แนวทางเจริญวิปัสสนา แผ่นที่ ๕ (ครั้งที่ 241-300)

แนวทางเจริญวิปัสสนา ครั้งที่ 275

    ครั้งที่ ๒๗๕


        พวกเปรตซึ่งเป็นญาติในอดีตชาตินานมาแล้วของพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งได้ไปยืนล้อมด้วยหวังว่า พระเจ้าพิมพิสารจะทรงอุทิศส่วนกุศลให้ เมื่อไม่ได้รับส่วนกุศล ตอนกลางคืนก็ส่งเสียงน่ากลัว พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับก็ตกพระทัย ไปเฝ้าพระผู้มีพระ-ภาคแต่เช้าตรู่ทูลถามว่า จะมีเหตุอะไรเกิดขึ้นแก่พระองค์หรือไม่ เพราะว่าตอนกลางคืนนั้นมีเสียงร้องน่ากลัว

        พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่มีเหตุอะไรเกิดขึ้นกับพระเจ้าพิมพิสาร เพราะเหตุว่าเสียงร้องน่ากลัวนั้นเป็นเสียงเปรตของผู้ซึ่งเป็นญาติของพระเจ้าพิมพิสารเมื่อครั้งอดีตกาล พวกเปรตนั้นมาคอยอนุโมทนาส่วนกุศลที่พระเจ้าพิมพิสารจะทรงอุทิศให้ แต่เมื่อไม่ได้ทรงอุทิศให้ พวกเปรตก็ส่งเสียงร้องน่ากลัว ซึ่งเมื่อพระเจ้าพิมพิสารได้ทรงทราบอย่างนั้น ก็ได้กราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคและพระภิกษุสงฆ์ให้ทรงรับภัตตาหารในเช้าวันนั้น เพื่อที่จะได้ทรงอุทิศส่วนกุศลทานนั้นให้แก่เปรตผู้ที่เคยเป็นญาติในอดีตกาล

        ซึ่งคาถาที่พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับพระเจ้าพิมพิสารในครั้งนั้น เรื่องของการอุทิศส่วนกุศลให้แก่เปรตซึ่งเป็นญาติในอดีตกาล เป็นข้อความซึ่งพุทธศาสนิกชนยังใช้สืบต่อมาในการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วจนถึงทุกวันนี้

        สำหรับอดีตชาติของพระเจ้าพิมพิสารและญาติซึ่งเกิดเป็นเปรตนั้น ท่านจะได้เห็นความวิจิตรของจิตที่สะสมมาต่างๆ กันในสังสารวัฏ ในหมู่วงศาคณาญาติและผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นมิตรสหายกัน ซึ่งข้อความในอดีตกาลอนันตชาติของพระเจ้าพิมพิสารและญาตินั้น มีว่า

        ในกัปที่ ๙๒ นับถอยหลังแต่ภัทรกัปนี้ลงไป พระราชาพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่าชัยเสน พระราชเทวีทรงพระนามว่าสิริมา มีพระโอรสทรงพระนามว่าผุสสะ ซึ่งภายหลังพระโอรสก็ได้ทรงออกบรรพชา และได้ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระราชาทรงบำรุงพระรัตนตรัยด้วยพระองค์เองผู้เดียว ไม่พระราชทานโอกาสให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งต่อมาภายหลังเมื่อพระโอรสอีก ๓ พระองค์ ทรงปราบปรามพระราชอาณาเขตให้สงบแล้ว พระโอรสทั้งสามนั้นก็ได้ทูลขอโอกาสบำรุงพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ซึ่งพระเจ้าชัยเสนก็ประทานโอกาสให้ตลอดเวลา ๓ เดือน

        ในบรรดาข้าราชบริพารผู้ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้จัดวิหาร เสนาสนะ และไทยทานนั้น บางพวกก็จัดไทยทานด้วยความเคารพเลื่อมใส บางพวกก็ไม่เลื่อมใสและทำอันตรายแก่ไทยทาน โดยที่เอาไปเคี้ยวกินเองบ้าง เอาไปให้แก่บุตรภรรยาบ้าง และเผาโรงทานเสียบ้าง

        ผู้ที่เลื่อมใสเมื่อสิ้นชีวิต ก็เกิดในสวรรค์ ส่วนผู้ที่ไม่เลื่อมใสและทำอันตรายแก่ไทยทานนั้น ก็เกิดในนรกตลอดกาลนาน และในภัทรกัปนี้ ในสมัยของพระกัสสป-สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่เลื่อมใสทำอันตรายแก่ไทยทานเหล่านั้น ก็พ้นจากนรกมาเกิดเป็นเปรต เปรตอื่นๆ ได้รับอุทิศส่วนกุศลจากญาติ แต่เปรตเหล่านั้นก็ยังไม่พ้นกรรมจึงไม่ได้รับอุทิศส่วนกุศล พวกเปรตเหล่านั้นได้ทูลถามพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า พวกตนจะได้รับอุทิศส่วนกุศลเมื่อใด

        พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ว่า จะได้รับในสมัยพระผู้มีพระภาคพระสมณโคดมพระองค์นี้ แล้วในสมัยของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระสมณโคดมพระองค์นี้ พระราชบุตรทั้งสามในครั้งนั้น จุติจากเทวโลกเกิดในตระกูล พราหมณ์ ออกบวชเป็นชฎิล ๓ พี่น้อง ขุนส่วยผู้เลื่อมใสจัดถวายทานด้วยความเคารพ เกิดเป็นพระเจ้าพิมพิสาร ขุนคลังผู้เลื่อมใสจัดถวายทานโดยความเคารพ เกิดเป็นวิสาขะมหาเศรษฐี ส่วนภรรยาของขุนคลังนั้นผู้เลื่อมใสจัดถวายทานโดยความเคารพ ก็ได้เกิดเป็นธิดาของเศรษฐีมีนามว่าธรรมทินนา ภายหลังก็ได้เป็นภรรยาของวิสาขะมหาเศรษฐี และภายหลังก็ได้เป็นภิกษุณีอรหันต์ ผู้เลิศในทางแสดงธรรม ส่วนพวกที่ไม่เลื่อมใสทำอันตรายแก่ไทยทานนั้น ก็ยังเป็นเปรตที่ทุกข์ทรมานด้วยความหิว รอคอยการรับอุทิศทานกุศลจากพระเจ้าแผ่นดินผู้เป็นญาติในอดีต

        ข้อความพระคาถาใน ติโรกุฑฑกัณฑ์ เรื่องการอุทิศทานกุศลแก่ญาติ ที่ พระผู้มีพระภาคตรัสแก่พระเจ้าพิมพิสารใน ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ มีว่า

        ถ้าว่าปราชญ์พึงเห็นความสุขอันไพบูลย์ เพราะสละความสุขพอประมาณไซร้เมื่อปราชญ์เห็นความสุขอันไพบูลย์ พึงสละความสุขพอประมาณเสีย

        ข้อความต่อไป เป็นปฐมคาถา คือ คาถาที่ ๑ ภาษาบาลี และจะขอแปลเป็นภาษาไทย แต่ที่กล่าวถึงภาษาบาลีด้วย ก็เพราะว่ายังใช้พยัญชนะบาลีนั้นในการอุทิศส่วนกุศล ซึ่งท่านจะได้ทราบว่า พยัญชนะที่ท่านใช้นี้สืบต่อมาตั้งแต่ครั้งพระเจ้า พิมพิสารทรงถวายทานแก่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ในครั้งนั้น เพื่ออุทิศทานกุศลแก่เปรตซึ่งเป็นญาติในอดีต

        คาถาที่ ๑ คือ ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺฐนฺติ สนฺธิสิงฺฆาฏเกสุ จ.

        ทฺวารพาหาสุ ติฎฺฐนฺติ อาคนฺตฺวาน สกํ ฆรํ

        แปลความว่า

        เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตน ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ทาง ๔ แพร่ง ทาง ๓ แพร่ง และใกล้บานประตู

        สังเกตพยัญชนะที่ว่า เปรตทั้งหลายมาสู่เรือนของตน คือ เปรตเหล่านั้นมาสู่เรือนของญาติด้วยความหวัง และเรือนของญาตินั้น เปรตก็ถือว่า เป็นเสมือนเรือนของตน เพราะว่าเป็นเรือนของญาติตน มาสู่ด้วยความหวัง แต่ว่าไม่สามารถที่จะเอ่ยปากขอได้ เพราะว่ากำเนิดในภูมิเปรต

        คาถาที่ ๒ คือ ปหุเต อนฺนปานมฺหิ ขชฺชโภชฺเช อุปฏฺฐิเต

        น เตสํ โกจิ สรติ สตฺตานํ กมฺมปจฺจยา

        แปลความว่า

        เมื่อข้าว น้ำ ของเคี้ยว และของบริโภคเป็นอันมาก อันญาติทั้งหลายตั้งไว้แล้ว ญาติไรๆ ของเปรตเหล่านั้น ระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย

        พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาที่ ๒ เพื่อจะทรงแสดงให้เห็นกรรมหนักของเปรตเหล่านั้น คือ หากกรรมที่ได้กระทำไว้เป็นกรรมหนัก ย่อมไม่มีญาติไรๆ ที่จะระลึกถึงและอุทิศส่วนกุศลให้เปรตนั้น กรรมของเปรตนั่นเองปิดบังไม่ให้ระลึกถึง และอุทิศส่วนกุศลให้

        ท่านที่ได้ทำบุญถวายทาน ลืมอุทิศส่วนกุศลบ้างหรือไม่ หรือว่าอุทิศส่วนกุศล ทุกครั้ง บางคนก่อนที่จะถวายทานตั้งใจไว้ทีเดียวว่าจะอุทิศให้ญาติที่เพิ่งล่วงลับไปเพราะฉะนั้น การถวายทานครั้งนี้ก็จะอุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้นั้นด้วย แต่เมื่อถวายทานแล้วอาจจะอุทิศส่วนกุศลให้ญาติอื่น ลืมญาติที่เพิ่งจะล่วงลับไปเสียแล้วก็ได้ เพราะความห่างไกลบ้าง หรือเพราะความกังวลของสิ่งอื่น ก็ทำให้ลืมบุคคลนั้นได้

        คาถาที่ ๓ คือ เอวํ ททนฺติ ญาตีนํ เย โหนฺติ อนุกมฺปกา

        สุจึ ปณีตํ กาเลน กปฺปิยํ ปานโภชนํ

        แปลความว่า

        ชนเหล่าใดเป็นผู้อนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาดประณีต อันเป็นของควรโดยกาล ด้วยอุทิศเจตนาอย่างนี้ว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย

        คาถาที่ ๓ พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญทาน การที่บุคคลนั้นอุทิศให้แก่เปรต ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ที่อนุเคราะห์จึงได้ให้น้ำ และโภชนะอันสะอาดประณีตอันเป็นของควรโดยกาล โดยมีเจตนาที่จะอุทิศให้ว่า ขอให้ทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย

        ข้อความต่อไป เป็นพระคาถาที่ปัจจุบันนี้ใช้ในการกรวดน้ำ หรือว่าอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติ ซึ่งเป็นกึ่งต้นของคาถาที่ ๔ คือ

        อิทํ โว ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตโย

        กึ่งต้นของพระคาถาที่ ๔ นี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวิธีอุทิศทานแก่เปรต โดยการเจาะจงญาติ ซึ่งแปลความว่า

        ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลาย จงเป็นผู้ถึงความสุขเถิด

        กึ่งหลังขอพระคาถาที่ ๔ รวมกับกึ่งต้นของพระคาถาที่ ๕ คือ

        เต จ ตตฺถ สมาคนฺตฺวา ญาติเปตา สมาคตา

        ปหุเต อนฺนปานมฺหิ สกฺกจฺจํ อนุโมทเร

        แปลความว่า

        และญาติผู้ละโลกนี้ไปแล้วเหล่านั้น มาประชุมพร้อมกันแล้วในที่นั้น เมื่อมีข้าวและน้ำเป็นอันมาก ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพว่า

        ซึ่งพระคาถานี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงวิธีให้เกิดกุศลกรรม ที่จะให้บังเกิดผลแก่ผู้ที่เกิดในปิตติวิสัยในขณะนั้น ด้วยพระคาถาว่า ญาติผู้ละโลกนี้ไปแล้วเหล่านั้น มาประชุมพร้อมกันแล้วในที่นั้น เมื่อมีข้าว และน้ำเป็นอันมาก ย่อมอนุโมทนาโดยเคารพ

        ถ้าเปรตเหล่านั้นไม่อนุโมทนาโดยเคารพ ก็จะไม่ได้รับผลของการอุทิศทานไปให้ แต่เพราะว่าเปรตเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีศรัทธา มีปีติโสมนัสเมื่อเห็นข้าว น้ำ และการที่บุคคลนั้นมีเจตนาที่เป็นกุศล อุทิศส่วนกุศลให้ ก็เกิดความเชื่อมั่นในกรรมและอนุโมทนา มีความปลาบปลื้มยินดีโสมนัส อนุโมทนาโดยเคารพว่า

        ต่อไปเป็นกึ่งหลังของคาถาที่ ๕ กับกึ่งต้นของคาถาที่ ๖ คือ

        จิรํ ชีวนฺตุ โน ญาตี เยสํ เหตุ ลภามฺหเส

        อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ทายกา จ อนิปฺผลา

        แปลความว่า

        เราทั้งหลายได้สมบัติเช่นนี้ เพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของพวกเรา จงเป็นอยู่นานเถิด บูชาอันทายกทั้งหลายทำแล้วแก่เรา และทายกทั้งหลาย ก็หาไร้ผลไม่

        นี่เป็นพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงความชื่นชมยินดีที่พวกเปรตนั้นได้รับเพราะอาศัยญาติ อาศัยการกระทำทานกุศลอุทิศส่วนกุศลให้ ทำให้เปรตเหล่านั้นเกิดปีติโสมนัสอนุโมทนาเมื่อได้สมบัติเช่นนั้น และปลาบปลื้มยินดีอนุโมทนาญาติที่ได้ทำกุศลอุทิศให้ด้วยคำว่า เราทั้งหลายได้สมบัติเช่นนี้ เพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติเหล่านั้นของพวกเรา จงเป็นอยู่นานเถิด บูชาอันทายกทั้งหลายทำแล้วแก่เราทั้งหลายแล้ว ทายกทั้งหลายก็หาไร้ผลไม่

        ในขณะที่ท่านปลาบปลื้มจริงๆ ที่บุคคลอื่นอนุเคราะห์ท่าน ท่านก็รู้สึกอยากจะตอบแทน ขอให้ผู้ที่อนุเคราะห์ท่านมีความสุข ความเจริญ มีชีวิตยืนนาน เพราะฉะนั้น พวกเปรตนี้ก็เหมือนกัน เวลาที่ได้รับสมบัติแล้ว พ้นจากความทุกข์ยากแล้ว เกิดปีติโสมนัส ก็ชื่นชมยินดีในบุญกุศลที่ญาติเหล่านั้นได้กระทำ ก็มีจิตกุศลอนุโมทนาตอบแทน ขอให้ญาตินั้นจงเป็นผู้ที่มีชีวิตยืนนาน

        กึ่งหลังของคาถาที่ ๖ ถึงคาถาที่ ๙ คือ

        น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ โครกฺเขตฺถ น วิชฺชติ

        วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ หิรญฺเญน กยากยํ

        อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลกตา ตหึ

        อุนฺนเต อุทกํ วุฏฐํ ยถา นินฺนํ ปวตฺตติ

        เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติฯ

        ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ

        เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ

        พระคาถาที่ ๙ คงจะชินหูท่านที่ได้ยินบ่อยๆ คือ

        ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ

        เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ

        ซึ่งพระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงแสดงความไม่มีแห่งเหตุเป็นเครื่องได้สมบัติ มี กสิกรรม และโครักขกรรม เป็นต้น อย่างอื่น ในปิตติวิสัย คือ การกำเนิดของเปรตนั้น และความเป็น คือ การยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่เขาให้แล้วแต่โลกมนุษย์นี้ของเหล่าสัตว์ผู้เข้าถึงปิตติวิสัย จึงตรัสกึ่งหลังคาถาที่ ๖ ถึงคาถาที่ ๙ ซึ่งแปลความว่า

        ในเปรตวิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม ไม่มีพาณิชยกรรม เช่นนั้น ไม่มีการซื้อ การขาย คือ การแลกเปลี่ยนด้วยเงิน ผู้ทำกาลกิริยา ละไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปรตวิสัยนั้น ด้วยทานทั้งหลายที่ญาติให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้

        พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เห็นว่า ในกำเนิดของเปรต การที่จะไปเลี้ยงชีวิต ด้วยการทำนา เลี้ยงโค ขายนมโค หรือการซื้อขายแลกเปลี่ยนด้วยเงิน ด้วยทองต่างๆ นั้น ไม่มีเลยที่จะให้พวกเปรตไปประกอบการงานอาชีพต่างๆ เลี้ยงชีวิต ไม่มีใน กำเนิดของเปรต พวกเปรตนั้นย่อมมีชีวิตเป็นไปด้วยทานทั้งหลายที่ญาติให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้

        ซึ่งพระผู้มีพระภาคได้ตรัสแสดงว่า การอุทิศส่วนกุศลแห่งทานนั้นจะสำเร็จแก่เปรต โดยทรงอุปมาด้วยพระคาถาที่ ๘ และที่ ๙

        อุนฺนเต อุทกํ วุฏฐํ ยถา นินฺนํ ปวตฺตติ

        เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติฯ

        แปลความว่า

        น้ำฝนตกลงในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน

        ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ

        เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ

        แปลความว่า

        ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานที่ญาติทั้งหลายให้แล้วแต่มนุษย์โลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน

        อาศัยอนุโมทนาในส่วนกุศลของบุคคลอื่นที่สามารถจะทำกุศลได้ คือ ญาติใน มนุษย์โลกนี้ เป็นผู้ที่มีความขวนขวาย สามารถที่จะจัดถวายทานอุทิศแก่ตนได้ อุปมาเหมือนกับน้ำที่ไหลจากที่ดอนย่อมลงไปสู่ที่ต่ำได้ ฉันใด พวกเปรตที่เกิดในอบายภูมิเป็นกำเนิดต่ำ ก็ย่อมจะอาศัยอนุโมทนาในส่วนกุศลของญาติที่อุทิศไปให้ และได้รับผลของการอนุโมทนานั้น ฉันนั้น

        ส่วนคาถาที่ ๑๐ คาถาที่ ๑๑ คาถาที่ ๑๒ มีว่า

        อทาสิ เม อกาสิ เม ญาติมิตฺตา สขา จ เม

        เปตานํ ทกฺขิณํ ทชฺชา ปุพฺเพ กตมนุสฺสรํ

        น หิ รุณฺณํ วา โสโก วา ยาวญฺญา ปริเทวนา

        น ตํ เปตานมตฺถาย เอวํ ติฏฺฐนฺติ ญาตโย

        อยญฺจ โข ทกฺขิณา ทินฺนา สงฺฆมฺหิ สุปติฎฺฐิตา

        ฑีฆรตฺตํ หิตายสฺส ฐานโส อุปกปฺปติ

        คาถาที่ ๑๐ แปลความว่า

        บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้กระทำแล้วในกาลก่อนว่า ผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจของเรา ผู้นี้เป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา ดังนี้ ก็ควรให้ทักษิณาเพื่อผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว

        คาถาที่ ๑๑ แปลความว่า

        การร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี ความร่ำไรรำพันอย่างอื่นก็ดี บุคคลไม่ควรทำเลย เพราะว่าการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายผู้ละไปแล้วญาติทั้งหลายย่อมตั้งอยู่อย่างนั้น

        คาถาที่ ๑๒ แปลความว่า

        ก็ทักษิณาทานนี้แล อันท่านให้แล้ว ประดิษฐานไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จโดยพลัน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้นตลอดกาลนาน

        สำหรับคาถาที่ ๑๐ ที่ว่า บุคคลมาระลึกถึงอุปการะอันท่านได้กระทำแล้วในกาลก่อนว่า ผู้นี้ได้ให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้ทำกิจนี้ของเรา ผู้นี้เป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อนของเรา ดังนี้ ก็ควรให้ทักษิณาทานเพื่อผู้ที่ละโลกนี้ไปแล้ว

        นี่เป็นสิ่งที่ควรกระทำ คือ การเกื้อกูลแก่ผู้ที่เป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เพราะว่าคงจะไม่มีญาติ หรือมิตรสหายคนไหน ซึ่งไม่เคยกระทำกิจ หรือทำคุณแก่ท่านเพราะฉะนั้น การที่จะเกื้อกูล เกื้อกูลในระหว่างที่มีชีวิตด้วยการที่ให้บุคคลนั้นได้มีโอกาสเจริญกุศลทุกประการยิ่งขึ้น เพิ่มพูนยิ่งขึ้น หรือว่าเกื้อกูลเมื่อกำลังจะสิ้นชีวิตโดยที่ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ ถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่มั่นคงในทาน ในศีล ในกุศลแล้ว ก็ไม่ควรที่จะรบกวนให้จิตใจของบุคคลนั้นหวั่นไหวไป หรือถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ไม่ได้ระลึกถึงทาน ถึงศีล ถึงกุศล ผู้ที่อยู่ใกล้กับญาติมิตรสหายที่กำลังจะสิ้นชีวิต ก็ควรที่จะให้บุคคลนั้นมนสิการ น้อมระลึกถึงกุศล เช่น ทานบ้าง ศีลบ้าง หรือความสงบของจิตบ้าง หรือการเจริญสติปัฏฐานในขณะนั้นบ้าง และเมื่อบุคคลนั้นล่วงลับไปแล้ว ไม่ทราบว่าจะเกิดในคติใด กำเนิดใด ก็ควรที่จะได้กระทำทานกุศล และอุทิศส่วนกุศลให้



    คำบรรยายคัดลอกจาก E-book
    แนวทางเจริญวิปัสสนา เล่ม ๒๘ ตอนที่ ๒๗๑ – ๒๘๐
    เรียบเรียงอักษรให้อยู่ในรูปแบบหนังสือ โดยมีเนื้อหาใจความสำคัญครบถ้วน

    ฟังธรรมจากหัวข้อย่อย

    หมายเลข 37
    28 ธ.ค. 2564