รวมสติปัฎฐาน ตอนที่ 042


    ตอนที่ ๔๒

    สำหรับข้อความต่อไปในเรื่องของเวทนา ซึ่งจะเป็นบรรพต่อไป มีข้อความว่า

    สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้น ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย

    เวลาที่มีสติก็รู้ เวลาที่หลงลืมสติก็รู้ว่าขณะนั้นไม่เหมือนกัน เวลาที่สติระลึกที่เวทนาก็รู้ว่าที่ระลึกนั้นไม่ใช่ตัวตน เป็นนามธรรม เป็นสติที่ระลึก แล้วก็เวทนานั้นเป็นอารมณ์

    สติเป็นอนุปัสสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้น ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต

    เป็นปัจจุบันอารมณ์ไหม ขณะนี้มีจิตปรากฏไหม ทางตาจิตเห็น ทางหูจิตได้ยิน ก็มี เพราะฉะนั้นขณะที่หลงลืมสติ ก็ไม่ได้ระลึกรู้ลักษณะที่เป็นสภาพรู้ทางตา ทางหู แต่ขณะที่มีสติ ก็รู้ สติไม่ใช่ได้ยิน แต่ว่ากำลังระลึกรู้ลักษณะที่ได้ยิน สติไม่ใช่ตัวตน เป็นสภาพที่ระลึกรู้ลักษณะของจิตที่ได้ยิน เพราะฉะนั้น สติเป็นอนุปัสสนาญาณ จิตปรากฏไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนาคือการพิจารณาจิตในจิต

    ข้อความต่อไปในหมวดของธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานก็โดยนัยเดียวกันมีข้อความว่า

    สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาธรรมเหล่านั้น ด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย

    ไม่มีเรื่องที่จะให้เป็นสมาธิเลย มีแต่สติทั้งนั้น สติเป็นอนุปัสสนาญาณ ไม่ได้กล่าวถึงสมาธิ ไม่ใช่ว่าในขณะนั้นไม่มีสมาธิ ในขณะที่สติระลึกรู้ลักษณะของนาม และรูป เอกัคคตาเจตสิกที่เกิดร่วมกับจิตดวงนั้นกับสตินั้นก็เป็นสัมมาสมาธิ แต่ว่า เป็นเรื่องของการเจริญสติปัฏฐานภาวนา เป็นเรื่องของการที่จะระลึกรู้ลักษณะของกาย ของเวทนา ของจิต ของธรรมที่ปรากฏเพื่อการรู้ชัด เรื่องของสติทั้งนั้น แต่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะไปทำให้จิตสงบเป็นสมาธิแล้วก็จะเกิดการรู้ชัดเพราะความสงบ ไม่ใช่ที่จะรู้ชัด ไม่ใช่เพราะความสงบ แต่รู้เพราะสติระลึกลักษณะของสิ่งที่ปรากฏกายบ้าง เวทนาบ้าง จิตบ้าง ธรรมบ้างตามปกติธรรมดา จนกว่าจะรู้ชัดแล้วก็ละคลายความไม่รู้

    การพิจารณาการเจริญสติปัฏฐานภาวนาให้เข้าใจถูกต้องนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ใน ขุททกนิกาย โกสัมพิยชาดก มีข้อความว่า

    เพราะเป็นคนมีสติหลงลืม ยังพูดว่า ตนเป็นบัณฑิต มีวาจาเป็นโคจร ช่างพูด ย่อมปรารถนาจะให้เสียงออกจากปากอยู่เพียงใด ก็พูดไปเพียงนั้น เขาถูกความทะเลาะนำไปแล้ว ยังไม่รู้ว่า การทะเลาะนั้นเป็นโทษ

    การเจริญสติปัฏฐานนั้นเจริญได้ทุกโอกาส ทุกอารมณ์ ทุกสถานที่ ในขณะนี้สติระลึกรู้ลักษณะของนาม ปัญญาก็รู้ชัดทีละเล็กทีละน้อยจนกว่าความรู้จะมากขึ้น เป็นผู้เจริญสติ ไม่ใช่เป็นผู้หลงลืมสติ แต่ถ้าเป็นผู้หลงลืมสติ ไม่เข้าใจเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน นั่นก็เพราะเป็นคนมีสติหลงลืม ยังพูดว่าตนเป็นบัณฑิต

    ผู้ฟัง ขณะเวทนา ตาเสวยรูปอยู่ จิตมีกำหนัดอยู่ก็รู้อยู่ อาจารย์ช่วยอธิบาย

    ท่านอาจารย์ เวลาเห็นเกิดพอใจบ้าง ไม่พอใจบ้างเป็นของธรรมดา เป็นสิ่งที่สติจะต้องระลึกรู้ทั้งนั้นเพื่อละความไม่รู้ ไม่ใช่ข้ามไปๆ ความพอใจก็เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง เกิดแล้วก็ดับเหมือนกัน ทางตาก็อาศัยตา คือ การเห็นเกิดขึ้น ทางหูก็อาศัยการได้ยินเกิดขึ้น อาศัยเสียงเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น การเจริญสติปัฏฐานนี้ต้องเจริญมากทีเดียว ความรู้ต้องทั่วจริงๆ ชัดเจนแจ่มแจ้งจริงๆ จึงจะละคลายภพชาติ คือชีวิตจริงๆ ที่เกิดขึ้นทุกๆ ขณะ ให้เหลือมากที่สุดอย่างมากคือ ๗ ชาติ ถ้าผู้นั้นบรรลุคุณธรรมเป็นพระโสดาบันบุคคล ดังนั้นความชอบก็เป็นชีวิตจริงๆ เป็นวัฏฏะ ภพชาติที่จะต้องละ ถ้าไม่รู้ก็ไม่ละ ถ้าไม่รู้ว่าเป็นนามธรรม ถ้าไม่รู้ว่าเป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ก็ไม่ละตัวตน ภพชาติก็ไม่หมด

    เพราะฉะนั้น ปัญญาที่จะต้องเจริญด้วยการเจริญสติมากมาย จะต้องหมดความสงสัยทั้งนามทั้งรูปทางตา ทั้งนามทั้งรูปทางหู ทั้งนามทั้งรูปทางจมูก ทั้งนามทั้งรูปทางลิ้น ทั้งนามทั้งรูปทางกาย ทั้งนามทั้งรูปใดๆ ทางใจ ปัญญาจะต้องเพิ่มขึ้น ละคลายความไม่รู้ให้หมดสิ้นไป

    อังคุตตรนิกาย เอกนิบาต ปสาทกรธัมมาทิบาลี ข้อ ๒๓๐ เป็นข้อความที่สรรเสริญกายคตาสติ ซึ่งหมายความถึงกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ข้อความบางประการที่จะขอกล่าวถึง คือ

    ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมละอวิชชาเสียได้ วิชชาย่อมเกิดขึ้น ย่อมละอัสมิมานะเสียได้ อนุสัยย่อมถึงความเพิกถอน ย่อมละสังโยชน์เสียได้ ธรรมข้อหนึ่งคืออะไร คือ กายคตาสติ

    ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เมื่อธรรมข้อหนึ่งบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา ย่อมเป็นไปเพื่ออนุปาทาปรินิพพาน ย่อมมีการแทงตลอดธาตุมากมาย ย่อมมีการแทงตลอดธาตุต่างๆ ย่อมมีความแตกฉานในธาตุมากมาย ย่อมเป็นไปเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง ย่อมเป็นไปเพื่อทำอรหัตตผลให้แจ้ง

    มีข้อความที่สรรเสริญกายคตาสติอีกมาก ซึ่งถ้าท่านผู้ฟังไม่ได้ศึกษาเรื่องของการเจริญสติปัฏฐานให้ถูกต้อง ท่านอาจจะคิดว่าบรรพเดียวก็พอ เป็นกายคตาสติแล้ว แต่ขอให้คิด ผู้เจริญสติปัฏฐาน กาย คือ นามกาย และรูปกาย ขณะที่มีสติเกิดขึ้นกับขณะที่หลงลืมสติก็ต้องรู้แล้ว กายปรากฏ สติระลึกที่กายนั้น เพราะฉะนั้นผู้นั้นจะระลึกรู้ลักษณะของกายที่เป็นรูปกาย และรู้นามกายด้วย และเวลาระลึกลักษณะของรูปก็ไม่ใช่เป็นการบังคับสติ ให้ไปจดจ้องอยู่ที่รูปเดียว ถ้าเป็นโดยลักษณะนั้นแล้วล่ะก็จะไม่เป็นไปเพื่อความแตกฉานแห่งปัญญา จะไม่เป็นไปเพื่อการแทงตลอดธาตุมากหลาย แต่ตามปกติธรรมดาของการเจริญสตินั้น แล้วแต่ว่าสติจะระลึกรู้ลักษณะของนาม หรือรูป เป็นการเจริญสติ ไม่ใช่บังคับสติ แม้แต่ในบรรพแรกของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ อานาปานบรรพ ระลึกรู้ลักษณะของลม แม้ปีติเกิดก็รู้ เวทนาที่เกิด เพราะระลึกรู้ลมมีปรากฏ สติต้องระลึกรู้ทั้งนามทั้งรูป แล้วแต่จะเป็นนามอะไร เป็นรูปอะไร เพื่อการรู้ชัดแล้วละคลาย แต่เพราะอาศัยพิจารณากาย จึงเป็นกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวลาที่เจริญกายานุปัสสนาสติปัฏฐานนั้น ก็มีข้อความว่า “ละอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสีย” ซึ่งอภิชฌา และโทมนัสในโลกก็มีข้อความอธิบายว่า “โลกได้แก่ขันธ์ ๕” เพราะฉะนั้นต้องรู้ ไม่ใช่รู้แต่เฉพาะกาย ไปจ้องเลือกเฉพาะรูปหนึ่ง รูปใด นั่นไม่ใช่เป็นการเจริญปัญญา แต่ว่าไปเป็นการบังคับแล้วก็จำกัดด้วยไม่ให้ปัญญาเจริญ

    ผู้ฟัง ท่านผู้หนึ่งถามผมว่า ผู้สำเร็จพระอรหันต์ในระหว่างเดินอย่างเดียว ไม่ต้องรู้อะไรมากก็สำเร็จมรรคผลมีในพระไตรปิฎกบ้างไหม ถ้าตอบว่ามี ก็แสดงว่า เพียงแต่อาการเดินอย่างเดียวก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้ สำเร็จมรรคผลได้ จึงไม่จำเป็นต้องรู้ทุกรูปทุกนาม จะตอบเขาว่าอย่างไรในเรื่องนี้

    ท่านอาจารย์ เห็นกายในกาย รู้ทางตา หรือทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ สติจะต้องเจริญแล้วปัญญาจะต้องเจริญ รู้ชัด รู้ยิ่ง รู้จริง ผู้ที่จะบรรลุความเป็นพระอรหันต์นั้นเป็นผู้ที่มีปัญญามาก ไม่ใช่มีปัญญาน้อย

    กายานุปัสสนาสติปัฏฐานได้จบลงแล้วทั้ง ๑๔ บรรพ เป็นชีวิตจริง เป็นธรรมดา ไม่ได้ผิดปกติจากธรรมดาเลย ในบรรพแรก คือ อานาปานบรรพ เกิดมาแล้วต้องมีลมหายใจ การเจริญสติปัฏฐานไม่ใช่ไปทำให้ผิดปกติ แม้แต่ลมหายใจเป็นเครื่องระลึกของสติได้ จะระลึกเมื่อไรก็ได้ทั้งนั้น เห็นกายในกาย เพราะเหตุว่าลมเป็นกาย ไม่ใช่เป็นเวทนา ไม่ใช่เป็นจิต

    ผู้ฟัง (ไม่ได้ยิน)

    ท่านอาจารย์ การเจริญสติปัฏฐานนั่นเองทำให้วิปัสสนาเกิดขึ้น

    ผู้ฟัง การเจริญอานาปานสติ คือ การกำหนดลมหายใจเข้าออก ถ้าเป็นไปในลักษณะของธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานนี้ ยังไม่ค่อยเข้าใจ ขอให้อาจารย์ช่วยอธิบาย

    ท่านอาจารย์ ศึกษาธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานแล้วจะเข้าใจได้ว่า เป็นการพิจารณาโดยเป็นอายตนะ เป็นที่ต่อ เป็นที่ประชุม หรือเป็นโดยสภาพของขันธ์ที่หยาบ หรือที่ประณีต เป็นต้น แต่ในขั้นต้นเป็นการรู้ลักษณะของลมที่กระทบตามความเป็นจริง แต่ถ้าพิจารณาโดยนัยต่างๆ นั่นก็โดยประเภทของอายตนะบ้าง ของขันธ์บ้าง นั่นก็เป็น ธัมมานุปัสสนา

    สำหรับอิริยาบถบรรพ อาจจะสงสัยว่า เป็นการพิจารณาต่างจากธาตุมนสิการบรรพอย่างไร เพราะการเห็นกายในกาย ไม่ใช่เห็นกายที่อื่น แต่เป็นหมวดที่เนื่องกับกาย นับตั้งแต่ลมหายใจไปจนกระทั่งถึงกระดูกที่ผุเป็นผง

    นี่เป็นส่วนต่างๆ ของกายทั้งนั้น รูปมีมาก อยู่ในบรรพอื่นด้วย แต่ว่าเมื่อเป็นรูปที่กาย เห็นกายในกายอย่างไร ก็จัดอยู่ในประเภทของกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

    กายมีตั้งแต่ศีรษะตลอดเท้า แต่เมื่อระลึกรู้ส่วนที่เป็นลมหายใจ ก็รู้ลักษณะของรูปที่เป็นส่วนนั้น ที่ปรากฏที่ส่วนนั้น เวลาที่เป็นอิริยาบถบรรพก็โดยนัยเดียวกัน มีรูปที่ประชุมรวมกัน ทรงอยู่ ตั้งอยู่ในอาการอย่างใด ก็ระลึกรู้ส่วนของรูปที่ปรากฏในอิริยาบถที่ทรงอยู่ ตั้งอยู่ในอาการอย่างนั้น

    อิริยาบถก็มีนั่ง นั่งก็ไม่เหมือนกัน ใครนั่งอย่างไร สติระลึกรู้ ก็รู้ในลักษณะของรูป



    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 9
    20 ธ.ค. 2566

    ซีดีแนะนำ