แนวทางเจริญวิปัสสนา แผ่นที่ ๕ (ครั้งที่ 241-300)

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 286

    ครั้งที่ ๒๘๖


        ถ. ที่ว่าจะแบ่งส่วนบุญให้เทวดาได้หรือไม่ มีศัพท์บาลีอยู่คำหนึ่งว่า เทวตาพลี เรื่องก็มีว่าพราหมณ์ทำพิธีบวงสรวง อย่างที่เคยเซ่นๆ กันอยู่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ทำแบบนั่นแหละ แต่ให้แบ่งส่วนบุญ ไม่จำกัดว่าเทวดาจะสูงกว่าเรา หรือจะต่ำกว่าเรา บอกว่ามีเทวตาพลี คือ ทำบวงสรวงให้แก่เทวดา

        สุ. ขอกล่าวถึงอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นการเกื้อกูลของเทพบุตร ใน ขุททกนิกายวิมานวัตถุ ใน มัฏฐกุณฑลีวิมาน

        พราหมณ์ผู้บิดาเศร้าโศกถึงบุตรผู้สิ้นชีวิต ได้เผาศพของบุตรที่ป่าช้า พราหมณ์บิดาเป็นผู้ที่มีความตระหนี่มาก แม้ว่าลูกจะเจ็บหนักก็ยังเสียดายเงินที่จะหาหมอ หรือหายาดีๆ มารักษาบุตร จนกระทั่งบุตรนั้นสิ้นชีวิตไป บิดาก็เศร้าโศกเป็นทุกข์อย่างยิ่งและเทพบุตรซึ่งเป็นบุตรก็ได้มาปรากฏแก่บิดาผู้เป็นพราหมณ์เพื่อเกื้อกูลในธรรม

        พราหมณ์ถามเทพบุตรนั้นว่า

        ท่านประดับแล้ว มีต่างหูอันเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีตัวลูบไล้ด้วยจันทน์แดงประคองแขนทั้งสองข้างคร่ำครวญอยู่ในป่าช้า ท่านเป็นทุกข์ถึงอะไรเล่า

        การที่จะเกื้อกูลก็ต้องอาศัยอุบายวิธีต่างๆ ถ้าคนนั้นกำลังเศร้าโศก เทพบุตรก็ปรากฏในลักษณะที่ว่ากำลังเศร้าโศกเหมือนกัน จนกระทั่งพราหมณ์นั้นสงสัยว่า ทำไมเทพบุตรนั้นจึงเศร้าโศกอย่างนั้น

        มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า

        เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่องเกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหาคู่ล้อของรถนั้นยังไม่ได้ ข้าพเจ้าจะสละชีวิตเพราะความทุกข์นั้น

        พราหมณ์กล่าวว่า

        ดูกร มานพผู้เจริญ ท่านอยากได้คู่ล้อทำด้วยทองคำทำด้วยแก้ว ทำด้วยทองแดง หรือทำด้วยเงิน ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ท่านได้คู่ล้อนั้น

        มานพตอบแก่พราหมณ์นั้นว่า

        พระจันทร์ พระอาทิตย์ย่อมปรากฏในวิถีทั้งสอง รถของข้าพเจ้าทำด้วยทองคำย่อมงามด้วยคู่ล้อนั้น

        คือ ต้องการล้อที่ทำด้วยพระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่ใช่ล้อที่ทำด้วยแก้ว ทำด้วยทองคำ ทำด้วยเงิน

        พราหมณ์กล่าวว่า

        ดูกร มานพ ท่านเป็นคนโง่ ที่ท่านมาปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านจักตาย จักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองเลย

        มานพกล่าวว่า

        แม้การไปและการมาของพระจันทร์และพระอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ รัศมีของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้นยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคนที่ตาย ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ปรากฏ เราทั้งสองคร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครจะโง่กว่ากัน

        พราหมณ์กล่าวว่า

        ดูกร มานพ ท่านพูดจริง เราทั้งสองผู้คร่ำครวญอยู่ ข้าพเจ้าเองเป็นคนโง่กว่าเพราะข้าพเจ้าอยากได้บุตรที่ตายไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้ อยากได้พระจันทร์ฉะนั้นท่านมารดข้าพเจ้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระวนกระวายทั้งปวงให้ดับ เหมือนบุคคลดับไฟที่ราดเปรียงด้วยน้ำ ฉะนั้น ลูกศรคือความโศกอันเสียดแทงหทัยของข้าพเจ้า อันท่านผู้บรรเทาความโศกถึงบุตรแก่ข้าพเจ้า ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ถอนขึ้นแล้ว

        ดูกร มานพ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีลูกศรคือความโศกอันท่านถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็น ดับสนิท จะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของท่าน ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะปุรินททะ ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร ไฉนข้าพเจ้าจักรู้จักท่านเล่า

        มานพกล่าวว่า

        ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเอง แล้วคร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใด บุตรคนนั้นคือข้าพเจ้า ทำกุศลกรรมแล้วถึงความเป็นสหายของเทพเจ้าชาวไตรทศ

        พราหมณ์กล่าวว่า

        เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถ กรรมเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น ท่านไปสู่เทวโลกได้เพราะกรรมอะไร

        เพราะพราหมณ์เป็นคนตระหนี่มาก ไม่มีการให้ทานเลย และก็ไม่เคยเห็นบุตรของตนให้ทานเช่นกัน

        มานพกล่าวว่า

        เมื่อข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ข้ามพ้นความสงสัย ผู้เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้ทำอัญชลีแก่พระตถาคต ข้าพเจ้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชาวไตรทศ เพราะทำกุศลกรรมนั้น

        เหตุเพียงเกิดความเลื่อมใส มีจิตเบิกบาน และทำอัญชลีแด่พระผู้มีพระภาค

        พราหมณ์กล่าวว่า

        น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ ผลของอัญชลีกรรมเป็นได้ถึงเช่นนี้ ถึงข้าพเจ้าก็มีใจเบิกบานเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้ทีเดียว

        มานพกล่าวว่า

        ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย คือ จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน จงเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงยินดีด้วยภรรยาของตน อย่ากล่าวเท็จ อย่าดื่มน้ำเมา

        พราหมณ์กล่าวว่า

        ดูกร เทวดาผู้ควรบูชา

        คือ ไม่ได้ยึดถือว่าเป็นบุตรของตนอีกแล้วเพราะว่าพราหมณ์กล่าวว่า

        ดูกร เทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้ที่ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นนรเทพว่าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน ของดเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ยินดีในภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา

        สิ่งที่เทพบุตรเกื้อกูล คือ ให้บุคคลนั้นเจริญกุศล

        ใน ขุททกนิกาย ชาดก อุทยชาดก ท่านจะได้ฟังข้อความธรรมที่เทวบุตรได้มาเกื้อกูลแก่บุคคลซึ่งเคยเกี่ยวข้องกัน เป็นเรื่องของเทพบุตรซึ่งเป็นพระเจ้าอุทัยในอดีตชาติ ได้มาปรากฏพระองค์แก่พระมเหสีเพื่อเกื้อกูลธรรม ซึ่งเทพบุตรก็ได้กล่าวกับพระนางอุทัยผู้เป็นพระมเหสีในอดีตชาติ มีข้อความว่า

        ดูกร พระนางผู้มีพระวรกายงามหาที่ติมิได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึง ทรงวัตถาภรณ์อันสะอาด เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่พระองค์เดียว

        ดูกร พระนางผู้มีพระเนตรงามดังเนตรของนางกินนร หม่อมฉันขอวิงวอน พระนาง เราทั้งสองควรอยู่ร่วมกันตลอดคืนหนึ่งนี้

        นี่เป็นข้อความธรรมในพระไตรปิฎก ซึ่งท่านจะสังเกตได้ว่า บุคคลแต่ละอัธยาศัยในโลก พระธรรมทรงเกื้อกูลทั้งหมด บุคคลที่ยังติดในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ พระธรรมจะเกื้อกูลแม้บุคคลที่ยังข้องอยู่ในทางโลกให้ได้รู้สภาพธรรมและพิจารณาธรรมเพื่อจะได้ดำเนินชีวิตในทางธรรมได้

        ซึ่งพระนางก็สงสัยจึงได้ตรัสตอบว่า

        นครนี้มีคูรายรอบ มีป้อมและซุ้มประตูมั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใครๆ จะเข้าได้ ทหารนักรบหนุ่มก็ไม่มีมาเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ

        ไม่ทราบว่าเป็นเทพบุตร ก็สงสัยว่าถ้าเป็นคนธรรมดาจะเข้ามาได้อย่างไร

        เทพบุตรกล่าวว่า

        ดูกร พระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรมาในตำหนักของพระนาง ดูกรพระนางผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดทองอันเต็มด้วยเหรียญทองแก่พระนาง

        เป็นเรื่องของโลกซึ่งคิดว่าธรรมดาเงินนั้นก็ย่อมซื้อทุกสิ่งทุกอย่างได้ ซึ่งมนุษย์ทุกกาลสมัยก็อาจจะคิดอย่างนี้ได้ ในฐานะที่คิดว่าเงินมีอำนาจมาก

        พระนางตรัสตอบว่า

        นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนาเทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูกร เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิดอย่ากลับมาอีกเลย

        ซึ่งเทพบุตรก็กล่าวชักชวนต่อไป เพราะว่าเจตนาที่จะเกื้อกูลในทางธรรมเทพบุตรได้กล่าวชักชวนต่อไปว่า

        ความยินดีอันใดเป็นที่สุดของผู้บริโภคกาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควรเพราะเหตุแห่งความยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดความยินดีในทางอันสะอาดของพระนางเลย หม่อมฉันขอถวายถาดเงินอันเต็มด้วยเหรียญเงินแก่พระนาง

        ถ้อยคำของเทพบุตรน่าสงสัย คือ การเสนอมูลค่าเพื่อที่จะให้พระนางยินยอมนั้น แทนที่จะเพิ่มให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ กลับลดต่ำลง ซึ่งพระนางอุทัยก็สงสัยอย่างนั้นเหมือนกัน ฉะนั้นจึงได้ตรัสถามเทพบุตรว่า

        ธรรมดาชายหมายจะให้หญิงเออออด้วยทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้นจนให้พอใจ ของท่านตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาโดยลดลงดังที่เห็นประจักษ์อยู่

        ซึ่งเทพบุตรก็ได้กล่าวธรรม ให้เหตุผลกับพระนางว่า

        ดูกร พระนางผู้มีพระวรกายงาม อายุ และวรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษย์โลก ย่อมเสื่อมลง ด้วยเหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน

        ดูกร พระราชบุตรีผู้มีพระยศ เมื่อหม่อมฉันกำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนางย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืนล่วงไปๆ

        ดูกร พระราชบุตรีผู้มีปรีชา เพราะเหตุนั้นพระนางพึงประพฤติพรหมจรรย์เสียวันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้น

        ท่านที่เจริญสติปัฏฐานจะเข้าใจพยัญชนะนี้ได้ ที่เทพบุตรกล่าวว่า เมื่อหม่อมฉันกำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนางย่อมเสื่อมไป ทางตาไม่ว่าจะเห็นอะไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป จิตที่กำลังเห็นแม้ในขณะนี้ เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ซึ่งยากที่จะเห็นได้ เพราะถ้าพูดถึงความเสื่อมของผิวพรรณ ถ้าไม่มีการเกิดดับของรูป ความเสื่อมของผิวพรรณก็มีไม่ได้ แต่รูปที่เกิดจะเป็นผิวพรรณอย่างไรก็ตาม เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปสืบต่อไป และก็ปรากฏความเสื่อม ถ้าไม่มีข้อปฏิบัติที่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถที่จะประจักษ์ความจริงข้อนี้ได้ ซึ่งพระนางอุทัยในขณะนั้น ยังเป็นผู้ที่พอใจในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ

        เทพบุตรกล่าวกับพระนางว่า

        พระนางพึงประพฤติพรหมจรรย์เสียวันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้นอีก

        เพราะว่าทุกท่านจะต้องสิ้นชีวิต สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการวรรณะที่เลวในอบายภูมิก็ต้องเป็นผู้ที่เจริญกุศล จึงจะได้มีฉวีวรรณที่งดงามยิ่งขึ้นในสุคติภูมิ

        พระนางตรัสถามว่า

        เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือ ดูกร เทพบุตรข้าพเจ้าขอถาม ท่านผู้มีอานุภาพมาก ร่างกายของเทวดาเป็นอย่างไร

        เทพบุตรกล่าวว่า

        เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีฉวีวรรณอันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุกๆ วัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น

        ซึ่งทั้งนี้ต้องเป็นไปตามวันเวลา และกำหนดอายุของเทวดา เพราะว่าในภูมิของเทวดานั้นไม่ปรากฏความชรา ภูมิของเทพไม่แก่ และไม่ปรากฏความเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างในภูมิของมนุษย์เลย

        พระนางตรัสถามว่า

        หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้กลัวอะไรเล่าจึงไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปเทวโลกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูกร เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหนจึงจะไม่กลัวปรโลก

        เทพบุตรกล่าวตอบว่า

        บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่กระทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีถ้อยคำกลมกล่อมอ่อนหวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงกลัวปรโลก

        ท่านจะกลัวหรือไม่กลัว พิสูจน์ได้จากชีวิตประจำวันของท่าน ถ้าท่านเป็นบุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่กระทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือน อันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีถ้อยคำกลมกล่อมอ่อนหวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงกลัวปรโลก

        ถ้าฟังพยัญชนะที่กล่าวแล้วข้างต้น จะเห็นว่าเป็นกุศล เพราะว่าเป็นบุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบในทางที่เป็นกุศล ไม่ใช่ในความเห็นผิด ถ้าเป็นไปในความเห็นผิด วาจาก็ผิด การกระทำทางกายก็ผิด ฉะนั้นชีวิตประจำวันจึงขึ้นอยู่กับใจที่เป็นกุศลและเป็นความเห็นถูก ซึ่งจะทำให้กุศลอื่นๆ เจริญขึ้น ฉะนั้น ท่านก็ตรวจสอบสภาพจิตใจของท่านได้ว่า เป็นผู้ที่ตั้งวาจาและใจไว้ชอบหรือไม่ หรือว่าได้กระทำบาปด้วยกายหรือเปล่า

        ซึ่งเมื่อพระนางอุทัยได้ฟังธรรมจากเทพบุตรแล้ว ก็ใคร่ที่จะทราบว่า เทพบุตรนั้นเป็นใคร จึงตรัสถามว่า

        ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าเหมือนมารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงามยิ่ง ข้าพเจ้าขอถาม ท่านเป็นใครหนอ มีร่างกายสง่างาม

        เทพบุตรกล่าวตอบว่า

        ดูกร พระนางผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้าอุทัย มาในที่นี้เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้าบอกพระนางแล้วจะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อผูกพันของพระนางแล้ว

        เมื่อพระนางทราบว่า เทพบุตรนั้นคือพระเจ้าอุทัยในอดีต ด้วยความผูกพันในพระเจ้าอุทัย เพราะว่าพระนางยังเป็นมนุษย์อยู่ ฉะนั้น พระนางจึงได้ตรัสว่า

        ข้าแต่พระลูกเจ้า ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัยเสด็จมา ณ ที่นี้ ข้าแต่พระราชบุตร ขอเชิญพระองค์จงโปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้งสองจะได้พบกันใหม่อีกเถิด

        แต่เพื่อที่จะให้พระนางหมดสิ้นความผูกพัน เทพบุตรจึงได้กล่าวธรรม อนุเคราะห์พระนางว่า

        วัยล่วงไปเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อมจุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืนย่อมเสื่อมสลาย

        ดูกร พระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม พื้นแผ่นดินทั้งสิ้นเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าพึงเป็นของของพระราชาพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง ถึงกระนั้นผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ก็ต้องทิ้งสมบัตินั้นไป

        ดูกร พระนางอุทัยเธอ อย่าประมาท จงประพฤติธรรม มารดา บิดา พี่ชายน้องชาย พี่สาว น้องสาว ภรรยา และสามี พร้อมทั้งทรัพย์ แม้เขาเหล่านั้น ต่างก็จะละทิ้งกันไป

        ดูกร พระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม ดูกร พระนางอุทัยเธอพึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ พึงทราบว่า สุคติ และทุคติใน สังสาระเป็นที่พักชั่วคราว เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม

        ธรรมที่เทพบุตรกล่าวกับพระนาง เป็นสิ่งที่ควรจะได้พิจารณาเพื่อประโยชน์ คือการละคลายความที่เคยผูกพันในสัตว์ ในบุคคล ซึ่งเทพบุตรกล่าวว่า

        วัยล่วงไปเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๒๙ ตอนที่ ๒๘๑ – ๒๙๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 37
    28 ธ.ค. 2564