ปกิณณกธรรม ตอนที่ 93


    ปกิณณกธรรม ตอนที่ ๙๓


    ท่านอาจารย์ พระสุตตันตปิฎก เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมกับใคร ที่ไหน เรื่องอะไร ซึ่งเหมาะกับอุปนิสัยของคนนั้น ที่รับฟังแล้วเห็นว่าเป็นประโยชน์ และปิฎกที่สาม ใครจำได้ไหม พระอภิธรรมปิฎก สามปิฎกนี้เป็นประโยชน์อย่างไร ไม่อย่างนั้นไม่เห็นประโยชน์เลย

    พระวินัย ส่วนใหญ่แต่ไม่ใช่ทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความประพฤติของพระภิกษุ เพราะว่า พระภิกษุเป็นผู้ที่ได้ฟังธรรมเหมือนอย่างเรา แต่มีอุปนิสัยที่เคยสะสมมา ที่จะอบรมเจริญปัญญาในอีกเพศหนึ่ง เพศที่บรรพชาหมายความถึงสละ บรรพชาคือสละ อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระธรรมวินัย คือ สละบ้าน สละพ่อแม่ สละความสนุก ซึ่งทุกคนรู้จักตนเองตามความเป็นจริง ไม่มีการบังคับให้คนฟังทั้งหมดไปบวช หรือไปอุปสมบท ไปบรรพชา

    ในพระพุทธศาสนาไม่มีคำว่า ต้อง ไม่มีคำว่า อย่า แต่ทรงแสดงเหตุและผลทั้งหมด ให้คนฟังพิจารณาให้เป็นความเข้าใจของคนนั้น เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่าไม่ได้สะสมมาที่จะเป็นบรรพชิตที่จะสละ ก็ไม่ต้องสละ ไปฝืนสละแล้วเป็นทุกข์ แต่สามารถที่จะอบรมเจริญปัญญาได้ทุกหน ทุกแห่ง ทุกขณะ แม้แต่ที่นี่ ที่นี่ไม่ใช่วัด ไม่ใช่เป็นที่เงียบในป่า แต่ที่ไหนที่มีการฟังให้เข้าใจธรรม ที่นั้นสามารถที่จะเป็นการอบรมเจริญปัญญาได้

    ชาติก่อนเคยบวชไหม ไม่ทราบ ลองคิดดูว่าเคยไหม สังสารวัฏฏ์นี้ยาวนานมาก ยาวนานจนกระทั่งมีคำกล่าวว่า ทุกคนที่อยู่ที่นี่ตรงนี้ ไม่มีใครสักคนซึ่งไม่เคยเป็นญาติพี่น้องกัน หรือไม่เคยมีความสัมพันธ์โดยสถานหนึ่งสถานใด เด็กคนนี้อาจจะเป็นแม่ของผู้ใหญ่คนนั้น หรือเป็นพ่อ หรือเป็นอะไรก็ได้ สังสารวัฏฏ์นี้ยาวนานมาก ถ้าสมมติว่าเด็กคนนี้ตายก่อนและไปเกิด อายุมาก และเด็กอีกคนตาย ไปเกิดเป็นลูกคนนั้น เป็นเรื่องที่รู้ไม่ได้ แต่ให้ทราบว่าโดยแท้จริงแล้ว ธรรมเป็นเรื่องที่จะต้องฟังทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก

    พระวินัยปิฎกสำหรับบรรพชิต ทรงแสดงว่า สิ่งใดที่ควรสำหรับพระภิกษุ และสิ่งใดที่ไม่ควร เพราะว่าเพศต่างกัน พระภิกษุจะมาอยู่บ้าน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือพิมพ์ เล่นเทนนิสได้ไหม ไม่ได้ นั่นไม่ใช่นิสัย ไม่ใช่อุปนิสัย พระภิกษุต้องเป็นผู้ที่สงบ ผู้ที่สละ พระภิกษุจะยินดีในการกราบไหว้ของคนอื่น สมควรไหม ไม่ เพราะว่า สละ คือสละทุกอย่าง ถ้าใครจะกราบไหว้ ก็เพราะความดีของคนนั้น แต่ไม่ใช่จะต้องสำคัญตนว่าเรามีความสำคัญ ดี พิเศษ และคนอื่นต้องมายกย่อง มากราบไหว้ นี่คือการที่จะศึกษาพุทธศาสนาให้ถูกต้อง

    ต่อไปต้องไม่ลืมว่า ศึกษาทั้งหมดนี้เพื่อขัดเกลา เพื่อละทุกอย่าง แม้แต่ความที่ติดในลาภ ยศ หรือในคำสรรเสริญ เพราะว่าขณะนั้นตรงกันข้ามกับคำสอน คำสอน สอนให้เห็นโทษของการติด ทุกอย่างที่ติดจะนำความทุกข์มาให้ ถ้าชอบถ้วยแก้วที่สวยงาม แล้วถ้วยแก้วแตกก็เป็นทุกข์ ใช่ไหม จะชอบใครสักคนหนึ่ง คนนั้นก็ต้องตาย เวลาเขาตายเป็นทุกข์ไหม ก็เป็นทุกข์ ชอบอาหารชนิดหนึ่งซึ่งอร่อย และวันนั้นไม่ได้ทานอาหารอย่างนั้น ได้รับประทานอย่างอื่นหรือรสอื่นก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น ทุกข์ทั้งหมด ความไม่สบายใจ ความไม่แช่มชื่น มาจากความติดข้อง ถ้าคลายความติดข้องลง ไม่เดือดร้อนเลย เปรี้ยวก็ได้ หวานก็ได้ เค็มก็ได้ จืดก็ได้ จะเดือดร้อนไหม ก็ไม่ได้เดือดร้อน

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า แม้ว่าทุกคนติดในสิ่งที่เห็น ต้องเห็นสิ่งที่สวยงาม ในเสียงที่ได้ยิน ต้องได้ยินเสียงที่ไพเราะ ในกลิ่นต้องเป็นกลิ่นที่หอม ในรสต้องเป็นรสที่อร่อย ในสิ่งที่กระทบสัมผัสต้องสบาย แม้เก้าอี้ก็ต้องสบาย เก้าอี้ไม่สบาย นั่งแล้วก็เป็นทุกข์ เจ็บตรงนั้นตรงนี้ แสดงให้เห็นว่า ทั้งหมดที่จะเป็นความทุกข์มาจากความติดข้อง แต่พระภิกษุที่มีอัธยาศัยเห็นโทษของกิเลส ความติดข้อง ท่านจึงสามารถสละ เพราะว่าตรงข้ามกัน โลภะคือความติด อโลภะคือความไม่ติด

    ตั้งแต่ก่อนมาฟังธรรม ติดอะไรมากมายเลย และฟังแล้วลองคิดดูว่า สามารถที่จะละความไม่ติดนี้สักนิดหนึ่งได้ไหม ไม่ต้องหมด ละหมดไม่มีใครละได้ แต่นิดหนึ่ง ทางตานิดหนึ่ง ทางหูนิดหนึ่ง ทางจมูกนิดหนึ่ง ทางลิ้นนิดหนึ่ง ทางกายนิดหนึ่ง ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ก็จะเป็นคนที่ไม่เดือดร้อน ไม่เป็นทุกข์

    เพราะฉะนั้น ต้องทราบจริงๆ ว่าพระวินัยสำหรับบรรพชิต แต่ถ้าสิ่งใดดี ทำได้แม้ว่าไม่บวช หรือว่าทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่พระ ลองคิด ไม่จำเป็นใช่ไหม อะไรที่ดีและสากล ไม่ใช่เฉพาะคนไทย ไม่ใช่เฉพาะชาวพุทธ ไม่ใช่เฉพาะเด็ก ไม่ใช่เฉพาะผู้ใหญ่ หรือวัยใด แต่สิ่งที่ดีเป็นสภาพธรรมที่ดีจะต้องเป็นดีตลอดไม่ว่าที่ใด เพราะฉะนั้น ถ้าท่านสอนเรื่องการรับประทานอาหาร ในพระไตรปิฎกก็มี ไม่มีการเคี้ยวดังจั๊บๆ เคี้ยวดังจั๊บๆ ดีไหม เวลาเคี้ยวไม่ปิดปากมีเสียงแน่นอน คนโน้นจั๊บ คนนี้จั๊บ ดังสนั่น และไม่งาม แม้เพียงเท่านี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงว่าที่จริงแล้ว กายอย่างใดสมควร วาจาอย่างใดสมควร

    เพราะฉะนั้น ถ้าเห็นว่าสิ่งใดที่เป็นประโยชน์ ไม่ต้องห่วงเลยว่าสำหรับบรรพชิตเท่านั้น แม้เราก็ทำได้ และไม่จำเป็นต้องนับว่ามีศีลเหมือนบรรพชิตเพิ่มมากี่ข้อ เพราะเรื่องละเป็นเรื่องเดียวเท่านั้น คือเรื่องละทั้งหมด เพราะถ้าศึกษาถึงปรมัตถ์ จะทราบว่าเป็นจิต เจตสิก รูป ซึ่งเกิดแล้วดับ สิ่งที่ดับไปแล้วกลับคืนมาไม่ได้เลย ตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า กระทบแข็งตรงนี้ มีเฉพาะตรงนี้ที่ปรากฏ ขณะได้ยิน แข็งตรงนี้ดับแล้ว เพราะฉะนั้นจะไม่มีอะไรเหลือ โดยแท้จริงแล้วไม่เหลืออะไรเลย สมควรไหมที่จะติด แต่ต้องติดเพราะว่าปัญญาไม่ถึงระดับที่จะละ

    นี้เป็นเรื่องที่ไม่จำกัด พระไตรปิฎกอ่านได้ศึกษาได้ ใครก็ตามที่มีเวลา และอยากอ่านพระวินัยปิฎก อ่านเลย เป็นภาษาธรรมดา และเป็นเรื่องของการประพฤติทางกาย ทางวาจา ถ้าไม่เข้าใจต้องถามผู้ที่รู้ เพราะว่าพระวินัยปิฎกเป็นเรื่องของกาย วาจา ก็จริง แต่ละเอียดมาก เพราะฉะนั้นความลุ่มลึกของพระวินัย ลุ่มลึกโดยกิจ กิจคือการประพฤติของกาย ของวาจา

    ชอบฟังเรื่องสนุกๆ ไหม ชอบ คือโลภะ มีจริงๆ และชอบเรื่องสนุกที่เขาแต่งให้เราสนุกใช่ไหม คิดเองไม่ออก ก็ต้องอาศัยทีวีบ้าง หนังสือบ้าง แล้วเพลิดเพลินไปกับเรื่องที่สนุกต่างๆ และจะสังเกตได้แม้กาย วาจา ของคนที่อยู่ในจอโทรทัศน์ เราเห็นได้ ความประพฤติอย่างใดถูกหรือไม่ถูก ดีหรือไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าอ่านพระวินัยปิฎก จะเป็นคนที่ละเอียดขึ้นในเรื่องความลุ่มลึกของกิจของกาย ของวาจา นี้เป็นความละเอียด ความลุ่มลึกของปิฎกหนึ่ง ซึ่งละเอียดมาก ทุกคนไม่ต้องคิดว่า ฉันยังเด็ก ยังไม่อ่าน อ่านเลยพระไตรปิฎกทั้งหมด นี่เป็นปิฎกที่หนึ่ง

    แต่ถ้าคิดว่าพระไตรปิฎกที่เป็นพระวินัยปิฎกละเอียด ก็ลองไปอ่านพระสุตตันตปิฎก ชีวิตทุกวันนี้จะมีปัญหามากในเรื่องการกระทำทางกาย ทางวาจา ซึ่งถ้าใครสนใจ อยากจะทราบความละเอียดว่าอะไรดี ก็อ่านพระวินัย แต่ถ้าเป็นธรรมวินัยไม่เห็นมีเรื่องมีราวอะไรเลย ก็อ่านพระสูตรหรือพระสุตตันตปิฎก ซึ่งทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นพระวินัย พระสูตร พระอภิธรรม ก็คือธรรม ถ้าไม่มีธรรม คือ จิต เจตสิก รูป จะไม่มีแม้พระวินัย หรือพระสูตร หรือพระอภิธรรมเลย แต่เพราะเหตุว่ามีธรรมซึ่งจำแนกออกไปได้หลายอย่าง คือ ถ้าเป็นธรรมที่เกี่ยวกับรวบรวมกันแล้วมีการสมมติบัญญัติว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใด เป็นคน เป็นสัตว์ คนคือจิต เจตสิก รูป สัตว์คือจิต เจตสิก รูป แต่ทำไมบอกว่า นี่แมว นั่นนก นี้คน ถ้าไม่ใช้คำอย่างนี้จะทราบไหม ไม่รู้ว่าหมายถึงปรมัตถธรรมอะไร แต่เมื่อบอกว่า คน ก็ทราบว่าต้องมี จิต เจตสิก รูป แต่ปฏิสนธิจิตหรือการเกิดนี้เป็นผลของกุศล จึงได้เกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นผลของอกุศล ก็เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นจิ้งจก ตุ๊กแก งู คือมีความเข้าใจทั้งสองอย่าง คือ เข้าใจเรื่องราว และเข้าใจสภาพธรรมที่มีจริงๆ ซึ่งเป็นปรมัตถธรรม แต่ต้องทราบว่า ปรมัตถธรรมสำคัญที่สุด เพราะเป็นธรรมซึ่งไม่ใช่สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยง เคยคิดว่าคนเที่ยงใช่ไหม เกิดมาแล้วก็ตาย ตอนไม่เที่ยงคือตอนตาย แต่ความจริงเป็นจิตทุกขณะซึ่งเกิดดับ เจตสิกที่เกิดพร้อมจิตก็ดับ รูปก็เกิดดับ แต่ดับเร็วจนกระทั่งเหมือนไม่ดับเลย เหมือนกับอยู่ตรงนี้ตลอด แต่ว่าอยู่ตรงนี้ตลอดได้อย่างไร ในเมื่อเห็นไม่ใช่ได้ยิน ไม่ใช่คิดนึก เป็นแต่ละขณะซึ่งสั้นมาก

    เพราะฉะนั้นต้องเข้าใจจริงๆ ว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ แม้แต่ ธรรม คำเดียว ซึ่งได้ยินได้ฟังว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีอะไรเลยซึ่งไม่ใช่ธรรม แต่ธรรมมากมายเหลือเกิน จึงต้องมีธรรมที่แบ่งประเภทใหญ่ๆ ให้เข้าใจเป็นนามธรรมกับเป็นรูปธรรม และธรรมมากมายเหลือเกินไม่ใช่อยู่ที่อื่นเลย ชีวิตวันนี้จนถึงขณะนี้ ธรรมมากไหม ตลอดเวลาเลย ตลอดเวลาจนนับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น จึงต้องแสดงธรรมโดยนัยของพระสูตร เพื่อที่จะกล่อมเกลาจิตใจของแต่ละอัธยาศัย ให้เห็นประโยชน์ของกุศลธรรม และให้เห็นโทษของความไม่รู้หรืออกุศลทั้งหมด ทรงแสดงไว้ละเอียดมากกับแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นธรรมที่น่าฟังมากในพระสูตร

    เรื่องราวในพระสูตรเมื่อ ๒๕๐๐ กว่าปี จะต่างกับคนสมัยนี้ไหม เรื่องชีวิตไม่ต่างเลย คนสมัยก่อนมีโลภ มีโกรธ มีหลง มีความสนุกสนาน มีความเมตตากรุณา คนสมัยนี้ก็เหมือนกัน เปลี่ยนแต่ชื่อใช่ไหม ถ้านำชื่อในพระสูตรออก แล้วนำชื่อยุคนี้ไปใส่ ก็เปลี่ยนสภาพธรรมไม่ได้ โลภะของคนนั้นก็ยังเป็นโลภะของคนนั้น โทสะของคนนั้นก็ยังเป็นโทสะของคนนั้น หรือจะนำชื่อสมัยนี้ออกหมด แต่ก็เปลี่ยนสภาพธรรมไม่ได้ เพราะว่าสภาพธรรมเป็นปรมัตถธรรม ไม่มีใครสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้

    การอ่านพระสูตรจะทำให้จิตใจอ่อนโยน และสอนละเอียดมาก เช่น ความเป็นคนตรง ในพระอภิธรรมจะพูดเรื่องจิต เจตสิก รูป ที่เป็นกุศล ที่เป็นอกุศล แต่ในพระสูตรจะนำอุปนิสัยต่างๆ ของแต่ละคนมา และแสดงให้เห็นว่า แม้แต่ความเป็นคนตรงเป็นประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่มีความเห็นถูก จะเป็นคนที่ตรงไม่ได้ ถ้าเป็นคนที่เห็นถูก ก็จะต้องเป็นคนตรง ถ้าเวลาที่ความโกรธเกิดขึ้น และรู้ว่าความโกรธเป็นอกุศล เป็นสภาพธรรมที่ไม่ดีเลย เป็นประโยชน์กับตนเองหรือไม่ ไม่เป็น เป็นประโยชน์กับคนที่เราโกรธหรือไม่ ก็ไม่เป็น เป็นประโยชน์กับใครสักคนหนึ่งไหม ก็ไม่เป็น ไม่เป็นเลยสักอย่างเดียว นั่นคือ ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงๆ ที่เป็นความโกรธ ซึ่งไม่เป็นประโยชน์

    ถ้าไม่ทรงแสดงโดยนัยของพระสูตร โดยหลากหลาย โดยละเอียด จะไม่เห็นโทษเลย ถ้าอกุศลที่ไม่ดี อย่างความโกรธเกิดขึ้น ความโกรธของคุณ ก. ที่เกิดขึ้น คุณ ข.เห็นว่าดีไหม ไม่ดี แล้วความโกรธของคุณ ข.เองดีไหม หรือว่าความโกรธของคุณ ข.ดี แต่ของคุณ ก.ไม่ดี นี่คือไม่ตรง เพราะฉะนั้น เรื่องของการตรง ต้องตรง คือเห็นถูกตั้งแต่ต้น และไม่เลือกปฏิบัติ หรือไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใด ไม่ใช่ว่า พ่อแม่โกรธไม่เป็นไร เราโกรธไม่เป็นไร คนอื่นโกรธเป็นไร อย่างนั้นไม่ได้ เพราะความโกรธก็คือความโกรธ อยู่ที่ใดก็ไม่ดี ต้องเป็นผู้ที่ตรง ถ้าเข้าใจอย่างนี้ ยิ่งเรียนยิ่งทราบว่า พระพุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ละเอียด

    เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่เป็นความเห็นผิด แม้เพียงนิดเดียวต้องทิ้ง ต้องละ ไม่ใช่ว่ายังเก็บไว้ ถ้าเป็นความเห็นถูก ก็คือว่าสิ่งนั้นต้องอบรมให้เห็นถูกมากขึ้น ต้องเป็นคนตรง ผู้ที่จะอบรมเจริญปัญญาจนถึงกับดับกิเลสได้ ต้องมีคุณสมบัติ คือเป็นอุชุปฏิปันโน คือการปฏิบัติก็ตรงด้วย เช่น ในขณะนี้ต้องเป็นผู้ที่ละเอียด ที่จะต้องเข้าใจแม้คำแรกคือ ธรรม หรือคำว่า ศาสนา

    ศาสนาคือคำสอน พระพุทธศาสนาคือคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนเรื่องอะไร ทรงสอนธรรมที่ใช้คำว่า พระธรรม เพราะพระรัตนตรัยมีสาม คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สำหรับพระพุทธเจ้าทรงประกอบด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ แต่พระธรรม ถ้าไม่ศึกษาจะไม่ทราบเลย และพระสงฆ์หมายความถึงผู้ที่เป็นพระอริยบุคคลที่ได้ฟังพระธรรมแล้ว อบรมเจริญปัญญาจนสามารถที่จะดับกิเลสได้ เช่น พระอรหันต์

    มีใครชอบกิเลสบ้างไหม หรือยังไม่รู้จักว่ากิเลสคืออะไร ชอบหรือไม่ชอบ ชอบใช่ไหม ชอบกิเลส ชอบกิเลสเป็นบางอย่าง นี้เป็นความจริงใจ เพราะว่าชอบกิเลสบางอย่าง และไม่ชอบกิเลสบางอย่าง เช่น โทสะ ความโกรธ ความขุ่นใจ ความเสียใจ ความน้อยใจ เราไม่ชอบแน่ ไม่ว่าใคร เด็กก็ไม่ชอบ แต่กิเลสบางอย่างเราชอบ เช่น ความติดข้อง ความเพลิดเพลิน ความสนุกสนาน เพราะฉะนั้น พระธรรมที่ทรงแสดงเป็นเรื่องจริง และคำตอบตรง คือ คำตอบตรงกับความจริง แต่ว่าทรงแสดงไว้ว่ากิเลสทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นความติดข้อง ความสนุกสนานซึ่งเป็นโลภะ หรือโทสะ ความขุ่นเคืองใจ ความน้อยใจ ความเสียใจ ความไม่สบายใจทุกอย่าง ไม่มีใครชอบ แต่ทั้งหมดเป็นกิเลส ความหมายของกิเลส คือสภาพธรรมที่ทำให้จิตเศร้าหมอง เศร้าหมองไม่ได้หมายความว่าโศกเศร้า เศร้าหมอง หมายความว่า มีมลทิน หมายความว่า ไม่ผ่องใส

    เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า พระธรรมที่ทรงแสดงจากการตรัสรู้นี้ ให้ละกิเลสด้วยปัญญา เพราะเหตุว่าสิ่งใดก็ตามที่จะทำให้จิตใจไม่ผ่องใส สิ่งนั้นควรจะละ ไม่ควรจะติด แต่ไม่ได้ทรงแสดงแบบบังคับว่า ให้ละ ให้ละ เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะบอกหรือจะบังคับ ให้ละสิ่งนั้นละสิ่งนี้ แต่ให้ฟังพระธรรมจนกระทั่งเห็นจริง เห็นโทษ แล้วปัญญานั้นเองจะทำหน้าที่ละคลายกิเลสไปตามลำดับ ไม่ใช่ครั้งเดียวหมดเลย เป็นไปไม่ได้ที่ใครจะหมดโลภะ หมดไม่เหลือเลย ผู้ที่หมดโลภะมีบุคคลเดียวคือพระอรหันต์ ผู้ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์จะค่อยๆ หมดกิเลสตั้งแต่ขั้นแรกคือความเห็นผิด ความไม่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังมีอยู่ จนกระทั่งสามารถที่จะรู้แจ้งอริยสัจจธรรมแล้วละกิเลสไป แต่เรายังคงจะไม่ถึงตอนนั้นใช่ไหม ต้องเริ่มฟังเหมือนกับเข้าโรงเรียนอนุบาลจริงๆ

    ถ้ามีใครบอกได้ว่า ธรรมคืออะไร พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมแน่นอนใช่ไหม สิ่งที่ทรงแสดงเรียกว่า พระธรรม เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นควรจะได้พิจารณาให้เข้าใจอย่างแท้จริงว่า ธรรมคืออะไร นี่เป็นจุดตั้งต้นของการศึกษาพุทธศาสนา หรือจะเข้าใจพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริงได้ ต้องเข้าใจทุกคำที่ได้ยินตามลำดับ มีใครตอบได้ไหมว่า ธรรมคืออะไร ยากไหม เคยได้ยินบ่อยๆ ใช่ไหม คำว่า ธรรมหรือพระธรรม และธรรมคืออะไร คือคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า สั่งสอนเรื่องอะไร มีคำตอบมากมาย เรื่องของละความชั่ว ทำความดีให้ถึงพร้อม ชำระจิตให้บริสุทธิ์ ย่อลงมาแล้ว ยากไหม ละความชั่ว เพียงเท่านี้ต้องตรง คำสอนของพระพุทธเจ้ายากไหมที่ให้ละความชั่ว

    ผู้ฟัง ยาก

    ท่านอาจารย์ เรา ถ้ายังมี "เรา" อยู่ตราบใด ละได้ไหม

    ผู้ฟัง ไม่ได้

    ท่านอาจารย์ ต้องเป็นปัญญาจริงๆ เพราะว่าปัญญาทำหน้าที่รู้แล้วละสิ่งที่ไม่ดีทั้งหมด ทำความดีให้ถึงพร้อม ยากไหม ไม่ใช่เพียงทาน ยังต้องศีลอีก และยังความสงบของจิต เป็นความสงบจากกิเลส ชำระจิตให้บริสุทธิ์ หมายความว่าให้หมดจดจากกิเลส ยิ่งยากมากขึ้น แต่ถ้าไม่ทรงแสดงอย่างนี้ ก็ไม่ทรงเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแน่นอน

    วันนี้มีกิเลสไหม วันนี้มี แล้วคิดดูว่าจะละได้อย่างไร มีใครสักคนหนึ่งไหม ที่ไม่ใช่พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสามารถที่จะให้เกิดปัญญาจนสามารถละกิเลสได้ บุคคลนั้นต้องเป็นผู้เลิศที่สุด เพราะว่ากิเลสไม่ใช่สิ่งที่จะนำเงินไปซื้อแล้วทิ้งไป ให้หมดไปได้ ไม่มีใครสามารถที่จะหมดกิเลสได้ด้วยเงินทอง แต่กลับยิ่งติด การที่สามารถจะเห็นพระคุณก็คือว่า ถ้าเกิดโกรธ และรู้ว่าบังคับความโกรธไม่ได้เลย แต่ผู้ที่ทรงแสดงธรรมจนกระทั่งสามารถให้เราดับความโกรธ ไม่เกิดอีกเลย ผู้นั้นคือพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และไม่ใช่แต่เฉพาะความโกรธ ความติดข้องต้องการซึ่งเป็นเหตุให้เป็นทุกข์ ถ้าไม่ติดข้อง ไม่ต้องการอะไรเลย จะดีไหม จะสบายไหม ไม่เดือดร้อนเลยใช่ไหม แต่ที่เดือดร้อนมากมาย เพราะเหตุว่าเราติด เราต้องการ เราขวนขวาย เราอยากได้ทุกอย่าง ที่จะมีการทุจริตต่างๆ เกิดขึ้น เพราะความต้องการหรือความติดข้อง เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดมีความพอใจอะไรสักเล็กน้อย และรู้ว่านั่นเป็นความติดข้อง และมีผู้ที่สามารถทรงแสดงธรรมให้เราดับความติดข้องได้หมด ไม่เหลืออีกเลย ไม่เกิดอีกเลย จะเป็นสุขสักเพียงใด

    เพราะฉะนั้นจะเห็นพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ต่อเมื่อได้พิจารณาตนเอง และรู้ว่ากิเลสของเรามากอย่างนี้ กิเลสของคนอื่นก็มากอย่างนี้ แต่ผู้ที่ประเสริฐหรือเลิศที่สุด ไม่ใช่เฉพาะในโลกนี้ ไม่ว่าในเทวโลก พรหมโลก ไม่มีผู้ใดเหนือพระองค์เลย เพราะว่าพระองค์ทรงบำเพ็ญพระบารมีที่จะทรงแสดงธรรมให้บุคคลที่ได้ยินได้ฟังนั้น สามารถที่จะสิ้นทุกข์ โดยการที่ดับกิเลสได้หมดเป็นสมุจเฉท เป็นสมุจเฉท คือไม่เกิดอีกเลย

    นี่คือการเริ่มมีศรัทธาที่จะเห็นว่า ชีวิตของเราที่เป็นทุกข์ ได้สิ่งที่ไม่พอใจบ้าง หรือต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจหรือต้องสูญเสียสิ่งที่พอใจ ซึ่งไม่มีใครบังคับบัญชาได้ ต้องเศร้าโศก เกิดมาแล้วไม่มีใครสักคนหนึ่งที่จะไม่เศร้าโศกด้วยประการใดๆ ก็ตาม จะมากจะน้อยก็ตาม แต่ผู้ที่มีปัญญา สามารถที่จะดับความเศร้าโศกได้ ไม่เกิดอีกเลย

    ด้วยเหตุนี้จึงต้องศึกษาอย่างแท้จริงๆ เห็นประโยชน์โดยจริงแท้ว่า ถ้าเป็นชาวพุทธแต่ยังไม่ได้ศึกษาพระธรรม ก็เหมือนกับไม่เห็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย หลายคนตั้งแต่เกิดมาคงจะเห็นพระพุทธรูปที่บ้าน ที่วัด นั่นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม่ พระพุทธรูปเป็นเพียงเครื่องหมายที่ทำให้ระลึกถึงบุคคลผู้เลิศ ต้องทราบว่าระลึกถึงใคร ผู้ประเสริฐสุด ผู้ไม่มีกิเลสเลย ทรงแสดงพระธรรมเพื่อประโยชน์แก่ผู้ฟังอย่างเดียว แม้ว่าบุคคลที่จะสามารถเข้าใจพระธรรมอยู่แสนไกลเพียงคนเดียว ในพระสูตรจะเห็นได้เลยว่า เสด็จไปเพื่อที่จะทรงแสดงธรรมแก่บุคคลนั้นด้วยพระมหากรุณา ไม่ได้ทรงต้องการสิ่งใดเลย นอกจากให้บุคคลนั้นเกิดปัญญาสามารถที่จะเข้าใจธรรมได้


    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 15
    31 ส.ค. 2569

    ซีดีแนะนำ