แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 788


    ครั้งที่ ๗๘๘


    ใน อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต อจินติตสูตร มีข้อความว่า

    ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้ อันบุคคลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน อจินไตย ๔ ประการเป็นไฉน

    ดูกร ภิกษุทั้งหลาย พุทธวิสัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ฌานวิสัยของผู้ได้ฌาน ๑ วิบากแห่งกรรม ๑ ความคิดเรื่องโลก ๑ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อจินไตย ๔ ประการนี้แลไม่ควรคิด เมื่อบุคคลคิด พึงเป็นผู้มีส่วนแห่งความเป็นบ้า เดือดร้อน ฯ

    จบ สูตรที่ ๗

    ถ. ที่ว่าใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลก อำนาจทางกายนี้ หมายความว่าอะไร

    สุ. หมายความว่า ไปพรหมโลกทั้งตัว

    ถ. ทั้งรูปหยาบอย่างนี้

    สุ. แน่นอน

    ถ. แล้วที่ลูบคลำพระจันทร์ พระอาทิตย์ด้วยฝ่ามือ สัมผัสจริงๆ หรือว่าใช้เป็นลักษณะแบบไหน เป็นนิมิตไปหรือ

    สุ. ไม่ต้องเป็นนิมิต สามารถลูบคลำได้จริงๆ คนที่ไปโลกพระจันทร์สมัยนี้ จะลูบคลำพระจันทร์ก็ได้ แตะพระจันทร์ก็คือลูบคลำพระจันทร์ เมื่อไปถึงแล้วก็สามารถลูบคลำได้

    ข้อความต่อไปใน มหาสีหนาทสูตร มีว่า

    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

    ดูกร สารีบุตร ก็การที่สุนักขัตตะผู้เป็นบุรุษเปล่า กล่าวสรรเสริญนี้ จักไม่เป็นความรู้โดยธรรมในเราว่า แม้เพราะเหตุนี้ๆ พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ย่อมทรงสดับเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งที่อยู่ไกลและใกล้ด้วยทิพยโสตอันบริสุทธิ์ ล่วงโสตของมนุษย์

    ไม่เป็นปัญหาเลยหรับพระผู้มีพระภาคที่จะได้ฟังเสียงทิพย์ที่ไกลและใกล้

    ถ. ขณะที่มีผู้แซ่ซ้องสาธุ ทำไมพระพุทธองค์ต้องเข้าผลสมาบัติ

    สุ. ปกติพระองค์เป็นผู้ที่ทรงชำนาญยิ่งในฌานสมาบัติ เพราะฉะนั้น จิตย่อมน้อมไปสู่สมาบัติเป็นประจำ เวลาที่แสดงธรรม ในขณะนั้นเป็นกิจที่ทรงอนุเคราะห์พุทธบริษัทเพื่อประโยชน์แก่สัตว์โลก เพราะฉะนั้น เมื่อไม่ได้กระทำประโยชน์แก่สัตว์โลก จิตของพระองค์ก็ย่อมน้อมไปสู่ความสงบคือผลสมาบัติ หรือสมาบัติต่างๆ เป็นปกติ

    ปกติจิตของบุคคลธรรมดามีภวังค์คั่น ซึ่งไม่สามารถที่จะนับได้ว่ามีภวังค์คั่นเท่าไร ขณะที่เห็น จักขุทวารวิถีจิตดับไปแล้ว จะมีภวังค์เกิดดับคั่นก่อนที่จะถึง มโนทวารวิถี และเมื่อมโนทวารวิถีจิตดับไปแล้ว ก็มีภวังค์เกิดดับมากก่อนที่จะเป็นวิถีจิตที่รู้อารมณ์อื่นทางตา หรือทางหู หรือทางจมูก หรือทางลิ้น หรือทางกาย หรือทางใจ แต่จิตของพระผู้มีพระภาคเวลาที่ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ คือ ปาฏิหาริย์เป็นคู่ มีไฟกับน้ำทั่วพระวรกาย ในขณะนั้นจิตของพระผู้มีพระภาคมีภวังคจิตคั่นเพียง ๒ ขณะจิตเท่านั้น เป็นความรวดเร็วอย่างมาก

    สำหรับการแสดงถึงความรวดเร็วของภวังคจิตของพระผู้มีพระภาค ในอรรถกถา แสดงว่า คนธรรมดาพูดคำหนึ่ง ท่านพระอานนท์พูดได้ ๘ คำ ท่านพระอานนท์พูดได้คำหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสได้ ๑๒๘ คำ

    เพราะฉะนั้น พุทธวิสัยเป็นสิ่งที่บุคคลไม่ควรคิด เพราะว่าการที่จะได้ตรัสรู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีมากเหลือเกินที่จะถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะทั้งปวง พร้อมทั้งปัญญาที่มีกำลังและพระสัพพัญญุตญาณ

    ข้อความในอรรถกถาแสดงว่า

    สำหรับผู้ที่บำเพ็ญบารมีที่จะถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยังต่างกันเป็น ๓ ประเภท บางพระองค์เป็นผู้ที่มีปัญญากล้า เป็นปัญญาธิกพุทธเจ้า ซึ่งหลังจากที่ได้ทรงรับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคพระองค์หนึ่งแล้ว จะต้องทรงบำเพ็ญพระบารมีถึง ๔ อสงไขยแสนกัป แต่สำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีปัญญาปานกลาง แต่มีศรัทธามาก เป็นพระสัทธาธิกพุทธเจ้า หลังจากที่ได้รับพยากรณ์แล้วต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๘ อสงไขยแสนกัป และสำหรับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีปัญญาน้อยกว่าพระสัทธาธิกพุทธเจ้า ต้องเป็นผู้ที่มีความเพียรมากในการอบรมบำเพ็ญบารมีเป็นพระวิริยาธิกพุทธเจ้า ซึ่งต้องบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยแสนกัป หลังจากที่ได้รับพยากรณ์แล้วจากพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง

    สำหรับพระปัญญาธิกพุทธเจ้า ที่ทรงบำเพ็ญบารมี ๔ อสงไขยแสนกัปหลังจากที่ได้รับพยากรณ์ ก่อนที่จะได้รับพยากรณ์ นึกปรารถนาการที่จะเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในพระทัยโดยที่ว่า ยังไม่เอ่ยออกมา เพราะว่าการที่จะ ให้จิตตั้งมั่นคงปรารถนาในการเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ ไม่ใช่เรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เนื่องจากเป็นบุคคลพิเศษ เลิศกว่าเทวดาและพรหมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ผู้ที่นึกจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะต้องพากเพียรทำความดีจนกว่าจิตจะมั่นคงถึงกับจะเอ่ยออกไปได้ว่า ปรารถนาในการที่จะได้บรรลุเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    สำหรับการบำเพ็ญความดี และนึกปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยที่ยังไม่สามารถเอ่ยออกมาได้นั้น ถึง ๗ อสงไขย และเวลาที่ออก พระโอษฐ์ปรารถนาเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว กว่าจะได้รับพยากรณ์จากพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ก็นับได้ถึง ๙ อสงไขย และจำเดิมแต่ได้รับพยากรณ์แล้ว กว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ก็นับได้ ๔ อสงไขยแสนกัป

    รวมความว่า ตั้งแต่คิดจนกระทั่งสำเร็จเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น คือ ๒๐ อสงไขยแสนกัป สำหรับพระปัญญาธิกพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ไม่แปลกเลยสำหรับพระบารมี และพุทธานุภาพต่างๆ ของบุคคลหนึ่งบุคคลใดผู้จะปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและสำเร็จ

    คงจะมีหลายคนที่คิดปรารถนาเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ไม่สามารถสำเร็จได้ มีมาก เพราะการที่จะบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องพร้อมด้วยเหตุ ผลจึงจะเกิดได้

    สำหรับการที่จะตั้งความปรารถนาเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องมี อัฏฐธรรมสโมธาน ๘ ประการ คือ มีเหตุที่จะให้สามารถปรารถนาแล้วสำเร็จได้

    อัฏฐธรรมสโมธาน ๘ ประการ คือ

    มนุสสัตตัง ความเป็นมนุษย์ประการหนึ่ง หมายความว่าต้องปรารถนาในขณะที่เป็นมนุษย์ ถ้าในขณะนั้นเป็นพระอินทร์ หรือพระพรหม หรือว่าอสูร ภูมิอื่นๆ ปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีทางเป็นไปได้ แม้ในขณะที่ตั้งความปรารถนา ก็ต้องเป็นมนุษย์ประการหนึ่ง

    ลิงคสัมปัตติ ต้องบริบูรณ์ด้วยบุรุษเพศประการหนึ่ง คือ ต้องปรารถนาความเป็นบุรุษด้วย ถ้าใครยังพอใจในความเป็นสตรี ผู้นั้นไม่สามารถที่จะเป็นบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

    เหตุ คือ มีอรหัตตูปนิสัย ควรจะได้สำเร็จพระอรหันต์ หมายความว่า ในขณะที่ตั้งความปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ต้องเป็นบุคคลที่มีปัญญามากในขณะนั้น พร้อมที่จะบรรลุความเป็นพระอรหันต์ในชาตินั้นได้

    ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่ฉลาด เห็นใครปรารถนาจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรารถนาบ้าง อย่างนั้นไม่มีทางที่จะสำเร็จได้ แต่บุคคลที่ปรารถนา และจะสำเร็จ บุคคลนั้นต้องมีปัญญาในขณะที่ปรารถนาถึงขั้นที่สามารถจะบรรลุความเป็น พระอรหันต์ในชาตินั้นได้ คือ ถ้าไม่ปรารถนาความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์

    สัตถารทัสสนัง ได้พบสมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าประการหนึ่ง คือ ถ้าตั้งความปรารถนาเฉยๆ โดยที่ไม่ได้พบ ไม่ได้เฝ้า ไม่ได้กระทำกุศลแด่พระผู้มีพระภาค และไม่ได้ตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคแล้ว ก็ไม่สำเร็จ

    สำหรับการที่จะเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือว่าอัครสาวก หรือสาวกนั้น ไม่ต้องตั้งความปรารถนาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค แต่การที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่งนั้น จะต้องตั้งความปรารถนาในที่เฉพาะ พระพักตร์พระผู้มีพระภาค โดยได้เฝ้า และก็กระทำกุศล

    ปัพพัชชา ทรงบรรพชาเพศประการหนึ่ง คือ ถ้ายังเป็นฆราวาสอยู่และปรารถนาเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่สำเร็จ เพราะว่าคุณธรรมสภาพของจิตนั้น ไม่ถึงการเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้เพียงความปรารถนา

    และสำหรับการบรรพชานั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นพระภิกษุในพระศาสนา ถึงแม้ว่าจะเป็นการบรรพชานอกพระศาสนา เช่น พวกดาบส ซึ่งเป็นธรรมวาที กรรมวาที ก็สามารถที่จะตั้งความปรารถนาได้ อย่างที่ท่านผู้ฟังเคยทราบ สุเมธดาบสในครั้งนั้น คือ พระชาติหนึ่งของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นี้ ซึ่งได้ตั้งความปรารถนา และได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    คุณสัมปัตติ คือ ได้คุณสมบัติ มีฌาน เป็นต้น ถ้าปัญญาไม่ถึงขั้นที่สามารถจะมีความสงบของจิตถึงขั้นฌานสมาบัติ อภิญญาสมาบัติแล้ว ความปรารถนาย่อม ไม่สำเร็จ

    เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่า ก่อนที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคในชาติก่อนๆ นั้น ก็เป็นผู้ที่พร้อมด้วยพระคุณสมบัติ คือ ฌานสมาบัติและอภิญญาสมาบัติมากมายแม้ในอดีตชาติ ซ้ำแล้วซ้ำอีก วนเวียนไปในสังสารวัฏฏ์ที่มีพระชาติต่างๆ ทั้งสวรรค์ขั้นต่างๆ พรหมโลกขั้นต่างๆ เว้นสุธาวาส ซึ่งเป็นภูมิของพระอนาคามีบุคคลผู้ได้ปัญจมฌาน แต่ว่าสำหรับในภูมิอื่น ก่อนที่จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะต้องทรงคุณสมาบัติ คือ ฌานสมาบัติ อภิญญาสมาบัติ ซ้ำแล้วซ้ำอีก มากมายหลายชาติ เพราะฉะนั้น เมื่อมีความชำนาญ ความคล่องแคล่ว ความประณีต ความละเอียดของจิตที่ได้สะสมมาในฌานสมาบัติมากมายหลายพระชาติเช่นนี้ เมื่อได้บรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เหตุทั้งหลายที่ได้กระทำแล้วในอดีตก็พร้อมที่จะให้ผล คือ เป็นผู้ที่ทรงถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ไม่มีผู้ใดเทียบเท่าพระองค์ได้

    นอกจากนั้น อัฏฐธรรมสโมธาน ประการที่ ๗ คือ อธิกาโร ให้ทานอันยิ่ง มีชีวิตบริจาค เป็นต้น

    และประการสุดท้าย คือ ฉันทตา มีความปรารถนาซึ่งพระโพธิญาณกล้าหาญ รวมเป็น อัฏฐธัมมสโมธาน ๘ ประการ

    บางท่านปรารถนาแล้วอาจจะเลิก เพราะเห็นว่าจะต้องอบรมบำเพ็ญพระบารมีไม่รู้จักจบสิ้น มากมายเหลือเกินกว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะบรรลุเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จริง จึงจะต้องมี ฉันทตา มีความปรารถนาซึ่งพระโพธิญาณ กล้าหาญจริงๆ ไม่ย่อท้อ แม้ว่าจะมีผู้ถามว่า สามารถที่จะทนอยู่ในนรกถึง ๔ อสงไขยแสนกัปได้ไหม ก็ต้องได้ สามารถที่จะลุยถ่านเพลิงทั่วจักรวาล ฝ่าหนามทั่วจักรวาล ๔ อสงไขยแสนกัปได้ไหม ก็ต้องได้ มิฉะนั้น ความปรารถนาที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมไม่สำเร็จ

    นอกจากนั้น ในระหว่างที่เป็นพระโพธิสัตว์ ก็จะต้องประกอบด้วย พุทธภูมิธรรม ๔ ประการ คือ มีความเพียรอันมั่น ๑ มีปัญญาเชี่ยวชาญหาญกล้า ๑ มีความตั้งใจมั่น คือ เพราะอธิษฐานอันมั่นมิได้หวั่นไหว ๑ มีหิตจริยาคือเมตตาแก่สัตว์ ๑

    เพราะฉะนั้น จะเห็นพระคุณของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างมาก ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญบารมีเพื่อที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า

    เมื่อประกอบด้วย พุทธภูมิธรรม ๔ ประการ แล้ว ยังต้องประกอบด้วย อัชฌาสัยถึง ๖ ประการ คือ

    เนกขัมมัชฌาสโย มีพระอัธยาศัยพอพระทัยที่จะออกทรงบรรพชา ๑

    ปวิเวกัชฌาสโย พอพระทัยที่จะออกจากหมู่ จากคณะ และอยู่ในที่อันสงบสงัด ๑

    อโลภัชฌาสโย พอพระทัยที่จะจำแนกแจกทาน ๑

    อโทสัชฌาสโย พอพระทัยที่จะเจริญเมตตาแก่สัตว์ทั้งปวง ๑

    อโมหัชฌาสโย พอพระทัยในกิจที่จะพิจารณาซึ่งคุณและโทษ บุญและบาป และเจริญซึ่งพระอัปปมาทธรรม ๑

    นิสสรณัชฌาสโย พอพระทัยที่จะยกตนออกจากภพ มิได้ยินดีที่จะเวียนอยู่ในภพ ๑

    รวมเป็นอัชฌาสัย ๖ ประการ ที่จะต้องประพฤติเป็นไปเพื่อที่จะให้ พระโพธิญาณถึงความแก่กล้า

    เพราะฉะนั้น ท่านที่จะไม่บำเพ็ญบารมีที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ควรที่จะสะสมคุณบารมีต่างๆ เหล่านี้ เล็กๆ น้อยๆ มากขึ้นๆ เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงคุณธรรมที่จะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะเป็นคุณธรรมที่ทำให้สามารถรู้แจ้งอริยสัจธรรมได้ เพราะว่าเป็นการพากเพียรที่จะขัดเกลากิเลส อบรมเจริญปัญญาที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ซึ่งรู้ยากจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่จะรู้ง่ายเลย

    ถ. ในเมื่อพระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านยังหาที่สงบสำหรับเจริญสติปัฏฐาน อย่างเราๆ อยู่ในสถานที่สิ่งแวดล้อมอย่างนี้ จะเจริญสติปัฏฐานไปได้ตลอดอย่างไร

    สุ. พุทธบริษัทมี ๔ คือ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี เพราะฉะนั้น การที่จะรู้แจ้งอริยสัจธรรมนี้ จะต้องรู้ตามความเป็นจริงของแต่ละบุคคล

    ถ. ในเมื่อเราอยู่กับสภาพแวดล้อมเช่นนี้ ไม่มีทางที่จะสงบ เราจะพิจารณาได้อย่างนั้นหรือ

    สุ. จะเจริญความสงบ หรือว่าจะเจริญปัญญา

    ถ. ในเมื่อยังมีสิ่งรบกวนอยู่ ปัญญาย่อมจะเกิดได้ยาก

    สุ. ปัญญารู้อะไร ที่สำคัญที่สุดต้องรู้ว่า ปัญญารู้อะไร

    ถ. ส่วนใหญ่เรามักจะลืมการพิจารณาในตัวเรานี้

    สุ. แต่ถ้าทราบว่า ปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏ จะทำให้ไม่ลืมที่จะระลึกรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏแทนที่จะคิดถึงสถานที่ ถ้าคิดถึงสถานที่ หมายความว่าลืมว่าปัญญาสามารถรู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้

    ถ. การนึกคิดอย่างนี้ ใช่วิตก วิจาร ไหม

    สุ. ภาษาไทยใช้คำว่า วิตก ในลักษณะที่ว่าเป็นความห่วงใย เป็นความห่วงกังวล แต่ว่าลักษณะของวิตกเจตสิกนั้น เป็นสภาพธรรมที่จรดในอารมณ์ หรือตรึกในอารมณ์ เร็วมาก เกิดดับพร้อมกับจิต เว้นทวิปัญจวิญญาณ ๑๐ ดวง ที่กำลังเห็น กำลังได้ยิน กำลังได้กลิ่น กำลังลิ้มรส กำลังรู้สิ่งที่กระทบสัมผัส

    หลังจากเห็นแล้ว วิตกเจตสิกเกิด ยังไม่ได้คิดเป็นคำเป็นเรื่องอะไร แต่ว่าจรดในอารมณ์ที่ปรากฏและก็ดับไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ลักษณะของวิตกเจตสิกมีหลายขั้น เวลาที่คิดนึกเรื่องหนึ่งเรื่องใด ในขณะนั้นตรึกถึงอารมณ์ที่คิด และก็มีสัญญาเจตสิกจำในอารมณ์ที่คิด และก็มีสัญญาที่เคยจำในเรื่องนั้นเป็นปัจจัยทำให้เกิดจำ และจรด คือ ตรึก ในเรื่องที่คิดนั้นอย่างรวดเร็ว และก็ดับไปทุกๆ ขณะ

    เพราะฉะนั้น การอบรมเจริญปัญญาต้องทราบว่าปัญญารู้อะไร จะได้อบรมให้ถูกต้อง ปัญญารู้ลักษณะของสภาพธรรมที่กำลังปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจตามปกติตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าปกติอยู่ที่ไหน ก็อบรมสติ เพราะระลึกได้



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๗๘๑ – ๗๙๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 80
    28 ธ.ค. 2564