แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 357


    ครั้งที่ ๓๕๗


        เวลาที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะกระทำทุจริตกรรม คือ อทินนาทาน จะอ้างว่าเป็นเพราะครอบครัว มารดาบิดาบ้าง บุตรธิดาบ้าง ญาติพี่น้องต่างๆ บ้าง ที่ท่านคิดว่าควรจะทำทุจริตกรรมเพื่อเกื้อกูลบุคคลเหล่านั้น ให้ได้รับความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แต่ขอให้ระลึกถึงความจริงว่า กุศลกรรมและอกุศลกรรมที่จะให้ผลเป็นกุศลวิบากและอกุศลวิบากนั้น บุคคลอื่นไม่ได้รับ แต่ตัวท่านเองที่เป็นผู้กระทำกรรมนั้นเท่านั้นที่ได้รับ

        บุคคลที่ท่านผูกพัน มีเยื่อใยไว้มากมายในปัจจุบันชาตินี้ โดยฐานะของมารดาบิดาบ้าง บุตรธิดาบ้าง วงศาคณาญาติ มิตรสหายบ้าง แต่ว่าเพียงพริบตาเดียว บุคคลเหล่านั้นก็เป็นอื่น ในเมื่อท่านสิ้นชีวิตจากโลกนี้ไปแล้ว ท่านก็เป็นบุคคลอื่นโดยเด็ดขาด ที่จะย้อนกลับมาเป็นบุคคลเก่าไม่ได้เลย ความสัมพันธ์ ความผูกพัน เยื่อใยต่างๆ ที่เคยมีกับสามีหรือภรรยา บุตรธิดา ญาติมิตรสหายต่างๆ เหล่านั้น ในพริบตาเดียว ต่างคนก็ต่างเป็นบุคคลอื่นไปทั้งหมด ไม่มีการที่จะย้อนกลับมาผูกพันเหมือนเดิมได้ แต่กิเลสและอกุศลกรรมที่ท่านทำไว้ ท่านเท่านั้นที่จะได้รับผลของอกุศลกรรมที่ท่านทำ

        การเกิดสืบต่อกันของปฏิสนธิจิตและจุติจิตนั้น ไม่มีระหว่างคั่น หมายความว่า ไม่มีจิตอื่นเกิดขึ้นคั่นเลย เมื่อจุติจิตซึ่งเป็นจิตดวงสุดท้ายของภพนี้ดับไปแล้ว จิตที่เกิดสืบต่อ คือ ปฏิสนธิจิต เกิดทันทีในภพภูมิต่อไป แล้วแต่ว่าจะเป็นผลของกุศลกรรมหรืออกุศลกรรม เพราะฉะนั้น การที่จะจากความเป็นบุคคลนี้และเยื่อใยความผูกพันกับบุคคลทั้งหลายในภพนี้ รวดเร็วเหลือเกิน เมื่อวานนี้กับวันนี้ยังไกลกันยิ่งกว่าขณะของจุติจิตและปฏิสนธิจิต จึงกล่าวว่า พริบตาเดียวจริงๆ บุคคลที่ท่านเคยยึดถือ เยื่อใยผูกพันไว้ก็เป็นอื่น รวมทั้งตัวท่านเองด้วย

        นี่คือสภาพความจริงของนามธรรมและรูปธรรม ขณะนี้ดูเหมือนไม่เห็นว่าเป็นอย่างนั้นใช่ไหม เพราะว่าท่านกระพริบตาหลายครั้งแล้ว ก็ยังเห็นเหมือนเดิม แต่ความจริง เมื่อสักครู่นี้กับขณะนี้ก็ไม่ใช่ขณะเดียวกันแล้ว แน่นอนที่สุด ทั้งจิตที่เห็น ทั้งวัตถุที่ปรากฏให้เห็นทางตาด้วย แต่ความที่เคยจดจำ และผูกโยงอดีตที่ผ่านไปแม้ชั่วขณะหนึ่งกับขณะปัจจุบันนี้ และขณะต่อไป ทำให้ยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นวัตถุ ตัวตน ที่ไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่เกิดดับ ซึ่งท่านจะพิจารณา ใคร่ครวญ ไตร่ตรอง เปรียบเทียบขณะต่างๆ ได้ว่า เป็นจริงอย่างนี้ไหม สำหรับเรื่องของภพหนึ่งกับชาติหนึ่ง

        วันนี้ท่านพึงพอใจในวัตถุสิ่งของ แก้วแหวนเงินทอง เสื้อผ้าอาภรณ์มากน้อยเท่าไร พริบตาเดียวอีกเหมือนกัน ท่านก็จะไม่เป็นเจ้าของ หรือว่าไม่สามารถที่จะใช้สอยวัตถุสิ่งของต่างๆ เหล่านั้นได้ นี่เป็นขณะที่รวดเร็วมากของการสืบต่อกันของปัจจุบันชาตินี้กับชาติหน้า แต่ถ้าไม่ทราบความจริงอย่างนี้ ก็ยังคงยึดมั่นในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ในวัตถุสิ่งของ ในโภคสมบัติ จนสามารถที่จะกระทำทุจริตกรรมที่เป็นอทินนาทาน

        แต่ผลของกรรมที่เป็นอกุศล จะทำให้ท่านได้รับความเดือดร้อนเป็นทุกข์ ตามควรแก่เหตุนั้นๆ จริงๆ เพราะเหตุว่าถ้าท่านขาดความเมตตาในบุคคลอื่น ท่านมีเจตนาที่จะทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อนเพราะท่าน นี่เป็นกรรม เป็นนามธรรม เพราะฉะนั้น เมื่อเจตนาที่เป็นกรรมนั้นดับไปแล้วก็จริง แต่ยังเป็นปัจจัยทำให้ปฏิสนธิจิตและรูปเกิดขึ้นตามควรแก่กรรมนั้นๆ แล้วแต่ว่าจะเป็นในนรก หรือว่าเป็นเปรต อสุรกาย เป็นสัตว์ดิรัจฉาน หรือว่าแม้จะเป็นมนุษย์แล้วก็ตาม ผลของอทินนาทานนั้น ก็ยังทำให้โภคะพินาศไป

        . เรื่องของกลิ่น อาจารย์เคยบรรยายว่า พระภิกษุท่านลงไปในสระบัว แล้วก็ไปสูดกลิ่นดอกบัว เทวดาก็บอกว่า ท่านขโมยกลิ่นเสียแล้ว ตรงนี้หมายความว่าอะไร ถ้าจะเทียบกับบุคคลธรรมดาอย่างนี้ ต้นไม้ ดอกไม้ เขาปลูกไว้ในบ้านของเขา เขาก็พยายามจะปกปิดเอาไว้เป็นของเขา แต่ว่าเราไปสูดกลิ่นดอกไม้นั้น จะต่างกับเรื่องนั้น หรือไม่แตกต่างกันประการใด

        สุ. ถ้าเป็นน้ำหอม ลักไป นั่นขโมยกลิ่น แต่ถ้าน้ำหอมยังคงเป็นของท่านอยู่ ท่านเปิดจุกไว้ กลิ่นนั้นสาธารณะกับทุกคนที่มีฆานปสาท จะกั้นอย่างไรได้ในเมื่อมีปัจจัยให้ฆานวิญญาณเกิด ฆานวิญญาณก็เกิด แต่ถ้ามีเจตนาที่จะลักไป นั่นขโมยกลิ่น อทินนาทานนั้นมีองค์ ๕ คือ วัตถุนั้นเป็นของผู้อื่นหวงแหน ๑ รู้อยู่ว่าวัตถุนั้น เป็นของผู้อื่นหวงแหน ๑ จิตคิดจะลัก ๑ พยายามเพื่อจะลัก ๑ นำวัตถุนั้นมาด้วยความเพียร ๑นี่ครบองค์

        สำหรับตัวอย่างที่ท่านผู้ฟังถาม แสดงให้เห็นถึงคุณธรรมที่สูงของเพศบรรพชิตที่ต่างกับฆราวาส เพราะว่าท่านสละอาคารบ้านเรือนเพื่อที่จะขัดเกลาและดับกิเลสในเพศของบรรพชิต ด้วยการขัดเกลาอย่างยิ่ง ไม่ใช่เพียงเล็กน้อยเลย ซึ่งเทวดาก็ใช้คำที่จะให้ภิกษุนั้นระลึกถึงกิจและเจตนาของตน ที่จะขัดเกลากิเลสอย่างละเอียดจนถึงความเป็นพระอรหันต์ได้

        ถ้าภิกษุใดมีเจตนา มีความยินดีพอใจในรูปบ้าง ในเสียงบ้าง ในกลิ่นบ้าง ในรสบ้าง ในโผฏฐัพพะบ้าง ก็ควรจะมีบุคคลที่เตือนให้ระลึกถึงข้อปฏิบัติที่จะทำให้ละความยินดี การติด การพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

        สำหรับการกระทำของบรรพชิตในขณะนั้น ไม่ควรจะให้เป็นไปด้วยกำลังของความยินดี พอใจ ติดข้องในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เทวดาจึงเกื้อกูลภิกษุนั้นด้วยคำที่จะทำให้ระลึกถึงเจตนาที่จะขัดเกลาและดับกิเลส แม้เพียงการดมกลิ่นด้วยความยินดี ถ้าเป็นฆราวาสก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่สำหรับบรรพชิต จุดประสงค์ของการละอาคารบ้านเรือน ประพฤติพรหมจรรย์ เจริญมรรคมีองค์ ๘ ในเพศของบรรพชิตนั้น เพื่อดับกิเลสถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะถ้าถึงความเป็นพระอนาคามี แม้ฆราวาสก็สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมเป็นพระอนาคามีบุคคลได้

        เพราะฉะนั้น ถ้าพระภิกษุยังคงยินดี พอใจ แม้ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ หรือแม้กลิ่น ในขณะนั้นก็ควรที่จะระลึกรู้ เจริญสติ เพื่อที่จะดับความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะเป็นสมุจเฉท

        นี่เป็นการเกื้อกูลของบุคคลที่รู้เจตนาของผู้ที่ละอาคารบ้านเรือน เพื่อจะเจริญมรรคมีองค์ ๘ ในเพศของบรรพชิต ถ้าท่านเป็นผู้ที่มีปกติเจริญสติปัฏฐาน ขณะนั้นสติจะเกิดระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้นได้

        ถ. ภิกษุนั้นเทวดามาเตือน แต่ฆราวาส ไม่รู้ว่าใครจะมาเตือน ไม่มีใครเตือนเสียด้วย เมื่อไม่มีใครเตือน จะทำอย่างไรดี

        สุ. การกล่าวถึง พูดถึง สนทนาถึงเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน จะเป็นปัจจัยทำให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏ แม้ในขณะนี้ สักชั่วขณะหนึ่งที่สติจะเกิดขึ้นระลึกรู้ลักษณะที่เป็นนามธรรมที่กำลังเห็น หรือลักษณะของสิ่งที่กำลังปรากฏ และรู้ว่าเป็นเพียงสิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น

        ในขณะที่ฟังเรื่องของการเจริญสติปัฏฐาน ก็เพื่อเป็นปัจจัยให้สติเกิดขึ้นระลึกรู้แม้เพียงชั่วขณะหนึ่ง ก็ยังดีกว่าที่ไม่มีอะไรจะทำให้เกิดการระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมที่กำลังปรากฏในขณะนี้เลย

        บางท่านกล่าวว่า ยาก การเป็นผู้มีที่ปกติเจริญสติปัฏฐานยาก ยากจนทำให้บางท่านคิดว่าเป็นไปไม่ได้ หรือเจริญอบรมไม่ได้

        ขอให้ท่านใคร่ครวญ พิจารณาให้รอบคอบ ก่อนที่จะตัดสิน หรือกล่าววาจาอย่างหนึ่งอย่างใด ที่จะทำให้เห็นว่า ท่านตัดประโยชน์ของตัวท่านเองด้วยการเข้าใจว่า สติปัฏฐานนั้น ไม่สามารถที่จะเจริญอบรมได้เป็นปกติในชีวิตประจำวัน ขณะนี้นามธรรมและรูปธรรมกำลังปรากฏตามปกติ ทางตาในขณะนี้เป็นของจริง เป็นปกติทางหู เป็นนามธรรมและรูปธรรมที่เป็นของจริงตามปกติ ถ้าสติระลึกได้ขณะหนึ่ง รู้ว่าที่กำลังเห็นนี้เป็นแต่เพียงสภาพรู้ทางตาเท่านั้น ไม่เหมือนสภาพรู้ทางอื่น สภาพรู้ทางตาคืออย่างนี้ คือเห็นอย่างนี้ รู้สิ่งที่กำลังปรากฏทางตาอย่างนี้ นี่เป็นสภาพรู้ เป็นนามธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งรู้สิ่งที่ปรากฏทางตาเท่านั้น ต่างกับนามธรรมอื่น

        ไม่ยุ่งยาก ไม่เดือดร้อนอะไรเลยใช่ไหม ในขณะที่สติเกิดขึ้นระลึกได้ รู้ และก็รู้ถูกด้วย เป็นสัมมาสติ เป็นสัมมาทิฏฐิ เพราะรู้ของจริง ตามความเป็นจริงที่กำลังปรากฏตามปกติ

        ท่านมีความยึดมั่นติดข้องในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะ ซึ่งไม่ใช่ในรูป รส กลิ่น เสียง โผฏฐัพพะอื่น แต่ทุกขณะที่เป็นจริงตามปกติในชีวิตประจำวัน เป็นสิ่งที่เพราะความไม่รู้จึงยึดถือว่าเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นตัวตน มีความปรารถนา มีความต้องการในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ปรากฏเป็นปกติในชีวิตประจำวันอย่างนี้

        เพราะฉะนั้น การที่จะละกิเลส ดับกิเลส ก็ด้วยการเจริญปัญญา รู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏตรงตามความเป็นจริง ตามปกติในขณะนี้ เพราะเหตุว่าการเจริญอบรมปัญญานั้น ไม่ใช่ท่านสามารถที่จะละคลายความไม่รู้ที่สะสมมาเนิ่นนานเหลือเกิน ออกได้ เพียงชั่วขณะที่ท่านต้องการให้สติระลึกอยู่ที่ลักษณะของรูปเดียวนามเดียว ให้นานๆ ให้มากๆ นั่นเป็นการจะทำให้ยุ่ง และไม่ใช่เป็นการอบรมเจริญปัญญาให้รู้ เพื่อที่จะละความไม่รู้ในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมตามปกติ

        ที่ยุ่งยาก ไม่ใช่สติที่ระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมตามปกติ แต่ที่ยุ่งยาก เพราะความต้องการ เพราะกิเลสที่ไม่รู้ว่า การที่จะละความไม่รู้ในลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมนั้น จะต้องเจริญอบรมให้เกิดปัญญาที่รู้จริงในสภาพของธรรมที่กำลังปรากฏตามปรกติ

        นี่เป็นสิ่งที่ท่านควรจะใคร่ครวญ พิจารณาโดยละเอียดว่า ที่ท่านว่ายุ่งยาก เป็นไป ไม่ได้นั้น เป็นเพราะอะไร ถ้าสติระลึกรู้ อบรมเจริญไปเรื่อยๆ ตามปกติ ตามความเป็นจริง จะไม่มีอะไรยุ่งเลย เพราะเป็นปกติ ไม่มีความต้องการที่จะมาบังคับสติให้ยุ่งยาก ให้เป็นไปไม่ได้ แต่ว่าเป็นการอบรมเจริญปัญญาเพื่อรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมโดยละเอียด ถูกต้อง ตรงตามความเป็นจริง ทีละเล็กทีละน้อย จนกว่าจะเป็นปัญญาที่สมบูรณ์ และรู้จริง

        . การถือเอาสิ่งของที่ผู้อื่นไม่ได้ให้นั้น บางคนขโมยเขามาเลี้ยงครอบครัว ผู้ที่ได้ใช้ทรัพย์สมบัติที่เขาขโมยมานั้น ถ้าเขารู้และใช้ทรัพย์สมบัตินั้น ก็เป็นอกุศลกรรมด้วยเหมือนกัน อยากทราบว่า ผู้ที่ใช้จ่ายนั้น จะต้องได้รับเคราะห์กรรม ไปปฏิสนธิในอบายภูมิ หรือว่าชาติต่อๆ ไป สมบัติที่ได้มาจะต้องพินาศไปหรือไม่

        สุ. อกุศลกรรม ได้แก่ อกุศลเจตนา บุคคลใดมีอกุศลเจตนาที่จะถือเอาวัตถุของบุคคลอื่นที่ไม่ได้ให้ นั่นเป็นเจตนาของบุคคลนั้น เป็นอกุศลกรรมของบุคคลนั้น แต่บุคคลอื่นที่ไม่มีเจตนาอย่างนั้น ก็ไม่ต้องรับผลของอกุศลเจตนานั้น เพราะไม่มีอกุศลเจตนาอย่างนั้นเป็นเหตุ ถ้าท่านจะอ้างว่า กระทำอทินนาทานเพราะบุคคลอื่น แต่ความจริงแล้ว การที่จะมีชีวิตอยู่ ไม่ควรจะยากเกินกำลังที่จะอยู่ได้ ดูชีวิตของบรรพชิตเป็นตัวอย่าง แต่กิเลสทำให้อยู่ยาก จึงเป็นเหตุให้เกิดการกระทำอทินนาทานขึ้น

        ถ้าเพียงเสื้อผ้าพอประมาณ อาหารพอประมาณ ที่อยู่พอประมาณ ก็คงจะไม่ถึงกับเดือดร้อนที่จะต้องกระทำอทินนาทาน แต่ถ้าไม่พิจารณาความจริงอย่างนี้ ไม่เผชิญความจริงว่า ที่แต่ละคนมีชีวิตสะดวกสบายมากน้อยต่างกันไป ก็เพราะกรรมที่ได้กระทำไว้ในอดีต

        อย่างบางท่านที่มีชีวิตสะดวกสบายมาก ก็เป็นผลของกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว แต่ท่านก็ไม่ได้ติดในโภคสมบัติจนกระทั่งไม่รู้ในสภาพความจริงว่า การที่ท่านได้รับผลของกุศลกรรมนี้ เป็นเพราะอดีตท่านได้กระทำกุศลกรรมไว้

        สำหรับบุคคลที่อาจจะมีความทุกข์ยาก ได้รับความเดือดร้อนในชีวิต ซึ่งถ้าพิจารณาจริงๆ แล้ว ก็ไม่ได้เดือดร้อนเกินไปนัก สามารถที่จะมีชีวิตอยู่ได้จริงๆ พอสมควรแก่การขยันหมั่นเพียร

        ถ้ามีน้อย แต่ใช้มาก มีความต้องการมาก ก็เลยคิดว่า ไม่สามารถจะเป็นอยู่ได้ ซึ่งความจริงแล้ว ไม่น่าที่ใครจะถึงกับต้องกระทำอทินนาทาน ไม่ว่าจะอ้างความจำเป็นประการใดๆ ก็ตาม ถ้ารู้เรื่องกรรม และผลของกรรมของตนเองว่า จะมีสุขมีทุกข์ในวันหนึ่งวันใดก็เพราะเหตุในอดีต เมื่อพร้อมที่จะให้วิบากเกิดขึ้น วิบาก คือ ผลของกรรมนั้นก็เกิดขึ้น เป็นไปตามควรแก่เหตุการณ์นั้นๆ วันนี้อาจจะเพียบพร้อมสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติ แต่ว่าพรุ่งนี้วิบัติทั้งหมดก็ได้ หรือว่าบุคคลที่กำลังทุกข์ยากในขณะนี้ ก็ไม่มีใครทราบว่า วันต่อไปข้างหน้าจะมีความสมบูรณ์ในโภคสมบัติมากน้อยสักเท่าไร แต่ถ้ารู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ในเหตุในผล ย่อมสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยการไม่กระทำทุจริตกรรม

        สำหรับผลของอทินนาทาน ข้อความใน ขุททกนิกาย เนมิราชชาดก ข้อ ๕๕๒ มีว่า

        ในภูมินรก

        แม่น้ำนี้มีน้ำมาก มีตลิ่งไม่สูง มีท่าน้ำราบเรียบ ไหลอยู่เสมอ สัตว์นรกผู้เร่าร้อนเพราะความร้อนแห่งไฟ จะดื่มน้ำ แต่เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นจะดื่ม น้ำย่อมกลายเป็นแกลบ เพราะสัตว์นรกเหล่าใด เมื่อเป็นมนุษย์ มีกรรมอันไม่บริสุทธิ์ เอาข้าวลีบ แกลบ หรือทราย เป็นต้น ปนข้าวเปลือกขายให้แก่ผู้ซื้อ เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้น มีความร้อนเพราะความร้อนแห่งไฟ กระหายน้ำ จะดื่มน้ำ น้ำจึงกลายเป็นแกลบไป

        ข้อ ๕๕๔

        นายนิรยบาลเอาลูกศร หอก และโตมร แทงข้างทั้งสองของสัตว์นรกผู้คร่ำครวญอยู่ ฯลฯ เพราะชนเหล่าใด เมื่อยังอยู่ในมนุษย์โลก เป็นผู้มีกรรมไม่ดี ลักทรัพย์ของผู้อื่น คือ ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงิน ทอง แพะ แกะ ปศุสัตว์ และกระบือ มาเลี้ยงชีวิต ชนเหล่านั้น ผู้มีกรรมหยาบช้า กระทำบาปกรรมแล้ว ต้องถูกแทงด้วยหอก นอนอยู่

        เทียบกันไม่ได้เลยใช่ไหม ได้ข้าวมาหน่อยหนึ่ง ได้ทรัพย์สินเงินทองมาบ้าง โดยการถือเอาของบุคคลที่ไม่ได้ให้มาเป็นของตน เพราะความปรารถนา ความต้องการเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ที่คิดว่าจะได้รับความสุขความพอใจเพราะวัตถุทรัพย์สมบัติเหล่านั้น แต่เจตนาที่เป็นอกุศลที่ทำให้บุคคลอื่นเดือดร้อน จะให้ผล คือ ทำให้ตนเองได้รับความทุกข์เดือดร้อนทรมานอย่างแสนสาหัสในภูมินรก ซึ่งไม่ใช่บุคคลอื่นทำให้ แต่อกุศลกรรมของตนเองนำมาซึ่งวิบากนั้น

        ข้อ ๕๖๒

        ท่านจงดูลิ้นของสัตว์นรก อันนายนิรยบาลเกี่ยวด้วยเบ็ด และจงดูหนังของสัตว์นรก ที่ถูกนายนิรยบาลลอกด้วยขอเหล็ก สัตว์นรกเหล่านี้ ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกโยนขึ้นบนบก ร้องไห้ น้ำลายไหล เพราะเหตุอะไร ฯลฯ เพราะสัตว์นรกเหล่านั้น เคยเป็นมนุษย์ อยู่ในตำแหน่งตีราคาสิ่งของ ยังราคาซื้อให้เสื่อมด้วยราคาขาย ทำการโกงด้วยการโกง เหตุเพราะความโลภทรัพย์ ปกปิดความโกงไว้ด้วยวาจาอันอ่อนหวาน เปรียบเหมือนคนเข้าใกล้ปลาเพื่อจะฆ่า เอาเหยื่อเกี่ยวเบ็ดติดเบ็ดไว้ ฉะนั้น บุคคลจะช่วยป้องกันคนทำการโกงผู้อันกรรมของตนหุ้มห่อไว้ ไม่มีเลย สัตว์นรกเหล่านั้น ผู้มีกรรมอันหยาบช้า กระทำบาปกรรมแล้ว จึงต้องกลืนเบ็ด นอนอยู่

        นี่เป็นทุจริตต่างๆ ซึ่งแล้วแต่ว่าวิธีการทุจริตนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ก็ย่อมเป็นไปด้วยกำลังของเจตนาที่ถือเอาวัตถุที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๓๖ ตอนที่ ๓๕๑ – ๓๖๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน
    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 38
    28 ธ.ค. 2564