รวมสติปัฎฐาน ตอนที่ 043


    ตอนที่ ๔๓

    ใครนั่งอย่างไร สติระลึกรู้ ก็รู้ในลักษณะของรูปที่ส่วนนั้น ยืนก็ไม่เหมือนกันอีก แล้วแต่ในขณะนั้นใครทรงกายอยู่ในลักษณะยืนอย่างไร สติก็ระลึกรู้ลักษณะของรูปที่ปรากฏ ต้องเป็นรูปที่ปรากฏที่ส่วนของกาย เช่นเดียวกับลมหายใจ นั่งก็มีลมหายใจ แต่สติระลึกรู้ส่วนที่เป็นลมหายใจ

    เพราะฉะนั้น เวลาที่นั่งอยู่จะทรงกายอยู่ในลักษณะอาการนั่งอย่างไรก็ตาม ก็ระลึกรู้ลักษณะของรูปที่ปรากฏที่ส่วนของกายที่สติกำลังระลึกรู้ แต่ไม่ใช่ตลอดทั้งตัว เพราะเป็นไปไม่ได้ที่สติจะระลึกรู้ส่วนของกายได้ตลอดทั้งตัวขณะที่กำลังนั่ง กำลังนอน กำลังยืน กำลังเดิน เพราะการเจริญสติปัฏฐานนั้นต้องเห็นกายในกาย เมื่อกายส่วนใดปรากฏอย่างไร ก็เห็นกายที่กายส่วนนั้น ไม่เห็นว่าเป็นตัวตน

    ผู้ฟัง ขณะที่ระลึกรู้สึกตัว ระลึกรู้ลมหายใจ ไม่ได้รู้อาการที่นั่ง แต่ระลึกที่รูปทั้งตัว

    ท่านอาจารย์ ทั้งตัวไม่ได้ ก็เหมือนกับปฏิกูลมนสิการบรรพ ผมเป็นส่วนหนึ่งของกาย ขน เล็บ ฟัน หนังเป็นส่วนหนึ่งของกาย ผู้เจริญสติขณะที่มีผม ขน เล็บ ฟัน หนังปรากฏให้ระลึกรู้ จะเป็นทางตา หรือทางกายก็ได้ ก็ระลึกรู้ส่วนที่ปรากฏ แต่เห็นกายในกาย รู้ลักษณะของรูปว่าเป็นรูป ต้องเพิกหมด ต้องเพิกแม้ลมหายใจ แม้อิริยาบถ แม้ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง แม้อสุภะ แล้วรู้ลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏในขณะนั้นตามความเป็นจริง จึงจะเห็นกายในกาย

    จะระลึกที่ขน ที่ผม ที่เล็บ ที่ฟัน ที่หนังอย่างไรก็ตามโดยความเป็นปฏิกูล ก็จะต้องรู้ชัดในลักษณะส่วนที่เป็นกายที่ปรากฏ จึงจะเห็นกายในกาย หรือแม้แต่รูปที่ทรงอยู่ในอิริยาบถนั่งบ้าง นอนบ้าง ยืนบ้าง เดินบ้าง แต่ละท่านไม่มีอิริยาบถนั่งอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น นั่งของท่านผู้ใดจะทรงอยู่ตั้งอยู่อย่างไร ส่วนของกายที่ปรากฏในขณะที่ทรงอยู่ตั้งอยู่ในขณะนั้น สติก็ระลึกเห็นกายในกายส่วนนั้นที่ปรากฏในอิริยาบถนั้น จึงจะชื่อว่าเห็นกายในกาย เพราะต้องมีรูป มีลักษณะที่ปรากฏเป็นรูปให้รู้ชัดว่าไม่ใช่ตัวตน มีลักษณะที่ปรากฏเป็นนาม จึงจะรู้ชัดว่าเป็นนาม ไม่ใช่ตัวตน

    วิสุทธิมรรค ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธินิทเทส มีข้อความว่า

    ถามว่า ลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการอะไร อะไรปิดบังไว้

    ตอบว่า อนิจจลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการถึงความเกิดขึ้น และความดับ และเพราะสันตติบังไว้

    ทุกขลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการถึงการบีบคั้นเนืองๆ และอิริยาบถปิดบังไว้

    อนัตตลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการถึงการแยกธาตุต่างๆ และเพราะ ฆนะ คือ การรวมกันเป็นกลุ่มก้อนปิดบังไว้

    เมื่อกำหนดความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแล้ว และสันตติขาดไป อนิจจลักษณะย่อมปรากฏตามความเป็นจริง

    เมื่อมนสิการถึงความบีบคั้นเนืองๆ และเพิกอิริยาบถเสียได้ ทุกขลักษณะก็ปรากฏตามความเป็นจริง

    เมื่อพรากธาตุต่างๆ ออกจากกัน และพรากฆนะได้ อนัตตลักษณะก็ปรากฏตามความเป็นจริง

    คำว่า อนิจฺจํ อนิจฺจลกฺษณะ ทุกฺขํ ทุกฺขลกฺษณะ อนตฺตา อนตฺตลกฺษณะ มีการจำแนกตังต่อไปนี้

    อนิจฺจํ หมายถึงขันธ์ ๕ เพราะเหตุว่ามีความเกิดขึ้น ความเสื่อมไป ความแปรเปลี่ยนเป็นอื่น ความมี และไม่มี ความเป็นสิ่งที่มี ความเกิดขึ้น เสื่อมไป และแปรเปลี่ยนเป็นอื่นนั่นเอง เป็นอนิจจลักษณะ หรือหมายถึงอาการ และวิการ กล่าวคือ เป็นแล้วไม่เป็น

    ขันธ์ ๕ นั่นเองเป็นตัวทุกข์ เพราะมีพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ เพราะเหตุไร เพราะบีบคั้นเนืองๆ อาการบีบคั้นเนืองๆ นั่นเองเป็นทุกขลักษณะ

    ขันธ์ ๕ นั่นเองเป็นอนัตตา เพราะพระบาลีว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา เพราะเหตุไร เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ อาการที่ไม่เป็นไปในอำนาจนั่นเอง เป็นอนัตตลักษณะ

    ที่ว่า ลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการอะไร ถ้าสติไม่เกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะเหล่านี้จะปรากฏไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่สังขารธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ลักษณะของสังขารธรรมที่เกิดดับนั้น ไม่ปรากฏแก่ผู้ที่ไม่เจริญสติ

    ที่ถามว่า อนิจจลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการอะไร อะไรปิดบังไว้

    ตอบว่า อนิจจลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการถึงความเกิดขึ้น และความดับ และเพราะสันตติบังไว้

    ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ เห็น แล้วก็ได้ยิน กลิ่นปรากฏ สันตติ คือ การเกิดดับสืบต่อกันอย่างรวดเร็วนั้นปิดบังไว้ ทุกอย่างมีลักษณะที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ไม่เที่ยง แต่เพราะไม่ได้มนสิการถึงขณะที่เกิดแล้วหมดไป ขณะที่ปรากฏแล้วแปรปรวนไป ขณะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมไป เมื่อไม่มนสิการในความเกิดดับอย่างนี้ ก็ไม่ประจักษ์ในอนิจจลักษณะ

    สิ่งที่มีตามปกติเกิดดับ แต่ที่จะรู้ชัดต้องเกิดจากเริ่มระลึกรู้ทีละเล็กทีละน้อย ต้องเป็นผู้ที่เจริญสติ สติระลึกรู้ในลักษณะที่ต่างกัน ต้องรู้ลักษณะด้วย ไม่ใช่ไม่รู้ลักษณะ แต่ที่วันหนึ่งๆ มีนามรูป มีสังขารธรรมเกิดขึ้น และดับไป อนิจจลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่เคยมนสิการในความเกิดขึ้น และดับไปของสังขารธรรม

    ที่ว่า ทุกขลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการถึงการบีบคั้นเนืองๆ และ อิริยาบถปิดบังไว้ อนัตตลักษณะไม่ปรากฏ เพราะไม่มนสิการถึงการแยกธาตุต่างๆ และเพราะฆนะปิดบังไว้

    เมื่อพิจารณามนสิการความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแล้ว และสันตติขาดไป อนิจจลักษณะย่อมปรากฏตามความเป็นจริง

    อีกประการหนึ่งเพราะอิริยาบถปิดบังไว้ เมื่อพิจารณาความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแล้ว และสันตติขาดไป อนิจจลักษณะย่อมปรากฏตามความเป็นจริง

    เมื่อมนสิการถึงความบีบคั้นเนืองๆ และเพิกอิริยาบถเสียได้ ทุกขลักษณะก็ปรากฏตามความเป็นจริง

    ขันธ์ ๕ นั่นเองเป็นตัวทุกข์ เพราะมีพระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ อาการบีบคั้นเนืองๆ นั่นเองเป็นทุกขลักษณะ คือ การเกิดดับ

    ขันธ์ ๕ นั่นเองเป็นอนัตตา เพราะพระบาลีว่า สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา เพราะเหตุไร

    เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ อาการที่ไม่เป็นไปในอำนาจนั่นเอง เป็นอนัตตลักษณะ

    ผู้ฟัง มีบางท่านสงสัยว่า การระลึกถึงผม หรือว่าส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในฐานะของความเป็นปฏิกูล สิ่งนี้เป็นกายานุปัสสนาด้วย หรือ

    ท่านอาจารย์ ระลึกถึงความเป็นปฏิกูลของผม ผมเป็นกาย ระลึกเป็นสติ สติไม่ใช่รูป ระลึกถึงความเป็นปฏิกูลของกาย ก็ยังคงมีกลายเป็นอารมณ์ ในขณะนั้นระลึกถึงผม สติระลึก อะไรปฏิกูล ก็ผมนั่นแหละปฏิกูล กายส่วนนั้นเป็นปฏิกูล ขณะนั้นไม่ใช่เปลี่ยนไประลึกถึงอย่างอื่น ยังคงมีผมเป็นอารมณ์ เกิดความรู้สึกละคลาย นั่นเป็นส่วนของนาม เป็นกุศล เป็นอโลภะ ยังคงมีผมเป็นอารมณ์ ส่วนต่างๆ ของกายเป็นปฏิกูลทั้งนั้นตามสภาพของความเป็นจริงแล้ว

    บางท่านจะสงสัยว่า ขณะนี้ท่านกำลังเจริญสติปัฏฐานบรรพใด กำลังเจริญกายานุปัสสนา หรือว่ากำลังเจริญเวทนานุปัสสนา หรือว่ากำลังเจริญจิตตานุปัสสนา หรือว่ากำลังเจริญธัมมานุปัสสนา นี่เป็นข้อที่ข้องใจกันอยู่ ให้ทราบว่าไม่ว่าสติจะระลึกที่กาย ละอภิชฌาโทมนัสในโลก ได้แต่ขันธ์ ๕ ไม่ว่าจะระลึกที่เวทนาคือความรู้สึก ละอภิชฌา และโทมนัสในโลก โลกคือขันธ์ ๕ ด้วยความรวดเร็วเหลือเกิน เป็นต้นว่าอานาปานบรรพ สำหรับผู้ที่เคยเจริญสมาธิ จิตสงบเป็นขั้นๆ เกิดปีติเกิดสุข ถ้าสติของผู้นั้นระลึกรู้ลักษณะของกาย ก็รู้เฉพาะลมหยาบ หรือละเอียด โดยนัยที่เป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน แต่ถ้าในขณะนั้นระลึกรู้ลักษณะของเวทนาว่าความสุขในขณะนั้นประกอบด้วยปิติ



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 9
    20 ธ.ค. 2566

    ซีดีแนะนำ