ตอนที่ 49 วันสถาปนากรมตำรวจ


    สวัสดีครับท่านผู้ฟังครับ

    เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมตำรวจในครั้งนี้นะครับ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงกรมตำรวจก็ได้เรียนเชิญประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระศาสนานะครับ คือท่านอาจารย์สุจินต์บริหารเขตซึ่งท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในด้านการสนทนาธรรม ให้กับทางสถานีวิทยุในเครือข่ายของกรมตำรวจทั่วประเทศทีเดียวทั้งในกรุงเทพมหานคร และก็ตามต่างจังหวัดนะครับ สำหรับในวันนี้เราได้เรียนเชิญท่านมาพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องธรรมะหรือว่าการสนทนาธรรมที่จะให้บรรดาเพื่อนข้าราชการตำรวจนั้นมีไว้ในจิตใจหรือว่าจะได้มีการปฏิบัติกันบ้างไม่ทราบว่าท่านอาจารย์มีข้อแนะนำอย่างไรที่จะให้บรรดาข้าราชการตำรวจทั่วประเทศได้รู้ซึ้งถึงหลักของธรรมะครับอาจารย์ครับ คือการที่เราจะเข้าใจธรรมะได้ก็จะต้องมีการศึกษาธรรมะค่ะถ้าไม่ศึกษาพระธรรมเราก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจธรรมะได้แต่ว่าการศึกษานั้นมีหลายอย่างนะคะ คือคือการศึกษาโดยการฝังเรียกว่าโดยการสนทนาธรรมก็ได้ สำหรับการศึกษาโดยการฟังการสนทนาธรรมนะครับ อย่างที่อาจารย์ได้กล่าวเมื่อสักครู่แล้วเนี่ยนะครับ ไม่ทราบว่าถ้าสมมติว่าในปัจจุบันนี้จะสังเกตเห็นว่าบรรดาข้าราชการตำรวจทั่วไปเนี่ยนะครับ มักจะถูกกล่าวขานกันว่าปฏิบัติหน้าที่ ไม่เคยมีความ๑๒:๐๐กันบ้างหรือว่าบางครั้งบางคราวนั้นปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่ว่าไม่เป็นที่ถูกอกถูกใจกับบรรดาประชาชนเนี่ยนะครับ อยากจะให้อาจารย์เณรสักนิดนึงว่า เราจะใช้หลักธรรมะอย่างไรมาใช้กับบรรดาผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อาจารย์ครับเพราะว่าปัจจุบันนี้เนี่ยเราก็เปรียบเสมือนกันว่าข้าราชการตำรวจนั้นก็คือประชาชนคนหนึ่ง อยากจะอาจารย์ช่วยเน้นตรงจุดนี้นะคะ อาจารย์ครับค่ะประชาชนทุกคนที่เป็นชาวพุทธก็ควรที่จะได้ศึกษาให้เข้าใจพระธรรมถึงจะได้เข้าใจว่าพระธรรมนั้นคืออะไร และจะปฏิบัติอย่างไรถ้ายังไม่ศึกษาพระธรรมเลยนะคะ เพียงแต่ว่าเราทราบว่าพระพุทธศาสนามีศีล๕แล้วก็ทุกคนก็ ควรที่จะประพฤติปฏิบัติตามศีล๕แต่ว่าทั้งๆ ที่เพียง๕เราก็จะสังเกตได้ว่าน้อยคนนักที่จะได้ครบสมบูรณ์นี้ก็แสดงให้เห็นว่าเรายังขาดความเข้าใจ และความมั่นใจจริงๆ ในเรื่องประโยชน์ของพระธรรม เพราะฉะนั้นถ้าศึกษาจะทราบได้ค่ะว่า เพื่อที่จะสมบูรณ์ในศีล๕ได้นั้นต้องถึงความเป็นพระอริยะบุคคลขั้นพระโสดาบัน แต่ว่าก็คงจะไม่มีใครไปถึงการรู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นเพศสาวดาร์บันโดยที่ว่ายังไม่ได้เริ่มศึกษาพระธรรมเลย เพราะฉะนั้นดิฉันเองนะคะ ขอให้ทุกท่านนะคะ ได้เริ่มเห็นความสำคัญของพระธรรม และก็ได้ฟังบ้างศึกษาบ้างหรืออ่านบ้างสนทนาบ้าง ที่เกี่ยวกับธรรมะ เพราะว่าจริงๆ แล้วตำรวจก็คือประชาชนครับใช่ครับอาจารย์ครับแล้วก็เชื่อว่าตำรวจทุกคนนะครับ ก็อยากจะปฏิบัติตามหลักธรรมะเหมือนกันแต่บางครั้งบางคราวหรือบางคนเนี่ยยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นตรงไหนอยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำสักนิดนึงครับค่ะที่จริงแล้วก็ต้องศึกษาตามลำดับซึ่งเป็นเรื่องที่ ไม่ง่ายนะคะ ขอเรียนให้ทราบว่าสำหรับพระธรรมนั้นไม่ใช่เป็นสิ่งซึ่งใครคิดว่าจะหยิบหนังสือขึ้นมาสักเล่มนึงแล้วก็อ่าน และเข้าใจได้ซึ่งความจริงก็เข้าใจได้บ้างพอสมควรนะคะ แต่ไม่ถึงขั้นที่จะทำให้เข้าใจ อริยสัจธรรมหรือว่าฟร่ะรัตนตรัยโดยลึกซึ้งเช่นที่เราสวดมนต์ว่าพุทธะอิสระนั่งคัดฉามิธัมมังสะระนังคัจฉามิสังฆังสะระนังคัจฉามิ ทุกคนก็จะจะกล่าวคำนี้ได้แต่ว่ามีใครบ้างที่จะเข้าใจจริงๆ ถึงคำที่ว่ามีพระพุทธรัตนะคือพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นสาร เนี่ยค่ะคือยังไม่เข้าใจความหมายจริงๆ ของพระปัญญาคุณพระบริสุทธิคุณพระกรุณาคุณที่ทำให้พระองค์เป็นพระพุทธะรัตนะ เพราะฉะนั้นเราก็อาจจะถึงเพียงแค่คำกล่าวซึ่งจริงๆ แล้วพระปัญญาคนนั้นมีมากพระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณซึ่งเราจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อ เราได้ศึกษา เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วเนี่ยนะครับ ก็เข้าใจว่าบรรดาเพื่อนข้าราชการตำรวจทั่วเรียกกันว่าเกือบทั่วประเทศทีเดียวนะครับ ยังมีอีกมากที่เดียวที่ยังเป็นอย่างที่อาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่นะครับ ว่ายังไม่รู้สึกถึงว่าพุทธทั้งธัมมังสังฆังนั้นเนี่ยนะครับ ความหมายของธรรมะหรือว่าคำแปลจริงๆ นั้นเป็นอย่างไรก็ได้แต่เพียงกล่าวกันเท่านั้นเองลักษณะอย่างนี้นะครับ อยากจะให้อาจารย์ช่วยย้ำเน้นลึกลงไปอีกสักนิดหนึ่ง เพื่อบรรดาข้าราชการตำรวจทั่วประเทศที่ฟังกันอยู่นี้เนี่ยจะได้เอาหลักธรรมะอันเนี้ยไปยึดปฏิบัติในการปฏิบัติหน้าที่กันบ้างครับค่ะรวมทั้งประชาชนคนไทยครับทั้งหมดด้วยนะคะ ค่ะพระพุทธศาสนาเป็นคำสอนของพฤหัสสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งกว้างขวางมากทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะหยิบยกส่วนหนึ่งส่วนใดมาเนี่ยก็อาจจะทำให้ไม่สามารถที่จะ เข้าใจได้ชัดเจนเพียงในระยะเวลาสั้นๆ แต่ดิฉันอยากจะให้เห็นว่าการศึกษาธรรมะเป็นเรื่องละเอียด เพราะฉะนั้นถ้าเราจะเข้าใจความหมายแม้แต่แต่ละคำก็จะทำให้ทุกคนนะคะ ใดเป็นผู้ที่กระทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ขึ้นเช่นคำว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ก็เป็นคำที่ใช้กันชิ้นนะคะ ครับแต่ว่าถ้าได้เข้าใจความหมายจริงๆ ก็จะทำให้มีการพัฒนาความเข้าใจ และก็ได้กระทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ขึ้นครับ เช่นคำว่าพิทักษ์ก็คงจะเข้าใจกันแล้วนะคะ ว่าหมายความถึงเป็นผู้ที่คุ้มครองรักษาปกป้องสันติก็คือความสงบค่ะนี่ก็ต้องแสดงให้เห็นแล้วว่าต้องมีความไม่สงบหรือว่ามีปัญหาซึ่งจะต้องอาศัยผู้ที่มีหน้าที่ ที่จะกระทำให้เกิดความสงบขึ้น ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ที่จะกระทำให้เกิดความสงบก็ต้องเป็นผู้ที่มีธรรมะถ้าไม่มีธรรมะก็อาจจะทำให้เกิดความไม่สงบมากก็ได้ ครับอันนี้แหละครับก็คิดว่าในลักษณะอย่างนี้เนี่ย ยังมีผู้ที่เข้าไม่ถึงหรือว่ายังไม่รู้แจ้งเห็นจริงในลักษณะอย่างที่อาจารย์ว่าเนี่ยนะครับ ก็คงจะมีหลายท่านทีเดียวปัจจุบันนี้เนี่ยเป็นที่กล่าวขานกันในลักษณะที่ว่า บรรดาข้าราชการตำรวจนั้นไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง ถ้าหากว่าได้มีการศึกษาทำมากันอย่างแท้จริงแล้วนะครับ คงจะใช้หลักธรรมะเนี่ยไปใช้ในการปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างมากเลยทีเดียว สำหรับหลักธรรมมาปฏิบัตินะครับ ที่จะเป็นคู่กับชีวิตประจำวันของบรรดาเจ้าหน้าที่ตำรวจเนี่ย อยากจะให้อาจารย์ชี้แนวทางสักนิดนึงหรือว่าชี้แนะสักนิดนึงเผื่อบางท่านเนี่ยจะได้ยึดเป็นแนวปฏิบัติต่อไปในการปฏิบัติหน้าที่การงานหรือในลักษณะของการที่ว่าอาจจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวของบรรดาครอบครัวทั้งหลายด้วยครับอาจารย์ครับ สำหรับพระธรรมที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงต้องเหมาะกับทุกคนนะคะ คือไม่ใช่แต่เฉพาะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เท่านั้นแต่ว่าพระธรรมมีมากค่ะอย่างที่ได้เรียนให้ทราบแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะขอยกเพียงบางส่วนที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และราษฎรคลับคนสองฝ่ายอะไรบ้างครับอาจารย์ครับค่ะทั่วไปนะคะ ก็คือพรหมวิหาร๔ ซึ่งแม้แต่คำนี้ก็ควรที่จะได้ทราบว่าv ๕รายหมายความถึงความเป็นอยู่หรือว่า ธรรมะซึ่งเป็นเครื่องอยู่ของพรหมคือผู้ประเสริฐซึ่งทุกคนนะคะ ก็สามารถที่จะค่อยๆ อบรมไม่ว่าจะเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หรือราษฎรครับเพื่อที่จะช่วยให้เกิดความสงบขึ้นนะคะ สำหรับพรหมวิหารก็คงจะทราบแล้วว่ามีสี เริ่มด้วยเมตตาหนึ่งกรุณาหนึ่งมุทิตาหนึ่งอุเบกขาหนึ่ง ก็คงจะน่าสงสัยว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี้จะมีเมตตาได้ยังไงใช่ไหมคะ คือบางครั้งบางคราวเนี่ยนะครับ ก็ต้องเรียนตรงๆ ว่าข้าราชการตำรวจเนี่ยก็คือประชาชนคนหนึ่งนะครับ ตามความรู้สึกของผมแล้วคิดว่าถ้าหากว่าจะเอาพรหมวิหาร๔ไปใช้เนี่ยบางครั้งอาจจะใช้ไม่ได้อาจารย์ครับอย่างเช่นเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาเนี่ย บางครั้งบางคราวแล้วเนี่ยนะครับ มันจะมีสภาวะแวดล้อมกดดันอันนี้เป็นบางคนนะครับ ทีนี้ถ้าหากว่า ทุกคนเนี่ยยึดหลักอย่างที่อาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่ว่าจะต้องมีพรหมวิหาร๔เนี่ยก็เชื่อว่าสังคมนี้ก็คงจะอยู่กันอย่างมีความสงบสุขแต่ปัจจุบันนี้สังคมไม่ค่อยมีความสงบสุขก็เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วขาดพรหมวิหาร๔ ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปแก้ไขด้วยไปช่วยในลักษณะของการเป็นผู้พิทักษ์บ้างก็ตามเนี่ยนะครับ ก็ยังไม่ค่อยได้ผลแม้แต่ตัวข้าราชการตำรวจเองบางคนเนี่ยนะครับ ก็อาจจะมีแรงกดดันกันบ้างหรืออะไรกันบ้างนะครับ อาจารย์ครับอยากจะให้อาจารย์ชี้แนะว่าจะปฏิบัติตนอย่างไรอาจารย์ครับค่ะเป็นเรื่องยากแต่ถ้าที่ใครจะมีพระวิหารครบทั้ง๔ได้ทุกวันนะคะ ครับอาจารย์ครับแต่ว่าถ้าเราจะค่อยๆ เข้าใจ และเห็นประโยชน์แม้แต่พรหมวิหารที่หนึ่งคือเมตตา เมตตาหมายความถึงความเป็นมิตรค่ะครับ เพราะฉะนั้นตำรวจเนี่ยยอมเป็นมิตรได้แน่นอน ถ้าเห็นประโยชน์ว่าเมล็ดตาคือความไม่เป็นศัตรู เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าผู้นั้นจะทำผิดเพราะว่าเป็นหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ซึ่งจะต้อง ช่วยคนที่ถูกทำร้ายหรืออะไรก็ตามแต่นะคะ เพราะฉะนั้นก็อาจจะต้องมีการจับกุมเรียกว่าสืบหาว่าผู้ใดกระทำผิดแต่ว่าสามารถจะทำด้วยความเมตตาหรือว่าด้วยความเป็นมิตรไม่ใช่ด้วยความเป็นศัตรูเพราะว่าคงจะไม่มีใครอยากจะทำผิดครับแต่ว่า เมื่อได้กระทำแล้วซึ่งทุกคนก็ต้องเคยทำค่ะไม่ว่าจะทำผิดในเรื่องเล็กหรือว่าเรื่องใหญ่ตั้งแต่เด็กจนโตก็คงจะไม่มีใครบอกว่าเขาไม่เคยทำอะไรผิดเลย แต่ว่าถ้ามีใครที่มีความเห็นใจมีความเข้าใจมีความเป็นมิตรแต่ว่าต้องทำตามหน้าที่ ก็คงจะทำหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยความเมตตาได้ใช่ไหมคะใช่ครับแต่ทีนี้บางครั้งนะครับ เราใช้ความเมตตาเนี่ยผลที่ได้รับกลับออกมาเนี่ยนะครับ มันไม่เป็นอย่างที่เราตั้งความหวังไว้เนี่ยผู้กระทำบางทีก็อาจจะมีความรู้สึกที่สูญเสียลงไปเนี่ยอาจารย์จะแก้ไขอย่างไรล่ะครับ ถ้าเขาเห็นความเมตตาคือความเป็นมิตรของเราเขาก็คงจะเข้าใจค่ะว่าเราทำตามหน้าที่ และในขณะเดียวกันทุกคนที่อยู่ร่วมกันก็ต้องมีหน้าที่ในเมื่อเขาได้ทำผิดไปแล้วหน้าที่ของเขาก็คือว่าต้องยอมรับความผิดนั้น แต่ว่าในขณะที่เราปฏิบัติต่อเขาถ้าเรามีความเมตตาคือมีความเป็นเพื่อนในทุกทางก็จะทำให้จิตใจของเขาอ่อนโยนแล้วก็สามารถที่จะมองเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นไม่ใช่ทำด้วยความไม่พอใจส่วนตัวนะคะ แต่ว่าเป็นการกระทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม เพื่อสันติของราษฎร คือลักษณะอย่างนี้นะครับ อาจารย์ไม่ทราบว่าผมมีความคิดเห็นหรือว่ามีความขัดแย้งกับความคิดของอาจารย์เนี่ยนะครับ แต่ในลักษณะอย่างที่อาจารย์กล่าวเมื่อสักครู่เนี่ยบางครั้งบางคราวเนี่ยเจ้าหน้าที่ตำรวจเนี่ยทำด้วยความเมตตาแต่ผู้ถูกกระทำเนี่ยไม่ได้คิดอย่างนั้นเนี่ยนะครับ อาจารย์ครับจะมีผลหรือว่าจะทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำลงไปด้วยความเมตตาเนี่ยมีผลมีความรู้สึกตรงกันข้าม ในทางพระพุทธศาสนาไม่ได้หวังผลอย่างอื่นนะคะ นอกจากหวังผลคือผู้ที่มีเมตตานั่นเองค่ะเป็นผู้ที่มีความสุขใจ คือไม่ต้องการผลอื่นทั้งสิ้นเพราะว่าสิ่งใดจะเกิดกับแต่ละคนเราก็รู้ว่าเป็นอนัตตาบังคับบัญชาไม่ได้ครับวันนี้เราอาจจะถูกใครทำร้ายก็ได้ครับแต่ถ้าไม่มีเหตุที่จะเกิดขึ้นกับเราเหตุนั้นก็ไม่เกิดกับเรา เพราะฉะนั้นในพระธรรมไม่ได้ทรงแสดงให้โกรธให้พยาบาทหรือให้อาฆาตใครเลยนะคะ เพื่อประโยชน์ของจิตใจของผู้นั้นที่จะไม่เดือดร้อนด้วยความโกรธหรือว่าด้วยความพยาบาทแต่ไม่ว่าจะได้รับสิ่งใดเป็นการตอบแทนก็เป็นเครื่องที่ทำให้เราเจริญเมตตา คืออบรมความเป็นผู้ที่มีจิตใจเป็นเพื่อนกับทุกคนเพิ่มขึ้น ครับก็คิดว่าข้อแรกนะครับ ของพรหมวิหาร๔นี่ก็บรรดาเพื่อนข้าราชการตำรวจก็คงจะนำไปคิดสิ่งใดที่น่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ก็เอาไปถือปฏิบัติกันสำหรับข้อที่สองครับที่อาจารย์บอกว่ามีความกรุณาเนี่ยนะครับ อันนี้เนี่ยอยากจะให้อาจารย์เณรสักนิดนึงว่าเกี่ยวข้องยังไงกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจกับประชาชนกันบ้างครับอาจารย์ครับ ค่ะคือความจริงกรุณานี้ก็สืบเนื่องมาจากเมตตาคือความเป็นมิตรครับเพราะว่าโดยมากคนไม่ค่อยทราบนะคะ ว่าภาษาไทยที่ใช้คำว่ามิตรคือความเป็นเพื่อนกันไม่ใช่ศัตรูกันนั้นก็เป็นลักษณะของเมตตานั่นเองคือพร้อมที่จะเกื้อกูลแล้วก็ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์กับบุคคลนั้น นี่คือเมตตา เพราะฉะนั้นถ้าเห็นคนที่เขากำลังเดือดร้อนเป็นทุกข์ จะเป็นผู้ร้ายก็ได้นะคะ แต่ว่าเขากำลังหิวหรือว่ากำลังเจ็บไข้เราก็คงจะไม่เมินเฉยหรือว่าปล่อยให้เขาทนทุกข์ทรมานโดยที่ว่าไม่มีการช่วยเหลือให้เขาพ้นจากสภาพที่เป็นทุกข์นั้น เพราะฉะนั้นความต่างกันของเมตตากับกรุณาก็คือว่าเมตตานั้นมีความเป็นมิตร เป็นเพื่อนพร้อมที่จะเกื้อกูลหวังดีให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุขครับส่วนกรุณานั้นก็คือว่าเมื่อผู้ใดได้รับความทุกข์ด้วยประการใดๆ ก็ตามไม่ว่าจะเป็นทุกข์กายทุกข์ใจเราก็มีจิตที่ เข้าใจ ในสภาพของความทุกข์ของบุคคลนั้นแล้วก็พร้อมที่จะช่วยเหลือถ้าเราสามารถจะช่วยได้ คือการช่วยเหลือเนี่ยอาจารย์ครับผมขออนุญาติจากนิดนึงนะว่าเมื่อช่วยไปแล้วเนี่ยจะเป็นในลักษณะชาวนากับงูเห่าทำยังไงล่ะครับอาจารย์ครับก็ต้องมีเหตุที่จะทำให้เราได้รับผลจากงูเห่าเพราะว่าเราไม่ควรจะกลัวการที่เราจะช่วยใครนะคะ ถ้าเราช่วยแล้วก็ได้รับผลตอบแทนที่ไม่ดี หมายความว่าเรามีเหตุในอดีตที่จะทำให้ได้รับผลนั้นแม้ไม่ใช่จากบุคคลนั้นครับยังตึกถล่มนะครับ ไม่มีใครที่จะต้องการให้เป็นอย่างนั้นไม่มีใครที่กำลังพยาบาทอาฆาตให้บุคคลนั้นบุคคลนี้ได้รับทุกข์แต่เมื่อถึงคราวที่กรรมจะให้ผลนะคะ ก็มีเหตุที่จะทำให้เกิดผลนั้น เพราะฉะนั้นแทนที่จะคิดว่าเกิดจากงูเห่าหรือว่าเกิดจากคนที่เรามีเมตตากรุณาด้วยก็ไม่ต้องคิดถึงความเป็นบุคคลนั้นนะคะ ซึ่งเขาเองก็ก็ได้รับความทุกข์เพราะจิตใจหรือว่าการกระทำที่ไม่ดีแต่ว่าใจของเราถ้าไม่ดีเมื่อไหร่ก็จะสะสม และก็ทำให้เกิดผลที่ ไม่น่าพอใจ ไม่ว่าจะเป็นทางตาหูจมูกลิ้นกาย อย่างงั้นก็เปรียบเหมือนว่าเป็นกรรมเก่าถูกต้องไหมครับอาจารย์คะถ้ากรรมเก่าผมก็ถามย้ำไปเลยนะครับ ว่าเหตุกรณีตึกถล่มเนี่ยทุกคนที่เสียชีวิตเนี่ยเป็นกรรมร่วมกันอย่างนั้นแหละอาจารย์ครับ ที่จริงถ้าใช้คำว่าร่วมกันต้องใช้ว่าทั้งโลกหรือทั้งจักรวาลใช่ไหมคะจริงๆ แล้วแต่ละคนเนี่ยค่ะก็เป็นแต่ละชีวิตซึ่งมีกรรมที่สะสมมาวิจิตรมากละเอียดมากต่างกันมากนักแต่ทุกวันทำไมถึงมารวมกันที่จุดๆ นั้นแหละครับอาจารย์ครับเผื่อสถานที่คงจะไม่จำเป็นนะคะ เพราะว่าถ้าพูดถึงขนาดที่เสียชีวิต แม้ในขณะที่เรากำลังคุยกันก็คงจะมีคนตายในที่ต่างๆ กันหรือที่เดียวกันก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องสถานที่ก็เป็นแต่เพียงเรื่องที่เราคิดด้วยความสงสัยว่าทำไมต้องเป็นที่นี่ และเวลานั้นแต่ถ้าคิดถึงเพียงว่าเมื่อถึงคราวที่กรรมจะให้ผลใครก็ยับยั้งไม่ได้เพราะสำหรับพุทธศาสนานะคะ ก็จะแสดงเรื่องเหตุ และผลคือเรื่องกรรม และผลของกรรม อ๋อครับครับก็คิดว่าครอบเมตตานี้ ก็คงจะสรุปได้ว่า คงจะต้องให้ทุกคนเนี่ยนะครับ มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กันอย่างนั้นใช่ไหมครับอาจารย์ครับค่ะทางผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และราษฎรด้วยทุกคนค่ะครับครับขอบคุณมากครับ และขอต่อไปนะครับ อาจารย์ครับมุทิตาครับมุทิตาคือความยินดีด้วยในความสุขของคนอื่นนี่ก็แสดงให้เห็นสภาพของจิตใจซึ่งละเอียดขึ้น เพราะว่าบางคนเนี่ยค่ะก็อาจจะไม่เคยสังเกตเลยว่าเวลาที่คนอื่นได้รับสิ่งที่ดีแล้วเรารู้สึกยังไงบางคนอาจจะริษยาบางคนอาจจะไม่พอใจ เวลาที่อ่านหนังสือพิมพ์นะคะ ก็คงจะมีทั้งข้าวที่จะทำให้เกิดชอบบ้างไม่ชอบบ้างในบุคคลนั้นบุคคลนี้ เพราะฉะนั้นถ้ามีการสนทนาหรือการพูดคุยกันการออกความคิดเห็นเราจะสังเกตได้ว่าความเห็นนั้นๆ มาจากจิตใจชนิดไหน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ เค้าก็มีทั้งกรรมดี และกรรมชั่วแล้วก็มีทั้งสุข และทุกข์ เพราะฉะนั้นถ้าใครที่กำลังได้รับสิ่งที่ดีก็ควรจะอนุโมทนาในผลของกรรมดีที่เขาทำไว้ ลืมความเป็นบุคคลนั้นบุคคลนี้เพื่อจิตใจของเราจะได้ไม่เดือดร้อนค่ะ ก็อยากจะเรียนถามอาจารย์ต่อไปนะครับ ในฐานะที่อาจารย์เป็นผู้มีประสบการณ์ในด้านนี้นะครับ หรือว่าเป็นผู้ที่บรรยายขอปฏิบัติธรรมหลายแห่งหลายหนแล้วก็ตามเนี่ยนะครับ เมื่ออาจารย์บอกว่า สังคมนั้นถ้าหากมีความยินดีในสิ่งที่คนอื่นได้รับผลดี และได้รับคำดีมีการส่งเสริมกันใหม่ไม่มีการอิจฉาตาร้อนกันเนี้ยจะถามอาจารย์ว่าสังคมปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นประเทศไทยของเราหรือว่าในที่ใดๆ ในโลกนี้นะครับ สังคมนี้ยังยังใช้ได้อยู่หรือเปล่าครับในลักษณะของการที่ว่า ยังมีการยินดียินร้ายหรือว่ายังมีการขออิจฉาตาร้อนกันอยู่เนี่ยนะครับ ซึ่งถ้าหากว่าเอามาเปรียบกับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์หรือว่ากับประชาชนนะครับ อาจารย์อยากจะให้ข้อเปรียบเทียบสักนิดนึงว่ามันเป็นอย่างไรครับอาจารย์ครับ คือธรรมะนี้เป็นเรื่องที่เป็นจริงนะคะ เราต้องยอมรับว่าธัมมะมีสองฝ่ายคือธรรมะที่เป็นฝ่ายดีเป็นกุศลฝ่ายหนึ่ง และธรรมะที่เป็นฝ่ายไม่ดีคือธรรมะที่เป็นฝ่ายอกุศลครับ และถ้าเราไม่เป็นผู้ที่ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอย่างละเอียดเราจะไม่ทราบเลยค่ะเพราะเหตุว่าบางครั้งจิตใจที่เป็นกุศลก็สั่นมากเล็กน้อยมาก และก็จิตใจที่เป็นอกุศลก็เกิดสืบต่อสลับกัน เร็วมากอย่างที่กล่าวว่ายินดีด้วยกับความสุขหรือความเจริญของคนอื่นนะคะ ถ้าไม่เข้าใจธรรมะจริงๆ จะไม่ทราบว่าอาจจะไม่ใช่มุทิตาซึ่งเป็นกลุ่มวิหารก็ได้ครับแต่เป็นโลภาความยินดีเบิกบานพอใจ ในเมื่อบุคคลนั้นผู้เป็นที่รักได้มีความสุขความเจริญ นี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าสำหรับธรรมะเครื่องอยู่ของกลุ่มต้องเป็นผู้ที่ประเสริฐจริงๆ ค่ะ คือต้องทราบความละเอียดความต่างกันว่าถ้าเป็นคนที่รักประสบสิ่งที่ดี และเราดีใจด้วยเป็นโหลผ้านะคะ ไม่ใช่เป็นมุทิตาแต่มุทิตานี้ต้องทั่วไปหมดไม่ว่าใครทั้งนั้นถ้าในประเทศในซึ่งกำลังประสบภัยพิบัติแล้วก็มีการช่วยเหลือ และเรารู้สึกยินดีที่คนนั้นได้พ้นจากสภาพอย่างนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นใครเรารู้จักหรือเราจะไม่รู้จักก็ตามแต่จิตของเราก็เกิดความยินดีที่เขาได้รับสิ่งที่ดีก็ถือว่าเป็นมุทิตาชัยชนะนั้นจิตใจเป็นกุศลค่ะเป็นสภาพของจิตที่ดีงาม เพราะฉะนั้นต้องไม่ใช่เกี่ยวข้องด้วยความผูกพันในฐานะของเพื่อนหรือว่าในฐานะของญาติแต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามนะคะ เราต้องสังเกตจิตใจของเราว่าเป็นความพลอยยินดีด้วยที่เป็นกุศลเรียกว่าเป็นความรื่นเริงที่คนที่เรารู้จักมักคุ้น เป็นผู้ที่ได้รับสิ่งที่ดีดังนั้นแสดงว่า จะอย่างไรก็ตามตัวของเราเองย่อมจะรู้นะครับ ว่าเราเป็นผู้มีมุทิตาหรือว่าเราเป็นผู้มีโพะอย่างนั้นใช่ไหมครับทำไมทำให้รู้จักตัวเองขึ้น และก็ทำให้รู้จักคนอื่นทะลุปรุโปร่งด้วยค่ะอ่อครับแหมก็รู้สึกว่าผมก็พอจะเข้าใจขึ้นมาบ้างนะครับ ซึ่งแต่เดิมเนี่ยก็ไม่ค่อยเข้าใจกันเลยสำหรับอีกข้อนะครับ ข้อสุดท้ายเนี่ยนะครับ อุเบกขาแหละครับอาจารย์ครับ อาการวางเฉยนี้นะครับ ไม่ทราบว่าจะเอามาใช้กับผู้พิทักษ์สันติราษฎร์รู้ว่าบรรดาข้าราชการตำรวจหรือประชาชนอย่างไรบ้างครับ ทุกวันนี้เหตุการณ์ของโลกนะคะ หรือแม้แต่ว่าในวงศาคณาญาติในหมู่มิตรสหายนะคะ ก็จะต้องมีบางคนซึ่งกำลังประสบความทุกข์บางคนก็ประสบความสุขแต่เรามีความเป็นมิตรคือเมตตาหวังดีนะคะ แล้วก็มีกรุณาถ้าเราสามารถจะช่วยได้แล้วสำหรับผู้ที่ได้รับสิ่งที่ดี แล้วก็มีมุทิตาพลอยยินดีด้วยแต่ถ้าเราไม่สามารถที่จะช่วยเขาได้นะคะ ถึงแม้ว่าเป็นเพื่อนสนิทหรือว่าเป็นพี่น้องเป็นวงศาคณาญาติหรือว่าเป็นใครก็ตามซึ่งเดือดร้อนเพื่อใจของเราจะได้ไม่เป็นทุกข์หวั่นไหวเราก็ควรจะได้ทราบว่าทุกคนมีกรรมเป็นของของตน ซึ่งแลกเปลี่ยนกันไม่ได้ถึงคราวที่บุตรป่วยไข้ได้๗มารดาก็อยากจะป่วยแทนนะคะ สงสารบุตรเหลือเกินแต่ก็ทำไม่ได้เพราะเหตุว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน เพราะฉะนั้นเพื่อจิตใจจะได้ไม่หวั่นไหวก็ควรที่จะได้ทราบความจริงว่าธรรมะทั้งหลายเป็นอนัตตา ไม่มีใครสามารถที่จะยับยั้งหรือว่าบันดาลให้เกิดสิ่งที่ต้องการได้แต่ว่าทุกอย่างที่จะเกิดต้องเป็นไปตามเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้นก็จะเห็นได้ค่ะว่าเค้าทุกข์เราทุกข์เขาสุขเราสุขก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะช่วยเขาก็ควรที่จะช่วยให้เขา เกิดความรู้ความเข้าใจถูกต้องในเรื่องของสภาพธรรมะซึ่งเป็นเหตุที่ดีที่จะทำให้เขากระทำแต่สิ่งที่ดีซึ่งจะทำให้เกิดผลที่ดี อ๋อครับครับก็คิดว่าบรรดาเพื่อนข้าราชการตำรวจ และประชาชนทั่วไปนะครับ ก็คงจะได้รับทราบพรหมวิหาร๔ที่ท่านอาจารย์สุจินต์บริหารวนเขตต์ได้มีการชี้แจงรายละเอียดนะครับ ให้ฟังถึงแม้ว่าจะใช้เวลาเพียงน้อยนิดก็ตามนะครับ สุดท้ายนี้ก็อยากจะให้ท่านอาจารย์ช่วยสรุปอีกสักครั้งหนึ่งนะครับ ว่า พรหมวิหาร๔นะน่าจะใช้ควบคู่กับข้าราชการตำรวจของเราในหลักเป็นการยึดหลักในด้านการทำงานประการใดกันบ้างครับอาจารย์ครับแค่ตำรวจเป็นมิตรกับราษฎรราษฎรก็มีความสุขมาก และถึงแม้ว่าจะเป็นมิตรกับผู้กระทำผิดผู้กระทำผิดก็ได้รับน้ำใจที่ดี จากตำรวจนะคะ เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะมองตำรวจด้วยความชื่นชม และก็ให้ความร่วมมือมากขึ้นเพราะว่าตำรวจทำตามหน้าที่ของตำรวจแม้แต่การที่เราจะพิทักษ์สันติราษฎร์ให้ราษฎรนะคะ ก็ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะพอใจเสมอไป คนที่ไม่พอใจคือผู้ที่กระทำผิดก็คงจะมีบ้างแต่ถ้าเราสามารถที่จะให้เขารู้จักเราว่าเราทำตามหน้าที่ด้วยความเป็นมิตรก็คงจะลดความคิดที่ใหม่ดีต่อผู้ที่กระทำหน้าที่เพราะรู้ว่าเป็นหน้าที่จริงๆ เน้นในเรื่องของเมตตา สำหรับในเรื่องของกรุณาก็เป็นโอกาสที่ตำรวจจะกรุณาทุกคนหน้าอยู่แล้วนะคะ ไม่ว่าทางฝ่ายที่เสียหายหรือฝ่ายที่ถูกกระทำให้เสียหายก็มีความที่จะกรุณาเฉพาะรายเฉพาะเหตุการณ์เฉพาะกิจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นว่ามีทางใดที่จะช่วยใครที่กำลังเป็นทุกข์ในขณะนั้น โดยไม่ใช่เราต้องทำความผิดค่ะแต่หมายความว่าเราช่วยด้วยน้ำใจที่จะทำให้เขาพ้นจากความทุกข์แม้เพียงเล็กน้อย ในชีวิตประจำวันจริงๆ ที่สถานีตำรวจก็คงจะมีมากนะคะ แล้วก็สำหรับผู้ที่ตาก็ในระหว่างเพื่อนตำรวจหรือว่าไม่ว่าใครก็ตามค่ะถ้าเราทราบว่า ถ้าเราพลอยยินดีเฉพาะกับคนที่เราพอใจนั้นไม่ใช่กุศลจริงๆ นะคะ เพราะเหตุว่าต้องเป็นผู้ที่ละเอียดที่จะรู้ว่าจะเป็นเพื่อนหรือไม่ใช่เพื่อนความรู้สึกของเราก็เหมือนกัน คือยินดีกับทุกคนที่เขามีความสุข สำหรับอุเบกขานั้นก็คงจะต้องเป็นชีวิตประจำวันของตำรวจเลยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นคดีใดทั้งสิ้นก็จะต้องเป็นผู้ที่ไม่หวั่นไหวไม่ว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนั้นอาจจะเป็นเพื่อนหรือว่าเป็นญาติหรือคนที่ไม่รู้จักเลยครับแต่ว่าถ้าเรามีการกระทำต่อทุกคนเสมอกัน ขณะนั้นก็เป็นกุศลค่ะคือ ไม่หวั่นไหวด้วยการที่จะต้องเป็นข้างหนึ่งข้างใดแต่ว่ามีความเป็นธรรมที่จะรู้ว่าทุกคนที่ทำผิดก็จะได้รับผลของกรรมนั้น สำหรับการที่จะได้รับข้างหน้านั้นมากกว่าที่ทางเราคิดว่าเราเป็นฝ่ายทำให้นะคะ ครับเนื่องในวันตำรวจในปีนี้นะครับ ก็ก็อยากจะให้อาจารย์ฝากข้อคิดอะไรสำหรับบรรดาข้าราชการตำรวจทั่วประเทศอีกสักนิดนึงครับอาจารย์ครับ ขอให้ทั้งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และราษฎรได้สนใจในการศึกษาพระธรรมเพราะเหตุว่าพระธรรมมีคุณค่ามาก แต่ว่าการที่เราจะคิดว่าเพียงอ่านเท่านั้นไม่พอค่ะเพราะเหตุว่ารักวาดที่พระผู้มีพระภาคจะได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญพระบารมีมาก และก็ทรงแสดงพระธรรมถึง๔๕พรรษาไม่ใช่เฉพาะบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ทั่วไปไม่ว่าคนนั้นจะมีจิตหน้าที่ได้ ในครั้งอดีตแม้พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าปเสนทิโกศลศรีหะเสนาบอดีพ่อค้านักธุรกิจทั้งหมดนะคะ ก็ได้รับประโยชน์จากพระธรรม เพราะฉะนั้นก็ควรที่จะได้เห็นว่าพระธรรมนั้นไม่ใช่สิ่งที่เราคิดว่าเราจะเข้าใจได้แต่ต้องศึกษาจริงๆ และก็เป็นผู้ที่ละเอียดแล้วก็จะได้ประโยชน์แม้แต่การที่จะเข้าใจพรหมวิหารหรือธรรมะอื่นๆ ซึ่งมีอีกมากทีเดียวค่ะ ครับก็ต้องขอขอบคุณท่านอาจารย์สุจินต์บริหารวันเขตไว้ณที่นี้นะครับ ที่ได้ให้เกียรติ รับเชิญมาที่สถานีวิทยุกระจายเสียงกรมตำรวจของเรา และก็คิดว่าโอกาสหน้าคงจะได้รับเกียรติจากท่านใหม่อีกครั้งครับขอบคุณมากครับอาจารย์ครับใช่ครับขึ้นค่ะ เห้ย



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 1
    9 ก.พ. 2567

    ซีดีแนะนำ