ปกิณณกธรรม ตอนที่ 104
ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๑๐๔
สนทนาธรรม ที่ ประเทศอังกฤษ
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๙
ท่านอาจารย์ วิธีจำไม่ยากเลย เพราะคล้องจองกับเหตุผลกับสติปัฏฐาน เช่น รูปหยาบ ได้แก่ ธาตุดิน ไฟธาตุ ธาตุลม และสี เสียง กลิ่น รส ถือว่าหยาบ เพราะว่าปรากฏ รวมเป็น ๗ รูป ตาก็หยาบ หูก็หยาบ จมูก ลิ้น กาย หยาบอีก ๕ รูป รวมทั้งหมดรูปหยาบ ๑๒ รูป ที่เหลือเป็นรูปละเอียดทั้งนั้น แบ่งรูปหลายนัย รูปหยาบกับรูปละเอียด เพราะว่าจริงๆ รูปมี แต่เราจะรู้หรือ เช่น หทยวัตถุ เราก็ไม่รู้ โอชารูป เราก็ไม่รู้ ธาตุน้ำ เราก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจะกล่าวว่าเป็นรูปหยาบไม่ได้ รูปหยาบ คือ รูปซึ่งปรากฏให้เห็น ให้รู้ ให้เข้าใจได้ เพราะว่าติดต่อหรือสืบต่ออยู่ตลอดเวลา เช่น ทางตามีสีปรากฏอยู่เรื่อยๆ ถ้าอย่างนี้ไม่หยาบ รูปอะไรจะหยาบ ในเมื่อปรากฏให้เห็น เสียงก็ปรากฏให้ได้ยิน รวมความว่า อารมณ์ทางตา ๑ ทางหู ๑ ทางจมูก ๑ ทางลิ้น ๑ ทางกาย ๓ รวมเป็น ๗ รูป หรือสี เสียง กลิ่น รส เป็น ๔ และโผฏฐัพพะอีก ๓ รวมเป็น ๗ รูป และเพิ่มจักขุปสาทรูป เพราะว่าถ้าไม่มีจักขุปสาทรูป ไม่มีทางที่จะรู้รูปที่กำลังปรากฏทางตาได้ ถ้าตาบอดเดี๋ยวนี้ไม่มีทางว่ามีอะไรปรากฏในห้องนี้เลย หรือว่าหูหนวก เสียงก็ไม่ปรากฏ อย่างไรเสียงก็ไม่ปรากฏ เพราะฉะนั้น สี เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ๗ รูป ต้องอาศัยปสาท ๕ รูป จึงสามารถที่จะปรากฏได้ เพราะฉะนั้น ทั้ง ๑๒ รูปเป็นรูปหยาบ ที่เหลือแม้มีก็ไม่ปรากฏ เป็นสุขุมรูปทั้งหมด
เพราะฉะนั้น ที่ว่าเรามีทั้งตัวตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า ความจริงไม่มีอะไร เพราะรูปแต่ละรูปก็เหมือนโต๊ะ เก้าอี้ เกิดดับไปเรื่อยๆ ไฟฟ้าหรือไมโครโฟนก็เกิดดับไปเรื่อยๆ รูปอื่นที่ตัวก็เหมือนอย่างนั้น คือว่าเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปอยู่เรื่อยๆ ไม่มีความหมายอะไร แต่ความหมายอยู่ตรงที่ว่า เมื่อรูปสีกระทบตา มีจิตเห็นเกิดขึ้น เท่านี้ตรงนี้ตรงเดียวคือจิตหนึ่งขณะซึ่งปรากฏเป็นโลก เพราะฉะนั้นที่จะไม่เห็นว่าเป็นตัวตน ก็ต้องย่อยลงมาจนกระทั่งมองถึงความจริงทะลุปรุโปร่ง ด้วยสติสัมปชัญญะที่ระลึกและรู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมที่แยกขาดจากรูปธรรม ว่า ในขณะหนึ่งที่ปรากฏ มีสภาพรู้ซึ่งกำลังมีสีกำลังปรากฏ ไม่มีเราเลยทั้งสิ้น เหมือนรูปอื่นๆ ที่บังเอิญมาอยู่ตรงนี้ แข็งๆ อ่อนๆ ตรงโน้น กับแข็งๆ อ่อนๆ ตรงนี้ ไม่มีความหมาย เพียงเกิดดับไปเรื่อยๆ แต่ข้อสำคัญที่สุดคือว่า มีสมุฏฐานที่ทำให้ต่างกับรูปที่ไม่มีชีวิต แต่จริงๆ แล้ว ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ปรากฏ แม้ว่าจะมีความต่าง แต่ความต่างนั้นก็ไม่ปรากฏ เท่ากับชั่วขณะที่เกิดแล้วยังไม่ดับแล้วกระทบกับปสาท รูปจึงจะปรากฏได้
เพราะฉะนั้นจึงทรงจำแนกหรือทรงแสดงว่า รูป ๑๒ รูปนี้เป็นรูปหยาบ ตัวเราไม่มีจริงๆ อย่าไปคิดว่ามี มีชั่วขณะที่รูปกระทบตา แล้วปรากฏว่ามีสิ่งที่ปรากฏ ยังไม่นำเรื่องราวอะไรมาต่อเลย มีอยู่เท่านั้นแล้วก็ดับ ไม่มีปอด ตับ หัวใจ เลือดสูบฉีด ฯลฯ ทั้งหมดเป็นเรื่องราวของธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า เพราะฉะนั้น การที่จะรู้ความจริงว่าไม่มีตัวตน ก็จะต้องมีความรู้เฉพาะอย่าง ซึ่งกำลังปรากฏขณะนั้นทันที และปรากฏเร็วมากจากตามาหู แสดงให้เห็นว่า ส่วนอื่นไม่มีความสำคัญเลย จะนำไปเกี่ยวโยงกับสมอง นั่นก็เป็นเรื่องคิดนึกทั้งหมด แต่จุดสำคัญก็คือว่า ต้องมีรูปที่เป็นโสตปสาทกับเสียงที่ยังไม่ดับ เป็นปัจจัยให้จิตได้ยินเกิดขึ้นแล้วดับ หมดไปอีกแล้ว นี่คือความจริงที่ว่า มีทีละชั่วขณะจิตเดียว แล้วก็หมด และส่วนอื่นก็มีแต่ความทรงจำทั้งนั้น รูปทุกกลาปมีอายุเท่ากับจิตเกิดดับ ๑๗ ขณะ ซึ่งแสนเร็ว เพราะฉะนั้น เวลานี้รูปทุกกลาปที่นี่ก็เกิดดับ รูปทุกกลาปที่นี่ก็เกิดดับ รูปทุกกลาปที่นี่ก็เกิดดับ เพราะฉะนั้นไม่มีค่าอะไรเลย ในเมื่อไม่ปรากฏ แล้วก็ดับเร็วมากด้วย ไม่มีความรู้สึกว่าหนักหรือเบา จนกว่าจะกระทบกายปสาท จึงจะรู้ว่าตรงนั้นมีรูปซึ่งเป็นปัจจัยให้กายวิญญาณจิตเกิดขึ้นรู้รูปนั้น แล้วดับด้วย ไม่ได้เที่ยงเลย มีแล้วหามีไม่ มีก็เหมือนไม่มี
ผู้ฟัง เวลาสติเกิดระลึกรู้ลักษณะของความตึงความไหว ขณะนั้นก็เป็นลักษณะของธาตุลมอยู่แล้วใช่ไหม หมายความว่า เมื่อระลึกที่ตึงที่ไหว ก็เป็นลักษณะของวาโยธาตุเลย
ท่านอาจารย์ เป็นตัวธาตุลม
ผู้ฟัง ธาตุลมเลย
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น สัจจญาณ ต้องฟังจนกระทั่งเข้าใจ จนกระทั่งมีความมั่นคง แล้วเป็นปัจจัยให้สติมีการระลึก และความรู้ทั้งหมดที่ได้จากการศึกษาปริยัติ จะมาเกื้อกูลให้สามารถที่จะเข้าใจถูก แต่กว่าจะเข้าใจถูกอย่างนั้นจริงๆ ก็เท่ากับลอกอวิชชาความไม่รู้ออกเป็นชั้นๆ กว่าจะถึงสภาพธรรมตามความเป็นจริง
ผู้ฟัง มีคำพูดของท่านอาจารย์ที่ทำให้สะดุด ที่บอกว่า ไม่มีอะไรเลย ที่นี่ก็เกิดดับ ที่โน่นก็เกิดดับ จะมีต่อเมื่อปรากฏ
ท่านอาจารย์ แน่นอน
ผู้ฟัง คือตลอดเวลาก็ไม่เคยพิจารณาว่า มีต่อเมื่อปรากฏ แต่คิดว่ามีอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้ ซึ่งอาจจะยังไม่ตรงกับความเข้าใจที่ถูกต้อง
ท่านอาจารย์ นั่นคืออัตตสัญญา
ผู้ฟัง ถึงแม้ว่ายังไม่ปรากฏ คิดว่ามี
ท่านอาจารย์ นั่นแหละคืออัตตสัญญา ความทรงจำว่ามี
ผู้ฟัง แต่เมื่อมีการระลึกหรือเปรียบเทียบว่า ถ้าสิ่งใด มีหมายความว่าสิ่งนั้นกำลังเกิดขึ้น มีการกระทบ
ท่านอาจารย์ ปรากฏ
ผู้ฟัง ปรากฏ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเข้าใจ คิดว่าเป็นเพียงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วก็หมดไป ทำไมเราถึงจะต้องมายึดถือ
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้นต้องฟัง ฟังแล้วฟังอีก ฟังอีกฟังแล้วให้เข้าใจ สัจจญาณจะต้องมีอยู่เรื่อยๆ ให้เรามีความมั่นคงที่จะรู้ความจริงคืออย่างนี้ เท่านี้เองที่ว่าไม่มีตัวเรา เพราะว่าตัวเรานี่โตมากเลย แล้วจำไว้แน่นหนาทุกภพทุกชาติ เดี๋ยวนี้ไม่เหลืออะไร เพียงเห็นชั่วขณะจิตหนึ่งซึ่งสภาพธรรมปรากฏแล้วก็หมด
ผู้ฟัง ถ้าไม่มีการระลึกอย่างที่ท่านอาจารย์ให้คำแนะนำอย่างนี้ แสดงว่ายังไม่จัดอยู่ในข่ายว่าสัจจญาณเลยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ สัจจญาณมีตั้งแต่ขั้นต้น ค่อยๆ ฟังไป ค่อยๆ เข้าใจไป จนกว่าจะมั่นคงขึ้นเรื่อยๆ
ผู้ฟัง อันนี้ก็เป็นความละเอียดอีกตอนหนึ่ง
ท่านอาจารย์ กว่าจะมั่นคง และติดตามไปใช่ไหม
ผู้ฟัง มั่นคง แต่ยังไม่ติดตามก็มี
ท่านอาจารย์ สติระลึก ก็ต้องเพิ่มความมั่นคงขึ้นไปอีกในสัจจญาณ
ผู้ฟัง เข้าใจตามสติปัญญาเท่านี้
ท่านอาจารย์ แล้วแต่บุคคล
ผู้ฟัง เวลาที่จะไปพูดให้คนอื่นฟัง คือ อยากจะให้คำพูดกะทัดรัด และไม่ต้องการให้พูดแล้วสงสัย เพราะถ้าไม่มีคำตอบกะทัดรัดก็สงสัย
ท่านอาจารย์ ไม่ใช่เช่นนั้น เราจะนำอริยสัจจธรรมหรืออริยสัจจ์ ๔ ไปพูดกับเด็กนักเรียนแบบรวบรัดไม่ได้ ต่อให้พูดอย่างนี้เขาก็ยังไม่รู้เรื่อง เขาก็จำไว้เพียงว่าพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่เขาจะไม่รู้เลยปรมัตถธรรมอะไร นามธรรมอะไร รูปธรรมอะไร เกิดดับอย่างไร บอกว่าขณะนี้เกิดดับ เขาก็ตามไปว่าขณะนี้เกิดดับ คือ เป็นเรื่องที่ฟังแล้วจะต้องคิด ไตร่ตรอง พิจารณา จนกระทั่งสติระลึก แล้วค่อยๆ รู้ขึ้นจนกว่าจะประจักษ์แจ้ง ถ้าคิดว่าจะอธิบายอริยสัจจ์ ๔ ให้คนเข้าใจนั้นไม่มีทาง ถ้าเขาไม่ได้ศึกษาปรมัตถธรรม เขาก็เข้าใจตามคำพูดว่าเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ในหนังสือเล่มใดก็เขียนอย่างนั้น แล้วคนเข้าใจกันเพียงใด ในพจนานุกรมก็ว่าอย่างนั้น แล้วคนเข้าใจหรือไม่ ต้องอยู่ที่ความเข้าใจธรรม
ผู้ฟัง ที่พูดถึงอัตตสัญญา ขณะที่เห็นดอกไม้ ขณะนั้นก็ต้องมีอัตตสัญญาอยู่แล้ว ถ้าในขณะที่สติปัฏฐานเกิดระลึกตรงลักษณะของรูปธรรมก็ดี นามธรรมก็ดี ขณะนั้นจะมีอัตตสัญญาไหม
ท่านอาจารย์ เวลาที่สติปัฏฐานเกิด ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจสิ่งนั้นเพียงใด ค่อยๆ เริ่มที่จะคลายความไม่รู้ และเคยเข้าใจว่าเป็นอัตตา หรือยังจะต้องศึกษาอีกไกลกว่าที่จะรู้จริงๆ จนกระทั่งประจักษ์ว่า ขณะนั้นสภาพธรรมปรากฏโดยความเป็นอนัตตาตรงนั้นเลย อัตตสัญญานี้จะคลาย ไม่ใช่ว่าไม่มี แต่คลายตรงที่กำลังรู้ เพราะว่ากำลังเห็นในความเป็นอนัตตา แต่หลังจากนั้นอวิชชาก็มาอีก ข้อสำคัญก็คือว่า ขณะนี้สภาพธรรมกำลังปรากฏ ความเข้าใจขั้นฟังเรามี ความเข้าใจของเรามีเพียงใด การฟังธรรมพิสูจน์อยู่ตลอดเวลา ฟังมา ๕ ปีเรื่องสิ่งที่ปรากฏทางตากับเห็น ฟังมา ๑๐ ปี เรื่องเสียงกับได้ยิน ฟังไปอีก ๒๐ ปี เรื่องจิตที่กำลังคิดนึก ทุกอย่างฟังมาตลอด แต่ขณะนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ปัญญาของเราว่า เพียงใด ระดับใด คือ กำลังเห็นเดี๋ยวนี้ มีความเข้าใจในลักษณะของสิ่งที่ปรากฏ โดยรู้ความต่างกันของขณะที่สติเกิดกับขณะที่หลงลืมสติ
ผู้ฟัง ถึงแม้ว่ารู้สองอย่างนั้นแล้ว รู้ความต่างกันแล้ว แต่เราคิดว่า ตัวเรา ยังมีอยู่อีกใช่ไหม ทั้งๆ ที่จริงๆ ไม่มี
ท่านอาจารย์ แน่นอน ต้องไปอีกไกล อีกนานไปเรื่อยๆ เพราะว่าสภาพรู้จะต้องปรากฏลักษณะซึ่งเป็นเพียงธาตุรู้อย่างเดียว
ผู้ฟัง สมมติเมื่อถึงปัญญาขั้นนั้นแล้ว
ท่านอาจารย์ ไม่มีสมมติ ไม่มีสมมติเลย ต้องค่อยๆ ไปจนกว่าจะถึงจริงๆ
ผู้ฟัง แต่ที่ว่าในส่วนที่ไม่ปรากฏ จะดับก็จริง แต่ก็เกิดขึ้นมาเร็วเหมือนกัน
ท่านอาจารย์ นั่นคือกำลังนึกเรื่องราวของปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นต้องแยกว่า เราเรียนเรื่องวิทยาศาสตร์แล้วไปนอกโลก เรียนเรื่องการแพทย์ ฯลฯ คือกำลังเรียนเรื่องราวของปรมัตถธรรม แต่ไม่รู้จักตัวปรมัตถธรรม เพราะฉะนั้นที่บอกเรากำลังมีตัว ก็เหมือนกับเรียนวิชาแพทย์ เรานึกเองว่า มีกระดูก มีอะไรต่างๆ แต่ไม่ได้ปรากฏ แล้วเราไปจำ เราเห็นปุ๊บแล้วจำว่า เรามีฟัน แล้วจริงๆ ฟันปรากฏหรือไม่ ขณะนี้
ผู้ฟัง อาจจะมองในกระจก แล้วฟันปรากฏทางตา
ท่านอาจารย์ เพราะฉะนั้น ทันทีที่เห็นกระจก อัตตสัญญามาแล้ว มีครบทุกอย่าง
ผู้ฟัง ดูเหมือนจะเข้าใจ แต่ก็ไม่เข้าใจ แต่รู้ว่ามีอะไรซ่อนๆ อยู่ แต่เราไม่รู้
ท่านอาจารย์ เป็นเรื่องที่ต้องอบรมจริงๆ ต้องใช้คำว่า อบรมจริงๆ เพราะเป็นเรื่องของปัญญาล้วนๆ
ผู้ฟัง ที่บอกว่า เราไม่มีในกระจก ฟังแล้วก็คิดตาม แต่ยังนึกว่าถ้าสมมติพูดคำนี้ออกไป เวลาที่มีคนซักถามให้อธิบาย คงยังอธิบายไม่ได้
ท่านอาจารย์ ไปนำตัวจากกระจกออกมา ถ้ามีตัวอยู่ในกระจก ก็ไปนำตัวออกมา ที่ว่ามี
ผู้ฟัง เป็นอันว่า จะเป็นภาพสะท้อนหรือเป็นสิ่งอะไรก็ตาม ถ้าเราจะพูดให้คนฟังเข้าใจ คิดว่าถ้าสมมติมีเราในกระจก ก็ต้องไปกระทบสัมผัสสิ่งที่เราคิดว่าเป็นกระจก จะมีธรรมอะไรปรากฏอย่างนั้นใช่ไหม แต่กระทบแล้วก็ยังมีตัวเราอยู่ในกระจกอีก
ท่านอาจารย์ ไม่มี ไม่มีเลย มีแต่ความคิดนึก ก็เหมือนดูโทรทัศน์ เมื่อครู่ก็มีคลินตัน มีเครื่องบินตก ฯ แล้วมีอะไรในโทรทัศน์ ถ้ามี ลองนำเครื่องบินออกมาสิ นำคลินตันออกมาสิ
ผู้ฟัง ถ้าสมมติว่า ทางตาจะมากไปกว่าสิ่งที่ปรากฏ เกินกว่านั้นเป็นเรื่องของ..
ท่านอาจารย์ ความคิดนึก
ผู้ฟัง ความคิดนึกทั้งหมดเลย
ท่านอาจารย์ ทั้งหมดเลย ไม่อย่างนั้นไม่ทรงแสดงสำหรับพวกที่เป็น ปทปรมะ ไม่ให้เห็นผิด ไม่ให้เข้าใจผิดว่า ธรรมต้องเป็นอย่างนี้ ถ้ารู้ความจริง ก็ต้องรู้ แยกออกจากทางตากับทางใจ
ผู้ฟัง ตรงนี้ยากมากเลย เหมือนเป็นความลึก
ท่านอาจารย์ ยาก คือยากอยู่แล้ว
ผู้ฟัง ถึงแม้ว่าดูเหมือนจะเข้าใจ แต่เมื่อทิ้งไปนานๆ
ท่านอาจารย์ ยากที่อะไร ยากที่คนพยายามไปทำ ไม่ใช่พยายามค่อยๆ เข้าใจไปทีละเล็ก ทีละน้อย อันนี้เป็นอุปสรรคอย่างมากเลย ถ้าจะทำแล้วหมดหวัง อย่างไรก็หมดหวัง เพราะเป็นตัวตน ไม่ใช่เป็นการอบรมปัญญา แต่ถ้าค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ รู้ สติค่อยๆ อบรม ใช้คำว่า จิรกาลภาวนา ไม่เปลี่ยนคำเลยในพระไตรปิฎก เป็นการอบรมปัญญาจริงๆ ให้ปัญญาเข้าใจสภาพธรรมที่กำลังปรากฏถูกต้องจริงๆ
ผู้ฟัง ก็พอจะต่อไปถึงสิ่งที่ยังห่างไกล และยังยากอยู่ แต่ก็พิจารณาว่าที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงหรือทรงอุปมาไว้ว่า ธรรมเป็นของลึกซึ้ง จึงรู้ได้ยาก
ท่านอาจารย์ อย่างน้อยเราเกิดในยุคนี้สมัยนี้ ซึ่งมีความเห็นผิดมากมายเหลือเกิน เราก็ยังประคองตัวรอดมาหาเหตุผลและความเข้าใจที่ถูกต้องได้ ก็เป็นบุญแล้ว เพียงเท่านี้ หมายความว่า เราได้รู้ความจริงถูกต้องว่าเป็นหนทางที่ยากและละเอียด และเป็นเรื่องของเหตุผล เป็นเรื่องซึ่งถ้าคนที่ไม่สะสมมา ไม่มีทางจะถึงหนทางได้ เพราะว่าขณะนี้เต็มไปด้วยความเห็นผิด เพราะฉะนั้นก็ประคับประคองความเข้าใจที่ถูกต้องไปเรื่อยๆ ให้มั่นคงขึ้น
ผู้ฟัง ความหมายของ อัตตสัญญา กับ ฆนสัญญาณ นี้เป็นอันเดียวกันใช่ไหม
ท่านอาจารย์ อะไรก็ตามซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว เราไม่รู้ความจริง จะใช้คำใดก็ได้ อย่าลืมว่า คำไม่สำคัญ ที่สำคัญคือสภาพธรรมมีก่อนคำที่ว่า แล้วเราบัญญัติคำให้เข้าใจ เพราะฉะนั้นจะใช้ภาษาบาลีสมัยก่อนเราเข้าใจ เราเคยฟังมาแล้ว ๒๕๐๐ กว่าปี แต่เมื่อมาถึงเดี๋ยวนี้ เขาบอกฆนสัญญากับอัตตสัญญา เราไม่รู้เรื่องเลย แต่เราเข้าใจด้วยภาษาอะไร ให้เข้าใจว่าสิ่งใดก็ตามซึ่งรวมกัน โดยที่เราไม่เห็นว่าเป็นสภาพธรรมแต่ละอย่าง จะใช้คำอะไรก็ได้
ผู้ฟัง สิ่งที่จะไม่ทำให้คนไม่หนักใจ ไม่ไขว้เขว และเห็นประโยชน์ การที่จะเริ่มต้นกับกลุ่มบุคคล ท่านอาจารย์คิดว่า ควรจะมีคำพูด คำแนะนำอย่างไร
ท่านอาจารย์ จริงๆ แล้วแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน แต่ละกลุ่มก็ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นไม่มีการตระเตรียม ต้องพร้อมที่จะดูว่า บุคคลนั้นมีความรู้ระดับใด มีความสนใจระดับใด สามารถจะรับได้เพียงใด
ผู้ฟัง ถ้าอย่างนั้นต้องเป็นเรื่องที่ว่า เรามีความพร้อมเพียงใดอย่างไร
ท่านอาจารย์ เรามีความพร้อมที่มีกุศลศรัทธา มีเจตนาที่ดีที่จะเกื้อกูล แต่อย่าลืมว่าคนฟังต่างกัน ระดับความเข้าใจต่างกัน ความสนใจต่างกัน สามารถที่จะรับได้เพียงใดด้วย เพราะว่าบางทีเราคิดว่า เราพูด ๒ - ๓ คำ เราเข้าใจ แต่เขาเหมือนกับว่าเข้าใจ แต่ความจริงเขาเข้าใจหรือไม่
ผู้ฟัง การที่เราจะเริ่มต้นก็..
ท่านอาจารย์ พูดถึงเรื่องสัจจธรรม ธรรมที่เป็นของจริง พิสูจน์ได้เลย
ผู้ฟัง ก็หนีไม่พ้นไปจากจิต เจตสิก รูป
ท่านอาจารย์ แน่นอน ถ้าไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้ ธรรมไม่มีประโยชน์เลย เป็นตัวเราตัวเขาตลอด
ผู้ฟัง ไม่ต้องกลัวว่า พูดซ้ำๆ ไม่จำเป็นเลยใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ขอให้เขาเข้าใจขึ้นเรื่อยๆ ความเข้าใจสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของเรา แม้แต่การสนทนาเดี๋ยวนี้คือเพื่อความเข้าใจ ต่างคนต่างมีความเข้าใจต่างระดับใช่ไหม แต่ขอให้ทุกคนเข้าใจขึ้นในเรื่องที่กำลังพูด แล้วไปต่อกันเอง อย่างน้อยฟังอันนี้ก็เข้าใจตอนนี้ แล้วเมื่อไปอ่านปรมัตถธรรมหรือไปสนทนา ก็จะทำให้ไปเสริมสิ่งที่อ่านได้ หรือสิ่งที่สนทนากันต่อได้
ผู้ฟัง บางทีก็เผลอเรอไป เช่น ถ้าเขาไปพูดถึงเรื่องข้อปฏิบัติแนวทางอื่นๆ ซึ่งตามปกติแล้วไม่เป็นประโยชน์จริงๆ ใช่ไหมที่เราจะต้องไปเสียเวลาพูด
ท่านอาจารย์ เราไม่ถามหรือไม่สนใจเลย คือว่าเวลาที่มีอยู่ ให้เข้าใจสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าไปเสียเวลากับสิ่งที่ผิดที่แล้วไปของใครก็ตาม
ผู้ฟัง เพราะว่าแม่ชีที่อยู่ดอยสุเทพ เวลาเจอหน้ากัน ก็อยากจะให้อธิบายในเรื่องของการทำความสงบ
ท่านอาจารย์ บอกไปว่าเวลานี้คุณมีปัญญาหรือยัง ถ้าปัญญาไม่มี จะสงบอย่างไร
ผู้ฟัง เขาว่า ดูเหมือนว่าที่คณะเรา จะพูดเรื่องสติปัฏฐาน
ท่านอาจารย์ สติปัฏฐาน ถ้ากำลังเข้าใจ สงบหรือไม่ แม้แต่ความสงบเขาก็ยังไม่ทราบว่า เกิดกับกุศลจิต หรือกุศลจิตเท่านั้นที่จะสงบ คือเราสามารถที่จะย้อนถามเขาได้
ผู้ฟัง เพราะว่าสิ่งเหล่านี้บางทีถ้าไม่ได้รับคำตอบ
ท่านอาจารย์ ต้องให้เขาคิด เราอย่าป้อนให้ทั้งหมด คิดที่จะรู้ว่า เราจะทำอย่างที่จะให้เขาเข้าใจ จากคำตอบของเขา เขาอาจจะทราบได้ว่า เข้าใจผิดหรือกำลังเข้าใจขึ้น
ผู้ฟัง คำว่า เราโดยลักษณะ ๓ ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ปกติแล้วจากที่เคยฟัง ก็พอเข้าใจว่าที่เป็นทิฏฐิจะน้อยมากในชีวิตประจำวันที่จะมีความเห็นดิ่งหรือปักลงไป แต่ว่าโดยปกติแล้วจะเป็นไปในเรื่องของตัณหามากกว่า
ท่านอาจารย์ แน่นอน
ผู้ฟัง ตัณหาที่เป็นไปอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โทษของสิ่งนี้มากน้อยอย่างไร
ท่านอาจารย์ ถ้าไม่ถึงอกุศลกรรมบถ ก็เป็นการสะสมอุปนิสัย
ผู้ฟัง ถ้าเป็นกรรมบถ จะนำไปสู่การกระทำอะไร
ท่านอาจารย์ ก็แล้วแต่ว่าเรารักตัวเพียงใด เวลาที่ใครเงื้อมีดขึ้นมาจะฆ่าเรา จะทำอะไรเขา ตัวเรากำลังจะตาย เพราะความรักตัวเราหรือไม่ เพราะกำลังมีตัวเราที่เป็นตัวเราขณะนั้น พอใจในความเป็นเราหรือไม่
ผู้ฟัง แล้วพอถึงมานะ
ท่านอาจารย์ มานะความสำคัญตนนี่อันตราย
ผู้ฟัง อยากจะฟังความละเอียดของท่านอาจารย์ในเรื่องนี้
ท่านอาจารย์ มานะ เกิดขึ้นโดยที่ว่าแทบจะไม่รู้ตัวถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียด อย่างสมมติว่า เราจะวิจารณ์ใครสักคน ทราบไหมว่า เราต้องดีกว่าเขา ถึงจะพูดอย่างนั้นได้ เห็นไหมว่า ล้อมรอบตัวเลยโดยที่คนไม่รู้เลย ทั้งกาย ทั้งวาจา ทั้งใจ จะมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงหรือว่าจะมีความรู้สึกว่า ทำไมเขาแต่งตัวอย่างนี้ ใส่ต่างหู เจาะจมูก ก็เป็นเด็กใช่ไหมวัยของเขา ทำไมเราต้องเดือดร้อน เป็นเรื่องที่ว่ามีเรา มีเขา เราต้องดี เด็กสมัยนี้ไม่ดี ผู้ใหญ่สมัยล้านปีดีกว่า ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องที่จะมองเห็นได้เลยว่า ทั้งหมดเพราะไม่รู้สภาพธรรมตามความเป็นจริงว่าไม่มีเรา มีแต่ความคิด ความคิดนี่ถ้าศึกษาธรรมแล้วเหมือนกระจกเงา ทันทีที่จะคิดเรื่องคนอื่นก็สะท้อนมาที่จิตเลยว่า ขณะนั้นเป็นจิตอะไรที่คิด ไม่มีคนนั้นแต่มีอกุศลจิตปรุงแต่งเป็นคนนั้นขึ้นมาในทางที่เรียกว่า เดี๋ยวโลภะ เดี๋ยวมานะ เดี๋ยวอะไรต่างๆ
ผู้ฟัง ถ้าเราเจริญเมตตาบ่อยๆ เรื่อยๆ มานะก็ค่อยๆ ลดลงใช่ไหม
ท่านอาจารย์ ดิฉันไม่เคยหวังว่าอะไรจะลด คือไม่ต้องไปคิดว่า เราทำอย่างนี้ อันนั้นจะลดอันนี้จะลด เหมือนเราหวังอยู่ตลอดเวลา แต่ทำดีที่สุดแล้วทุกอย่างก็เป็นสังขารขันธ์ไป จะต้องมาคอยลดทำไม แต่เราจะรู้ได้ว่าสติจะเกิดระลึกได้เร็วขึ้น บางทีเป็นคนที่พูดอาจจะไม่ค่อยดี พูดตรง
ผู้ฟัง พูดตรง ก็เป็นเรื่องตรง
ท่านอาจารย์ และพูดเร็วด้วย คือไม่รีรอ นั่นก็เป็นจุดหนึ่งซึ่งอาจจะทำให้คนอื่นไม่สบายใจ อันนี้ต้องมีแน่นอน
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 61
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 62
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 63
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 64
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 65
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 66
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 67
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 68
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 69
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 70
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 71
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 72
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 73
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 74
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 75
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 76
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 77
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 78
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 79
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 80
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 81
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 82
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 83
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 84
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 85
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 86
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 87
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 88
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 89
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 90
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 91
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 92
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 93
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 94
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 95
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 96
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 97
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 98
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 99
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 100
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 101
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 102
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 103
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 104
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 105
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 106
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 107
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 108
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 109
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 110
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 111
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 112
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 113
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 114
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 115
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 116
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 117
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 118
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 119
- ปกิณณกธรรม ตอนที่ 120