แนวทางเจริญวิปัสสนา แผ่นที่ ๕ (ครั้งที่ 241-300)

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 264

    ครั้งที่ ๒๖๔


        เป็นชีวิตของแต่ละบุคคลซึ่งท่านเองทราบไม่ได้ เคยพบท่านพระเถรี ท่านพระเถระเหล่านั้นมาบ้างหรือเปล่าในอดีตกาล อาจจะเคยเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับท่านพระเถระ ท่านพระเถรีเหล่านั้นในครั้งนั้นก็ได้ แต่ในบัดนี้ ท่านก็เป็นบุคคลที่ฟังพระธรรมของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และฟังธรรมของพระสาวกเหล่านั้น

        ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ สุวรรณกักกฏกชาดก มีข้อความว่า

        พระเทวทัตในครั้งนั้น ได้เกิดเป็นกา ส่วนช้างเกิดเป็นงูเห่า พระอานนท์ผู้เจริญเกิดเป็นปู เราผู้เป็นศาสดา ในครั้งนั้นเกิดเป็นพราหมณ์

        ส่วนท่านผู้ฟังจะไม่เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉานอีก เป็นไปได้ไหม ถ้ายังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรมเป็นพระอริยเจ้า กำเนิดของสัตว์ดิรัจฉานก็มีให้เห็นถึงความวิจิตรต่างๆ ซึ่งปฏิสนธิเพราะอกุศลกรรมเป็นปัจจัย และเมื่อยังไม่รู้แจ้งอริยสัจธรรม อกุศลกรรมก็ยังกระทำอยู่บ้าง และในอดีต อกุศลกรรมที่ได้กระทำแล้ว ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้ปฏิสนธิในกำเนิดของอบายภูมิได้

        ขุททกนิกาย ชาดก มหานารทกัสสปชาดก มีข้อความว่า

        เป็นอดีตชาติของท่านพระอานนท์ เมื่อครั้งที่ท่านเกิดเป็นพระนางรุจา ราชธิดาของพระเจ้าวิเทหราช พระนางรุจาราชธิดา สามารถที่จะระลึกอดีตชาติได้ถึง ๗ ชาติ

        ท่านผู้ฟังจะได้เห็นการสะสมความวิจิตรของจิต สำหรับพระสาวกที่ได้เป็นเอตทัคคะ โดยการเป็นผู้เลิศในทางทรงจำ และในการเป็นพหูสูต แม้ในอดีตชาติที่ท่านเกิดเป็นพระนางรุจา ราชธิดาของพระเจ้าวิเทหราชนั้น ท่านก็เคยสะสมเหตุปัจจัยมาทำให้สามารถระลึกอดีตชาติได้ถึง ๗ ชาติ

        พระนางรุจาราชธิดาได้กราบทูลพระราชบิดาถึงอดีตชาติว่า ข้าแต่พระจอมประชาชน ชาติที่ ๗ ของกระหม่อมฉันในอดีต กระหม่อมฉันเกิดเป็นบุตรนายช่างทอง ในแคว้นมคธ ราชคฤห์มหานคร กระหม่อนฉันได้คบหาสหายผู้ลามก ทำบาปกรรมไว้มาก เที่ยวคบชู้ภรรยาของชายอื่น เหมือนจะไม่ตาย กรรมนั้นยังไม่ให้ผล เหมือนไฟอันเถ้าปกปิดไว้ ในกาลต่อมา ด้วยกรรมอื่นๆ กระหม่อมฉันนั้นได้เกิดในวังสรัฐ เมืองโกสัมพี เป็นบุตรคนเดียวในสกุลเศรษฐีผู้สมบูรณ์ มั่งคั่ง มีทรัพย์มากมาย คนทั้งหลายสักการะบูชาอยู่เป็นนิจ

        เป็นชาติที่ ๒ ในอดีต ๗ ชาติที่ท่านระลึกได้

        ในชาตินั้น กระหม่อนฉันได้คบหาสมาคมมิตรสหาย ผู้ยินดีในกรรมอันงาม ผู้เป็นบัณฑิต เป็นพหุสูต เขาแนะนำให้กระหม่อมฉันรักษาอุโบสถศีลในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตลอดราตรีเป็นอันมาก กรรมนั้นยังไม่ให้ผล ดังขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ

        จะเห็นได้ว่า กุศลกรรมก็ยังไม่ได้ให้ผล แต่ว่ากุศลกรรมที่ยังไม่ได้ให้ผลนั้น เหมือนกับขุมทรัพย์ที่ฝังไว้ใต้น้ำ แม้ว่าท่านสะสมอบรมปัจจัยที่จะได้ตรัสรู้ แต่ว่าเมื่อยังไม่ตรัสรู้ กุศลกรรม และอกุศลกรรม ก็ยังคงเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดต่างๆ กัน

        ครั้นภายหลัง บรรดาบาปกรรมทั้งหลาย ปรทารกกรรมอันใดที่กระหม่อมฉันได้กระทำไว้ในมคธรัฐ ผลแห่งกรรมนั้นมาถึงกระหม่อมฉันแล้ว เหมือนดื่มยาพิษอันร้ายแรง ฉะนั้น

        ข้าแต่พระองค์ผู้ครองวิเทหรัฐ กระหม่อมฉันจุติจากตระกูลเศรษฐีนั้นแล้ว ต้องหมกไหม้อยู่ในโรรุวนรกสิ้นกาลนาน เพราะกรรมของตน

        เป็นชาติที่ ๓ ในอดีต ๗ ชาติที่ท่านระลึกได้

        กระหม่อมฉันระลึกถึงทุกข์ที่ได้เสวยในนรกนั้น ไม่ได้ความสุขเลย กระหม่อม ฉันยังทุกข์เป็นอันมากให้สิ้นไปในนรกนั้นนานปี แล้วเกิดเป็นลา ถูกเขาตอนอยู่ใน ภินนาคตมหานคร

        เป็นอดีตชาติที่ ๔ ที่ท่านเกิดเป็นลา

        กระหม่อมฉันเมื่อเกิดเป็นลา ต้องพาลูกผู้ดีทั้งหลายไปด้วยหลังบ้าง ด้วยรถบ้าง นั่นเป็นผลแห่งกรรม คือ การที่กระหม่อมฉันคบชู้ภรรยาผู้อื่น

        ข้อความต่อไปมีว่า

        ผลของอกุศลกรรม คือ การคบชู้ภรรยาของผู้อื่น ผลของกรรมนั้นเอง เมื่อจุติจากชาติที่เป็นลานั้นแล้ว ก็ได้ไปบังเกิดเป็นลิงในป่าใหญ่ ซึ่งก็ได้รับทุกข์ทรมานสาหัส

        เมื่อจุติจากชาติที่ ๕ ซึ่งเป็นลิงแล้วนั้น ได้บังเกิดเป็นโค ถูกเขาตอน มีกำลังแข็งแรง ต้องเทียมยานอยู่สิ้นกาลนาน

        ครั้นจุติจากชาติที่ ๖ ที่เป็นโคนั้นแล้ว ก็มาบังเกิดเป็นกระเทย ในตระกูลที่มีโภคสมบัติมาก ในแคว้นวัชชี

        ครั้นจุติจากชาติที่เป็นกระเทยนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นนางอัปสรในนันทวัน ณ ดาวดึงส์พิภพ กุศลที่ได้กระทำไว้ในเมืองโกสัมพีตามมาให้ผล

        เมื่อจุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย์ ไม่พ้นจากความเป็นหญิงตลอด ๗ ชาติ และชาติที่ ๗ ก็ได้เกิดเป็นเทวดาผู้ชาย

        พระนางรุจาได้กราบทูลพระราชบิดาต่อไป มีข้อความตอนหนึ่งว่า

        ชายใดปรารถนาความเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงเว้นภรรยาผู้อื่นเสีย เหมือนบุคคลล้างเท้า สะอาดแล้ว เว้นเปลือกตม ฉะนั้น

        หญิงใดปรารถนาเป็นบุรุษทุกๆ ชาติไป ก็พึงยำเกรงสามี เหมือนนางเทพอัปสร ผู้เป็นบาทบริจาริกา ยำเกรงพระอินทร์ ฉะนั้น

        ผู้ใดปรารถนาโภคทรัพย์ อายุ ยศ และสุข อันเป็นทิพย์ ก็พึงเว้นบาปทั้งหลาย ประพฤติแต่สุจริตธรรม ๓ อย่าง

        สตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ควรเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยกาย วาจา ใจ มีปัญญาเครื่องพิจารณา เพื่อประโยชน์ของตน นรชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ที่เป็นคนมียศ มีโภคทรัพย์บริบูรณ์ทุกอย่าง นรชนเหล่านั้น ได้สั่งสมกรรมดีไว้ในปางก่อนแล้วโดยไม่ต้องสงสัย สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของตน

        ถ. สตรีที่ยำเกรงสามี ชาติต่อไปจะกลับเพศเป็นบุรุษ มีตัวอย่างไหม

        สุ. สตรีที่ต่อไปจะเกิดเป็นบุรุษ ก็มี ด้วยกุศลกรรม ด้วยทาน ด้วยศีล ด้วยเจตนาที่ต้องการจะเป็นบุรุษ แล้วแต่แต่ละบุคคล

        ในพระไตรปิฎกมีข้อความที่กล่าวถึงการเกิดเป็นสตรีว่า มีทุกข์หลายประการตามที่ได้ทรงแสดงไว้

        สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค เปยยาลวรรคที่ ๑ อาเวณิกสูตร มีข้อความที่กล่าวถึงทุกข์ของมาตุคาม ๕ ประการ และข้อความอื่นๆ ตั้งแต่ข้อ ๔๕๘ - ๔๙๖ ก็เป็นเรื่องของเพศสตรี คือ มาตุคาม ซึ่งมีทั้งที่เป็นทุกข์อย่างไร และเมื่อได้เจริญกุศลธรรมแล้ว จะเป็นสุขอย่างไร

        ใครปรารถนาที่จะเป็นบุรุษบ้าง สำหรับความต่างกันในเรื่องสติปัญญา หรือการเจริญกุศลนั้น ไม่มี แต่ที่ต่างกัน ต่างกันเพียงบุรุษสามารถที่จะเป็นใหญ่ เพราะเหตุว่าในชาติที่เป็นสตรีนั้น ไม่สามารถที่จะบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันตสัมมาสัม-พุทธเจ้า ๑ ไม่สามารถที่จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๑ ไม่สามารถที่จะเป็นท้าวสักกะ คือ พระอินทร์ ๑ ไม่สามารถที่จะเป็นมาร ๑ ไม่สามารถที่จะเป็นพรหม ๑

        แต่ในเรื่องการเจริญกุศล สะสมบารมีเพื่อรู้แจ้งอริยสัจธรรม สตรีสามารถที่จะบรรลุคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ แต่ไม่ถึงความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า สำหรับท่านพระอานนท์ ท่านเป็นเอตทัคคะหลายทาง ท่านผู้ฟังควรที่จะได้ทราบคาถาของท่านพระอานนท์เมื่อท่านตรัสรู้เป็นพระอรหันต์แล้วว่า จากการเกิดแล้วเกิดอีก สะสมบารมีมาเป็นชาติๆ นั้น เมื่อท่านบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ท่านมีคาถาอะไรที่เป็นโอวาทเตือนใจพุทธบริษัทบ้าง

        ขุททกนิกาย เถรคาถา อานันทเถรคาถา มีข้อความว่า

        บัณฑิตไม่ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับบุคคลที่ชอบส่อเสียด มักโกรธ ตระหนี่ และผู้ปรารถนาให้ผู้อื่นพินาศ เพราะการสมาคมกับคนชั่วเป็นความลามก

        คาถาของพระอรหันต์ท่านหนึ่ง ซึ่งท่านเห็นความสำคัญของการคบหาสมาคมมากทีเดียวว่า ถ้าคบผู้ที่เป็นพาลจะไม่ได้รับประโยชน์อะไร แต่ถ้าคบกับผู้ที่เป็นบัณฑิตจะได้รับประโยชน์มาก

        ข้อความต่อไปมีว่า

        แต่บัณฑิตควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนผู้มีศรัทธา มีศีลน่ารัก มีปัญญา และเป็นคนได้สดับเล่าเรียนมามาก เพราะการสมาคมกับคนดี ย่อมมีแต่ความเจริญอย่างเดียว

        เชิญดูร่างกายอันมีกระดูก ๓๐๐ ท่อน ซึ่งมีเอ็นใหญ่น้อยผูกขึ้นเป็นโครงตั้งไว้ อันบุญกรรมตกแต่งให้วิจิตร มีแผลทั่วทุกแห่ง กระสับกระส่าย คนโง่เขลาพากันดำริเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น

        พระอานนท์เถระ ผู้โคตมโคตร เป็นผู้ได้สดับมามาก มีถ้อยคำไพเราะ เป็นผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ปลงภาระลงแล้ว บรรลุอรหันต์ สำเร็จการนอน พระอานนท์เถระสิ้นอาสวะแล้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเกาะเกี่ยวแล้ว ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว ดับสนิท ถึงฝั่งแห่งชาติและชรา ทรงไว้แต่ร่างกายอันมีในที่สุด

        ธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ตั้งอยู่แล้วใน บุคคลใด บุคคลนั้น คือ พระอานนท์เถระผู้โคตมะ ชื่อว่า ย่อมตั้งอยู่ในมรรค เป็นทางไปสู่นิพพาน

        พระอานนท์เถระได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ได้ เรียนมาจากสำนักพระภิกษุ มีพระธรรมเสนาบดี เป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ จึงรวมเป็นที่คล่องปากขึ้นใจ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์

        คนที่เป็นชาย มีการศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ย่อมแก่เปล่า เหมือนกับโคที่มีกำลัง แต่เขาไม่ได้ใช้งาน ฉะนั้น เนื้อย่อมเจริญแก่เขา ปัญญาไม่เจริญแก่เขา

        ผู้ใดเล่าเรียนมามาก ดูหมิ่นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อยด้วยการสดับ แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติตามที่เล่าเรียนมา ย่อมปรากฏแก่เราเหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไป ฉะนั้น

        สรรเสริญการปฏิบัติ ไม่ใช่สรรเสริญเพียงการศึกษา แต่ไม่ปฏิบัติตาม

        ข้อความต่อไปมีว่า

        บุคคลควรเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่ศึกษามาก แต่ไม่ควรทำสุตตะที่ตนได้มาให้พินาศ

        ถ้าการศึกษาไม่ตรงกับการปฏิบัติ การศึกษานั้นก็ไร้ประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย

        ข้อความต่อไปมีว่า

        เพราะสุตตะที่ตนได้มานั้น เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงควรเป็นผู้ทรงธรรม บุคคลผู้รู้อักษรทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย รู้อรรถะแห่งภาษิต ฉลาดในนิรุติและบท ย่อมเล่าเรียนธรรมให้เป็นการเล่าเรียนดี และพิจารณาเนื้อความ เป็นผู้กระทำความพอใจด้วยความอดทน พยายามพิจารณา ตั้งความเพียร ในเวลา พยายาม มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน บุคคลควรคบหาท่านผู้เป็นพหุสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หวังการรู้แจ้งธรรมเช่นนั้นเถิด บุคคลผู้เป็นพหุสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมแห่งพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ผู้ที่เป็นพหุสูตนั้น เป็นผู้อันมหาชนควรบูชา

        ภิกษุมีธรรมเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมไปจากสัทธรรม เมื่อกายและชีวิตของตนเสื่อมไป

        ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย ติดอยู่ด้วยความสุขทางร่างกาย ไม่ขวนขวายบำเพ็ญเพียร ความผาสุกทางสมณะ จะมีแต่ที่ไหน

        ทิศทั้งหมดไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า ในเมื่อท่านธรรมเสนาบดีผู้เป็นกัลยาณมิตร นิพพานแล้ว

        ในครั้งนั้นท่านเป็นเพียงพระเสกขบุคคล ในขณะที่ท่านพระสารีบุตรปรินิพพาน เพราะฉะนั้น ท่านพระอานนท์ก็มีความเศร้าโศกอย่างยิ่ง

        โลกทั้งหมดนี้ปรากฏเหมือนความมืดมน กายคตาสติ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว ฉันใด กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว มีพระศาสดานิพพานไปแล้ว ฉันนั้น

        ข้อความต่อไปนี้หลังจากที่พระผู้มีพระภาคปรินิพพานแล้ว มีว่า

        มิตรเก่าพากันล่วงลับไปแล้ว จิตของเราไม่สมาคมด้วยมิตรใหม่ วันนี้เราจะเพ่งฌานอยู่ผู้เดียว เหมือนกับนกที่อยู่ในรังในฤดูฝน ฉะนั้น

        พระผู้มีพระภาคตรัสกับท่านพระอานนท์ด้วยพระคาถาหนึ่งพระคาถาว่า

        เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมาก ที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเทศนาเลย เพราะประชุมชนเหล่านั้น เป็นผู้มุ่งจะฟังธรรม จงเข้ามาหาเราได้ เวลานี้เป็นเวลาที่จะเห็นเรา

        ทรงแสดงให้เห็นว่า การฟังธรรมเป็นประโยชน์ที่สุด ไม่ควรที่จะให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดเสียโอกาสที่จะได้รับฟังพระธรรม

        พระอานนท์เถระจึงกล่าวเป็นคาถาต่อไปว่า

        พระศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงประทานโอกาสให้ประชุมชน ที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเทศนา ไม่ทรงห้าม เมื่อเรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี กามสัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เมื่อเรายังเป็น พระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี

        เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตากายกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตาวจีกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคด้วยเมตตามโนกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี

        เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดำเนินไป เราก็ได้เดินตามไปเบื้องพระปฤษฏางค์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ ฌานเกิดขึ้นแก่เรา เราเป็นผู้มีกิจที่จะต้องทำ ยังเป็นพระเสกขะ ยังไม่บรรลุอรหัตต์

        ศาสดาพระองค์ใดเป็นผู้ทรงอนุเคราะห์เรา พระศาสดาพระองค์นั้นได้เสด็จปรินิพพานไปเสียก่อนแล้ว เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถึงความเป็นผู้ประเสริฐโดยอาการทั้งปวงเสด็จปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้นได้เกิดมีความหวาดเสียว และได้เกิดขนพองสยองเกล้า

        พระสังคีติกาจารย์ เมื่อจะสรรเสริญท่านพระอานนท์เถระ ได้รจนาคาถา ๓ คาถา ความว่า

        พระอานนท์เถระเป็นพหุสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมของพระพุทธ- เจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของชาวโลกทั่วไป ปรินิพพานไปเสียแล้ว พระอานนท์เถระเป็นพหุสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมของ พระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของชาวโลกทั่วไป เป็นผู้กำจัดความมืดมน ที่เป็นเหตุทำให้เป็นดังคนตาบอดได้แล้ว

        พระอานนท์เถระเป็นผู้มีคติ มีสติ และฐิติ เป็นผู้แสวงคุณ เป็นผู้ทรงจำพระสัทธรรมไว้ได้ เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ท่านพระอานนท์เถระก่อนแต่นิพพาน ได้กล่าวคาถาความว่า เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา เราทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว

        เป็นคาถาที่พระสังคีติกาจารย์สรรเสริญท่านพระอานนท์ เพราะถ้าท่านพระอานนท์ไม่ทรงจำข้อความที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมไว้ในครั้งนั้น พุทธบริษัทในสมัยนี้ไม่มีโอกาสที่จะได้พ้นจากสภาพของความมืดมน ที่เปรียบเหมือนกับคนตาบอดได้เลย ไม่ทราบว่าจะระลึกรู้ลักษณะของนามธรรมและรูปธรรมอย่างไร แต่เพราะเหตุว่าพระธรรมได้ทรงแสดงไว้มาก และท่านพระอานนท์เถระได้ทรงจำไว้อย่างดี เป็นการเกื้อกูลพุทธบริษัทด้วยความเป็นเอตทัคคะ คือ ความเป็นผู้เลิศในทางความทรงจำ ในความเป็นพหุสูต และอดีตชาติของท่านตลอดกาลนานมาจนถึงชาติสุดท้ายที่ท่านเป็นพระอรหันต์ ท่านก็กล่าวคาถาก่อนปรินิพพานว่า

        เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา เราทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเป็นเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๒๗ ตอนที่ ๒๖๑ – ๒๗๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 37
    28 ธ.ค. 2564