ๑ เป็นรูป ได้แก่ รูปขันธ์ อีก ๔ ขันธ์ เป็นนามธรรม คือ จิต เจตสิก เพราะฉะนั้น ในภูมิที่มีขันธ์ ๕ มีรูป ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ครบขันธ์ ๕ คือ รูปขันธ์ ๑ เวทนาขันธ์ ๑ สัญญาขันธ์ ๑ สังขารขันธ์ ๑ วิญญาณขันธ์ ๑ คนไปวัดเคยได้ยิน แต่คนที่ไม่ได้ไปวัด ใหม่แน่นอน ให้ทราบว่าได้แก่ จิตและเจตสิก เพราะฉะนั้นถ้ามีแต่จิต มองไม่เห็นเลยใช่ไหม จิตจะดีจะชั่วมองไม่เห็น แต่เวลาที่มีรูปด้วย สามารถจะอนุมานได้จากกายและวาจา ถ้าจิตที่ดีเกิดขึ้น กายดี วาจาดี ซึ่งบุญมีทั้งหมดถึง ๑๐ อย่าง ไม่ใช่เพียงทาน การให้อย่างเดียว

    ผู้ฟัง อยากให้อาจารย์เปรียบเทียบระหว่างสองบุคคลที่ทำบุญ บุคคลแรกอยากให้อาจารย์ขยายความว่า สองคนนี้ได้บุญแบบใด บุคคลแรกไปวัดทำบุญ ทำทาน ตักบาตร ถือศีล แต่เวลามาอยู่กับบุคคลอื่น เขามักทำให้บุคคลอื่นไม่สบายใจด้วยคำพูดหรือการกระทำ แต่อีกบุคคลอาจจะไม่ใคร่ได้ไปวัด แต่เวลาทำงานร่วมกับบุคคลอื่นแล้วทำให้บุคคลอื่นสบายใจ ไม่เป็นทุกข์เมื่อทำงานด้วย ถามว่าบุคคลสองคนนี้ได้บุญลักษณะใดบ้าง

    ท่านอาจารย์ เวลาที่ศึกษาธรรม ตรงมากและละเอียดมาก คือ พูดถึงจิตทีละหนึ่งขณะ ไม่ได้พูดปะปนรวมกันอย่างนี้เลย แต่ทีละหนึ่งขณะเท่านั้น เพราะฉะนั้น ขณะใดที่จิตเกิดขึ้นเป็นกุศล ขณะนั้นเท่านั้นที่เป็นบุญ ขณะนี้มีศรัทธาจะมากหรือน้อย ไม่มีใครสามารถจะรู้ได้ แต่ละคนก็แต่ละตนเองที่ฟังพระธรรม แต่ขณะที่กำลังฟัง อาจจะไม่ทราบว่ามีอกุศลจิตเกิดสลับ ไม่ใช่มีแต่กุศลจิตตลอด ด้วยเหตุนี้ จึงพูดถึงธรรมนี้ ตรงที่จิตแต่ละหนึ่งขณะ มีคำจำกัดความได้ว่า ขณะใดที่กุศลจิตเกิด ขณะนั้นเป็นบุญ ขณะใดที่อกุศลจิตเกิด ต้องเป็นผู้ตรง คือไม่ใช่เราแต่เป็นธรรมแต่ละอย่างซึ่งเกิดสลับกัน ขณะที่เป็นอกุศลไม่ใช่บุญ เพราะฉะนั้น จะไม่มีการไปคิดนึกเป็นเรื่องราว แต่จะพูดถึงจิตแต่ละขณะ ให้แต่ละคนมีธรรมเป็นกระจก

    เพราะฉะนั้น ธรรม คือ ไม่ใช่ไปดูคนอื่น แต่เวลาที่เข้าใจธรรม คือ ดูตนเองว่า ขณะนั้นเป็นกุศลจิตหรืออกุศลจิต เวลาอ่านหนังสือพิมพ์หรือได้ฟังเรื่องซึ่งแสนที่จะโหดร้ายทารุณ ขณะนั้นคิดถึงจิตของคนที่กระทำสิ่งที่ไม่ดีใช่ไหม แต่จิตของเราที่กำลังคิดถึง มีกระจกส่องหรือยัง ลืมแล้ว ลืมกระจก ไม่ได้นำกระจกไปด้วยทุกหนแห่ง แต่พระธรรมเหมือนกระจกจริงๆ ที่จะทำให้รู้ว่า ขณะนั้นกำลังเป็นจิตประเภทหนึ่ง ซึ่งเพียงคิด



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 15
    1 ก.ย. 2569

    ซีดีแนะนำ